วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ th-TH thaiagrisci@gmail.com (ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ (Skorn Koonawootrittriron)) thaiagrisci@gmail.com (ธนาทิพย์ สุวรรณโสภี​ (Associate Editor)) Sat, 25 Apr 2026 12:16:37 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลของปุ๋ยสังกะสีต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมะเขือเทศเชอรี่พันธุ์ปลูก CH154 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264192 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> มะเขือเทศเชอรี่นิยมปลูกแบบไม่ใช้ดินมักประสบปัญหาการขาดจุลธาตุเป็นสาเหตุทำให้ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตลดลง ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบชนิดของปุ๋ยสังกะสีและวิธีการให้ปุ๋ยต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมะเขือเทศเชอรี่<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>ทดลองในมะเขือเทศเชอรี่ที่ปลูกด้วยระบบไฮโดรพอนิกส์ประกอบด้วย 6 ทรีตเมนต์ ได้แก่ ชุดควบคุมที่ปลูกในสารละลายธาตุอาหารที่มีสังกะสี ชุดควบคุมที่ปลูกในสารละลายธาตุอาหารที่ไม่มีสังกะสี สารละลายธาตุอาหารที่ให้ปุ๋ย Zn-EDTA หรือ ZnSO<sub>4</sub> ทางใบความเข้มข้น 250 ppm หรือทางรากความเข้มข้น 50 ppm โดยการพ่นทางใบหรือให้ทางราก 2 ครั้ง เมื่อมะเขือเทศอายุ 40 และ 47 วันหลังจากเพาะเมล็ด บันทึกข้อมูลทุกสัปดาห์เมื่อต้นมะเขือเทศเชอรี่อายุ 40 วันหลังจากเพาะเมล็ด และบันทึกข้อมูลผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>การให้ปุ๋ยสังกะสีทั้งสองชนิดทางใบหรือทางรากมีแนวโน้มทำให้จำนวนดอกเพิ่มขึ้น ซึ่ง Zn-EDTA สามารถเพิ่มจำนวนผลต่อต้นและน้ำหนักผลต่อต้นสูงกว่าการให้ปุ๋ย ZnSO<sub>4</sub> 12–89 เปอร์เซ็นต์ และ 11–55 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ซึ่งการให้ปุ๋ยสังกะสีทั้งสองชนิดช่วยฟื้นฟูต้นมะเขือเทศจากการขาดธาตุสังกะสี การให้ปุ๋ยสังกะสีทางรากส่งผลให้เกิดการสะสมสังกะสีในใบน้อยกว่าการให้ปุ๋ยทางใบ ซึ่งจะลดผลกระทบจากความเป็นพิษของปริมาณสังกะสีที่มากเกินไปได้ อย่างไรก็ตาม ปุ๋ยสังกะสีทั้งสองชนิดไม่มีผลต่อความสูงของต้น ดัชนีความเขียวของใบ ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมดในผล และน้ำหนักแห้งของต้นและราก<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">การให้ปุ๋ย </span><span style="font-weight: 400;">Zn-EDTA </span><span style="font-weight: 400;">หรือ </span><span style="font-weight: 400;">ZnSO<sub>4</sub> </span><span style="font-weight: 400;">ทางใบหรือทางรากช่วยเพิ่มผลผลิตมะเขือเทศเชอรี่ในสภาวะขาดสังกะสีได้ แต่ควรให้ทางรากเพื่อลดการสะสมสังกะสีและความเสี่ยงต่อความเป็นพิษในพืช</span></p> วีรศิลป์ สอนจรูญ, ณัฐวดี พยุงแสนกุล, จุติภรณ์ ทัสสกุลพนิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264192 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และศักยภาพทางพฤกษเคมีของกล้วยไม้สกุลกุหลาบ (Aerides) ในสภาพปลูกและธรรมชาติ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/265650 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> กล้วยไม้สกุลกุหลาบ (<em>Aerides </em>Lour<em>.</em>) เป็นกลุ่มพืชวงศ์กล้วยไม้ที่มีความงดงามและมีศักยภาพทางเภสัชกรรม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลด้านองค์ประกอบทางพฤกษเคมียังมีอยู่อย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และองค์ประกอบสารพฤกษเคมีในกล้วยไม้สกุลกุหลาบสี่ชนิด เพื่อประเมินศักยภาพของแต่ละชนิดในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเภสัชกรรมและการเกษตร<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>:</strong> กล้วยไม้ 4 ชนิด ได้แก่ กุหลาบเหลืองโคราช (<em>Aerides houlletiana</em>) กุหลาบกระบี่ (<em>Aerides krabiensis</em>) กุหลาบกระเป๋าปิด (<em>Aerides odorata</em>) และกุหลาบแม่เมย(<em>Aerides rosea</em>) จำนวน 400 ต้น (ชนิดละ 100 ต้น) ได้รับการคัดเลือกจากแหล่งธรรมชาติและสวนเกษตรกรในประเทศไทย และนำมาปลูกในโรงเรือนที่ควบคุมสภาพแวดล้อม ณ จังหวัดปทุมธานี ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ (น้ำหนักต้นและจำนวนใบ) ถูกวิเคราะห์ด้วย One-way ANOVA และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วย Pairwise t-tests with Bonferroni Correction สำหรับการวิเคราะห์สารพฤกษเคมีจากใบ ใช้วิธี High-Performance Liquid Chromatography (HPLC)<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างชนิดของกล้วยไม้ โดยกุหลาบแม่เมยมีน้ำหนักต้นในเดือนที่ 20 (416.43 ± 88.84 กรัม) และจำนวนใบในเดือนที่ 10 สูงที่สุด (19.82 ± 4.97 ใบ) ขณะที่ กุหลาบกระบี่แสดงน้ำหนักต่ำสุด (77.61 ± 10.59 กรัม ในเดือนที่ 20) ด้านองค์ประกอบทางพฤกษเคมี กุหลาบกระเป๋าปิดมีปริมาณ coelonin (0.0013% w/w), 6-methoxycoelonin (0.0119% w/w) และ imbricatin (0.0378% w/w) สูงที่สุด<br /><strong>สรุป:</strong><span style="font-weight: 400;"> ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า กุหลาบกระเป๋าปิดมีศักยภาพโดดเด่นในฐานะแหล่งผลิตสารพฤกษเคมีทุติยภูมิที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและอนุมูลอิสระ ข้อมูลลักษณะการเจริญเติบโตยังสนับสนุนศักยภาพในการปลูกเลี้ยงเชิงพาณิชย์ การค้นพบนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างองค์ความรู้ด้านพฤกษเคมีในกล้วยไม้ไทย และสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมเภสัชกรรมและเกษตรชีวภาพ</span></p> ยรรยง พันธ์พฤกษ์, ศศิมา เมืองแก้ว, สุภาภรณ์ สาชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/265650 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การยืดอายุการเก็บรักษาฝรั่งตัดแต่งด้วยสารเคลือบผิวไคโตซานชนิดบริโภคได้ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264224 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> ฝรั่งสดตัดแต่งช่วยให้ความสะดวกและพร้อมสำหรับการบริโภค แต่โดยปกติมีอายุการเก็บรักษาสั้น งานวิจัยนี้ศึกษาผลของการเคลือบผิวด้วยไคโตซาน เพื่อรักษาคุณภาพและยืดอายุการเก็บรักษา<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ มี 4 ทรีตเมนต์ ทรีตเมนต์ละ 3 ซ้ำ ได้แก่ ไคโตซานความเข้มข้น 1, 2 และ 3% w/v โดยฝรั่งที่ไม่ได้เคลือบเป็นชุดควบคุม เก็บรักษาที่ 4 ±1 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 วัน บันทึกปริมาณออกซิเจน (O<sub>2</sub>) และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO<sub>2</sub>) ในบรรจุภัณฑ์ การสูญเสียน้ำหนัก ค่าสี ความแน่นเนื้อ ปริมาณวิตามินซี ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด ปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ และประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>การเคลือบไคโตซานช่วยลดการสูญเสียน้ำหนักได้ดี (0.01 ± 0.01% ถึง 0.06 ± 0.11%) เมื่อเทียบกับชุดควบคุม (0.18 ± 0.16%) โดยไคโตซานความเข้มข้น 3% w/v รักษาปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด (7.70 ± 0.00 °Brix) และวิตามินซี (88.69 ± 0.68 mg/100g FW) ได้ดีที่สุด (P &lt; 0.05) และช่วยรักษาค่าสีเหลืองและความเข้มสีของเนื้อ แต่ไม่มีผลต่อความแน่นเนื้อ (P &gt; 0.05) จากการประเมินทางประสาทสัมผัสพบว่าชุดควบคุมมีคะแนนสูงกว่า แต่ฝรั่งตัดแต่งที่เคลือบด้วยไคโตซานยังมีคะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (คะแนน ≥ 3) ตลอดการเก็บรักษา 15 วัน<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">การเคลือบผิวฝรั่งตัดแต่งด้วยไคโตซานความเข้มข้น 3% </span><span style="font-weight: 400;">w/v </span><span style="font-weight: 400;">ช่วยลดการสูญเสียน้ำหนัก ชะลอการเปลี่ยนแปลงสี รักษาปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด ปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ และปริมาณวิตามินซี ทุกทรีตเมนต์มีคะแนนคุณภาพทางประสาทสัมผัสอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้เป็นเวลา </span><span style="font-weight: 400;">15 </span><span style="font-weight: 400;">วัน</span></p> รวิภา นิลภู, อินทุอร ยมหา, กาญจนา บุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264224 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 การใช้น้ำควันและคาร์ริคินเพื่อเพิ่มผลผลิตของมะเขือเทศเชอรี่ที่ปลูกในโรงเรือน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264203 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> น้ำควันเป็นแหล่งของคาร์ริคินซึ่งเป็นสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชกลุ่มหนึ่ง คาร์ริคินเกิดจากการเผาไหม้ของเซลลูโลสและเฮมิเซลลูโลส ซึ่งสามารถกระตุ้นการงอกของเมล็ด ควบคุมการแตกกิ่งแขนง และเพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของน้ำควันที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรชนิดต่าง ๆ ต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของมะเขือเทศเชอรี่<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>ผลิตน้ำควันจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ได้แก่ ฟางข้าว ชานอ้อย และกาบมะพร้าว นอกจากนี้ผลิตจาก D-xylose ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของเฮมิเซลลูโลส ทำการทดลองในมะเขือเทศเชอรี่พันธุ์ CH154 (<em>Solanum esculentum</em> L. ‘CH154’) ให้น้ำกลั่น (ชุดควบคุม) KAR1 (คาร์ริคิน) และน้ำควันชนิดต่าง ๆ แก่มะเขือเทศ 3 ครั้ง โดยการแช่เมล็ดและการพ่นทางใบเมื่อต้นมะเขือเทศอายุ 3 และ 8 สัปดาห์หลังย้ายปลูก ตามลำดับ บันทึกการเจริญเติบโตทุกสัปดาห์หลังย้ายปลูก และบันทึกข้อมูลผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>การใช้น้ำควันทุกชนิด และ KAR1 เพิ่มเปอร์เซ็นต์การติดผลของมะเขือเทศ 14–21% เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม นอกจากนี้ การใช้น้ำควันจากกาบมะพร้าวและน้ำควันจาก D-xylose เพิ่มน้ำหนักผลผลิตต่อต้นมากกว่าชุดควบคุม 84% และ 77% ตามลำดับ การใช้น้ำควันทุกชนิดและ KAR1 มีแนวโน้มเพิ่มน้ำหนักผล และเพิ่มขนาดผลมะเขือเทศอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม น้ำควันทุกชนิดไม่ส่งผลต่อความสูงของต้น เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น และจำนวนใบ<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">การใช้น้ำควันมีความสามารถเช่นเดียวกับคาร์ริคินในการเพิ่มผลผลิตของมะเขือเทศเชอรี่</span></p> ธนธรณ์ จิระจิตต์มีชัย, พิจิตรา แก้วสอน, จุติภรณ์ ทัสสกุลพนิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264203 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการปลูกเลี้ยงบัวบกในระบบไฮโดรพอนิกส์เพื่อสร้างปริมาณสารสำคัญสูง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/266395 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์:</strong> บัวบกเป็นพืชสมุนไพรที่จัดอยู่ในวงศ์ Apiaceae สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ และเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ซึ่งบัวบกมีปริมาณสารสำคัญจำนวนมากที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และลดอาการอักเสบได้ งานวิจัยนี้จึงนำบัวบกมาปลูกเลี้ยงในระบบไฮโดรพอนิกส์ โดยใช้สูตรสารละลายธาตุอาหารที่แตกต่างกันเพื่อศึกษาการเจริญเติบโตและการให้ปริมาณสารสำคัญสูง<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> วางแผนการทดลองแบบ 3 x 3 แฟกทอเรียลในแผนแบบการทดลองสุ่มสมบูรณ์ ศึกษาสายพันธุ์บัวบกจาก 3 แหล่งปลูก ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี ระยอง และนครปฐม ปลูกเลี้ยงในระบบไฮโดรพอนิกส์ด้วยสูตรสารละลายธาตุอาหารพืช จำนวน 3 สูตร สูตรละ 3 ซ้ำ วิเคราะห์ปริมาณสารเอเชียติโคไซด์และมาเดคาสโซไซด์หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่อายุ 60 วัน<br /><strong>ผลการวิจัย:</strong> แหล่งปลูกบัวบกและสูตรสารละลายธาตุอาหารพืชมีอิทธิพลร่วมต่อการเจริญเติบโตของบัวบก (P &lt; 0.05) โดยแหล่งปลูกอุบลราชธานี และระยอง ที่ให้สารละลายสูตรที่ 1 มีการเจริญเติบโตด้านความยาวราก ความกว้างใบ ความยาวใบ จำนวนใบต่อต้น ความยาวก้าน และผลผลิตต่อต้นมากที่สุด ในขณะที่บัวบกแหล่งปลูกนครปฐมที่ให้สารละลายสูตรที่ 1 ส่งผลให้มีปริมาณสารเอเชียติโคไซด์และสารมาเดคาสโซไซด์มากที่สุด เท่ากับ 34.30 และ 41.47 ppm ตามลำดับ<br /><strong>สรุป:</strong> <span style="font-weight: 400;">แหล่งปลูก</span><span style="font-weight: 400;">บัวบกและธาตุอาหารพืชมีอิทธิพลร่วมกัน โดยสารละลายสูตรที่ 1 เหมาะสมต่อการปลูกเลี้ยงบัวบกในด้านการเจริญเติบโต และการให้ปริมาณสารสำคัญ ทั้งยังมีต้นทุนต่ำกว่าสูตรควบคุมถึง 85 บาทต่อ 10 ลิตร แต่สามารถให้ผลผลิตสดสูง และเพิ่มสารสำคัญในบางแหล่งปลูกได้มากกว่าสูตรควบคุม</span></p> อนันต์ พิริยะภัทรกิจ, พรกมล รูปเลิศ, พัชรี เดชเลย์, สุขุมาภรณ์ แสงงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/266395 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการพัฒนาและแนวทางส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผ่านการประเมินเป็น Young Smart Farmer จังหวัดกาญจนบุรี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/267228 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> ภาคเกษตรของไทยเผชิญความท้าทายจากสังคมสูงวัย การขาดแรงงานรุ่นใหม่ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะดำเนินโครงการ Young Smart Farmer (YSF) เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ แต่ในจังหวัดกาญจนบุรียังพบปัญหาการมีส่วนร่วมและความต่อเนื่องของเครือข่ายที่จำกัด การศึกษานี้มุ่งศึกษาลักษณะพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคม ระดับความต้องการพัฒนา เพื่อทดสอบความแตกต่างของระดับความต้องการพัฒนาในการดำเนินงานตามปัจจัยส่วนบุคคล และวิเคราะห์ปัญหาในการดำเนินงาน เสนอแนวทางส่งเสริมที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ผ่านการประเมินเป็น YSF จำนวน 164 ราย ระหว่างปี พ.ศ. 2557–2567 ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (Independent samples t-test และ one-way ANOVA)<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>เกษตรกรส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 39.33 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี นิยมทำเกษตรผสมผสาน ความต้องการสูงสุดคือการสร้างเครือข่าย รองลงมาคือ การพัฒนาทักษะความรู้ และการยกระดับสู่ธุรกิจเกษตร ปัญหาหลัก ได้แก่ การขาดการสนับสนุนทางการเงิน ความต่อเนื่องของกิจกรรม และข้อจำกัดด้านการเชื่อมโยงเครือข่าย ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ อายุ ประสบการณ์ และขนาดพื้นที่เกษตรมีความแตกต่างทางสถิติ (P &lt; 0.05) ต่อความต้องการบางด้าน โดยเฉพาะด้านความรู้ ทักษะ และการยกระดับธุรกิจเกษตร โดยกลุ่มเพศชายและกลุ่มอายุ 41–60 ปี มีความต้องการสูงกว่า ส่วนความต้องการสร้างเครือข่ายไม่แตกต่างระหว่างกลุ่ม<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">ผลการศึกษาสะท้อนความสำคัญและความเร่งด่วนในการส่งเสริมองค์ความรู้ ทักษะการบริหารจัดการ การสนับสนุนทางการเงิน และโอกาสเข้าถึงเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความมั่นคงในอาชีพ และสร้างความยั่งยืนให้ภาคเกษตรกรรมในระยะยาว</span></p> พัชรี ภิรมย์โสภณ, จิรัฐินาฏ ถังเงิน, พันธ์จิตต์ สีเหนี่ยง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/267228 Sat, 25 Apr 2026 00:00:00 +0700