https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/issue/feed วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 2026-07-14T13:34:25+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง mju_journal@gmaejo.mju.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร (Journal Of Agricultural Research And Extension) เป็นวารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เกี่ยวกับวิชาการด้านการเกษตร อาหาร สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนวัตกรรมด้านการเกษตร และการส่งเสริมวิชาการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กำหนดเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ในรูปแบบตีพิมพ์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 (ISSN 0125-8850 : พิมพ์) และได้เผยแพร่ในรูปแบบอิเลคทรอนิกส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ . 2562 (E- ISSN 2630-0206 จนถึง ปี พ.ศ. 2565) ปัจจุบันเผยแพร่ในรูปแบบอิเลคทรอนิกส์ (ISSN 2985-0118 (Online)) </p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/272928 บทบรรณาธิการ 2026-07-14T13:34:25+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง kriangsa@mju.ac.th <p>วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ปีที่ 43 ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม 2569) ฉบับนี้ เรายังคงอยู่ภายใต้ของสงครามความขัดแย้งตะวันออก ที่ได้สร้างความผันผวนทางเศรษฐกิจ และวิกฤตพลังงาน จากความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซหลักของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมถึงการเริ่มการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแบบ "ซูเปอร์เอลนีโญ" กล่าวคือปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอย่างรุนแรง (มากกว่า 2 องศาเซลเซียส) ส่งผลกระทบให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวนอย่างรุนแรง โดยประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสี่ยงเผชิญกับสภาวะฝนทิ้งช่วง อากาศร้อนจัด ภัยแล้งรุนแรง และกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยคาดการณ์ว่าเริ่มในช่วงราวมิถุนายนปีนี้ ยาวไปจนถึงกลางปีหน้า ดังนั้น พี่น้องเกษตรกรไทยจะต้องปรับการดำเนินกิจกรรมให้สอดคล้องอย่าง&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชาญฉลาด เพื่อผ่านวิกฤตการณ์ให้ได้ โดยผ่านการสนับสนุนช่วยเหลือจากภาครัฐผ่านโครงการต่าง ๆ ที่ทางรัฐบาลได้เตรียมมาตรการและแผนการรองรับไว้</p> <p>&nbsp;วารสารวิจัยฯ ฉบับนี้ มีบทความวิจัยที่น่าสนใจหลากหลายประเด็นโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการผลิต และการขยายพันธุ์ การใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กตั้งแต่ระดับจุลินทรีย์ แบคทีเรีย การเพาะเลี้ยงปลาบึก และการศึกษาการเติบโตของพืชพรรณต่าง ๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนถึงบทความด้านการให้บริการของระบบนิเวศและเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล นอกจากนี้ยังประกอบด้วยบทความที่ศึกษาถึงความมั่นคงในการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ป่า วารสารฉบับนี้ได้รวบรวมผ่านการกลั่นกรองและคัดสรรไว้พร้อมแล้วสำหรับนักวิจัย นักศึกษา และผู้สนใจได้ศึกษาค้นคว้าต่อยอดเพื่อการพัฒนาการเกษตรไทยให้รุ่งเรือง</p> <p>กองบรรณธิการวารสารวิจัยฯ หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้รับความรู้ ได้แนวคิดในการต่อยอดศึกษาวิจัย &nbsp;เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเกษตรให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นต่อไป แล้วพบกันใหม่ในฉบับสุดท้ายของปีครับ<br><br></p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง<br>บรรณาธิการวารสารวิจัยฯ</p> 2026-07-14T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269568 ผลของความยาววันและอุณหภูมิต่อการเจริญเติบโตของกล้วยไม้แวนดาพันธุ์ปากช่องบลู 2025-11-24T11:05:58+07:00 พรวจนา คงแก้ว pornwajana.k@gmail.com กนกวรรณ ปัญจะมา kaypanjama@gmail.com ชัยอาทิตย์ อิ่นคำ sunwins111@hotmail.com ภาณุพล หงษ์ภักดี panupon@kku.ac.th ถกลวรรณ ศิริสวัสดิ์ takonwan@hotmail.com โสระยา ร่วมรังษี sorayaruamrung@gmail.com <p>ตลาดทั้งในและต่างประเทศมีความต้องการกล้วยไม้ตลอดทั้งปี ซึ่งการผลิตดอกกล้วยไม้แวนดา โดยเฉพาะกล้วยไม้แวนดาลูกผสมพันธุ์ ‘ปากช่องบลู’ ในฤดูร้อนเป็นที่ต้องการของตลาดแต่ยังผลิตได้ยาก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความยาววันและอุณหภูมิที่มีต่อการเจริญเติบโตและการควบคุมการบานของดอกในช่วงฤดูร้อน โดยให้พืชได้รับปัจจัยที่แตกต่างกัน 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยที่ 1 สภาพความยาววัน 2 ระดับ ได้แก่ ความยาวช่วงแสงประมาณ 12 ชั่วโมง และสภาพวันสั้น 7 ชั่วโมง ปัจจัยที่ 2 ให้พืชได้รับอุณหภูมิปลูกเลี้ยงที่แตกต่างกัน 2 ระดับ ได้แก่ 30±2°ซ ภายใต้โรงเรือนพรางแสง 50 เปอร์เซ็นต์ และ 25±2°ซ โรงเรือนควบคุมอุณหภูมิ (4 กรรมวิธี) โดยพืชได้รับความเข้มแสงเท่ากันเฉลี่ย 350 ไมโครโมลต่อตารางเมตรต่อวินาที ผลการทดลองพบว่า การให้กรรมวิธีความยาววันและอุณหภูมิ ที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางลำต้น คือ ความสูงต้น ความยาวใบ และจำนวนใบ ตลอดระยะเวลาทำการทดลอง อย่างไรก็ตาม พบว่ากรรมวิธีทดลองทำให้การบานมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งการให้กล้วยไม้แวนดาได้รับสภาพวันสั้นสามารถชะลอการบานของดอกออกไปได้ตามระยะเวลาที่ให้วันสั้น เมื่อเปรียบเทียบกับความยาววัน 12 ชั่วโมง และการปลูกเลี้ยงในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิทำให้คุณภาพและประสิทธิภาพการบานของแวนดามีเปอร์เซ็นต์การบาน และอายุช่อดอกมากกว่าการปลูกเลี้ยงในโรงเรือนพรางแสงธรรมชาติ</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266019 ผลของตำแหน่งชิ้นส่วนใบต่อการชักนำแคลลัสในกาแฟโรบัสต้าพันธุ์ชุมพร 2 2025-07-17T15:40:08+07:00 จักรกริช อนันตศรัณย์ ajackrit@hotmail.com คริษฐ์สพล หนูพรหม abhichard_n@hotmail.co.th นรากร ตรีเดชา snrktdc@gmail.com <p>การชักนำแคลลัสจากชิ้นส่วนใบเป็นขั้นตอนสำคัญในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกาแฟเพื่อการขยายพันธุ์ต้นกล้าจำนวนมากอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการ ชักนำแคลลัสจากใบกาแฟโรบัสต้า (<em>Coffea canephora</em>) พันธุ์ชุมพร 2 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกในภาคใต้ของประเทศไทย การศึกษาประกอบด้วย 3 การทดลองต่อเนื่อง ได้แก่ (1) ผลของแหล่งที่มาของชิ้นส่วนพืชต่อการฟอกฆ่าเชื้อและการชักนำแคลลัส (2) ผลของตำแหน่งชิ้นส่วนใบและสูตรอาหารเพาะเลี้ยง และ (3) ผลของการกรีดใบต่อการพัฒนาของแคลลัส โดยเก็บรวบรวมใบอ่อนคู่ที่ 2–3 จากยอดของต้นกาแฟจาก 4 แหล่ง ได้แก่ แปลงเกษตรกรในอำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา แปลงสาธิต โรงเรือน และห้องควบคุมสภาพแวดล้อม ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา นำใบมาตัดแบ่งเป็น 3 ส่วน (โคนใบ กลางใบ และปลายใบ) ฟอกฆ่าเชื้อด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ความเข้มข้น 1.2% เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร NPCM (ประกอบด้วยเกลือ 1/2MS ดัดแปลง, 2,4-D 0.5 มก./ล.และ 2ip 1 มก./ล.) และสูตร C (ประกอบด้วยเกลือ 1/2MS, 2,4-D 0.5 มก./ล. 2ip 2 มก./ล. และ IBA 1 มก./ล.) ในที่มืด 4 สัปดาห์ ตามด้วยสภาวะที่มีแสง 6 สัปดาห์ ร่วมกับการกรีดใบเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ผลการทดลองพบว่า ใบจากห้องควบคุมสภาพแวดล้อมมีอัตราความปลอดเชื้อและการเกิดแคลลัสสูงที่สุด (ร้อยละ 95 และ 90 ตามลำดับ) ชิ้นส่วนโคนใบที่เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร NPCM ให้แคลลัสที่มีคุณภาพดีที่สุดในด้านลักษณะทางสัณฐานวิทยา มีจำนวนตำแหน่งการเกิดแคลลัสเฉลี่ย 5.3 ตำแหน่งต่อชิ้นส่วน และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.8 มม. การกรีดใบทั้งด้านหลังใบและท้องใบช่วยส่งเสริมการเกิดแคลลัสคุณภาพสูงที่มีเนื้อสัมผัสแน่นและมีสีเขียวเข้ม (ร้อยละ 100) ซึ่งเหมาะสมสำหรับการพัฒนาต่อเป็นอวัยวะหรือโซมาติกเอ็มบริโอ องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแคลลัสคุณภาพสูง สำหรับการขยายพันธุ์กาแฟโรบัสต้าพันธุ์ชุมพร 2 ในเชิงพาณิชย์ต่อไป</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265828 ปริมาณการใช้น้ำของกาแฟพันธุ์อะราบิกาภายใต้สภาพร่มเงาต่างกันในช่วงแล้ง 2025-04-02T13:46:51+07:00 วรพล ปัญจาสุธารส gowgowzana@gmail.com วิชญ์ภาส สังพาลี sci.ocu@gmail.com วิสูตร อาสนวิจิตร iamvisut@gmail.com สุทธิพงษ์ ศรีฉัตรใจ vassana@mju.ac.th อุมารินทร์ อ้ายตุ๋ย vassana@mju.ac.th วาสนา วิรุญรัตน์ vassana@mju.ac.th <p>การศึกษาปริมาณการใช้น้ำของกาแฟพันธุ์ อะราบิกา (<em>Coffea arabica </em>L.) ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีร่มเงาแตกต่างกันในช่วงฤดูแล้ง ดำเนินการทดลองระหว่างวันที่ 22–28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กาแฟอายุ 3 ปี ปลูกในกระถางขนาด 30 ลิตร จำนวน 4 ต้น (1 ต้นต่อกระถาง) แบ่งเป็นใต้แสลนพรางแสง 50% และกลางแจ้ง อย่างละ 2 ต้น ต้นกาแฟอยู่ในช่วงพัฒนาตาดอก (bud growth stage) ซึ่งเป็นระยะที่ตอบสนองต่อการให้น้ำอย่างชัดเจน ติดตั้งหัววัดอัตราการไหลของน้ำในลำต้น (sap flow) และเก็บข้อมูลสภาพอากาศด้วยสถานีอัตโนมัติ เพื่อคำนวณค่าการใช้น้ำของพืช (ETc) ค่าการคายระเหยอ้างอิง (ETo) และค่าสัมประสิทธิ์พืช (Kc) รายวัน โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาปริมาณ การใช้น้ำของกาแฟพันธุ์อะราบิกาในช่วงฤดูแล้งภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีร่มเงาแตกต่างกัน โดยใช้เทคนิคการวัดอัตราการไหลของน้ำในลำต้น (sap flow) 2) เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์พืช (Kc) สำหรับใช้ในการวางแผนจัดการน้ำอย่างแม่นยำในช่วงฤดูแล้ง และ 3) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าความต่างศักย์ไอระเหย (VPD) กับค่าการคายระเหยอ้างอิง (ETo) และปริมาณการใช้น้ำจริงของพืช (ETc) ผลการทดลองพบว่า ต้นที่ปลูกกลางแจ้งมีค่า ETc เฉลี่ย 2.15 ลิตร/ต้น/วัน และ Kc เฉลี่ย 1.39 ขณะที่ใต้ร่มเงามีค่า ETc เฉลี่ย 1.06 ลิตร/ต้น/วัน และ Kc เฉลี่ย 0.61 ความสัมพันธ์ระหว่าง VPD กับ ETo มีค่า R²=0.934 ส่วนระหว่าง VPD กับ ETc มีค่า R²=0.526 สะท้อนให้เห็นถึงกลไกการควบคุมการคายน้ำของพืชที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม ผลที่ได้สามารถนำไปใช้วางแผนจัดการน้ำอย่างแม่นยำในระบบการปลูกกาแฟ โดยเฉพาะช่วงกระตุ้นตาดอกในฤดูแล้ง</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269602 ผลของระยะปลูกต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และปริมาณสารแคนนาบิไดออล ของกัญชงสายพันธุ์ EHFGP#1, EHFGP#3 และ EHFGP#8 ภายใต้สภาพโรงเรือน 2026-01-08T09:41:38+07:00 วัชรินทร์ จันทวรรณ์ jantawan16@gmail.com อรพินธุ์ สฤษดิ์นำ orapins343@hotmail.com ศศิมา คเณชาบริรักษ์ samaporn@mju.ac.th เสกสรร สงจันทึก jantawan16@gmail.com ตะวัน ฉัตรสูงเนิน tawan@mju.ac.th วินัย วิริยะอลงกรณ์ winai.w@mju.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของระยะปลูกต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และปริมาณสารแคนนาบิไดออลภายใต้การปลูกในโรงเรือนเพาะปลูก (greenhouse cultivation) ของกัญชงสายพันธุ์ EHFGP#1, EHFGP#3 และ EHFGP#8 โดยวางแผนการทดลองแบบ 2×3 Factorial in Randomized Complete Block Design ดังนี้ ปัจจัย A ระยะปลูก 2 ระยะ คือ 0.5×1.0 และ 1.0×1.0 เมตร ปัจจัย B สายพันธุ์กัญชง 3 สายพันธุ์คือ EHFGP#1, EHFGP#3 และ EHFGP#8 งานวิจัยนี้ดำเนินการ ณ ศูนย์ทดสอบ วิจัยและพัฒนากัญชง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านสายพันธุ์ ระยะปลูก และอิทธิพลร่วมระหว่างปัจจัยมีผลต่อหลายลักษณะทางสัณฐานวิทยาและคุณภาพผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>≤0.01) ได้แก่ ด้านการเจริญเติบโตพบว่าสายพันธุ์ EHFGP#3 และ EHFGP#8 ที่ระยะ 0<strong>.</strong>5×1<strong>.</strong>0 เมตร มีความสูงของต้นเฉลี่ยมากที่สุด 213.57 และ 214.13 ซม. ตามลำดับ ขณะที่สายพันธุ์ EHFGP#8 ที่ระยะปลูก 1.0×1.0 เมตร มีความสูงน้อยที่สุด ความกว้างทรงพุ่มแตกต่างกันชัดเจน โดยสายพันธุ์ EHFGP#8 มีค่ามากที่สุดทั้งสองระยะปลูก ส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นพบว่าระยะปลูก 1<strong>.</strong>0×1<strong>.</strong>0 เมตร สายพันธุ์ EHFGP#8 มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ระยะปลูก ที่กว้างส่งผลต่อความแข็งแรงของลำต้น ด้านโครงสร้างพืชระยะปลูกที่ 1.0×1.0 เมตร มีจำนวนข้อปล้องและจำนวนกิ่งต่อต้นมากกว่าระยะ 0.5×1.0 เมตร อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.00–4.40 ข้อปล้องต่อต้น และ 7.20–8.00 กิ่งต่อต้น ตามลำดับ ส่วนขนาดช่อดอกพบปฏิสัมพันธ์ระหว่างระยะปลูกและสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ EHFGP#1 ที่ระยะ 0<strong>.</strong>5×1<strong>.</strong>0 เมตร และ EHFGP#3 ที่ระยะปลูก 1<strong>.</strong>0×1<strong>.</strong>0 เมตร มีช่อดอกกว้างที่สุด เท่ากับ 36.37 และ 36.29 มม. ตามลำดับ ด้านผลผลิตพบว่าระยะปลูก 1<strong>.</strong>0×1<strong>.</strong>0 เมตร ให้ผลผลิตดอกสดและดอกแห้งต่อต้นสูงกว่าระยะ 0.5×1.0 เมตร โดยน้ำหนักผลผลิต ช่อดอกสดมีค่าเฉลี่ย 0.90–1.08 กิโลกรัมต่อต้น และน้ำหนักผลผลิตช่อดอกแห้งเท่ากับ 0.21–0.26 กิโลกรัมต่อต้น ในขณะที่ระยะ 0<strong>.</strong>5×1<strong>.</strong>0 เมตร มีน้ำหนักผลผลิตช่อดอกสดเท่ากับ 0.52–0.78 กิโลกรัม และน้ำหนักผลผลิตช่อดอกแห้งเท่ากับ 0.12–0.18 กิโลกรัมต่อต้น อย่างไรก็ตาม ผลผลิตดอกแห้งต่อโรงเรือนไม่แตกต่างกันทางสถิติ ด้านปริมาณสารแคนนาบิไดออล (Cannabidiol: CBD) พบว่า สายพันธุ์ ระยะปลูก และอิทธิพลร่วมระหว่างปัจจัยของระยะปลูกและสายพันธุ์ส่งผลต่อปริมาณสารแคนนาบิไดออล อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง โดยสายพันธุ์ EHFGP#1 ที่ระยะปลูก 1.0×1.0 เมตร มีปริมาณสารแคนนาบิไดออลสูงที่สุด 14.32% รองลงมาคือ EHFGP#3 เท่ากับ 12.63% และ EHFGP#8 เท่ากับ 10.58% ขณะที่ระยะปลูก 0.5×1.0 เมตร มีค่าลดลง การปลูกกัญชงในโรงเรือนที่ระยะ 1.0×1.0 เมตร มีความเหมาะสมสำหรับการผลิตช่อดอกและเพิ่มปริมาณสารแคนนาบิไดออล โดยเฉพาะสายพันธุ์ EHFGP#1 ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในการผลิตสาระสำคัญ เชิงเศรษฐกิจ งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญต่อการกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตกัญชงคุณภาพสูง เพื่อใช้ประโยชน์ เชิงอุตสาหกรรมกัญชงในอนาคต</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269515 การเปลี่ยนแปลงเมแทบอลอมิกส์กลุ่มปฐมภูมิที่เกี่ยวข้องกับความต้านทานโรคไหม้ในข้าว 2025-11-24T15:45:43+07:00 รัตนวรรณ จันทร์ศศิธร rattanawan.j@rice.mail.go.th สุพัตรา นราวัฒนะ supatthra.n@rice.mail.go.th ภัทรศยา สายยืด kungnang.saiyued@gmail.com ดวงกมล บุญช่วย duangkamon.b@rice.mail.go.th ชณินพัฒน์ ทองรอด chaninphat.t@rice.mail.go.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการนำเทคโนโลยีเมแทบอลอมิกส์มาใช้ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสารเมแทบอไลต์ที่เกิดขึ้นในข้าว เมื่อมีการเข้าทำลายของ เชื้อสาเหตุโรคไหม้ <em>Pyricularia oryzae</em> โดยพันธุ์ข้าว ที่นำมาทดลองประกอบด้วย พันธุ์ต้านทานโรค ได้แก่ ข้าวพันธุ์หางยี 71 และ กข59 และพันธุ์อ่อนแอต่อโรค ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และปทุมธานี 1 ทำการปลูกเชื้อให้กับต้นข้าวอายุ 30 วัน ด้วยเชื้อ <em>P. oryzae</em> บริเวณ ใบข้าวด้วยสปอร์แขวนลอยความเข้มข้น 5x10<sup>4</sup> สปอร์ต่อมล. จากนั้นเก็บตัวอย่างใบข้าวหลังจากปลูกเชื้อ เป็นเวลา 8 ชม. 12 ชม. และ 1-7 วัน เพื่อนำมาวิเคราะห์ชนิดและปริมาณของสารเมแทบอไลต์ด้วยเครื่องแก๊สโครมาโทร กราฟี (GCxGC-TOFMS) ผลการทดลองพบความแตกต่างของสารเมแทบอไลต์ในข้าวพันธุ์ต้านทานและพันธุ์อ่อนแอ โดยข้าวพันธุ์ต้านทานพบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>≤0.1) ของกรดอะมิโน phenylalanine citrulline และ shikimic acid ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญของกระบวนการสังเคราะห์สารในกลุ่ม phenylpropanoid และ shikimate pathway ตามลำดับ หลังการปลูกเชื้อ <em> P. oryzae</em> เป็นเวลา 3 วันขึ้นไป ในขณะที่ข้าวพันธุ์อ่อนแอพบสารดังกล่าวหลังการปลูกเชื้อเป็นเวลา 5 วันขึ้นไป ซึ่งสารเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับกลไกความต้านทานโรค ของพืช นอกจากนี้ในข้าวพันธุ์ต้านทานยังพบสาร methoxyflavone ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึง salicylic acid ที่ทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการ ส่งสัญญาณในการสร้างความต้านทาน หลังจากที่เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืช ผลการศึกษานี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกความต้านทานโรคไหม้ของข้าว</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269238 การเปลี่ยนแปลงในรอบวันของพารามิเตอร์การสังเคราะห์ด้วยแสงในอ้อยโคลนดีเด่น ภายใต้สภาวะขาดน้ำและการฟื้นตัวที่ระยะแก่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย 2026-01-09T14:21:49+07:00 ธีระรัตน์ ชิณแสน nongtheerarat@gmail.com กรองกาญจน์ ป้องปัญจมิตร k.pongpanchamit@gmail.com ชยันต์ ภักดีไทย pakdeethai@gmail.com อัมราวรรณ ทิพยวัฒน์ tipamarawan@gmail.com แสงเดือน ชนะชัย jum_hort@hotmail.com <p>ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในรอบวันของการสังเคราะห์ด้วยแสงในอ้อย ภายใต้สภาวะขาดน้ำและการฟื้นตัวหลังได้รับน้ำอีกครั้งมีความสำคัญต่อการรับทราบถึงกลไกการปรับตัวของพืชภายใต้สภาวะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความรู้ด้านการสังเคราะห์ด้วยแสงในรอบวันของอ้อยในประเทศไทยยังมีจำกัด ดังนั้น การทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงในรอบวันของพารามิเตอร์การสังเคราะห์ด้วยแสงของอ้อยโคลนดีเด่น (KK07-599 และ KK3/E09-1) และพันธุ์ กวก. ขอนแก่น 3 ที่ระยะแก่ ภายใต้สภาวะแล้งและการฟื้นตัวหลังได้รับน้ำอีกครั้ง ดำเนินการ ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ปี พ.ศ. 2566 โดยปลูกอ้อยในวงบ่อซีเมนต์ด้วยการจัดการการให้น้ำ 2 รูปแบบ คือ (1) ให้น้ำตามความต้องการของพืช (2) งดการให้น้ำนาน 19 วัน (เมื่ออ้อยมีอายุ 298–316 วันหลังปลูก เพื่อชักนำการขาดน้ำ) และให้น้ำอีกครั้งเมื่ออ้อยมีอายุ 317 วันหลังปลูก เพื่อบันทึกข้อมูลการฟื้นตัวหลังการได้รับน้ำอีกครั้งในวันที่ 3 หรืออ้อย มีอายุ 320 วันหลังปลูก จากการศึกษาพบว่า การขาดน้ำทำให้อ้อยทุกพันธุ์/โคลนมีค่าอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงสุทธิ อัตราการคายน้ำ และค่าชักนำการเปิด-ปิดปากใบลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับอ้อยที่ได้น้ำตามปกติ โดยค่าพารามิเตอร์ดังกล่าว มีค่าน้อยสุดในช่วงเช้าตรู่และช่วงเย็น แต่มีค่าสูงสุดในช่วงเช้าและช่วงกลางวัน ซึ่งค่าอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงสุทธิของอ้อยที่ได้รับน้ำตามปกติมีค่า 10–15 <em>µ</em>mol CO<sub>2 </sub>m<sup>-2 </sup>s<sup>-1</sup> ขณะที่ กลุ่มอ้อยที่ขาดน้ำมีค่าน้อยกว่า 10 <em>µ</em>molCO<sub>2</sub> m<sup>-2</sup> s<sup>-1</sup> ทั้งนี้พบว่า ค่าความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในใบของอ้อยกลุ่มขาดน้ำมีค่ามากที่สุดในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงพลบค่ำ (ประมาณ 300–400 <em>µ</em>mol mol<sup>-1</sup>) การเปลี่ยนแปลงในรอบวันของพารามิเตอร์การสังเคราะห์ด้วยแสงของอ้อยทุกพันธุ์/โคลนที่ดำเนินการศึกษาในครั้งนี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงความต้านทานต่อสภาวะแล้ง แต่พบว่าเมื่ออ้อยได้รับน้ำอีกครั้งจะสามารถฟื้นฟูพารามิเตอร์การสังเคราะห์ด้วยแสงให้ใกล้เคียงกับกลุ่มอ้อยที่ได้รับน้ำตามปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการปรับตัว ของอ้อยในเขตอาศัยน้ำฝนที่ส่วนใหญ่นิยมเพาะปลูกในช่วงปลายฤดูฝนและต้องเผชิญกับสภาวะแล้งที่ยาวนานก่อนที่จะได้รับน้ำฝนตกอีกครั้ง นอกจากนี้ การศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง source-sink และการลำเลียงสารอาหารจะช่วยสร้างความเข้าใจต่อการสะสมน้ำตาลภายใต้สภาวะแล้งของอ้อยได้มากยิ่งขึ้น</p> 2026-06-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/264769 ความเป็นไปได้ในการใช้น้ำหมักฟางข้าวอินทรีย์เพื่อทดแทนปุ๋ยเคมี ในการเพาะเลี้ยงผำ (Wolffia sp.) 2024-09-20T12:58:15+07:00 อารมณ์ เตียวสกุล apermngam@gmail.com สุดใจ รัตนยุวกร apermngam@gmail.com ดวงสุดา ทองจันทร์ apermngam@gmail.com สุภา ศรียงยศ apermngam@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลผลิตผำ (<em>Wolffia</em> sp.) ที่เลี้ยงในสูตรอาหารที่มีปริมาณน้ำหมักฟางข้าวอินทรีย์เป็นส่วนผสมในระดับต่างๆ และคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงผำ ดำเนินการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) แบ่งออกเป็น 3 ชุดการทดลอง ๆ ละ 3 ซ้ำ ชุดการทดลองที่ 1 ใช้ปุ๋ย NPK (16-16-16) 5 กรัม (สูตรควบคุม) ใช้น้ำหมักฟางข้าวอินทรีย์ 50 มล. และ 100 มล. สำหรับชุดการทดลองที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ทุกชุดการทดลองใช้ผำสด 50 กรัม และน้ำ 50 ลิตร ในบ่อซีเมนต์ทรงกลมที่มีพื้นที่ผิว 0.442 ตร.ม. และระยะเวลาทำการศึกษา 8 วัน ผลการวิจัยพบว่าผลผลิตผำและคุณภาพน้ำไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (<em>p</em>&gt;0.05) ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะใช้น้ำหมักฟางข้าวอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมีในการผลิตผำอินทรีย์สำหรับมนุษย์และสัตว์ในอนาคต</p> 2026-06-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/263562 ประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ต่อการเจริญเติบโต คุณภาพผลผลิต และการจำแนกเชื้อสาเหตุโรคเมล่อนสายพันธุ์โมเมจิที่ปลูกในโรงเรือน 2024-10-17T10:56:09+07:00 ศิริพร อ่ำทอง amthong56@gmail.com พงศ์ยุทธ นวลบุญเรือง phongyuth@hotmail.com ชิติ ศรีตนทิพย์ chiti_s@hotmail.com ปัทมา จันทร์เรือง janruangsaw@gmail.com เมทินี นาคดี methineenakdee@gmail.com กิตติพันธ์ เพ็ญศรี kit_kittiphan@hotmail.com <p>การทดสอบประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพผลผลิตของเมล่อน สายพันธุ์โมเมจิ ทำการทดลองในโรงเรือนเมล่อน ณ ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ (ท่าโป่งแดง) อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 วางแผน การทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design: CRD) แบ่งเป็น 5 กรรมวิธี กรรมวิธีละ 25 ต้น ประกอบด้วย กรรมวิธีที่ 1 ควบคุม (ไม่มีการใช้สาร) กรรมวิธีที่ 2 แช่เมล็ดและพ่นต้นเมล่อนด้วยเมทาแลกซิล กรรมวิธีที่ 3 แช่เมล็ดและพ่นต้นเมล่อนด้วยคาร์เบนดาซิม กรรมวิธีที่ 4 แช่เมล็ดและพ่นต้นเมล่อนด้วย <em>B. subtilis</em> และกรรมวิธีที่ 5 แช่เมล็ดและพ่นต้นเมล่อนด้วย<em> T. asperellum</em> ผลการทดลองพบว่า การใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์ แบคทีเรีย <em>B. subtilis</em> และเชื้อรา <em>T</em><em>. asperellum</em> โดยวิธีการแช่เมล็ดและพ่นต้นเมล่อนสายพันธุ์โมเมจิ พบว่าต้นเมล่อนสายพันธุ์โมเมจิ มีการเจริญเติบโตด้านความสูงมากที่สุด คือ 196.75 และ 197.25 เซนติเมตร ตามลำดับ ผลการศึกษาด้านคุณภาพผลผลิตเมล่อน กรรมวิธีที่ใช้เชื้อรา <em>T. asperellum</em> ผลเมล่อนมีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ (ความหวาน) เพิ่มขึ้น มีค่า 11.72 °Brix และมีค่าความแน่นเนื้อสูง 1.68 นิวตัน และกรรมวิธีที่ใช้แบคทีเรีย <em>B. subtilis</em> ผลเมล่อนมีปริมาณไนเตรทสะสมในผลน้อยที่สุด คือ 152.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีควบคุม ผลการสำรวจการเกิดโรคผลเน่าของเมล่อน พบอาการของโรคผลเน่า บริเวณรอบ ๆ ขั้วหรือก้านผล และบริเวณก้นผลที่มีรอยแตก พบเส้นใยเชื้อราสีขาวขึ้นฟูบริเวณแผล เมื่อนำเส้นใยมาส่องใต้กล้องจุลทรรศน์พบลักษณะสปอร์ของเชื้อรา <em>Fusarium</em> sp. และผลเมล่อนที่พบเส้นใยสีเทาเข้มขึ้นคลุมทั่วทั้งผลที่เน่า เมื่อแผลขยายจะปรากฏเป็นจุดสีดำเล็ก ๆ (fruiting body) เมื่อนำเส้นใยมาส่องใต้กล้องจุลทรรศน์พบลักษณะสปอร์ของเชื้อรา <em>Lasiodiplodai </em>sp. เมื่อวิเคราะห์ลักษณะทางชีวโมเลกุลโดยการวิเคราะห์สายสัมพันธ์วิวัฒนาการของเชื้อรา สามารถจำแนกสกุลของเชื้อราสาเหตุโรคผลเน่าของเมล่อนได้ 2 สกุล ได้แก่ <em>Fusarium </em>sp. และ <em>Lasiodiplodia</em> sp. เมื่อเปรียบเทียบลำดับ นิวคลีโอไทด์ของตัวอย่างเชื้อราที่ได้กับฐานข้อมูลจาก GenBank โดยจัดเรียงแนวความสัมพันธ์ความใกล้เคียงกัน พบว่าเชื้อราสาเหตุโรคผลเน่าของเมล่อนจำแนกได้เป็นเชื้อรา <em>F. equiseti</em> และเชื้อรา <em>L. theobromae</em> โดยมีค่าความเชื่อมั่น 99%</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265800 ความหลากหลายของชุมชนแบคทีเรียจากห้อมใบใหญ่ (Strobilanthes cusia) และห้อมใบเล็ก (Strobilanthes sp.) โดยการวิเคราะห์เมตาจีโนมิกส์ 2025-07-17T15:54:42+07:00 ณัฐพร จันทร์ฉาย nuttapornchanchay@gmail.com ปิยวรรณ แสงทอง Onedreamsasa@gmail.com อัญศญา บุญประจวบ ansaya.yakult@gmail.com <p>การวิเคราะห์เมตาจีโนมิกส์เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์องค์ประกอบและความหลากหลายของชุมชนจุลชีพในสิ่งแวดล้อมโดยไม่จำเป็นต้องเพาะเลี้ยง ทำให้เหมาะสมสำหรับการศึกษา จุลชีพที่เกี่ยวข้องกับพืชสมุนไพร ห้อม (<em>Strobilanthes </em>spp<em>.</em>) ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือของประเทศไทย ใบของห้อมถูกนำมาใช้ผลิตสีย้อมครามธรรมชาติและมีรายงานว่ามีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่มีศักยภาพทางการแพทย์ การศึกษาชุมชนจุลชีพที่อยู่ร่วมกับห้อมจึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจบทบาทของจุลชีพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และ การสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหลากหลายของชุมชนแบคทีเรียจากใบของห้อมใบใหญ่ (<em>Strobilanthes cusia</em>) และห้อมใบเล็ก (<em>Strobilanthes </em>sp.) ที่เก็บจาก 5 พื้นที่ในจังหวัดแพร่ ด้วยเทคนิค 16S rRNA gene sequencing บนแพลตฟอร์ม Illumina ผลการศึกษาพบว่าชุมชนแบคทีเรียส่วนใหญ่จัดอยู่ในไฟลัม Proteobacteria โดยเฉพาะคลาส Gammaproteobacteria และ อันดับ Pseudomonadales ซึ่งกลุ่มหลักที่พบ ได้แก่ Pseudomonas และแบคทีเรียที่ยังไม่ถูกจำแนกสายพันธุ์ (unclassified bacteria) ที่มีรายงานว่ามีบทบาทในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชและการผลิตสาร เมตาโบไลต์สำคัญ ผลการศึกษานี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบของจุลชีพที่เกี่ยวข้องกับห้อม และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดในอุตสาหกรรมการแพทย์ สิ่งทอ และเกษตรกรรม ได้ในอนาคต</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/270445 การประเมินมูลค่านิเวศบริการของต้นไม้ในพื้นที่ป่าไม้บริเวณฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ 2026-02-04T10:52:10+07:00 อริสรา ทันนาเขตต์ h.sutheera@gmail.com สุธีระ เหิมฮึก h.sutheera@gmail.com วิชญ์ภาส สังพาลี sci.ocu@gmail.com วนิดา ปัญญา h.sutheera@gmail.com ธีรานนท์ ปาสุธรรม h.sutheera@gmail.com ขนิษฐา เสถียรพีระกุล kanitta@mju.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการบริการของระบบนิเวศป่าไม้ในพื้นที่ฟาร์มของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ในด้านการเป็นแหล่งสนับสนุน และการควบคุมกลไกลของระบบนิเวศป่าไม้ โดยทำการประเมินมูลค่าปริมาตรไม้ และมูลค่าของการสะสมคาร์บอนไดออกไซด์ในมวลชีวภาพป่าไม้ของพื้นที่ โดยวิเคราะห์ความหลากชนิด ประเมินสถานภาพพรรณไม้ตามบัญชีแดงของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม (IUCN red list) คำนวณปริมาตรไม้ และประเมินการกักเก็บคาร์บอน ในรูปมวลชีวภาพของต้นไม้ใหญ่ ในพื้นที่แปลงตัวอย่างถาวร ขนาด 4 เฮกตาร์ (25 ไร่) จำนวน 2 แปลง ในพื้นที่ฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า สังคมพืชในพื้นที่เป็นป่าเต็งรังรุ่นสอง ชนิดพรรณไม้ มีจำนวณ 32 ชนิด 28 สกุล 18 วงศ์ ประเมินสถานภาพการอนุรักษ์ตามบัญชีแดงของชนิดพันธุ์ที่ถูกคุกคาม ได้ดังนี้ สถานภาพเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์ (Least Concern: LC) จำนวน 23 ชนิด สถานภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ (Near Threatened: NT) จำนวน 3 ชนิด สถานภาพเสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ (CR - Critically endangered species) จำนวน 1 ชนิด สถานภาพใกล้การสูญพันธุ์ (EN - Endangered species) จำนวน 1 ชนิด และไม่ได้ระบุไว้ในสถานภาพการอนุรักษ์ จำนวน 4 ชนิด โดยชนิดไม้เด่นตามค่าดัชนีความสำคัญทั้งพื้นที่ คือ ยางเหียง (<em>Dipterocarpus obtusifolius</em> Teijsm. ex Miq.) สำหรับปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้ ในพื้นที่ 2 แปลงตัวอย่างถาวร มีค่าเท่ากับ 37.89 ตันคาร์บอนต่อเฮกตาร์ มีปริมาตรไม้เท่ากับ 18.46 ลูกบาศก์เมตรต่อเฮกตาร์ หรือปริมาตรไม้ทั้งหมดของพื้นที่มีค่าเท่ากับ 960.09 ลูกบาศก์เมตร สามารถคิดเป็นมูลค่าได้เท่ากับ 1,440,139 บาท ส่วนปริมาณการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 19.09 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ และเมื่อคำนวณการเพิ่มขึ้นจากปีฐานของการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะเวลา 2 ปี (พ.ศ. 2568) เพิ่มขึ้นทั้งหมดเท่ากับ 133.96 ตัน คิดเป็น มูลค่าเท่ากับ 19,476.39 บาท ซึ่งผลรวมการประเมินมูลค่านิเวศบริการของผืนป่าฟาร์มมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปี พ.ศ. 2568 มีมูลค่าเท่ากับ 1,459,615.39 บาท ผลการ ศึกษาสามารถชี้ให้เห็นว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของพื้นที่มหาวิทยาลัย ตลอดจนการมีมาตรการในการดูแลรักษาด้านการลาดตระเวน การประชาสัมพันธ์ และการป้องกันไฟป่าในพื้นที่วิกฤติ เป็นผลให้เห็นมูลค่าด้านนิเวศบริการ ที่คงอยู่ และสามารถเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269535 การใช้ดัชนีพืชพรรณ (NDVI) ร่วมกับดัชนีความต่างความชื้นของพืช (NDMI) เพื่อศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากไฟป่าในพื้นที่ป่าไม้ ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม Senitel-2 กรณีศึกษา ป่าสงวนแห่งชาติจังหวัดแพร่ 2025-12-27T10:42:39+07:00 พนิตต์นาฏ กังหัน panittnartkh@gmail.com ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ kornmju@gmail.com ฑีฆา โยธาภักดี teekasom@gmail.com อุบลวรรณ สุภาแสน u_supasaen@hotmail.com สินีนาฏ สองศรี sineenard@mju.ac.th ปิยะพิศ ขอนแก่น piyapit@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงดัชนีพืชพรรณ (Normalized Difference Vegetation Index: NDVI) และดัชนีความต่างของความชื้นของพืช (Normalized Difference Moisture Index: NDMI) ก่อนและหลังการเกิดไฟป่า 2) เพื่อจำแนกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่า โดยการใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 กรณีศึกษา ป่าสงวนแห่งชาติจังหวัดแพร่ ช่วงเวลาก่อนและหลังเกิดไฟป่า กำหนดช่วงเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562–2567 ผลการศึกษาพบว่า ดัชนีพืชพรรณก่อนเกิดไฟป่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วงประมาณ 0.50 ถึง 0.52 และหลังเกิดไฟป่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วงประมาณ 0.27 ถึง 0.30 เมื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของดัชนีพืชพรรณ (dNDVI) พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วงประมาณ 0.14 ถึง 0.25 ซึ่งหมายถึงการลดลงของค่าความเขียวของพืชพรรณอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับการวิเคราะห์ดัชนีความต่างของความชื้นของพืชพบว่า ก่อนเกิดไฟป่ามีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.17 ถึง 0.51 และหลังจากเกิดไฟป่าพบว่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.03 ถึง -0.03 บ่งชี้ถึงการสูญเสียความชื้นในพืชพรรณอันเกิดจากกระบวนการเผาไหม้และการระเหยของน้ำในเรือนยอด เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงดัชนีความต่างของความชื้นของพืช (dNDMI) มีค่าการเปลี่ยนแปลงอยู่ในช่วง 0.18 ถึง 0.48 ซึ่งพบการสูญเสียความชื้นของพืชพรรณอย่างมากในบริเวณที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากไฟป่า สอดคล้องกับการประเมินความถูกต้องของผลการแปลภาพพื้นที่เกิดไฟไหม้ด้วยภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2 พบว่า มีค่าความถูกต้องโดยรวม (overall accuracy) และสัมประสิทธิ์แคปปา (Kappa coefficient) เท่ากับร้อยละ 92.99 และ 0.83 ตามลำดับ สะท้อนความแม่นยำของการจำแนกภาพในระดับดีมาก</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/268193 การเจริญเติบโตของปลาบึกที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมสาหร่ายอาร์โธรสไปร่าผง สด และหมัก 2025-09-08T10:51:19+07:00 สุดาพร ตงศิริ Sudap2515@gmail.com จงกล พรมยะ Jongkolpy@gmail.com นิสรา กิจเจริญ nissara52@gmail.com <p>การศึกษาในครั้งนี้เป็นการเลี้ยงปลาบึกด้วยอาหารผสมสาหร่ายอาร์โธรสไปร่า (<em>Arthrospira platensis</em>) ดังนี้ อาร์โธรสไปร่าผง 3 เปอร์เซ็นต์ (D-SP) อาร์โธรสไปร่าสด 30 เปอร์เซ็นต์ (W-SP) อาร์โธรสไปร่าหมัก 30 เปอร์เซ็นต์ (F-SP) และอาหารควบคุม (control)<strong> </strong>เลี้ยงปลาบึกในกระชังที่กางในบ่อดิน จำนวน 30 ตัวต่อกระชัง ออกแบบการทดลองแบบ CRD <strong> </strong>ปลาบึกเริ่มต้นมีขนาด 47.09±0.00 กรัม ทุกชุดการทดลองมีจำนวน 3 ซ้ำ ให้อาหาร 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว เลี้ยงปลาบึกเป็นระยะเวลา 60 วัน ผลการทดลองพบว่า น้ำหนักเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นของปลาบึกในชุดcontrol มีค่าเท่ากับ 247.00±19.99 กรัม ส่วนในปลาบึกที่เลี้ยงด้วยอาหาร D-SP, W-SP และ F-SP มีน้ำหนักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเท่ากับ 226.50±26.75, 199.90±19.59 และ 255.50±17.20 กรัม อัตราการเจริญเติบโตต่อวัน พบว่าชุดทดลอง control, D-SP, W-SP และ F-SP มีค่า 4.12±0.33, 3.78±0.45, 3.33±0.32 และ 4.25±0.28 กรัมต่อตัว ต่อวัน ประสิทธิภาพการใช้โปรตีนพบว่า ชุดทดลอง มีประสิทธิภาพการใช้โปรตีน เท่ากับ 88.46±0.00, 87.39±0.00, 88.56±0.00 และ 87.25±0.00 เปอร์เซ็นต์ และอัตรารอดในทุกชุดทดลอง มีค่าเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&gt;0.05)<strong> </strong>ในส่วนของความยาวเฉลี่ยของชุดทดลองที่ได้รับอาหาร W-SP มีความยาวเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ 7.28±0.23 ซม. แตกต่างอย่างกับชุดทดลอง D-SP อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.05) และอัตราการแลกเนื้อของชุดทดลองที่ได้รับอาหาร control และ W-SP มีค่า 2.83±0.01 และ 2.82±0.01 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.05) ส่วนต้นทุนในการผลิตปลา 1 กิโลกรัม พบว่าสูตรอาหาร W-SP มีต้นทุนค่าอาหาร ต่ำที่สุด การศึกษาครั้งนี้ สรุปได้ว่าอาหารที่ผสมสาหร่ายอาร์โธรสไปร่าสด ทำให้ปลาบึกยาวที่สุด และมีอัตราการแลกเนื้อต่ำ และมีต้นทุนในการผลิตปลา 1 กิโลกรัม ต่ำที่สุด จึงเหมาะสมที่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบอาหาร ในการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงปลาบึก</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269984 การเพิ่มมูลค่าปลานวลจันทร์ทะเลด้วยการพัฒนาตำรับอาหารราดซอสสามรส และการประเมินคุณค่าทางโภชนาการ 2025-11-25T16:01:52+07:00 นันธิดา แดงขาว nantida.da@dtc.ac.th พชร พิริยาพร phatchara.ph@dtc.ac.th อภิราม สินธุพาชี apiram.si@dtc.ac.th โสมรัศมิ์ กล่ำกล่อมจิตร์ sommarut.kl@dtc.ac.th กรวิทย์ สักแกแก้ว korawit.sa@dtc.ac.th มารศรี จันสี marasri.ju@dtc.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตำรับมาตรฐานปลานวลจันทร์ทะเลราดซอสสามรส และประเมินคุณค่าทางโภชนาการตามรายการของฉลากโภชนาการไทย การพัฒนาตำรับมาตรฐานใช้วิธี 9-points hedonic scale และ Just About Right (JAR) เป็นแนวทางในการปรับสูตร จากผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร 10 ท่าน โดยเลือกสูตรที่ได้คะแนนความชอบสูงสุดและมีค่าพอดีทุกด้านเป็นตำรับมาตรฐาน จากนั้นนำมาทดสอบคุณสมบัติทางเคมีกายภาพ ทดสอบเนื้อสัมผัสด้วย Texture Profile Analysis (TPA) พบว่าเนื้อปลาทอด มีค่าความชื้นร้อยละ 65.22 มีค่าความสว่าง (<em>L</em>*) เท่ากับ 63.49 ค่าสีแดง (<em>a</em>*) เท่ากับ 7.55 และค่าสีเหลือง (<em>b</em>*) เท่ากับ 23.40 ด้านเนื้อสัมผัสค่าความแข็ง (hardness) ค่าความเหนียวเป็นยาง (gumminess) ความเหนียว (chewiness) ซึ่งแสดงถึงความรู้สึกใช้แรงขณะเคี้ยวอยู่ที่ 135.28 N, 34.31 N และ 16.15 N ตามลำดับ ซอสสามรสมีค่าสี <em>L</em>* <em>a</em>* <em>b</em>* อยู่ที่ 29.43, 11.21 และ 8.53 ตามลำดับ มีค่าความหนืด 831.16 cP มีค่าความเป็นกรด-ด่าง 3.16 ความเค็ม (%Salinity) 33.6 และปริมาณของแข็งที่ละลายได้ (Total Soluble Solids: TSS) 29.4 ˚Brix ตำรับมาตรฐานได้รับคะแนนความชอบด้านลักษณะปรากฏ กลิ่น รสชาติ กลิ่น-รส เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวมอยู่ด้านโภชนาการใน 100 กรัม (เนื้อปลาทอด 70 กรัม ซอสสามรส 30 กรัม) ให้พลังงาน 176.64 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 16.29 กรัม มีไขมันทั้งหมด 7.32 กรัม คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 11.4 กรัม ใยอาหาร 1.58 กรัม มีวิตามินบี 1 และวิตามินบี 2 0.026 และ 0.034 มก. มีแคลเซียมและเหล็ก 48.62 และ 0.61 มก. ตามลำดับ ในขณะที่มีปริมาณโซเดียม 315.43 มก. และคอเลสเตอรอล 61.10 มก.</p> <p> </p> <p> </p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269893 ผลของการเสริมผงไข่ผำต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ขนมหม้อแกง 2025-11-24T10:39:30+07:00 นราธร สัตย์ซื่อ narathorn.sat@mail.pbru.ac.th ณปภา หอมหวล napapha.hom@mail.pbru.ac.th วุฒิชัย ฤทธิ Wuttichai.rit@mail.pbru.ac.th ญาณพัฒน์ พรมประสิทธิ์ Yanaphat.pro@mail.pbru.ac.th สุมิตานันท์ จันทะบุรี Sumitahnun.chu@mail.pbru.ac.th ประดิพันธ์ ทองแถม ณ อยุธยา Pradipunt.tho@mail.pbru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาผลของการอบแห้งที่ระยะเวลาต่างกันต่อคุณภาพของไข่ผำ และ (2) ศึกษาปริมาณไข่ผำที่เหมาะสม ในผลิตภัณฑ์ขนมหม้อแกง จากผลการศึกษาการอบแห้งไข่ผำที่อุณหภูมิ 60°ซ เป็นระยะเวลา 0, 2, 4, 6 และ 8 ชั่วโมง พบว่าระยะเวลาอบแห้งที่ 8 ชั่วโมง ส่งผลให้ไข่ผำมีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมหม้อแกงที่สุด โดยไข่ผำอบแห้งมีค่าความสว่าง (L*) ค่าสีแดง (a*) และค่าสีเหลือง (b*) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.05) ปริมาณ น้ำอิสระ เท่ากับ 0.33 และมีปริมาณโปรตีน ไขมัน ใยอาหาร เถ้า และความชื้น ร้อยละ 19.51, 2.80, 10.36, 16.31 และ 4.40 ตามลำดับ และจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมหม้อแกงเสริมผงไข่ผำที่ 3 ระดับ ได้แก่ ร้อยละ 1, 2 และ 3 พบว่าการเสริมผงไข่ผำในขนมหม้อแกงที่ปริมาณเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าสี L*, a*, b* มีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.05) ในขณะที่ค่าความแน่นเนื้อมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากการประเมินทางด้านประสาทสัมผัส ได้แก่ ลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม โดยการให้คะแนนความชอบที่ 9 ระดับ พบว่าขนมหม้อแกงเสริมผงไข่ผำร้อยละ 1 ได้รับการยอมรับมากที่สุด และจากการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ พบว่าขนมหม้อแกงเสริมไข่ผำร้อยละ 1 ในปริมาณ 100 กรัม มีปริมาณโปรตีน ร้อยละ 11.40 ไขมัน ร้อยละ 9.10 คาร์โบไฮเดรต ร้อยละ 14.85 เถ้า ร้อยละ 0.78 ใยอาหาร ร้อยละ 0.13 และความชื้น ร้อยละ 63.74 ตามลำดับ การศึกษาความพึงพอใจและการยอมรับของผู้บริโภค พบว่าผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ขนมหม้อแกงเสริมไข่ผำ ร้อยละ 97.0 เหตุผลในการยอมรับ คือ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีความแปลกใหม่น่าสนใจ และยอมรับราคาที่เหมาะสมของผลิตภัณฑ์ขนมหม้อแกงเสริมไข่ผำในราคากล่องละ 35 บาท</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/270139 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาเปลือกกล้วยหอมทองพร้อมดื่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ในจังหวัดเพชรบุรี 2025-12-25T15:00:21+07:00 อัจฉริยะกูล พวงเพ็ชร์ aschariyakulp@gmail.com จินตนา สังโสภา Jintana.san@mail.pbru.ac.th พรอริยา ฉิรินัง pornariya.chi@mail.pbru.ac.th นราธร สัตย์ซื่อ narathorn.sat@mail.pbru.ac.th ทวิพัฒน์ วิจิตรปัญญารักษ์ tawipat.vij@mail.pbru.ac.th ศจีมาศ นันตสุคนธ์ sajeemasnok@hotmail.com ปัณณทัต สุทธิรักษ์ pannathad.su@up.ac.th <div style="all: initial !important;"> <p>จังหวัดเพชรบุรีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีปริมาณผลผลิตกล้วยหอมทองที่สูงเป็นลำดับต้นของประเทศไทย ส่งผลให้มีเปลือกกล้วยเหลือทิ้งจากการบริโภคและการแปรรูปเป็นจำนวนมาก แม้จะมีงานวิจัยระบุถึงคุณประโยชน์ของเปลือกกล้วยในหลายด้าน แต่การนำมาใช้ประโยชน์ยังไม่มีความหลากหลาย ดังนั้น งานวิจัย นี้จึงมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาเปลือกกล้วยหอมทองพร้อมดื่ม เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในพื้นที่ โดยทำการศึกษากระบวนการผลิตน้ำชาที่เหมาะสม จากการใช้อัตราส่วนของชาเปลือกกล้วยหอมทองต่อน้ำที่แตกต่างกัน 5 ระดับ ได้แก่ ร้อยละ 0.5, 1.0, 1.5, 2.0 และ 2.5 (น้ำหนักต่อปริมาตร) ผลการศึกษาพบว่า การใช้ชาต่อน้ำที่ร้อยละ 1.5 (น้ำหนักต่อปริมาตร) เป็นอัตราส่วนที่เหมาะสม ทั้งในด้านคุณภาพทางกายภาพ เคมี และความชอบของผู้บริโภค นอกจากนี้การเติมไซรัปหล่อฮังก๊วยในน้ำชาที่ร้อยละ 0.2 (น้ำหนักต่อปริมาตร) เป็นอัตราส่วนที่ได้รับคะแนนความชอบจากผู้บริโภคมากที่สุด (<em>p</em>&lt;0.05) ทั้งนี้ชาพร้อมดื่มบรรจุขวดขนาด 200 มล. ให้พลังงาน 60 กิโลแคลอรี โดยหลังผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์และเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 4±2°ซ เป็นเวลา 14 วัน พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและเคมีเพียงเล็กน้อย ขณะที่คุณภาพ ด้านจุลินทรีย์ยังคงอยู่ในเกณฑ์ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 416/2563) และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช. 1007/2558) จากการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้ สามารถนำไปใช้ต่อยอดเป็นแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เปลือกกล้วยหอมทองในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีได้</p> </div> <div style="all: initial !important;"> </div> 2026-07-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269985 ผลของการเสริมผงโปรตีนคอนเซนเทรตจากจิ้งหรีดทองแดงลายต่อคุณภาพทางโภชนาการ สมบัติทางกายภาพ-เคมี และสมบัติเชิงหน้าที่ของพาสต้าปราศจากกลูเตน 2026-02-11T09:47:14+07:00 จันทร์จิรา วันชนะ junjira@mju.ac.th นันท์ณภัส ระหงส์ Nunnapatrahong@gmail.com สุมิตร เชื่อมชัยตระกูล sumit_ch407@mju.ac.th กาญจนา นาคประสม aoikanjana63@gmail.com ปภังกร ส่างสวัสดิ์ papungkorn@sut.ac.th ศรัญญา สุวรรณอังกูร saranya_sw@mju.ac.th <p>แนวโน้มการบริโภคพาสต้าปราศจากกลูเตนเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ช่องว่างด้านโภชนาการและคุณภาพหลังการต้ม ยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของผลิตภัณฑ์ในท้องตลาด อีกทั้งระดับการเสริมผงโปรตีนคอนเซนเทรตจากจิ้งหรีดทองแดงลายที่เหมาะสมต่อคุณภาพหลังการต้มและเนื้อสัมผัสยังไม่ชัดเจน งานวิจัยนี้ศึกษาผลการเสริมผงโปรตีนคอนเซนเทรตจากจิ้งหรีดทองแดงลาย (0-7.5% w/w) ต่อคุณภาพทางโภชนาการ คุณสมบัติสี และคุณภาพหลังการต้มของพาสต้าปราศจากกลูเตนจากแป้งข้าวเจ้าก่ำหอมแม่โจ้ 1 เอ ผลการทดลองพบว่า ค่าสีของเส้นพาสต้าเปลี่ยนแปลงตามระดับการเสริม โดยค่า L* เพิ่มจาก 39.15 เป็น 47.34 ที่ระดับ 5.0% และค่า a* มีค่าสูงสุด 7.35 ที่ระดับ 7.5% ขณะเดียวกันปริมาณโปรตีนเพิ่มจาก 4.25% (สูตรควบคุม) เป็น 13.51% (เสริม 2.5%) 27.97% (เสริม 5.0%) และ 47.58% (เสริม 7.5%) ส่วนปริมาณไขมันเพิ่มขึ้นตามระดับการเสริม โดยเพิ่มจาก1.34% (สูตรควบคุม) เป็น 2.90% (เสริม 7.5%) ด้านเนื้อสัมผัส พบว่าค่าความแข็งเพิ่มจาก 4,397 g ในสูตรควบคุม เป็น 5,332 g เมื่อเสริมผงโปรตีนที่ระดับ 7.5% สำหรับคุณภาพหลังการต้มสูตรเสริม 5.0% ให้ผลดีที่สุด โดยมีการสูญเสียของแข็งต่ำที่สุด (0.02%) และให้ผลผลิต หลังการต้ม 98.19% ใกล้เคียงสูตรควบคุม (101.66%) โดยสรุป การเสริมผงโปรตีนคอนเซนเทรตจากจิ้งหรีดทองแดงลายที่ระดับ 5.0% เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุด ในการพัฒนาพาสต้าปราศจากกลูเตนจากแป้งข้าวเจ้า ก่ำหอมแม่โจ้ 1 เอ โดยยังคงคุณภาพหลังการต้มและเนื้อสัมผัสอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/270473 ความมั่นคงในการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 2026-01-16T14:16:15+07:00 นวินตา โง้วศิริชากร r.chadtong@gmail.com รัชนี โพธิแท่น fforrcm@ku.ac.th วันชัย อรุณประภารัตน์ fforwca@ku.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสม โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการวิจัยเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 10 ราย การสำรวจด้วยแบบสัมภาษณ์จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 343 ราย วิเคราะห์ ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา และข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ และอธิบายผลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่า นโยบายของรัฐในอดีตมีการจัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชน โดยให้ถือครองแบบปัจเจกบุคคล เมื่อประชาชนได้รับการจัดที่ดินแล้วส่วนใหญ่มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ ส่งผลให้มีการบุกรุกเพื่อหาที่ดินทำกินใหม่ รัฐจึงได้ปรับเปลี่ยนนโยบายการ จัดที่ดินโดยเฉพาะในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ด้วยการดำเนินงานจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ภายใต้คณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วม แบบแปลงรวม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความเห็นว่า สิทธิ ในการถือครองแบบแปลงรวมในปัจจุบันมีความมั่นคงน้อย เนื่องจากเป็นสิทธิครอบครองโดยการรับรองทำประโยชน์ มีหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์และสมุดประจำตัว และสามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ แต่ไม่มีความชัดเจนที่จะต่อยอดพัฒนาไปสู่การวางแผนพัฒนาในอนาคต ปัจจัยที่ส่งผลต่อการถือครองมีความมั่นคงมากขึ้น เนื่องจากสามารถตกทอดทางมรดกได้ มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนห้ามขาย หรือโอนให้ผู้อื่น โดยกำหนดเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ เพื่อให้สามารถวางแผนเพื่อพัฒนาพื้นที่ในอนาคตได้</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/270773 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจการผลิตข้าวสาลีของเกษตรกร ในพื้นที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ 2026-02-10T09:23:20+07:00 ภัทรธีรา อินพลับ lack_jeep@hotmail.com รพี ดอกไม้เทศ agrrpd@ku.ac.th จิรัฐินาฏ ถังเงิน agrjnt@ku.ac.th สิปปวิชญ์ ปัญญาตุ้ย beer_sippawit@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความตั้งใจผลิตข้าวสาลี และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการผลิตข้าวสาลีของเกษตรกรในอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (TPB) กลุ่มประชากร คือ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนปลูก ข้าวสาลีกับศูนย์วิจัยข้าวสะเมิงในฤดูปลูกปี พ.ศ. 2567/2568 จำนวน 80 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรมีความตั้งใจในการผลิตข้าวสาลีโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" />=4.12) เมื่อพิจารณารายปัจจัยพบว่า ทัศนคติต่อพฤติกรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุดอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" />=4.21) รองลงมา คือ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" />=4.11) และการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="สมการ" />=4.04) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า ปัจจัยทั้ง 3 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์ความตั้งใจในการผลิตข้าวสาลี ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 69.7 (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="สมการ" />=0.697) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจผลิตสูงที่สุดคือ การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="สมการ" />=0.659) รองลงมาคือ ทัศนคติต่อพฤติกรรม (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="สมการ" />=0.323) และการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\beta&amp;space;" alt="สมการ" />=0.240) ข้อเสนอแนะจาก การวิจัยชี้ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านทรัพยากรและเทคโนโลยี ควบคู่กับการพัฒนากลไกตลาดและราคารับซื้อที่ชัดเจนเพื่อสร้างความยั่งยืนในการผลิต</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/268665 ความท้าทายและโอกาสของการพัฒนาผู้ให้บริการโดรนกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าว ในจังหวัดสมุทรสงคราม 2026-02-06T10:03:35+07:00 ศราวุฒิ อินทพนม sarawoot.int@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าวที่เหมาะสมกับการใช้โดรนเกษตรในสภาพพื้นที่จริง และถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพสถาบันการศึกษาและเกษตรกรไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโดรนกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าวในจังหวัดสมุทรสงคราม งานวิจัยนี้ใช้แนวทาง การวิจัยเชิงปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อทดสอบการใช้โดรนการเกษตรสำหรับการฉีดพ่นสารเคมี เปรียบเทียบกับการฉีดพ่นแบบใช้แรงงานคนตามวิธีการดั้งเดิม ในสวนมะพร้าวจำนวน 2 แปลง ครอบคลุมพื้นที่รวม 40 ไร่ (ประมาณ 800 ต้น) ใช้โดรนเกษตรแบบพ่นละอองฝอยควบคุมความสูงเฉลี่ย 2 เมตร และเวลาพ่น 8 วินาทีต่อต้น ทดสอบสารเคมี 2 สูตร ได้แก่ สูตรลูเฟนนูรอน (Lufenuron) ร่วมกับสารจับใบ และสูตรฟลูเบนไดอไมด์ (Flubendiamide) ร่วมกับสารจับใบ โดยฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน และติดตามผลที่ 15, 30 และ 60 วัน หลังจากฉีดพ่นครั้งแรก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าสารเคมีทั้งสองสูตรเมื่อใช้ร่วมกับโดรนสามารถลดการระบาดของหนอนหัวดำได้มากกว่าร้อยละ 85 ภายใน 60 วัน พร้อมทั้งทำให้ต้นมะพร้าวฟื้นตัวชัดเจนจากการแตกยอดใหม่และการเพิ่มความเขียวของใบ การประเมินการกระจายละอองด้วยกระดาษไวต่อน้ำ ยืนยันว่าการพ่นสามารถครอบคลุม เรือนยอดได้ทุกระดับ สนับสนุนความน่าเชื่อถือของผล เชิงชีวภาพ ด้านการขยายผลโครงการได้จัดกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยและการบินโดรน ส่งผลให้เกิดบุคลากรต้นแบบและความพร้อมในการพัฒนาผู้ให้บริการโดรนเกษตร อย่างไรก็ตาม ยังพบอุปสรรคด้านต้นทุนเริ่มต้น ต้นทุนแฝงการซ่อมบำรุง และระบบบริการหลังการขายในพื้นที่ จึงเสนอให้จัดทำต้นทุนมาตรฐานและเสริมระบบสนับสนุนเพื่อเพิ่มความยั่งยืนของการให้บริการโดรนระดับชุมชน</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269161 การเปรียบเทียบความต้องการปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอาหารสำเร็จรูปสำหรับผู้บริโภคกลุ่มวีเกน 2025-11-18T10:58:30+07:00 อมรรัตน์ ถนนเก้ว tomonat@tsu.ac.th พรพิมล มะยะเฉียว mpornpimon@tsu.ac.th พิมพ์ชนก ฮกทา pimchana@tsu.ac.th วิไลลักษณ์ กล่อมพงษ์ vilailak@tsu.ac.th เสาวณีย์ เล็กบางพง lekbangpong04@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะพื้นฐานส่วนบุคคล การยอมรับ ความต้องการ และการเปรียบเทียบความต้องการปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอาหารสำเร็จรูปสำหรับผู้บริโภคกลุ่มวีเกน จำนวน 400 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบนมาตรฐาน และสถิติ เชิงอนุมาน ได้แก่ t-test, One-way ANOVA (F-test) ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้บริโภคกลุ่มวีเกนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 39.10 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพนักศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001–10,000 บาท 2) ผู้บริโภคกลุ่มวีเกนชอบผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอาหารสำเร็จรูป ร้อยละ 97.50 เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีกลิ่นหอมน่ารับประทาน ราคา 50–100 บาท ปริมาณน้ำหนัก ต่อบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 กรัม และในอนาคตอาจจะซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอาหารสำเร็จรูป 3) ความต้องการส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอาหารสำเร็จรูปภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.30) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านของส่วนประสมทางการตลาด พบว่า ด้านส่งเสริมการขาย (ค่าเฉลี่ย 4.33) ด้านผลิตภัณฑ์ (ค่าเฉลี่ย 4.32) ด้านราคา (ค่าเฉลี่ย 4.28) และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (ค่าเฉลี่ย 4.28) มีความต้องการอยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ และ 4) เพศ อายุ การยอมรับผลิตภัณฑ์ ราคาของผลิตภัณฑ์ และการซื้อผลิตภัณฑ์ในอนาคต ส่งผลต่อความต้องการปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอาหารสำเร็จรูป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.05) ส่วนระดับการศึกษา ส่งผลต่อความต้องการปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอาหารสำเร็จรูป อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>&lt;0.01)</p> 2026-07-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร