https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/issue/feed Journal of Vocational Education in Agriculture 2025-07-25T00:00:00+07:00 Arpapong Changjan otto_sinkronity@yahoo.com Open Journal Systems <p>Journal of Vocational Education in Agriculture เป็นวารสารทางวิชาการของสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม) วัตถุประสงค์พื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการด้านการเกษตรและอาชีพเกษตร อาทิเช่น การผลิตพืช การผลิตสัตว์ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การขนส่งและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร อาชีวศึกษาเกษตร และสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยทุกเรื่องที่ตีพิมพ์ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่านจากหลากหลายสถาบัน (double-blind review) และกองบรรณาธิการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว</p> <p>ผู้เขียนสามารถส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและผู้สนใจสามารถเข้าถึงบทความที่เผยแพร่ในวารสารได้ทางเว็ปไซต์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย</p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/262630 ความหลากหลายทางพันธุกรรมของเบญจมาศจากประเทศเวียดนามและมาเลเซียจากการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์และการอธิบายองค์ประกอบหลักของลักษณะ 2024-08-03T16:54:53+07:00 ชลธิรา แสงศิริ tpk_1717@hotmail.com ณัฐพงค์ จันจุฬา tpk_1717@hotmail.com ฐิตาภา ดวงจินดา tpk_1717@hotmail.com ธนพร ขจรผล tpk_1717@hotmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเจริญเติบโต องค์ประกอบผลผลิต ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะ และค่าองค์ประกอบหลักของเบญจมาศ จำนวน14 สายพันธุ์ ทำการศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหิดลวิทยาเขตกาญจนบุรี ในระหว่างเดือนตุลาคม 2565 ถึง กุมภาพันธ์ 2566 ผลการทดลองพบว่า ML09 มีความสูงและความยาวก้านดอกมากที่สุด เท่ากับ 74.0 ซม. และ14.92 ซม. ตามลำดับ ML06 มีจำนวนใบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก และความกว้างฐานดอกมากที่สุด เท่ากับ 25.6 ใบ 8.65 ซม. และ 4.79 ซม. ตามลำดับ สีของกลีบดอกมีความแตกต่างกัน ความสูงต้นเบญจมาศมีความสัมพันธ์ทางลบกับจำนวนตาดอก (r = -0.62) และ ขนาดเสนผานศูนยกลางดอกมีความสัมพันธทางบวกกับ ความกวางฐานดอก (r = 0.94) ค่าองค์ประกอบหลักตามวิธีการ Principle Components Analysis (PCA) ในลักษณะ 6 ลักษณะ ได้แก่ความสูง จำนวนใบ จำนวนตาดอก ความกว้างของฐานดอก ความยาวก้านดอก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอกและความกว้างดอก พบว่า PC1 อธิบายเป็นความแปรปรวนทั้งหมดเท่ากับ 40.94 %, PC2 อธิบายเป็นความแปรปรวนทั้งหมดเท่ากับ 28.76 %</p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/262269 ผลของรูปแบบที่เหมาะสมในการใช้ปุ๋ยแบบเม็ดต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวไร่ 2025-01-28T10:15:50+07:00 วิณากร ที่รัก winakon@vru.ac.th วรุณยุพา จุ้ดศรี winakon@vru.ac.th ศรัณย์ อธิการยานันท์ winakon@vru.ac.th <p>การทดลองครั้งที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการให้ปุ๋ยในการผลิตข้าวไร่พันธุ์หอมดง วางแผน การทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) แบ่งเป็น 5 กรรมวิธีๆละ 50 กระถาง จำนวน 5 ซ้ำๆละ 10 กระถาง การทดลองประกอบด้วยกรรมวิธีที่ 1 ไม่เติมธาตุอาหาร (ควบคุม) กรรมวิธีที่ 2 เติมปุ๋ยเคมี 46-0-0 โดยการหว่านผิวดิน กรรมวิธีที่ 3 เติมปุ๋ยเคมี 46-0-0 โดยการฝังกลบ กรรมวิธีที่ 4 เติมปุ๋ยอินทรีย์โดยการหว่านผิวดิน และกรรมวิธีที่ 5 เติมปุ๋ยอินทรีย์โดยการฝังกลบ ทำการศึกษาเปอร์เซ็นต์ต้นกล้ารอดตาย การเจริญเติบโต ได้แก่ ความสูงต้น จำนวนหน่อต่อกอ ค่าความเขียวใบ (SPAD - unit) ในวันที่ 30 และวันที่ 65 ของการปลูก และเก็บข้อมูลวันที่ออกรวง 50 เปอร์เซ็นต์ จำนวนรวงต่อกอ อายุสุกแก่ 50 เปอร์เซ็นต์ จำนวนเมล็ดต่อรวง เปอร์เซ็นต์เมล็ดสมบูรณ์ และน้ำหนักข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด และธาตุอาหารพืชและจุลินทรีย์รวมในดินหลังการทดลอง ผลการศึกษาพบว่า ความสูงต้น ความเขียวใบ และจำนวนต้นต่อกอของข้าวที่อายุ 30 วันมีความแตกต่างกันน้อย แต่วันที่ 65 พบว่ากรรมวิธีที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์แบบฝังกลบมีค่าดังกล่าวไม่มีความแตกต่างทางสถิติกับที่ใช้ปุ๋ยเคมี 46-0-0 ทั้งแบบหว่านผิวดินและฝังกลบและมีค่ามากกว่ากรรมวิธีอื่น โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (p&lt;0.01) ส่วนวันที่ออกรวง 50 เปอร์เซ็นต์ จำนวนรวงต่อกอ และอายุสุกแก่ 50 เปอร์เซ็นต์ จำนวนเมล็ดต่อรวง เปอร์เซ็นต์เมล็ดสมบูรณ์สอดคล้องกันกับการเจริญเติบโต แต่น้ำหนักข้าวเปลือก 1,000 เมล็ดพบว่าที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหนักเมล็ดน้อยกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี 46-0-0 และ ค่า pH ค่า EC ค่าอินทรีย์วัตถุในดิน (OM)</p> <p>ปริมาณไนโตรเจนรวมในดิน (Total N) ปริมาณฟอสเฟตรวม (Total P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>) ปริมาณโพแทชรวม (Total K<sub>2</sub>O) ค่าคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N Ratio) ปริมาณลดลงตามการเจริญเติบโตของข้าว ส่วนปริมาณจุลินทรีย์รวม พบว่าที่ไม่ใช้ปุ๋ยและที่ใช้ปุ๋ยเคมี 46-0-0 ปริมาณจุลินทรีย์รวมน้อยกว่าที่ใช้ปุ๋ยอินทรีย์แบบหว่านผิวดินและแบบฝังกลบ โดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (p&lt;0.01)</p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/260375 ผลของการเสริมน้ำหมักจุลินทรีย์ผสมน้ำดื่มต่อสมรรถภาพการผลิตและคุณภาพซากในไก่ลูกผสม 2024-06-13T14:18:57+07:00 เฉลิมพร จิระปัญญาเลิศ naev2560@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถภาพการผลิตและคุณภาพซากในไก่ลูกผสมที่ได้รับน้ำหมักจุลินทรีย์ ผสมน้ำดื่มในปริมาณที่แตกต่างกัน โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มอย่างสมบูรณ์ (Completely Randomize Design : CRD) ใช้ไก่ลูกผสม (ไก่โร๊ดไอส์แลนด์เรดx ไก่ไทยบาร์) เพศผู้อายุ 1 วัน แบ่งการทดลองออกเป็น 5 ทรีทเมนท์ ทรีทเมนท์ ละ 4 ซ้ำ ซ้ำละ 10 ตัว รวมจำนวน 200 ตัว ในแต่ละทรีทเมนท์ให้น้ำดื่มผสมน้ำหมักจุลินทรีย์ระดับแตกต่างกันดังนี้ ทรีทเมนท์ ที่ 1, 2, 3, 4 และ 5 ผสมน้ำหมักจุลินทรีย์ร้อยละ 0.00 (กลุ่มควบคุม), 0.40, 0.20, 0.13 และ 0.10 ตามลำดับ ทำการทดลอง 63 วัน พบว่าด้านสมรรถภาพการผลิต ส่งผลต่อน้ำหนักมีชีวิต น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโตต่อตัวต่อวัน ปริมาณการกินอาหารทั้งหมด และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีกว่ากลุ่มควบคุม (P&gt;0.05) ด้านองค์ประกอบซาก เปอร์เซ็นต์เนื้ออก เปอร์เซ็นต์น่อง เปอร์เซ็นต์เนื้อสันในและเปอร์เซ็นต์เครื่องในรวมดีกว่ากลุ่มควบคุม (P&gt;0.05) เปอร์เซ็นต์ปีก ทรีทเมนท์ที่ 2 มีค่ามากที่สุด เท่ากับ 13.09 เปอร์เซ็นต์ (P&lt;0.05) เปอร์เซ็นต์ซาก ทรีทเมนท์ที่ 5 มากที่สุด เท่ากับ 77.06 เปอร์เซ็นต์ (P&lt;0.05) เปอร์เซ็นต์สะโพก ทรีทเมนท์ที่ 1 มากที่สุด เท่ากับ 14.38 เปอร์เซ็นต์ (P&lt;0.01) ด้านคุณภาพซาก ค่า pH ที่ 0 และ 24 ชั่วโมง ไม่มีความแตกต่าง (P&gt;0.05) ค่าสี L* และ b* มีค่ามากขึ้น (P&gt;0.05) และค่าสี a* ทรีทเมนท์ ที่ 4 มีค่ามากขึ้น (P&lt;0.01) ดังนั้นการเสริมน้ำหมักจุลินทรีย์ผสมน้ำดื่มส่งผลต่อสมรรถภาพการผลิต และคุณภาพซากของไก่ลูกผสมดีขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสัตว์</p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/262705 ผลของการเสริมสาหร่ายก้ามกุ้งหมักในอาหารต่อการเจริญเติบโต ปริมาณเม็ดเลือดและสีของกุ้งก้ามกราม (Macrobrachium rosenbergii de Man 1879) 2025-03-05T11:03:01+07:00 วรรณิณี จันทร์แก้ว wanninee.c@rmutsv.ac.th จันทร์สว่าง งามผ่องใส wanninee.c@rmutsv.ac.th อรอุมา ทองส่งโสม wanninee.c@rmutsv.ac.th วัฒนา วัฒนกุล wanninee.c@rmutsv.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสาหร่ายก้ามกุ้งหมักในระดับแตกต่างกันต่อการเจริญเติบโต การใช้ประโยชน์จากอาหาร ปริมาณเม็ดเลือดรวมและสีหลังต้มสุกของกุ้งก้ามกราม (<em>Macrobrachium rosenbergii</em> de Man 1879) ได้วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ประกอบด้วยอาหารทดลอง 5 สูตรที่เสริมสาหร่ายหมักที่ระดับ 0 (ชุดควบคุม) 5, 10, 15 และ 20 เปอร์เซ็นต์ ทำการทดลองในถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร</p> <p>บรรจุน้ำ 100 ลิตร ใช้กุ้งทดลองที่มีน้ำหนักเริ่มต้น 0.69-0.73 กรัม จำนวน 15 ตัวต่อซ้ำ ให้อาหารวันละ 3 มื้อ โดยให้กุ้งกินอาหารจนอิ่ม ทำการทดลองเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่ากุ้งที่ได้รับอาหาร เสริมสาหร่ายหมักมีค่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน อัตรารอดตาย และปริมาณเม็ดเลือดรวมในตัวกุ้ง ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p&gt;0.05) ระหว่างชุดการทดลองและชุดควบคุม แต่ค่าสีแดงและค่าสีเหลืองของกุ้งหลังต้มสุกมีความแตกต่างกันทางสถิติ (p&lt;0.05) กุ้งที่ได้รับอาหารที่เสริมสาหร่ายหมักระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ มีค่าสีแดง ค่าสีเหลืองสูงที่สุด มีค่าเท่ากับ 5.64±3.42 และ 18.63±3.27 ตามลำดับ จากการศึกษานี้สรุปได้ว่าการเสริมสาหร่ายก้ามกุ้งหมักในระดับ 5-20 เปอร์เซ็นต์ไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต การรอดตาย และปริมาณเม็ดเลือดรวม แต่การเสริมสาหร่ายก้ามกุ้งหมักในอาหาร 20 เปอร์เซ็นต์ช่วยเพิ่มค่าสีแดงและสีเหลืองของกุ้งก้ามกรามหลังต้มสุกได้</p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/260311 ผลของการเสริมสารสกัดเสม็ดขาวเพื่อควบคุมเชื้อก่อโรควิบริโอในการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม 2024-06-13T14:41:28+07:00 สุนันทา ข้องสาย sunanta.k@rmutsv.ac.th ชาคริยา ฉลาด sunanta.k@rmutsv.ac.th ปรีดา ภูมี sunanta.k@rmutsv.ac.th เนตรนภา สุจริต sunanta.k@rmutsv.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสารสกัดเสม็ดขาวในอาหารสำเร็จรูปเพื่อควบคุมเชื้อก่อโรควิบริโอในการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม โดยทำการสกัดใบเสม็ดขาวด้วยตัวทำละลายเอทานอล ระเหยตัวทำละลาย และทำแห้งด้วยเทคนิคการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง (freeze dry) นำผงสารสกัดที่ได้มาเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ระดับความเข้มข้น 300 ppm พบว่าตัวทำละลายผสมระหว่างเอทานอลกับน้ำในอัตราส่วน 8:2 สามารถละลายสารสกัดได้หมด มีปริมาณสารประกอบฟีนอลิก 11.48±0.00 มิลลิกรัมสมมูลของกรดแกลลิกต่อมิลลิกรัมสารสกัด ปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์ 153.27±0.20 มิลลิกรัมสมมูลของรูตินต่อมิลลิกรัมสารสกัด สามารถยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH และ ABTS โดยมีค่าเปอร์เซ็นต์การยับยั้งเท่ากับ 90.21±0.35 และ 99.52±0.08 ตามลำดับ นำมาเลี้ยงกุ้งโดยการสเปรย์อาหารสำเร็จรูปในอัตราส่วน 50 มิลลิลิตรต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ผลการตรวจติดตามคุณภาพน้ำและเชื้อวิบริโอในกุ้งขาวพบว่าน้ำในบ่อเลี้ยงชุดทดลองที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริมสารสกัดเสม็ดขาวพบปริมาณเชื้อแบคทีเรียกลุ่มโคโลนีสีเขียวและโคโลนีสีเหลืองมากกว่าชุดควบคุม แต่พบปริมาณเชื้อแบคทีเรียกลุ่มโคโลนีสีเขียวและโคโลนีสีเหลืองในกุ้งชุดทดลองน้อยกว่าชุดควบคุม แสดงให้เห็นว่าสารสกัดเสม็ดขาวส่งผลต่อการตอบสนองต่อความต้านทานเชื้อก่อโรควิบริโอ สามารถนำมาพัฒนาเป็นสารเสริมอาหารเพื่อเสริมสุขภาพในกุ้งขาวและลดการติดเชื้อก่อโรคกลุ่มวิบริโอได้</p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/262760 การเตรียมและการตรวจหาลักษณะเฉพาะของรีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์จากชีวมวลเหลือทิ้ง 2024-08-03T16:56:23+07:00 ปิยรัตน์ มูลศรี piyarut.m@pcru.ac.th อาทิตย์ หู้เต็ม piyarut.m@pcru.ac.th <p>งานวิจัยนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับการสังเคราะห์รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์จากชีวมวลที่เหลือทิ้งจากการเกษตร ได้แก่ เศษกะลาแมคคาเดเมียและเศษกัญชง โดยการเปลี่ยนรูปชีวมวลให้เป็นวัสดุแกรไฟต์ผ่านกระบวนการคาร์บอไนเซชันจากนั้นทำการสังเคราะห์แกรฟีนออกไซด์จากผงแกรไฟต์ที่เตรียมได้ด้วยวิธีโมดิฟายด์ฮัมเมอร์ และสังเคราะห์รีดิวซ์ แกรฟีนออกไซด์จากแกรฟีนออกไซด์ที่เตรียมได้ด้วยสารละลายกรดแอล-แอสคอบิกในสภาวะด่าง (โดยใช้สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์) ตามลำดับ จากผลการศึกษาพบว่าแกรไฟต์ที่เตรียมจากเศษกะลาแมคคาเดเมียที่สภาวะการเผาอุณหภูมิ 800 <sup>0</sup>C นาน 3 ชั่วโมง และแกรไฟต์ที่เตรียมจากเศษกัญชงที่ผ่านการเผาที่อุณหภูมิ 600 <sup>0</sup>C นาน 1 ชั่วโมง มีปริมาณร้อยละของธาตุคาร์บอนเท่ากับร้อยละ 80.93 และร้อยละ 82.30 ตามลำดับ สัณฐานวิทยาตรวจสอบด้วยกล้องอิเล็กตรอนแบบส่องกราด พบว่ามีรูพรุนระดับไมครอนกระจายอยู่ภายโครงสร้างของแกรไฟต์ที่เตรียมได้ รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ที่เตรียมได้จากปฏิกิริยารีดักชันแกรฟีนออกไซด์ด้วยสารละลายกรดแอล-แอสคอบิกที่พีเอช 9.5±0.5 พบว่าได้รีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ที่มีปริมาณคาร์บอนอยู่เกินกว่าร้อยละ 93 เมื่อนำไปศึกษาสมบัติทางไฟฟ้าพบว่ารีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ที่เตรียมได้มีค่าความต้านทานต่ำและมีความสามารถในการนำไฟฟ้าได้ดี ดังนั้นรีดิวซ์แกรฟีนออกไซด์ที่เตรียมจากกะลาแมคคาเดเมียและเศษกัญชงจึงมีศักยภาพที่จะนำไปศึกษาต่อยอดสำหรับการประยุกต์ใช้ในตัวเก็บประจุยิ่งยวดได้ในอนาคต</p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/263297 การวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์ในการผลิตครามเปียก ด้วยระบบต้นทุนฐานกิจกรรม: กรณีศึกษาจังหวัดสกลนคร 2024-10-25T17:12:11+07:00 เจษฎา หงส์ณี jeshh02120@npu.ac.th อนันตชิน คำสุภา jeshh02120@npu.ac.th <p>การผลิตครามเปียกที่ใช้สำหรับย้อมผ้าในปัจจุบัน จากการลงพื้นที่สำรวจชาวบ้านผู้ผลิตครามย้อมผ้าในอำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พบว่ามีชาวบ้านที่ปลูกครามเพื่อผลิตเป็นครามเปียกจำนวนหลายครัวเรือน และยังเป็น อาชีพที่สร้างรายได้แก่ประชากรในระดับจังหวัดและระดับประเทศ งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุน โลจิสติกส์ทั้งหมดในการผลิตครามเปียก วิเคราะห์โดยใช้ระบบต้นทุนฐานกิจกรรม เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนทุกกิจกรรมในการผลิตครามย้อมผ้าตั้งแต่ต้นน้ำที่เป็นการปลูกคราม กลางน้ำที่เป็นการผลิตครามเปียกและปลายน้ำที่เป็นการจำหน่าย และส่งออก เพื่อให้ชาวบ้านที่เกี่ยวข้องทราบต้นทุนที่แท้จริง สามารถช่วยลดกิจกรรมที่สิ้นเปลือง สามารถจัดรูปแบบกิจกรรมในการผลิตใหม่ และที่สำคัญคือการกำหนดราคาขายและเพิ่มอำนาจการต่อรองราคา จากผลการศึกษาพบว่ากลุ่มแม่บ้านผู้ผลิตครามมีต้นทุนโลจิสติกส์เฉลี่ย 18,900 บาทต่อไร่ โดยมีต้นทุนปริมาณการสั่งซื้อเป็นสัดส่วนมากที่สุดเฉลี่ย 17,446 บาทต่อไร่ รองลงมาคือต้นทุนการขนส่งเฉลี่ย 907 บาทต่อไร่ และต้นทุนระบบข้อมูลข่าวสารเฉลี่ย 548 บาทต่อไร่</p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/263811 ผลการเสริมเปลือกโกโก้ต่อสมรรถนะการเจริญเติบโตของไก่เนื้อ 2024-07-12T12:17:13+07:00 ชัยพฤกษ์ หงษ์ลัดดาพร chaiyapruek.hon@lru.ac.th ชมภูนาฏ ชมภูพันธ์ chomphunat@lru.ac.th ปานฤทัย พุทธทองศรี panruethai.put@lru.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมเปลือกโกโก้ในอาหารต่อสมรรถนะการเจริญเติบโตของไก่เนื้อ ใช้ไก่เนื้อสายพันธุ์อาร์เบอร์เอเคอร์สอายุ 1 วัน จำนวน 200 ตัว สุ่มไก่เนื้อออกเป็น 4 กลุ่มตามปัจจัยที่ใช้ในการศึกษา (รูปแบบการเสริมเปลือกโกโก้: ไม่เสริมเปลือกโกโก้ เสริมเปลือกโกโก้ เสริมเปลือกโกโก้สกัดหยาบและเสริมเปลือกโกโก้สกัดไมโครอิมัลชัน) ตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ปัจจัยละ 5 ซ้ำซ้ำละ 10 ตัว ให้ไก่เนื้อได้รับอาหารและน้ำอย่างเต็มที่จนกระทั่งอายุ 42 วัน ผลการศึกษาพบว่าไก่เนื้อที่ได้รับอาหารที่เสริมเปลือกโกโก้สกัดไมโครอิมัลชันและเปลือกโกโก้สกัดหยาบมีอัตราการเจริญเติบโตประสิทธิภาพการใช้โปรตีนและค่าดัชนีการผลิตสูงกว่าอาหารเสริมเปลือกโกโก้ ส่วนอาหารที่ไม่เสริมเปลือกโกโก้มีสมรรถนะการเจริญเติบโตต่ำสุดแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (P&lt;0.01) นอกจากนี้ยังพบว่าไก่เนื้อที่ได้รับอาหารที่เสริมเปลือกโกโก้สกัดไมโครอิมัลชันและเปลือกโกโก้สกัดหยาบมีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวดีกว่าไก่เนื้อที่ได้รับอาหารเสริมเปลือกโกโก้และอาหารไม่เสริมเปลือกโกโก้ (P&lt;0.01) ผลการศึกษาสรุปได้ว่าการเสริมเปลือกโกโก้และเปลือกโกโก้สกัดส่งผลทำให้สมรรถนะการเจริญเติบโตของไก่เนื้อดีขึ้น</p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/263896 ฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของน้ำผึ้งโพรงและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ลูกอม 2024-11-27T14:11:41+07:00 พัชรี หลุ่งหม่าน patcharee.lun@sru.ac.th ชวนพิศ เรืองจรัส patcharee.lun@sru.ac.th วีณา จิรัตฐิวรุตม์กุล ชัยสาร patcharee.lun@sru.ac.th ดอกรัก ชัยสาร patcharee.lun@sru.ac.th มิติ เจียรพันธุ์ patcharee.lun@sru.ac.th ศักดิ์ชัย กรรมารางกูร patcharee.lun@sru.ac.th จีรนันท์ กล่อมนรา แก้วรักษา patcharee.lun@sru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติการต้านแบคทีเรียของน้ำผึ้งโพรง แล้วนำน้ำผึ้งโพรงมาพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์ลูกอมน้ำผึ้ง ศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของน้ำผึ้งโพรงของกลุ่มเลี้ยงผึ้งตำบลปังหวาน อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร โดยทำการวิเคราะห์องค์ประกอบต่างๆด้วยวิธีมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่าน้ำผึ้งโพรงยับยั้งการเจริญของเชื้อ <em>Escherichia coli</em> และ <em>Staphylococcus aureus</em> ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของโซนใสการยับยั้ง (Inhibition zone) เท่ากับ 27±0.40 และ 23±0.45 มิลลิเมตรตามลำดับ แต่ไม่ยับยั้งการเจริญของเชื้อ <em>Bacillus subtilis</em> และ องค์ประกอบของน้ำผึ้งโพรงมีปริมาณน้ำตาลฟรุคโตส 309.46±2.75 มิลลิกรัมต่อกรัม น้ำตาลซูโครส 296.04±26.89 มิลลิกรัมต่อกรัม ไม่พบน้ำตาลกลูโคสและไซโลส มีเถ้าเพียงเล็กน้อยเท่ากับ 0.04±0.00 เปอร์เซ็นต์ (wt.) ลักษณะทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ลูกอมทั้ง 13 สูตร มีค่าความสว่าง (L*) อยู่ในช่วง 28.71±0.01 ถึง 40.98±0.04 ค่าความเป็นสีแดง (a*) อยู่ในช่วง 3.45±0.02 ถึง 15.19±0.01 และค่าความเป็นสีเหลือง (b*) อยู่ในช่วง 0.98±0.02 ถึง 14.00±0.05 มีค่าความแข็งอยู่ในช่วง 43.50±0.00 ถึง 83.20±0.60 สูตรลูกอมที่ผู้บริโภคพึงพอใจมากที่สุดประกอบด้วยไอโซมอลต์ 60 เปอร์เซ็นต์ น้ำผึ้ง 30 เปอร์เซ็นต์ น้ำมะนาว 15 เปอร์เซ็นต์ แป้ง 0.5 เปอร์เซ็นต์ และเกลือ 0.2 เปอร์เซ็นต์</p> <p> </p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/265056 การตรวจสอบคุณภาพของข้าวโพดหวานลูกผสมฝักสด โดยใช้เทคนิคสเปกโตรสโกปีเนียร์อินฟราเรด 2024-11-25T10:23:10+07:00 เสาร์ทอง แสนบุตร Sayun.ph@ksu.ac.th ธนพร แสนบุตร Sayun.ph@ksu.ac.th ปิยะพงษ์ บุญสรรค์ Sayun.ph@ksu.ac.th ณัฐพงษ์ ศรีสมุทร Sayun.ph@ksu.ac.th สายัญ พันธ์สมบูรณ์ Sayun.ph@ksu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเทคนิคการตรวจสอบคุณภาพของข้าวโพดหวานลูกผสมฝักสด ช่วงปริมาณน้ำตาลละลายรวม 8 Brix ถึง 15 Brix โดยใช้สเปกโตรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ (Near-Infrared Spectroscopy; NIRS) ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ทำลายตัวอย่าง โดยวัดสเปกตรัมในช่วงความยาวคลื่น 1,000-2,500 นาโนเมตร และวิเคราะห์ข้อมูลด้วย เทคนิคถดถอยกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (partial least squares regression; PLSR) พร้อมการตรวจสอบภายใน (n=144) ผลการวิเคราะห์พบว่าค่าสัมประสิทธิ์การกำหนด (R²) ของสมการสอบเทียบอยู่ที่ 0.93 โดยมีข้อผิดพลาดมาตรฐานของการสอบเทียบ (standard error of calibration; SEC) 0.54 และข้อผิดพลาดมาตรฐานของการทำนาย (standard error of prediction; SEP) 0.54 สำหรับค่าความหวานในตัวอย่างข้าวโพดฝักสด ค่าเฉลี่ยของความแตกต่าง ชุดปรับเทียบเท่ากับ 0.02 การวิเคราะห์ทางสถิติแสดงให้เห็นว่าสมการที่พัฒนาขึ้นสามารถทำนายค่าความหวานในข้าวโพดฝักสดได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเทคนิค NIRS สามารถนำมาใช้ในโปรแกรมการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดเพื่อพัฒนาพันธุ์ใหม่ที่มีคุณภาพสูงได้อย่างรวดเร็วและไม่ทำลายตัวอย่าง</p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture https://li01.tci-thaijo.org/index.php/JVIA/article/view/265067 ผลของปุ๋ยคอกที่มีต่อผลผลิตและคุณภาพของข้าวโพดหวานลูกผสม ในชุดดินที่ 41 2024-12-21T11:57:08+07:00 ธนพร แสนบุตร Sayun.ph@ksu.ac.th เสาร์ทอง แสนบุตร Sayun.ph@ksu.ac.th ปิยะพงษ์ บุญสรรค์ Sayun.ph@ksu.ac.th ณัฐพงษ์ ศรีสมุทร Sayun.ph@ksu.ac.th สายัญ พันธ์สมบูรณ์ Sayun.ph@ksu.ac.th <p>การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวโพดหวานพันธุ์ทดสอบที่ 1, พันธุ์ทดสอบที่ 2 และ พันธุ์ทดสอบที่ 3 เก็บข้อมูลในช่วงอายุ 20 และ 65 วัน หลังปลูก โดยวางแผนการทดลองแบบ split-plot in RCBD ทำการทดลองกับข้าวโพดหวานลูกผสมทางการค้า (F-1 hybrit) 3 สายพันธุ์ มี 4 สิ่งทดลอง ประกอบด้วย (T1) ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด (control) (T2) ปุ๋ยมูลไก่ (T3) ปุ๋ยมูลสุกร และ (T4) ปุ๋ยมูลโค โดยใส่อัตรา 50 กรัมต่อต้น ประเมินการเจริญเติบโตในด้านความสูงต้น ความยาวใบ น้ำหนักฝักสด เส้นรอบวงฝัก ความยาวฝัก และความหวานฝัก ผลการทดลองพบว่าพันธุ์ทดสอบที่ 1 มีการเจริญเติบโตสูงสุดในด้านความสูงต้นและน้ำหนักฝักสดต่อต้นมากที่สุดในช่วงอายุ 65 วัน คือ 174.44 เซนติเมตร และ 358.33 กรัมต่อต้น ขณะที่พันธุ์ทดสอบที่ 3 มีความยาวใบที่ยาวที่สุดในช่วงอายุ 20 และ 65 วัน คือ 16.38 และ 78.44 เซนติเมตรตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้ปุ๋ยอัตราการใช้ 50 กรัมต่อต้น มีผลต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต โดยปุ๋ยมูลสุกรมีผลดีต่อการเจริญเติบโต และน้ำหนักฝักสดของทั้งสามพันธุ์ทดสอบ สำหรับความหวานปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดมีผลสูงสุดในพันธุ์ทดสอบที่ 1</p> 2025-07-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Vocational Education in Agriculture