วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ th-TH thaiagrisci@gmail.com (ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ (Skorn Koonawootrittriron)) thaiagrisci@gmail.com (ธนาทิพย์ สุวรรณโสภี​ (Associate Editor)) Wed, 21 Jan 2026 17:35:45 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการดินและปุ๋ยของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264741 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้เกษตรกรสามารถนำความรู้ไปจัดการฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ ความคิดเห็น และการถ่ายทอดความรู้เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการดินและการใช้ปุ๋ย และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>สุ่มตัวอย่างเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร 158 คน จากเจ้าหน้าที่ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนจำนวน 982 คน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา และค่าสหสัมพันธ์<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>:</strong> เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านดินและปุ๋ยเฉลี่ย 4.11 ปี มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการจัดการดินและปุ๋ยในระดับมาก ร้อยละ 88.61 มีความคิดเห็นกับเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการจัดการดินและปุ๋ยในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.22) ในเรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การปลูกพืชไม่ใช้ดิน ความรู้เรื่องการเจริญเติบโตของพืช การใช้ปุ๋ยตามค่าการวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ และการให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ โดยเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมากกว่าร้อยละ 93.00 นำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้เกษตรกร และพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง ประสบการณ์การปฏิบัติงานด้านดินและปุ๋ย หน่วยงานที่ปฏิบัติงาน ความรู้ และความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรไม่มีความสัมพันธ์กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการดินและปุ๋ย<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรทุกคนถ่ายทอดความรู้เรื่องการเก็บตัวอย่างดิน และประโยชน์ของการตรวจวิเคราะห์ดินตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร อีกทั้งเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรต้องการสื่อที่เข้าใจง่าย และการสนับสนุนแปลงสาธิตเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้กับเกษตรกร</span></p> จิณณ์วรา ยิ่งยง, พนามาศ ตรีวรรณกุล, เมตตา เร่งขวนขวาย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264741 Wed, 21 Jan 2026 00:00:00 +0700 การติดตามผลกระทบจากการตัดแต่งกิ่งต่อปริมาณช่อดอกและการติดผลของมะยงชิด https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264197 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์:</strong> การตัดแต่งกิ่งมะยงชิดมีผลต่อการควบคุมความสมดุลอาหารส่งผลต่อการเกิดดอกและติดผล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลของการตัดแต่งกิ่งในรูปแบบที่แตกต่างกันต่อปริมาณช่อดอก การติดผลของมะยงชิด และต้นทุนการผลิตของเกษตรกร<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย: </strong>วางแผนทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ 4 ทรีตเมนต์ ทรีตเมนต์ละ 5 ซ้ำ ได้แก่ (1) ไม่ตัดแต่งกิ่ง (2) ตัดแต่งกิ่งปานกลาง (3) ตัดแต่งกิ่งอย่างหนัก และ (4) ตัดแต่งกิ่งรูปทรงสี่เหลี่ยม บันทึกปริมาณช่อดอก คุณภาพผลผลิต ปริมาณการใช้การเคมี และคำนวณต้นทุนการใช้สารเคมี<br /><strong>ผลการวิจัย: </strong>จากการติดตามผลปีที่ 2 พบว่า ต้นที่ไม่ตัดแต่งและตัดแต่งกิ่งปานกลางมีเปอร์เซ็นต์การออกดอกที่ 51.25% และ 48.75% ตามลำดับ และแตกต่างทางสถิติกับทรีตเมนต์อื่น (P &lt; 0.05) แต่ปีที่ 3 ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ การตัดแต่งกิ่งอย่างหนักและไม่ตัดแต่งกิ่งมีขนาดผลแตกต่างจากทรีตเมนต์อื่น (P &lt; 0.05) และพบว่าการตัดแต่งกิ่งอย่างหนักมีต้นทุนต่ำที่สุด (36.81 บาทต่อต้น) และแตกต่างทางสถิติกับทรีตเมนต์อื่น (P &lt; 0.05)<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">การไม่ตัดแต่งกิ่งให้ค่าเปอร์เซ็นต์การออกดอกและผลผลิตที่ได้ไม่แตกต่างกันกับการตัดแต่งปานกลาง แต่การไม่ตัดแต่งกิ่งมีค่าต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าการตัดแต่งแบบปานกลาง จากการทดลองจึงแนะนำให้ใช้วิธีการตัดแต่งแบบปานกลาง เนื่องจากมีเปอร์เซ็นต์การออกดอกและจำนวนผลผลิตที่ดี อีกทั้งยังลดต้นทุนการผลิตได้ดีกว่า</span></p> ปราการ รัตนประภา, ทัศไนย จารุวัฒนพันธ์, อารยา อาจเจริญ เทียนหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264197 Wed, 21 Jan 2026 00:00:00 +0700 ผลของปุ๋ยหมักมูลแพะผสมชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มาต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของผักกาดขาวปลี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264178 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> การใช้ปุ๋ยหมักมูลแพะร่วมกับชีวภัณฑ์เชื้อราไตรโคเดอร์มาได้รับความสนใจและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในการทำเกษตรอินทรีย์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของปุ๋ยหมักมูลแพะผสมชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มาต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของผักกาดขาวปลี<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>วางแผนการทดลองแบบบล็อกสมบูรณ์เชิงสุ่ม (Randomized Complete Block Design, RCBD) แบ่งเป็น 6 ทรีตเมนต์ ทรีตเมนต์ละ 20 ต้น ประกอบด้วย T1: กลุ่มควบคุม (ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16), T2: ปุ๋ยหมักมูลแพะ 100%, T3: ชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา 100%, T4: ชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา 50% + ปุ๋ยหมักมูลแพะ 50%, T5: ชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา 75% + ปุ๋ยหมักมูลแพะ 25% และT6: ชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา 25%+ปุ๋ยหมักมูลแพะ 75% บันทึกผลการเจริญเติบโตของผักกาดขาวปลีทุก 7 วัน หลังย้ายปลูก<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>การเจริญเติบโตของต้นผักกาดขาวปลีในทรีตเมนต์ที่ 4 ชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา 50% + ปุ๋ยหมักมูลแพะ 50% มีความสูงเฉลี่ยที่อายุ 28 วันหลังย้ายปลูก เท่ากับ 29.10 เซนติเมตร ส่วนในระยะเก็บเกี่ยวที่อายุ 50 วันหลังย้ายปลูก ต้นผักกาดขาวปลีมีความยาวทรงพุ่ม ความกว้างทรงพุ่ม จำนวนใบ และน้ำหนักสดของผลผลิต เท่ากับ 34.00 เซนติเมตร, 30.90 เซนติเมตร, 20.30 ใบ และ 315.24 กรัม ตามลำดับ<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">การใช้ปุ๋ยหมักมูลแพะ 50</span><span style="font-weight: 400;">% </span><span style="font-weight: 400;">ร่วมกับชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์มา 50</span><span style="font-weight: 400;">%</span><span style="font-weight: 400;"> ช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตของผักกาดขาวปลีได้ดีที่สุด สามารถนำมาส่งเสริมให้เกษตรกรนำใช้เทดแทนปุ๋ยเคมีเพื่อลดต้นทุนการผลิตผักกาดขาวปลีได้</span></p> ศิริพร อ่ำทอง, พงศ์ยุทธ นวลบุญเรือง, รุ่งนภา ช่างเจรจา, สันติ ช่างเจรจา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264178 Wed, 21 Jan 2026 00:00:00 +0700 ผลของความยาวช่วงแสงต่อการออกดอกและการเจริญเติบโตของว่านนางคุ้ม https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264189 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์: </strong>ว่านนางคุ้มเป็นพืชในวงศ์ Amaryllidaceae เป็นไม้ตัดดอกและไม้กระถางที่มีมูลค่าการส่งออกสูง แต่มีข้อจำกัด คือ ออกดอกไม่สม่ำเสมอ ช่อดอกสั้น ใบจำนวนน้อย และขนาดใบเล็ก ทั้งนี้ การเจริญเติบโตและการออกดอกของว่านนางคุ้มสามารถควบคุมด้วยการให้ความยาวช่วงแสงที่เหมาะสม การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเพิ่มช่วงแสงต่อการออกดอกและการเจริญเติบโตของว่านนางคุ้ม<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย:</strong> แผนแบบการทดลองสุ่มสมบูรณ์ประกอบด้วย 3 ทรีตเมนต์ ทรีตเมนต์ละ 10 ซ้ำ โดยปลูกทดลองว่านนางคุ้มในโรงเรือนที่คลุมด้วยตาข่ายพรางแสงสีดำร้อยละ 50 โดยให้แสงตามธรรมชาติ 12 ชั่วโมง (ทรีตเมนต์ที่ 1) และให้แสงเพิ่มจากธรรมชาติอีก 4 ชั่วโมง ระหว่างเวลา 3.00–7.00 น. (ทรีตเมนต์ที่ 2) และให้แสงเพิ่ม 6 ชั่วโมง ระหว่างเวลา 1.00–7.00 น. (ทรีตเมนต์ที่ 3) บันทึกข้อมูลการออกดอกหลังปลูก 40 วัน และข้อมูลการเจริญเติบโตของใบหลังปลูก 90 วัน<br /><strong>ผลการวิจัย: </strong>การเพิ่มแสงธรรมชาติอีก 6 ชั่วโมง (ทรีตเมนต์ที่ 3) ส่งผลให้จำนวนใบต่อต้นสูงสุด 3.80 ใบ ความเขียวใบ 37.86 SPAD unit ออกดอกร้อยละ 30 และคุณภาพดอกดีที่สุด โดยเฉลี่ยความยาวก้านดอก 43.40 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.28 เซนติเมตร ความกว้างดอกย่อย 5.50 เซนติเมตร และความยาวก้านดอกย่อย 2.50 เซนติเมตร<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">การเพิ่มแสงจากธรรมชาติ 6 ชั่วโมงช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางใบและให้คุณภาพดอกดีที่สุด เหมาะเป็นแนวทางเพิ่มศักยภาพการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ</span></p> หงส์ชัย พงษ์ขาว, รุ่งนภา ช่างเจรจา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264189 Wed, 21 Jan 2026 00:00:00 +0700 ผลของแหนแดงแห้งในวัสดุปลูกที่มีต่อการปลูกสตรอว์เบอร์รีปลอดสารในโรงเรือน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264205 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> วัสดุปลูกเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตสตรอว์เบอร์รีปลอดสารในโรงเรือน การทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแหนแดงแห้งทดแทนพีทมอสในวัสดุปลูกต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตของสตรอว์เบอร์รีปลอดสารในสภาพโรงเรือน<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์โดยใช้วัสดุปลูก 5 ทรีตเมนต์ ได้แก่ 1) ดิน:แกลบดำ:พีทมอส (2:1:1) 2) ดิน:แกลบดำ:แหนแดงแห้ง (2:1:1) 3) ดิน:แหนแดงแห้ง (3:1) 4) ดิน:แหนแดงแห้ง (4:1) และ 5) ดิน:แหนแดงแห้ง (5:1) ทุกทรีตเมนต์ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยมูลค้างคาว และแร่โพแทช ในปริมาณตามค่าวิเคราะห์ บันทึกการเจริญเติบโต ปริมาณและคุณภาพผลผลิต<br /><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ต้นสตรอว์เบอร์รีที่ปลูกในดิน:แหนแดงแห้ง (4:1) มีการเจริญเติบโตและปริมาณผลผลิตมากที่สุด (P &lt; 0.05) โดยมีค่าเฉลี่ยความสูง ขนาดทรงพุ่ม จำนวนใบ น้ำหนักต่อผล ความกว้างผล น้ำหนักผลผลิตรวมต่อต้น ความแน่นเนื้อ และค่าปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ เท่ากับ 27.48 เซนติเมตร 36.96 เซนติเมตร 12 ใบ 8.68 กรัม 2.56 เซนติเมตร 115.92 กรัม 0.52 กิโลกรัม และ 10.79 เปอร์เซ็นต์บริกซ์ ตามลำดับ ในขณะที่ ความยาวผลและจำนวนผลต่อต้นของสตรอว์เบอร์รีทุกทรีตเมนต์มีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ<br /><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">แหนแดงแห้งสามารถทดแทนการใช้พีทมอสในวัสดุปลูกสตรอว์เบอร์รีปลอดสารในอัตราส่วนดิน</span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;">แหนแดงแห้ง (4</span><span style="font-weight: 400;">:</span><span style="font-weight: 400;">1) ร่วมกับการใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยมูลค้างคาวในอัตรา 142 และ 4.3 กรัมต่อต้น ตามลำดับ</span></p> ศิริลักษณ์ อินทะวงศ์, บริวัตร ขนุนทอง, ศิริพร หัสสรังสี, ศิริลักษณ์ แก้วสุรลิขิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/264205 Wed, 21 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดไพร์เมอร์สำหรับการตรวจหาเชื้อรา Exserohilum rostratum ก่อโรคใบจุดในข้าวด้วยเทคนิคปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/263596 <p style="font-weight: 400;"><strong>ความเป็นมาและวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> <em>Exserohilum rostratum</em> คือเชื้อราสาเหตุใบจุดขนาดเล็กและเมล็ดด่างของข้าว การวินิจฉัยเชื้อสาเหตุโรคทำได้ยากเนื่องจากมีอาการคล้ายคลึงกับอาการใบจุดจากเชื้อราชนิดอื่น ๆ งานวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาชุดไพร์เมอร์ที่จำเพาะและไวในการตรวจจับดีเอ็นเอของ <em>E. rostratum</em> รวมถึงดีเอ็นเอของข้าวที่ติดเชื้อ <em>E. rostratum</em> ด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสแบบดั้งเดิม (พีซีอาร์)<br /><strong>วิธีดำเนินการวิจัย</strong><strong>: </strong>ออกแบบชุดไพร์เมอร์จำนวน 5 ชุด จากลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณ internal transcribed spacer (ITS) ระหว่าง 18S และ 28S ไรโบโซมอลดีเอ็นเอ และของยีนที่กำหนดการสร้างโปรตีนจำนวน 4 ชนิด ได้แก่ Actin (<em>Act</em>), Beta-tubulin (<em>Tub2</em>), Glyceraldehyde-3-phosphate dehydrogenase (<em>GAPDH</em>) และ Translation elongation factor (<em>Tef1</em>) ของ <em>E. rostratum</em> และตรวจสอบความจำเพาะและความไวของไพร์เมอร์ด้วยวิธีพีซีอาร์โดยใช้ต้นแบบดีเอ็นเอของ <em>E. rostratum </em>ที่ระดับความเข้มข้นในช่วง 0.001–100 นาโนกรัม และของเชื้อราชนิดอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กับข้าว รวมถึงดีเอ็นเอของข้าวที่ติดเชื้อ <em>E. rostratum<br /></em><strong>ผลการวิจัย</strong><strong>: </strong>ชุดไพร์เมอร์ ER-ActF/ER-ActR และ ER-GPDF/ER-GPDR ซึ่งออกแบบจากยีน<em>Act</em> และยีน <em>GAPDH</em> ตามลำดับ สามารถตรวจจับดีเอ็นเอของ <em>E. rostratum</em> อย่างจำเพาะ โดยชุดไพร์เมอร์ ER-ActF/ER-ActR มีความไวในการตรวจจับดีกว่าชุดไพร์เมอร์ ER-GPDF/ER-GPDR อีกทั้งไพร์เมอร์ทั้งสองชุดมีความสามารถในการตรวจจับดีเอ็นเอของ <em>E. rostratum</em> ในข้าวหลากสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ <em>E. rostratum<br /></em><strong>สรุป: </strong><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของชุดไพร์เมอร์ </span><span style="font-weight: 400;">ER-ActF/ER-ActR </span><span style="font-weight: 400;">และ </span><span style="font-weight: 400;">ER-GPDF/ER-GPDR </span><span style="font-weight: 400;">ในการวินิจฉัยอาการใบจุดข้าวที่เกิดจากเชื้อ </span><em style="font-weight: 400;">E. rostratum</em> <span style="font-weight: 400;">ด้วยวิธีพีซีอาร์</span></p> ญาตวี บุญก่อน, วีระณีย์ ทองศรี, ปัฐวิภา สงกุมาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมการเกษตร http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/ASJ/article/view/263596 Wed, 21 Jan 2026 00:00:00 +0700