วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ
The Agricultural Science Society of Thailand
th-TH
วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร
3027-7159
-
ผลของเอทิลีนและบราสสิโนสเตียรอยด์ในการแสดงออกของเพศดอกและผลผลิตของแตงกวา (Cucumis sativus L.)
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264204
<p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> แตงกวาเป็นพืชผักเศรษฐกิจสำคัญของไทย แตงกวามีดอกแยกเพศ การเพิ่มจำนวนดอกเพศเมียเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่การเพิ่มจำนวนผลและผลผลิตรวม การศึกษานี้มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนดอกเพศเมียและผลผลิตแตงกวา โดยใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชในกลุ่มเอทิลีนและบราสสิโนสเตียรอยด์<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>พ่นสารควบคุมการเจริญเติบโต ประกอบด้วย น้ำกลั่น (ชุดควบคุม) สารละลายอีทีฟอน 200 มิลลิกรัมต่อลิตร สารละลาย 24-อิพิบราสสิโนไลด์ (EBR) 10<sup>–8</sup> M และสารละลายผสมอีทีฟอน+EBR ให้ต้นแตงกวาในระยะที่มีใบจริง 4 ใบ สัปดาห์ละ 1 ครั้งต่อเนื่อง 4 สัปดาห์บันทึกข้อมูลการออกดอก ปริมาณและคุณภาพผลผลิต<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>สารละลายอีทีฟอนสามารถเพิ่มจำนวนดอกเพศเมียและผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) และชะลอการลดลงของดัชนีความเขียวใบได้ดีกว่าการใช้ EBR การพ่นอีทีฟอน+EBR สามารถเพิ่มผลผลิตต่อต้นของแตงกวาได้เช่นกัน ในขณะที่ การพ่น EBR เพียงชนิดเดียวสามารถเพิ่มอัตราส่วนดอกเพศเมียต่อเพศผู้มากกว่าการใช้สารละลายอีทีฟอน+EBR ทั้งนี้ การใช้สารละลายทั้งสามชนิดไม่ส่งผลต่ออัตราการหายใจและการผลิตเอทิลีนของต้นแตงกวา ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมดในผล และขนาดผลแตงกวา<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">การพ่นเอทิลีนและบราสสิโนสเตียรอยด์มีศักยภาพในการเพิ่มจำนวนดอกเพศเมียในแตงกวา นำไปสู่การเพิ่มจำนวนผลผลิตแตงกวา และอาจใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงพันธุ์ได้</span></p>
ธีรพัฒน์ เทพแก้ว
สุวรรณนิกา ธัญญาวัฒนา
กาญจนา บุญเรือง
จุติภรณ์ ทัสสกุลพนิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2026-07-09
2026-07-09
57 2
76−88
76−88
-
การจัดการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์เชิงสร้างสรรค์โดยการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในสามพรานโมเดล
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/266905
<p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong>: โครงการสามพรานโมเดลเป็นรูปแบบการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์โดยใช้กลไกระบบการมีส่วนร่วมของเกษตรกร พร้อมพัฒนาช่องทางตลาดและแพลตฟอร์ม TOCA เพื่อยกระดับสู่ผู้ประกอบการเกษตรในยุคดิจิทัล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้ด้านส่วนประสมการตลาด ความคิดเห็นเกี่ยวกับตลาด การมีส่วนร่วมของเกษตรกร และระดับการจัดการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์เชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนเปรียบเทียบปัจจัยที่สัมพันธ์กับการจัดการตลาดดังกล่าว<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong>: ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างเก็บข้อมูลจากเกษตรกรในโครงการสามพรานโมเดล จำนวน 127 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและตารางไขว้เพื่อเปรียบเทียบตัวแปรสำคัญ<br /><strong>ผลการวิจัย</strong>: เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 54.65 ปี มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์เฉลี่ย 18.65 ไร่ และมีประสบการณ์เฉลี่ย 8.15 ปี มีความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับตลาดอยู่ในระดับมาก และมีส่วนร่วมสูงในกิจกรรมการประชุมกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ระดับการจัดการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีจุดแข็งด้านบุคลากรและการบริหารงบประมาณ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม TOCA<br /><strong>สรุป</strong><span style="font-weight: 400;">: ความรู้ ความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมของเกษตรกรไม่มีความสัมพันธ์กับระดับการจัดการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์</span><span style="font-weight: 400;">เชิงสร้างสรรค์</span><span style="font-weight: 400;">อย่างมีนัยสำคัญ จึงเสนอให้พัฒนาเครื่องมือสนับสนุนเชิงกลยุทธ์โดยเฉพาะ </span><span style="font-weight: 400;">TOCA </span><span style="font-weight: 400;">ให้ใช้งานง่าย และส่งเสริมทักษะดิจิทัลแก่เกษตรกร พร้อมถ่ายทอดความสำเร็จของผู้ใช้จริงเพื่อสร้างแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบตลาดออนไลน์อย่างยั่งยืน</span></p>
ชญานี โพธิ
พนามาศ ตรีวรรณกุล
เมตตา เร่งขวนขวาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2026-07-09
2026-07-09
57 2
89−101
89−101
-
การยอมรับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ของเกษตรกรในการผลิตเงาะทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/266263
<p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมา</strong><strong>และวัตถุประสงค์:</strong> การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อความสมดุลของระบบนิเวศในดิน นำไปสู่การเสื่อมโทรมของดินและการเกษตรที่ไม่ยั่งยืน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และสังคมของเกษตรกรผู้ปลูกเงาะในอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ประเมินระดับความรู้และการยอมรับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับดังกล่าว<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> ใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากเกษตรกรจำนวน 146 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด และค่าสูงสุด) และสถิติเชิงอนุมาน (<em>t</em>-test และ F-test) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.01<br /><strong>ผลการวิจัย:</strong> เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 61.29 ปี และมีประสบการณ์ปลูกเงาะมากกว่า 30 ปี แม้ปัจจุบันยังใช้ปุ๋ยเคมีเป็นหลัก แต่เกือบครึ่งหนึ่งเคยได้รับการอบรมหรือคำแนะนำเกี่ยวกับปุ๋ยอินทรีย์ เกษตรกรมีระดับความรู้และการยอมรับการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 3.60) โดยพบว่า สถานภาพสมรสเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่มีผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการยอมรับ (P < 0.01) โดยผู้ที่สมรสแล้วมีแนวโน้มยอมรับมากกว่า ซึ่งอาจเกิดจากความตระหนักถึงสุขภาพของครอบครัวและความยั่งยืนในการผลิต<br /><strong>สรุป:</strong><span style="font-weight: 400;"> ควรส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในหมู่เกษตรกรเพื่อสนับสนุนการเกษตรที่ยั่งยืน โดย</span><span style="font-weight: 400;">หน่วยงานภาครัฐ</span><span style="font-weight: 400;">ควรจัดกิจกรรมส่งเสริม เช่น การจัดแปลงสาธิต การฝึกอบรม และการสนับสนุนเชิงนโยบาย เพื่อเพิ่มการยอมรับในพื้นที่เป้าหมายอย่างทองผาภูมิ</span></p>
เมธ์วดี เนตรายน
พัชราวดี ศรีบุญเรือง
เมตตา เร่งขวนขวาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2026-07-09
2026-07-09
57 2
102−113
102−113
-
ผลของคาร์บอนไดออกไซด์ต่ออัตราการเจริญเติบโตของผักสลัดในโรงงานผลิตพืชโดยใช้แสงประดิษฐ์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264177
<p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> โรงงานผลิตพืชโดยใช้แสงประดิษฐ์ (Plant factory with artificial lighting; PFAL) เป็นระบบการผลิตพืชที่สามารถควบคุมปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการผลิตพืชในยุคปัจจุบันที่มีความเสี่ยงจากปัจจัยแวดล้อมภายนอกต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิต ในปัจจุบันข้อมูลปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหมาะสมแก่ผักสลัดที่ปลูกในระบบ PFAL มีเพียงส่วนน้อย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของคาร์บอนไดออกไซด์ต่ออัตราการเจริญเติบโตของผักสลัด 10 ชนิด ได้แก่ กรีนโอ๊ค กรีนคอส บัตเตอร์เฮด เบบี้คอส กรีนคอรัล เรดโอ๊ค เรดคอรัล เรดคอส แกรนแรพปิด และเรดโบว์ที่ปลูกเลี้ยงในระบบ PFAL<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>วางแผนแบบบล็อกสมบูรณ์เชิงสุ่ม (RCBD) โดยให้คาร์บอนไดออกไซด์ที่ 4 ระดับความเข้มข้น ได้แก่ 400 (ชุดควบคุม), 800, 1,200 และ 1,600 ppm เป็นเวลา 4 สัปดาห์ จำนวน 4 ซ้ำ ซ้ำละ 12 ต้น ในผักสลัด 10 ชนิด บันทึกข้อมูลด้านการเจริญเติบโต ได้แก่ ความสูงของทรงพุ่ม ความกว้างของทรงพุ่ม น้ำหนักสดของผลผลิตเมื่อเก็บเกี่ยว และน้ำหนักแห้งของผลผลิต นำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติโดยวิธี Duncan's new multiple range test ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>การได้รับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ระดับ 1,200 ppm ส่งผลให้ผักสลัด 8 ชนิด ได้แก่ กรีนโอ๊ค กรีนคอส บัตเตอร์เฮด เบบี้คอส กรีนคอรัล เรดโอ๊ค เรดคอรัล และเรดคอส มีความสูงและความกว้างของทรงพุ่มสูงที่สุด ขณะที่ ผัก 5 ชนิด ได้แก่ บัตเตอร์เฮด กรีนคอรัล เรดโอ๊ค เรดคอส และแกรนแรพปิด มีน้ำหนักสดผลผลิตเมื่อเก็บเกี่ยวสูงที่สุด และผัก 6 ชนิด ได้แก่ บัตเตอร์เฮด เบบี้คอส เรดโอ๊ค เรดคอรัล เรดคอส และแกรนแรพปิด มีน้ำหนักแห้งสูงที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ระดับ 1</span><span style="font-weight: 400;">,</span><span style="font-weight: 400;">200 </span><span style="font-weight: 400;">ppm </span><span style="font-weight: 400;">เป็นระดับที่ส่งผลให้ผักสลัดมีอัตราการเจริญเติบโตดีที่สุดเมื่อปลูกเลี้ยงในระบบ </span><span style="font-weight: 400;">PFAL</span></p>
เสาวลักษณ์ กิตติธนวัตร
ทิวา บุบผาประเสริฐ
วิศรุต สันม่าแอ
สัจจะ ประสงค์ทรัพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2026-07-09
2026-07-09
57 2
114−123
114−123
-
การเปรียบเทียบเทคนิคอะตอมมิกแอบซอร์พชันสเปกโทรสโกปีและยูวีวิสิเบิลสเปกโทรสโกปีเพื่อประเมินความเป็นประโยชน์ของโพแทสเซียมในดินที่ใช้ปลูกข้าวหอมมะลิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/267580
<p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์:</strong> การประเมินปริมาณโพแทสเซียม (K) ที่เป็นประโยชน์ในดินอย่างรวดเร็วและแม่นยำ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์และชนิดของน้ำยาสกัดที่เหมาะสม มีความสำคัญต่อการจัดการปุ๋ยโพแทสเซียมอย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของน้ำยาสกัด 4 ชนิด ได้แก่ 1 M NH<sub>4</sub>OAc, Bray II, Mehlich I และ 0.01 M CaCl<sub>2 </sub>ร่วมกับเทคนิคการวิเคราะห์โพแทสเซียม 2 วิธี คือ AAS และ UV-Vis โดยมุ่งพัฒนาวิธีวิเคราะห์ที่สามารถนำไปปรับใช้กับชุดทดสอบโพแทสเซียมในดินภาคสนามได้อย่างแม่นยำและประหยัดต้นทุน จุดใหม่ของงานวิจัยนี้คือการพิสูจน์ความสอดคล้องระหว่างค่าที่ได้จาก UV-Vis กับค่ามาตรฐาน AAS โดยเฉพาะกับน้ำยาสกัดที่ไม่มีไอออนรบกวน เพื่อรองรับการใช้งานเชิงพื้นที่จริงในประเทศไทย<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> วิเคราะห์ตัวอย่างดิน 178 ตัวอย่าง จากแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย โดยตรวจวัดปริมาณโพแทสเซียมจากสารสกัดดินด้วยเทคนิค AAS และ UV-Vis วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสถิติและวิเคราะห์ต้นทุน<br /><strong>ผลการวิจัย:</strong> ดินส่วนใหญ่มีโพแทสเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนไม่ได้สูงที่สุด การวิเคราะห์โดย UV-Vis ในน้ำยาสกัด Mehlich I และ CaCl<sub>2</sub> ให้ผลสอดคล้องกับ AAS (r = 0.93 และ 0.89 ตามลำดับ) และมีต้นทุนต่ำกว่า (1.54 บาทต่อครั้ง เทียบกับ AAS 2.05 บาท) อย่างไรก็ตาม พบข้อจำกัดในการใช้ UV-Vis กับน้ำยาสกัดที่มีไอออนแอมโมเนียม (เช่น NH<sub>4</sub>OAc และ Bray II) ซึ่งอาจรบกวนการวัดค่าความขุ่น<br /><strong>สรุป:</strong><span style="font-weight: 400;"> เทคนิค </span><span style="font-weight: 400;">UV-Vis </span><span style="font-weight: 400;">ร่วมกับน้ำยาสกัด </span><span style="font-weight: 400;">Mehlich I </span><span style="font-weight: 400;">และ </span><span style="font-weight: 400;">CaCl<sub>2</sub></span><span style="font-weight: 400;"> มีศักยภาพในการพัฒนาชุดทดสอบโพแทสเซียมในดินที่แม่นยำ ประหยัด และเหมาะสำหรับการใช้งานภาคสนามเพื่อแนะนำการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม</span></p>
วีรวรรณ์ พึ่งแย้ม
ณัฐพล จิตมาตย์
สุรเชษฎ์ อร่ามรักษ์
กรุณา พุ่มทรง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2026-07-09
2026-07-09
57 2
124−139
124−139
-
การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้ำ สารละลาย GA3 และ KNO3 ต่อความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์กัญชง
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/267559
<p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> กัญชง (<em>Cannabis sativa</em> L.) เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง แต่เมล็ดพันธุ์ที่เก็บรักษาเป็นเชื้อพันธุกรรมมักมีปัญหาความงอกต่ำและไม่สม่ำเสมอ การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์จึงเป็นเทคนิคที่คาดว่าจะช่วยปรับปรุงคุณภาพและการงอกของเมล็ด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้ำ กรดจิบเบอเรลลิก (GA<sub>3</sub>) และโพแทสเซียมไนเทรต (KNO<sub>3</sub>) ต่อความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดกัญชง<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>ใช้การทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์มี 6 ทรีตเมนต์ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ผ่านการเตรียมพร้อม (ชุดควบคุม) การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้ำ reverse osmosis, สารละลาย GA<sub>3 </sub>(ความเข้มข้น 0.02% และ 0.05%) และ สารละลาย KNO<sub>3</sub> (ความเข้มข้น 0.2% และ 0.5%) ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6 ชั่วโมง แล้วลดความชื้นกลับสู่ 9% บันทึกข้อมูลทุกวันเป็นเวลา 14 วัน ได้แก่ การมีรากงอก ความงอก จำนวนวันที่มีรากงอก เวลา 50% การงอก (T<sub>50</sub>) และเวลาเฉลี่ยในการงอก (MGT)<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ไม่เพิ่มเปอร์เซ็นต์การมีรากงอก (48.50–66.00%) และความงอก (29.00–39.00%) อย่างมีนัยสำคัญ แต่ทำให้การงอกเร็วขึ้นและสม่ำเสมอ โดยเมล็ดที่ผ่านการเตรียมพร้อมมีค่า T<sub>50</sub> 5.63–6.40 วัน และ MGT 6.41–7.21 วัน เร็วกว่าเมล็ดในกลุ่มควบคุม (7.26 และ 8.16 วัน ตามลำดับ) โดยเฉพาะ GA<sub>3 </sub>0.02% ให้ความงอกสูงที่สุด 39.00%<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วย </span><span style="font-weight: 400;">GA<sub>3</sub> 0.02% </span><span style="font-weight: 400;">เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการกระตุ้นการงอกเมล็ดกัญชงที่มีคุณภาพต่ำ ช่วยเพิ่มความเร็วและความสม่ำเสมอของต้นกล้า ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการผลิต การขยายพันธุกรรม และการอนุรักษ์พันธุ์กัญชงอย่างยั่งยืน</span></p>
สโรชา อาดำ
พิจิตรา แก้วสอน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/
2026-07-09
2026-07-09
57 2
140−151
140−151