https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/issue/feed วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร 2025-12-22T11:13:35+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง mju_journal@gmaejo.mju.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร (Journal Of Agricultural Research And Extension) เป็นวารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เกี่ยวกับวิชาการด้านการเกษตร อาหาร สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนวัตกรรมด้านการเกษตร และการส่งเสริมวิชาการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กำหนดเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ในรูปแบบตีพิมพ์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 (ISSN 0125-8850 : พิมพ์) และได้เผยแพร่ในรูปแบบอิเลคทรอนิกส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ . 2562 (E- ISSN 2630-0206 จนถึง ปี พ.ศ. 2565) ปัจจุบันเผยแพร่ในรูปแบบอิเลคทรอนิกส์ (ISSN 2985-0118 (Online)) </p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/263133 การขยายพันธุ์จำปาดะในสภาพปลอดเชื้อและการอนุบาลต้นกล้าในโรงเรือน 2025-03-26T13:58:56+07:00 สกุลรัตน์ หาญศึก sakulrat_s@hotmail.co.th นภัสวรรณ เลี่ยมนิมิตร napassawan.l@rmutsv.ac.th วัฒนา ณ นคร wattana.n@rmutsv.ac.th <p>จำปาดะเป็นไม้ผลพื้นเมืองของภาคใต้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ทำให้เกษตรกรมีความต้องการปลูกเพิ่มมากขึ้น โดยมีตลาดผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการขยายพันธุ์จำปาดะจากการต่อกิ่งแบบเสียบยอดมักประสบปัญหาจากการเข้าทำลายของโรค ดังนั้นจึงทำการขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดยการนำเมล็ดมาฟอกฆ่าเชื้อด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรท์ความเข้มข้น 25% เป็นเวลา 25 นาที และเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS เติม BA ความเข้มข้น 0-2 มก./ลิตร เติมหรือไม่เติมผงถ่าน 0.2% เป็นเวลา 3 เดือน พบว่าอาหารที่เติม BA ความเข้มข้น 2 มก./ลิตร เติมผงถ่าน 0.2% ให้การพัฒนาเป็นพืชต้นใหม่สูงสุด 80±25.28% แต่เมื่อพิจารณาการเกิดยอดใหม่กลับพบว่าการไม่เติมผงถ่านให้จำนวนยอดมากที่สุด (6.25 ยอด/ชิ้นส่วน) จากนั้นทำการชักนำยอดรวมโดยนำชิ้นส่วนยอดเพาะเลี้ยงบนอาหารกึ่งแข็งสูตร MS เติม BA เข้มข้น 2 มก./ลิตร เป็นเวลา 3 เดือน พบว่ามีการเกิดยอดสูงที่สุด (4.70 ยอด/ชิ้นส่วน) จากนั้นนำชิ้นส่วนยอดมาชักนำรากบนอาหารสูตร MS เติม NAA ความเข้มข้น 1 มก./ลิตร ร่วมกับการสร้างบาดแผลที่โคนต้น และอาหารที่เติม NAA ความเข้มข้น 3 มก./ลิตร ร่วมกับการไม่สร้างบาดแผลเป็นเวลา 3 เดือน ให้เปอร์เซ็นต์การเกิดรากสูงถึง 100% ขณะที่อาหารที่เติม NAA ความเข้มข้น 2 มก./ ลิตร ร่วมกับการสร้างบาดแผลที่โคนต้น ให้จำนวนราก สูงที่สุด (6.80 ราก/ชิ้นส่วน) เมื่อต้นกล้ามีอายุ 3 เดือน จะมีความสูง 10 ซม. เมื่อนำไปอนุบาลในวัสดุปลูกที่มีส่วนผสมของดิน แกลบเผา และขี้ไก่แกลบ ในอัตราส่วน 2:1:1 มีอัตราการรอดชีวิตสูงสุด 70% หลังการอนุบาลเป็นเวลา 1 เดือน</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/263918 การทดสอบฟักทองพันธุ์ไข่เน่าน่านใน 2 ฤดูปลูก 2024-10-02T15:55:32+07:00 จานุลักษณ์ ขนบดี januluk@yahoo.com ภัทราภรณ์ ศรีสมรรถการ patr99@hotmail.com ชัยวัฒน์ พงศ์สุขุมาลกุล pongsukhu@gmail.com พรพนา จินาวงค์ pornpana_ji@yahoo.com <p>ฟักทองไข่เน่าน่าน 1 และไข่เน่าน่าน 2 เป็นพันธุ์ที่กำลังจดทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 การทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินพันธุ์ไข่เน่าน่าน 2 พันธุ์ ร่วมกับพันธุ์ไข่เน่า และพันธุ์มาตรฐาน 2 พันธุ์ การศึกษาครั้งนี้ทำการวางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ (RCB) จำนวน 3 ซ้ำ ระหว่าง 2 ฤดูปลูก คือ ฤดูฝน ระหว่างกรกฎาคม ถึง ตุลาคม พ.ศ. 2565 และฤดูแล้ง ระหว่างธันวาคม พ.ศ. 2565 ถึง เมษายน พ.ศ. 2566 ในพื้นที่จังหวัดน่าน ในแปลงทดลองเดิม และทำการวิเคราะห์ความแปรปรวนรวม (combined analysis in RCB) ของ 2 ฤดูปลูก การทดสอบความเป็นเอกภาพของความแปรปรวนของ 2 ฤดูปลูก พบว่าทุกลักษณะที่ศึกษามีความเป็นเอกพันธุ์ ยกเว้นเส้นผ่านศูนย์กลางของผล ปริมาณของแข็งทั้งหมด ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำของเนื้อสุก ความแน่นของเนื้อดิบ และค่าสี L*, a* และ b* ของเนื้อดิบและสุก ค่าเฉลี่ยผลผลิตต่อไร่ของ ฤดูแล้งมีแนวโน้มมากกว่าฤดูฝน เท่ากับ 1.6 และ 1.1 ตัน เนื่องจากในฤดูฝนพบการระบาดของโรคไวรัส พันธุ์ไข่เน่าน่าน 1 และพันธุ์ไข่เน่าน่าน 2 ให้ผลผลิตต่อไร่ในฤดูฝน สูงกว่าพันธุ์อื่น ๆ มากกว่าหรือเท่ากับ 1.1 ตัน และ ฤดูแล้งมากกว่าหรือเท่ากับ 2.1 ตัน องค์ประกอบของผลผลิตและคุณภาพทุกลักษณะ พบว่าฤดูแล้งให้ค่ามากกว่าฤดูฝน ยกเว้น ลักษณะค่าสี L* และ a* ของ เนื้อดิบและนึ่งสุก พันธุ์ไข่เน่าน่าน 2 และพันธุ์ไข่เน่า ให้ค่าปริมาณของแข็งในฤดูฝนและฤดูแล้งมากกว่าหรือเท่ากับ ร้อยละ 18.9 และ 20.0 ตามลำดับ พันธุ์ไข่เน่าน่าน 1 และพันธุ์ไข่เน่าน่าน 2 มีค่าปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ของเนื้อดิบในฤดูแล้งมากกว่าหรือเท่ากับ ร้อยละ 16.0 พันธุ์ไข่เน่าน่าน 1 ไข่เน่าน่าน 2 และไข่เน่า มีความสว่างของสีเนื้อดิบ L* น้อยกว่าพันธุ์อื่น ๆ ค่าสี a* พบว่า พันธุ์ไข่เน่าน่าน 1 ไข่เน่าน่าน 2 และไข่เน่า ให้ค่าสีแดงมากกว่าพันธุ์อื่น ๆ ค่าสี b* พบว่าในฤดูฝน พันธุ์ไข่เน่าน่าน 1 และไข่เน่าน่าน 2 มีแนวโน้มให้สีเหลืองน้อยกว่าพันธุ์อื่น ๆ ส่วนในฤดูแล้งมีค่าใกล้เคียงกัน</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/263711 อิทธิพลของปุ๋ยอินทรีย์เคมีต่อการเจริญเติบโต สรีรวิทยา ผลผลิต และปริมาณแลคโตนรวมในฟ้าทะลายโจรภายใต้สภาพกระถาง 2024-10-02T15:10:51+07:00 ปริญญาวดี ศรีตนทิพย์ parinyawadee@rmutl.ac.th ชิติ ศรีตนทิพย์ chiti@rmutl.ac.th เสกสรร วงศ์ศิริ seksanwongsiri@rmutl.ac.th บุศรินทร์ บุญเต็ม butsarin_bo60@live.rmutl.ac.th พิมพ์รัมภา สำราญ parinyawadee@rmutl.ac.th มนัสวี วังไชยเลิศ manassawee.mm@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราปุ๋ยอินทรีย์เคมีที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต สรีรวิทยา ผลผลิต และปริมาณแลคโตนรวมในการปลูกฟ้าทะลายโจรภายใต้สภาพกระถาง ดำเนินการทดลอง ณ สถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จังหวัดลำปาง วางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ (Randomized Complete Block Design) จำนวน 5 กรรมวิธี กรรมวิธีละ 8 ซ้ำ ได้แก่ การใส่ปุ๋ยอินทรีย์เคมีอัตรา 0 (กรรมวิธีควบคุม), 1.4, 2.8, 4.2 และ 5.6 กรัมต่อกระถาง ปุ๋ยที่ใช้ในการทดลอง คือ ปุ๋ยอินทรีย์เคมี สูตร 6-3-3 OM10% แบบคอมปาวน์ ทำการทดลองระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2566 จากการทดลองพบว่า การใส่ปุ๋ยอินทรีย์เคมีอัตรา 2.8–4.2 กรัมต่อกระถาง ฟ้าทะลายโจรมีการเจริญเติบโตทางลำต้นในด้านความสูงของลำต้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้น จำนวนใบ ความกว้างใบ และความยาวใบ ส่งผลให้มีน้ำหนักแห้งสูงกว่าการใส่ปุ๋ยในอัตราอื่น ส่วนการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เคมีในอัตรา 2.8–5.6 กรัมต่อกระถาง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบแสงที่สองของใบ การคายน้ำ การยอมให้ก๊าซผ่านทางปากใบ อัตราการแลกเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำหนักสด สูงกว่าการใส่ปุ๋ยในอัตราอื่น การใส่ปุ๋ยทุกอัตราช่วยเพิ่มความเขียวของใบ และปริมาณแลคโตนรวมมากกว่าการไม่ใส่ปุ๋ย อัตราปุ๋ยอินทรีย์เคมีที่แนะนำสำหรับการทดลองนี้ที่เหมาะสม คือ 4.2 กรัมต่อกระถาง หรืออัตรา 75 กิโลกรัมต่อไร่</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267612 ผลของการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยสารละลายเกลือ KNO3 และ CaCl2 ต่อความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียว 2025-06-10T16:04:02+07:00 พิจิตรา แก้วสอน pichittra.k@ku.th ปิยรัตน์ รุจิณรงค์ porpiya21@gmail.com รักศักดิ์ เสริมศักดิ์ raksak.s@ku.th <p>เมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวที่นำเข้าจากต่างประเทศพบปัญหาการพักตัวแบบทุติยภูมิเป็นเวลานาน 1 ปี เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมในระหว่างการขนส่งหรือการเก็บรักษา เช่น อุณหภูมิสูง ส่งผลให้เมล็ดพักตัวสูง (64.00%) และมีความงอกต่ำ (32.50%) ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีกระตุ้นการงอกด้วยการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ โดยใช้สารละลาย KNO<sub>3</sub> และ CaCl<sub>2 </sub>วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ มี 6 ทรีตเมนต์ ได้แก่ เมล็ดที่ไม่เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ (ชุดควบคุม) การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้ำ reverse osmosis (hydropriming) สารละลาย KNO<sub>3</sub> ที่ความเข้มข้น 0.5 และ 1.0% สารละลาย CaCl<sub>2</sub> ที่ความเข้มข้น 0.5 และ 1.0% เป็นเวลา 6 ชม. ที่อุณหภูมิ 20±2°ซ จากนั้นลดความชื้นของเมล็ดลงใกล้เคียงกับความชื้นเริ่มต้นประมาณ 7% ผลการทดลองพบว่า การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวด้วยสารละลาย KNO<sub>3</sub> ความเข้มข้น 1.0% ทำให้เมล็ดมีรากงอกและมีความงอกสูงที่สุด คือ 95.50 และ 93.50% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับเมล็ดที่ไม่เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ (32.50 และ 31.00% ตามลำดับ) นอกจากนี้ เมล็ด ที่ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยสารละลาย KNO<sub>3</sub> ความเข้มข้น 1.0% ยังมีความแข็งแรงสูง โดยเมล็ดใช้เวลาในการงอกรากถึง 50% (0.60 วัน) มีจำนวนวันที่มีรากงอก (1.21 วัน) ใช้เวลาในการงอกถึง 50% (2.78 วัน) และมีเวลาเฉลี่ยในการงอก (3.62 วัน) ซึ่งเร็วกว่าเมล็ด ที่ไม่ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ (1.84, 2.76, 4.08 และ 4.76 วัน ตามลำดับ) ดังนั้น การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ผักกาดเขียวด้วยสารละลาย KNO<sub>3</sub> ความเข้มข้น 1.0% เป็นเวลา 6 ชม. ที่อุณหภูมิ 20±2°ซ เป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะเมล็ดมีรากงอกและความงอกสูงที่สุด อีกทั้งยังงอกรากและพัฒนาเป็นต้นอ่อนปกติได้เร็วที่สุด</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/264193 อิทธิพลของปัจจัยสิ่งแวดล้อมบางประการต่อลักษณะสังคมพืช บริเวณภูพระบาท อุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ – ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี 2024-10-03T11:20:33+07:00 แหลมไทย อาษานอก lamthainii@gmail.com กิตติชัย คะอังกุ lamthainii@gmail.com เพ็ญพิลัย เปี่ยนคิด penpilai.pen@gmail.com มณฑล นอแสงศรี norsaengsri@gmail.com กฤษดา พงษ์การัณยภาส k.phongkaranyaphat@gmail.com <p>การศึกษาอิทธิพลของปัจจัยสิ่งแวดล้อมต่อการปรากฏลักษณะสังคมพืช สามารถช่วยให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการระบบนิเวศของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ได้ดียิ่งขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะสังคมพืชและองค์ประกอบชนิดไม้ต้นที่ปรากฏตามแนวการลดหลั่นของปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพบางประการ บริเวณภูพระบาท อุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ - ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี โดยการวางแปลงตัวอย่าง ขนาด 20 x 20 เมตร จำนวน 27 แปลง พร้อมเก็บข้อมูลองค์ประกอบ ชนิดไม้ต้นและปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพ เพื่อทำการวิเคราะห์ลักษณะสังคมพืชและการจัดลำดับหมู่ไม้ตามปัจจัยแวดล้อม ผลการศึกษาพบว่ามีชนิดไม้ต้น 81 ชนิด 63 สกุล 33 วงศ์ มีค่าความหลากชนิด เท่ากับ 3.62 สามารถจำแนกสังคมพืชย่อยออกเป็น 4 สังคม ได้แก่ 1) สังคมย่อยป่าเต็งรังยางเหียงเด่น ชนิดไม้เด่นถูกกำหนดด้วย ความสูงจากระดับน้ำทะเล และทิศด้านลาด 2) สังคมย่อยป่าเต็งรังรักใหญ่เด่น ชนิดไม้เด่นถูกกำหนดด้วยความลาดชัน 3) สังคมย่อยป่าเบญจพรรณสะแกแสงเด่น และ 4) สังคมย่อยป่าลานหินอะรางเด่น ชนิดไม้เด่นของทั้งสองสังคมถูกกำหนดด้วยอุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน ผลการวิจัยบ่งชี้ว่าปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพ มีอิทธิพลต่อการปรากฏลักษณะสังคมพืช ดังนั้นในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูหิน จอมธาตุ - ภูพระบาท ควรพิจารณาปัจจัยทางกายภาพของพื้นที่ควบคู่กับลักษณะสังคมพืชที่มีความแตกต่างกัน เพื่อหาแนวทางการจัดการได้อย่างเหมาะสม ทั้งในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูป่า และระบบนิเวศ การศึกษาค้นคว้าวิจัย การท่องเที่ยว และนันทนาการ เป็นต้น</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/260637 กิจกรรมต้านจุลินทรีย์ก่อโรคข้าวของ Bacillus velezensis และการสร้างสารลดแรงตึงผิวทางชีวภาพ 2024-01-19T09:57:03+07:00 ศรีกาญจนา คล้ายเรือง s.klayraung@gmail.com ธันย์ชนก เอื้ออาจิน aythanchanok@gmail.com วราภรณ์ แสงทอง varapornsang@gmail.com วิรันธชา เครือฟู v_viruntachar@hotmail.com ปิยะนุช เนียมทรัพย์ pompiyanuch@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาฤทธิ์ของ <em>Bacillus velezensis</em> ในการยับยั้ง <em>Xanthomonas oryzae</em> pv. <em>oryzae</em> เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคขอบใบแห้ง และ <em>Pyricularia oryzae</em> เชื้อราสาเหตุโรคใบไหม้ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ก่อโรคที่สำคัญในข้าว และการผลิตสารลดแรงตึงผิวทางชีวภาพของ <em>Bacillus velezensis</em> โดย <em> B. velezensis</em> ทั้ง 7 ไอโซเลต ที่ทดสอบแสดงฤทธิ์ต้าน <em>X. oryzae </em>pv.<em> oryzae</em> และ <em>P. oryzae</em> เมื่อทดสอบโดยวิธี spot on lawn assay, agar well assay และ dual cultures การตรวจสอบความสามารถในการผลิตสาร ลดแรงตึงผิวชีวภาพ โดยใช้ความไม่ชอบน้ำของเซลล์ กิจกรรมการเกิดอิมัลชัน และยีนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสาร cyclic lipopeptides (cLPs) ผลการยึดเกาะของเซลล์แบคทีเรียกับเฮกซาเดเคน และการเกิดอิมัลชันของน้ำมันมะกอกยืนยันว่าแบคทีเรีย <em>B. velezensis</em> ทั้ง 7 ไอโซเลต สามารถผลิตสารลดแรงตึงผิวทางชีวภาพได้ นอกจากนี้ยังตรวจพบ PCR products ของยีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ cLPs 6 ชนิด ซึ่งประกอบด้วย <em>SUR3, srfA, ituD, ituC, fenD </em>และ <em>bmyB</em> ที่ควบคุมการผลิตสารลดแรงตึงผิวทางชีวภาพที่ยับยั้งจุลินทรีย์ ได้แก่ surfactin, iturin, fengycin และ bacillomycin ในการทดสอบความปลอดภัยของ <em>B. velezensis</em> ใช้การทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ พบว่า <em>B. velezensis</em> ที่ใช้ในการศึกษาไวต่อยาปฏิชีวนะ penicillin, ciprofloxacin, tetracyclin, tigecyclin และvancomycin อีกทั้ง <em> B. velezensis</em> ยังไม่อยู่ในทะเบียนรายชื่อเชื้อก่อโรคในคนและสัตว์ ตามพระราชบัญญัติเชื้อโรคและพิษ จากสัตว์ พ.ศ. 2558 ผลการทดลองนี้สามารถบ่งชี้ว่า <em>B. velezensis</em> มีประโยชน์และปลอดภัยสำหรับเป็นสารควบคุมชีวภาพทางการเกษตร</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265416 การประเมินศักยภาพแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์เพื่อการเกษตรจากดินรอบ ๆ รากข้าวสังข์หยด 2025-02-26T15:56:05+07:00 สายใจ วัฒนเสน saijai.wa@skru.ac.th ผจงสุข สุธารัตน์ pajongsuk.su@skru.ac.th สัลวา ตอปี salwa.to@skru.ac.th <p>ข้าวสังข์หยดเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของจังหวัดพัทลุง อย่างไรก็ตามมีผลผลิตจากการเพาะปลูกต่ำ เนื่องจากคุณภาพของดินที่เกษตรกรมักใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิต ส่งผลต่อคุณภาพของดินและการตกค้างของสารเคมี การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดแยกและประเมินศักยภาพของแบคทีเรียส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชที่คัดแยกได้จากดินบริเวณรอบ ๆ รากข้าวสังข์หยด ผลการศึกษาพบแบคทีเรียที่สามารถผลิตกรดอินโดอะซิติก (Indole Acetic Acid: IAA) ได้จำนวน 18 ไอโซเลต โดยมีปริมาณ IAA อยู่ในช่วง 5.04±0.26 มคก./มล. ถึง 89.8±0.26 มคก./มล. คัดเลือกแบคทีเรีย ที่ผลิต IAA ได้มากกว่า 50 มคก./มล. จำนวน 11 ไอโซเลต มาทดสอบความสามารถในการตรึงไนโตรเจน พบแบคทีเรียจำนวน 4 ไอโซเลต ที่สามารถตรึงไนโตรเจนได้คือ SS10, SS19, SS36 และ SS41 เมื่อนำมาทดสอบความสามารถในการละลายฟอสเฟตบนอาหารแข็ง PVK และความสามารถในการยับยั้งการเจริญของเชื้อรา <em>Alternaria</em> sp. พบว่าทั้ง 4 ไอโซเลตสามารถละลายฟอสเฟตได้ โดย SS10 ให้ค่าดัชนีการละลายฟอสเฟตสูงสุดเท่ากับ 2.46 ในขณะที่ SS10 และ SS36 สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อรา <em>Alternaria</em> sp. ได้ โดยมีผลการยับยั้งเท่ากับ 33.63 และ 36.60% ตามลำดับ คัดเลือกแบคทีเรีย SS10, SS36 และSS41 มาทดสอบความสามารถในการกระตุ้นการงอกของเมล็ดข้าวสังข์หยดพบว่าทุกไอโซเลตให้เปอร์เซ็นต์การงอกไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับชุดควบคุม ในขณะที่ SS36 สามารถกระตุ้นความยาวรากเฉลี่ยได้สูงที่สุด เท่ากับ 13.21±1.34 มม. จากผลการศึกษาแบคทีเรียที่คัดแยกได้มีศักยภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช สามารถนำไปพัฒนาเป็นปุ๋ยชีวภาพ เพื่อใช้ส่งเสริมการเจริญของเติบโตของต้นข้าวต่อไป</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/260421 ชีวนวัตกรรมการผลิตวัสดุปรับปรุงดินจากก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าเก่าหมัก ร่วมกับวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งทางการเกษตรโดยใช้เอนโดไฟติกแบคทีเรียเป็นหัวเชื้อ 2023-10-24T15:19:32+07:00 ณัฐพร จันทร์ฉาย nuttapornchanchay@gmail.com สร้อยฟ้า ดิษคำเหมาะ dikhommor@gmail.com จุฑามาศ คำนาน Jutamad525@gmail.com <p>ชีวนวัตกรรมการผลิตวัสดุปรับปรุงดินจากก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าเก่าหมักร่วมกับวัสดุอินทรีย์เหลือทิ้งทางการเกษตรโดยใช้เอนโดไฟติกแบคทีเรียเป็นหัวเชื้อ เป็นการหมักวัสดุปรับปรุงดินจากวัสดุเหลือทิ้งร่วมกับชีวนวัตกรรม การใช้จุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจน เพื่อช่วยย่นระยะการเกิดวัสดุปรับปรุงดินให้เร็วขึ้น และเพื่อผลิตสูตรของวัสดุปรับปรุงดินที่มีประสิทธิภาพได้ พบว่าก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าเก่าหมักร่วมกับวัตถุดิบอินทรีย์เหลือทิ้งทางการเกษตรโดยใช้เอนโด ไฟติกแบคทีเรีย <em>Pseudoxanthomonas spadix</em> MJUP08 และ <em>Novosphingobium</em> sp. MJUP_r9 โดยใช้ปริมาณก้อนเห็ดนางฟ้าเก่าจำนวน 5 ระดับ ที่แตกต่างกัน (50, 60, 70, 80 และ 90 เปอร์เซ็นต์) หลังจากหมักเป็นเวลา 35 วัน ผลการศึกษาพบว่า สูตรที่ใช้ปริมาณก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าเก่า ที่ร้อยละ 80 หมักร่วมกับเปลือกกาแฟร้อยละ 6 ฝุ่นข้าวโพดอาหารสัตว์ร้อยละ 6 มูลโคร้อยละ 7 กากน้ำตาลเจือจางกับน้ำ 1 ต่อ 20 ส่วน ที่ปริมาณ 10 ลิตร (ความชื้นร้อยละ 60) โดยใช้จุลินทรีย์ตรึงไนโตรเจนเป็นหัวเชื้อทั้ง 2 สายพันธุ์ ร้อยละ 10 มีสมบัติทางเคมีของวัสดุปรับปรุงดินเบื้องต้น ได้แก่ N<sub>2</sub>, P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> และ K<sub>2</sub>O เท่ากับร้อยละ 0.34, 0.15 และ 0.84 ตามลำดับ</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/260584 การพัฒนาชุดย้อมหม้อห้อมธรรมชาติสำเร็จรูปด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์แบบแห้ง 2023-09-23T15:47:25+07:00 อัญศญา บุญประจวบ ansaya.yakult@gmail.com ณัฐพร จันทร์ฉาย nuttapornchanchay@gmail.com กรณ์ เย็นอารมย์ aezakmikorn9@gmail.com ลักษิกา สังสิริ aemlaksika@gmail.com <p>การพัฒนาชุดย้อมหม้อห้อมธรรมชาติสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์ด้วยชีวนวัตกรรมจากจุลินทรีย์ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการย้อมห้อมธรรมชาติ โดยการศึกษาการพัฒนาหัวเชื้อจุลินทรีย์จากน้ำก่อหม้อธรรมชาติ ห้อมผงจากห้อมเปียก ผงกรดจากมะขามเปียก และผงด่างจากน้ำด่างของขี้เถ้าไม้ต่าง ๆ พบว่าสามารถคัดแยกเชื้อแบคทีเรียที่ให้คุณภาพสีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการย้อมสีธรรมชาติดีที่สุด คือ สายพันธุ์ <em>Bacillus cereus</em> จากโรงย้อมผ้าธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดแพร่ ในขณะที่ห้อมผงและผงกรดนั้นควรอบที่อุณหภูมิ 60°ซ เป็นเวลา 72 และ 10 ชม. ตามลำดับ และผงด่างจากน้ำด่างของขี้เถ้าไม้รวม ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการย้อมติดสีผ้าดีขึ้น (136.42) และคุณภาพสีน้ำเงินเข้ม (L* 0.26, a* -0.07 และ b* 0.67) มากไปกว่านั้นยังช่วยลดระยะเวลาของการหมักน้ำย้อมโดยไม่มีสารมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ยังได้ผลผลิตผ้าที่มีสีเป็นธรรมชาติ</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/260729 ผลของฤดูกาลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำและปริมาณคลอโรฟิลล์เอ บริเวณชายฝั่งทะเลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร 2023-11-07T14:11:10+07:00 พรพิมล พิมลรัตน์ paqua50@gmail.com ณัชพัฒน์ สุขใส paqua50@gmail.com พัชราวลัย ศรียะศักดิ์ patcharawalai.sr@rmuti.ac.th สุพันธ์ณี สุวรรณภักดี supannee.sw@rmuti.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของฤดูกาลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำและคลอโรฟิลล์เอบริเวณชายฝั่งทะเลละแม อำเภอละแม จังหวัดชุมพร จำนวน 3 จุดสำรวจ ได้แก่ ชายฝั่งหาดปากน้ำละแม (LM) ชายฝั่งหน้ามหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร (MP) และบริเวณสะพานปลาหนองบัว (NB) เก็บตัวอย่างและตรวจวัดคุณภาพน้ำ ได้แก่ อุณหภูมิน้ำ อุณหภูมิอากาศ ออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (DO) ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ความโปร่งใส ความเค็ม และคลอโรฟิลล์เอเดือนละ 1 ครั้ง เป็นระยะเวลา 1 ปี (มกราคม-ธันวาคม พ.ศ. 2564) ผลการศึกษาพบว่า ฤดูกาลมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความโปร่งใสและปริมาณคลอโรฟิลล์เออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) แต่ฤดูกาลไม่มีผลต่อค่าอุณหภูมิของน้ำ อุณหภูมิอากาศ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำ pH และความเค็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&gt;0.05) ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการวางแผนเพื่อเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำในรอบปี การวางแผนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบริเวณชายฝั่งละแม ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำสำหรับใช้ในการเพาะเลี้ยงและการอนุบาลกุ้ง เพรียงทราย และปูม้า</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266328 การตรวจสอบความผิดปกติของเนื้อมะม่วงด้วยสเปกโทรสโกปีอินฟราเรดย่านใกล้ 2025-02-14T10:09:01+07:00 แคทรียา สนธิยา katthareeya3774@gmail.com ปฐมพร ไชยะ patompornchaiya@gmail.com จุฑามาส สงวนทรัพย์ jutamassaguansub@gmail.com ฉันทลักษณ์ ติยายน chantalak@gmail.com พลกฤษณ์ มณีวระ Maniwara016@gmail.com พิมพ์ใจ สีหะนาม pimjai193@gmail.com <p>มะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองคุณภาพชั้นส่งออก พบปัญหาเนื้อผิดปกติที่ไม่สามารถตรวจสอบได้จากลักษณะปรากฏภายนอก ความเสียหายนี้ส่งผลต่อมูลค่าและความเชื่อมั่นของผู้นำเข้า ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในการใช้ NIRS ร่วมกับวิธีเคโมเมทริกซ์ในการตรวจสอบความผิดปกติของเนื้อมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง โดยเก็บเกี่ยวผลมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองที่มีอายุ 115–120 วันหลังดอกบาน จำนวน 38 ผล นำมาแบ่งพื้นที่บนผิวผลสำหรับการบันทึกข้อมูลสเปกตรัม (เนื้อปกติ 100 ตำแหน่ง เนื้อเน่าใน 100 ตำแหน่ง และเนื้อโพรง 97 ตำแหน่ง) ด้วยระบบการวัดแบบสะท้อนกลับในช่วงเลขคลื่น 4,000–12,500 เซนติเมตร<sup>-1</sup> (cm<sup>-1</sup>) สร้างแบบจำลองการวิเคราะห์จำแนกด้วยวิธี Self-Organizing Map (SOM) แล้วประเมินประสิทธิภาพโดยพิจารณาความแม่นยำการจำแนก ทั้งนี้วิธีการวิเคราะห์องค์ประกอบหลักของข้อมูล (Principal Component Analysis: PCA) ไม่สามารถแสดงความแตกต่างของข้อมูลสเปกตรัมที่ได้จากเนื้อมะม่วงทั้ง 3 ลักษณะ อย่างไรก็ตามการพัฒนาแบบจำลองการวิเคราะห์จำแนกด้วย SOM ที่อาศัยการเรียนรู้ 25,000 ครั้ง สามารถจำแนกเนื้อมะม่วงทั้ง 2 ลักษณะ (เนื้อปกติ และเนื้อผิดปกติ) และ 3 ลักษณะ (เนื้อปกติ เนื้อเน่าใน และเนื้อโพรง) ได้ โดยมีค่าความแม่นยำในการวิเคราะห์จำแนก (Correctly Classified rate: %CC) เท่ากับ 83.1 และ 82.4 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ดังนั้นการใช้สเปกโทร สโกปีอินฟราเรดย่านใกล้โดยใช้แบบจำลองจำแนกวิธี SOM มีความแม่นยำในการจำแนกเนื้อมะม่วงลักษณะปกติ เนื้อเน่าใน และเนื้อโพรงได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266495 ผลของกระบวนการอบแห้งต่อคุณภาพ และคุณค่าทางโภชนาการ ของผงปลาปรุงรสจากเศษเนื้อปลาแซลมอนจากโรงงานอุตสาหกรรม 2025-02-26T19:47:23+07:00 ภาพิมล ประจงพันธ์ papimon.p@mail.rmutk.ac.th รังสิตา จันทร์หอม rangsita.c@nsru.ac.th ลลิตา ปานแก้ว lalita.p@mail.rmutk.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะเวลา ที่เหมาะสมในการอบแห้ง คุณลักษณะทางกายภาพ-เคมี คุณค่าทางโภชนาการ และคุณลักษณะทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์ผงปลาปรุงรสจากเศษเนื้อปลาแซลมอน จากโรงงานอุตสาหกรรม โดยทำการศึกษาผลิตภัณฑ์ผงปลาปรุงรสจำนวน 3 สูตร โดยให้คะแนนแบบ 9 Point Hedonic Scale พบว่าสูตรที่ 2 (เนื้อปลาแซลมอนร้อยละ 50.4 น้ำตาลทรายร้อยละ 8.4 เกลือสมุทรร้อยละ 3.4 และซอสถั่วเหลืองร้อยละ 37.8) ได้รับคะแนนการยอมรับทางประสาทสัมผัสสูงที่สุดทุกคุณลักษณะ (p≤0.05) มีค่าสี (L* a* b*) เท่ากับ 73.74, 10.12 และ 24.06 ตามลำดับ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) เท่ากับ 5.60 ปริมาณน้ำอิสระ (aw) เท่ากับ 0.46 และค่าความชื้น เท่ากับ 9.45 จึงนำสูตรที่ 2 มาศึกษาระยะเวลาในการอบแห้ง 4 ระดับ คือ 9, 10, 11 และ12 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ผลการศึกษาการยอมรับทางประสาทสัมผัสพบว่า การอบแห้งที่ระยะเวลา 12 ชั่วโมง ได้รับคะแนนความชอบสูงที่สุด (p≤0.05) ปริมาณความชื้นของผลิตภัณฑ์ในระยะเวลาการอบ 9, 10, 11 และ 12 ชั่วโมง อยู่ระหว่างร้อยละ 4.99–9.15 และมีปริมาณน้ำอิสระอยู่ระหว่าง 0.27–0.40 มีความเป็นกรด-ด่าง (pH) เท่ากับ 7.52<strong>–</strong>8.04 แสดงให้เห็นว่าผลของอุณหภูมิที่ใช้ ในการอบแห้งมีผลต่อคุณลักษณะทางกายภาพและความชอบของผู้บริโภค นอกจากนั้นเมื่อนำผลิตภัณฑ์ที่อบแห้งที่ระยะเวลา 12 ชั่วโมง ไปวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ พบว่าผลิตภัณฑ์ผงปลาแซลมอนปรุงรสที่ 100 กรัม มีพลังงาน 403.87 กิโลแคลอรี โปรตีนร้อยละ 62.65 ไขมันร้อยละ 10.51 เถ้าร้อยละ 7.18 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 14.67 ปริมาณน้ำตาลเท่ากับ 10.09 กรัม แร่ธาตุ ได้แก่ โซเดียม 2,832 มก. และแคลเซียม 55.42 มก.</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/260383 ผลของเกลือโซเดียม แคลเซียม และโพแทสเซียมต่อคุณสมบัติของมอสซาเรลล่าชีส 2024-05-09T10:56:21+07:00 กรผกา อรรคนิตย์ k_arkanit@hotmail.com กมลพรรณ ปิงดี k_arkanit@hotmail.com รวงข้าว ตรางา k_arkanit@hotmail.com <p>มอสซาเรลล่าเป็นชีสที่มีเนื้อสัมผัสนุ่ม กลิ่นรสอ่อน สีขาวธรรมชาติถึงสีครีมสว่าง จัดอยู่ในกลุ่ม pasta-filata ในการทำชีสใช้กรดแอซีติกจากน้ำส้มสายชูทำให้โปรตีนตกตะกอน และการเติมเกลือมีความเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์ งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพทางประสาทสัมผัสของมอสซาเรลล่าชีสโดยการเติมเกลือ 1% (w/v) ที่ต่างชนิดกัน คือ NaCl CaCl<sub>2</sub> และ KCl พบว่าชีสที่ใส่ CaCl<sub>2 </sub>มีปริมาณความชื้นต่ำสุดที่ 41.09% แต่ให้ปริมาณผลผลิต ความแข็ง และการยืดหยุ่นสูงที่สุด ที่ 8.28%, 9.28 N และ 0.83 ตามลำดับ ตัวอย่างชีสที่ใส่ KCl มีคุณภาพทางด้านการหลอมละลาย การไหล และการยืดดีที่สุดที่ 74.10% 13.50 ซม. และ 5.40 นิ้ว ตามลำดับ ซึ่งเกลือต่างชนิดกันไม่มีผลต่อคุณภาพทางประสาทสัมผัสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&gt;0.05) หลังการอบตัวอย่างชีสที่ใส่ CaCl<sub>2 </sub>มีลักษณะหลอมละลายได้ดี และมีน้ำมันออกมามากที่สุด</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267769 การพัฒนาศักยภาพนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรด้านการจัดการศัตรูพืช และการดำเนินงานคลินิกพืชระดับพื้นที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร 2025-07-01T11:39:57+07:00 จุฬาภรณ์ นกสกุล 55julaporn@gmail.com ชิดชนก ไชยพงษ์ c.kongket@gmail.com อภิญญา เย็นสบาย apinyayensabai@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรด้านการจัดการศัตรูพืช วิเคราะห์ปัญหาและระดับปัญหาของเกษตรกร พัฒนาศักยภาพนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร และประเมินผลสำเร็จการดำเนินงานคลินิกพืชของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสมผสาน ได้แก่ แบบสอบถาม สัมภาษณ์เชิงลึก และการวิเคราะห์เอกสาร ดำเนินการศึกษาระหว่างปี พ.ศ. 2561–2567 ผลการศึกษาพบว่านักวิชาการส่งเสริมการเกษตรส่วนใหญ่ไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านอารักขาพืช มีประสบการณ์เฉลี่ยเพียง 2.93 ปี ความรู้และความสามารถอยู่ในระดับปานกลาง และขาดความมั่นใจ ในการวินิจฉัยศัตรูพืช ขณะที่เกษตรกรเผชิญปัญหาการระบาดซ้ำซาก ใช้สารเคมีเป็นหลัก และมีค่าใช้จ่ายสูง การอบรมนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร จำนวน 1,072 ราย ส่งผลให้ความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางที่ดี และสามารถถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันมีการให้บริการคลินิกพืช จำนวน 968 แห่ง ผลสำเร็จการดำเนินงานกรณีศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าเกษตรกรมีความรู้เกี่ยวกับศัตรูพืชและการจัดการ ทัศนคติต่อการจัดการศัตรูพืชตามคำแนะนำของคลินิกพืช อยู่ในระดับมาก ในขณะที่พฤติกรรมการปฏิบัติตามคำแนะนำของคลินิกพืช อยู่ระดับปานกลาง ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นจาก 620 เป็น 780 กิโลกรัมต่อไร่ รายได้เพิ่มจาก 3,519 เป็น 4,793 บาทต่อไร่ แม้ต้นทุนชีวภัณฑ์จะเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนโดยรวมสูงขึ้นอย่างชัดเจน</p> <p> </p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265141 แนวทางการสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชนผ่านการผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมือง พื้นที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2025-03-10T15:53:28+07:00 รัตนา อุ่นจันทร์ unjanr.agri@gmail.com สุดนัย เครือหลี Suddanai.K@rmutsv.ac.th นภัสวรรณ เลี่ยมนิมิตร napassawan.l@rmutsv.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล ด้านการผลิตและการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร 2) ความรู้ ความเข้าใจ ทัศนคติ และการปฏิบัติเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และ 3) ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ เพื่อเป็นแนวทางการสร้างความมั่นคงทางอาหารผ่านการผลิตข้าวพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรจำนวน 75 คนจาก 3 ตำบลในอำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงอนุมาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า (ร้อยละ 82.67) ขาดการมีส่วนร่วมกับกลุ่มชุมชน (ร้อยละ 70.67) และส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.33) ไม่เคยได้รับการอบรมด้านการผลิตอาหาร อย่างไรก็ตาม ข้าวพันธุ์พื้นเมือง โดยเฉพาะข้าวเจ้าที่ปลูกร่วมกับพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น ยางพาราและปาล์มน้ำมัน สามารถสร้างรายได้และยังคงเป็นแหล่งอาหารสำคัญของครัวเรือน โดยได้รับผลผลิตเฉลี่ย 3,685.33 กิโลกรัมต่อรอบการผลิต และสร้างรายได้ 193,459.72 บาทต่อรอบการผลิต เกษตรกรมีระดับความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร ในระดับมาก (คะแนนเฉลี่ย 13.34–20.00) แต่ระดับการปฏิบัติจริงยังอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.17) โดยเฉพาะด้านความมีเสถียรภาพของอาหารซึ่งต่ำกว่าด้านอื่นอย่างชัดเจน ปัญหาหลักที่พบ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านที่ดิน ความหลากหลายของอาหาร และการวางแผนการบริโภค ไม่เป็นระบบ</p> <p>ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ การใช้พื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด การสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน การจัดการรายได้และอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมระบบตลาดชุมชน รวมถึงการสนับสนุนการอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นเมืองเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการจัดการข้าวพันธุ์พื้นเมืองโดยอิงบริบทชุมชน สามารถเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนได้ในระดับครัวเรือนและชุมชน</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/260606 ไขปริศนาผลกระทบและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตข้าวนาปี ในเขตชลประทาน: กรณีศึกษาทางเศรษฐมิติจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย 2023-10-13T14:38:24+07:00 ธนากร แสนสาร golf5174@gmail.com นิโรจน์ สินณรงค์ nirote@mju.ac.th วราภรณ์ นันทะเสน waraporn_n@mju.ac.th เก นันทะเสน ke_n@mju.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตข้าวนาปีในเขตชลประทานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย การวิเคราะห์ฟังก์ชันการ ผลิตข้าวด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุดทั่วไปแบบเป็นไปได้ (FGLS) โดยใช้ข้อมูลแบบพาเนล จำนวน 19 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำแนกตามพื้นที่เขตชลประทาน (พ.ศ. 2545–2563) ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ปลูกข้าว แนวโน้มของเวลา ปริมาณน้ำฝนสะสม และอุณหภูมิเฉลี่ยมีผลกระทบเชิงบวกต่อผลผลิตข้าวนาปี ขณะเดียวกันเป็นตัวแปรลดความเสี่ยงจากความแปรปรวนต่อการผลิตข้าวนาปีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทางกลับกันผลผลิตข้าวนาปีในเขตชลประทาน ปริมาณน้ำฝนสะสม และอุณหภูมิเฉลี่ย มีผลกระทบเชิงลบต่อผลผลิตข้าวนาปีในเขตชลประทาน และเป็นตัวแปรเพิ่มความเสี่ยงจากความแปรปรวนต่อการผลิตข้าวนาปีอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณาตัวแปรหุ่นเป็นตัวแทนของเหตุการณ์ปริมาณน้ำฝนสะสมที่เกินความต้องการมีผลกระทบเชิงลบต่อผลผลิตข้าว ขณะเดียวกันเป็นตัวแปรเพิ่มความเสี่ยงจากความแปรปรวนต่อการผลิตข้าวทั้งสามกรณีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ลักษณะพื้นที่ได้รับน้ำจากชลประทานที่มีอิทธิพลแตกต่างกัน</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/261835 การศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนทางการเงินของผลิตภัณฑ์ด้านเภสัชกรรม จากสมุนไพรพื้นบ้านภาคเหนือ “มะแขว่น” 2024-06-18T14:37:48+07:00 อัชญา ไพคำนาม atchaya@mju.ac.th ชัยยศ สัมฤทธิ์สกุล Chaiyot_s@hotmail.com อรุณี ยศบุตร aruneeyodbutr@yahoo.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หาต้นทุนและผลตอบแทนทางการเงินของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเภสัชกรรมจากสมุนไพรพื้นบ้านภาคเหนือ “มะแขว่น” โดยเก็บข้อมูลจากวิสาหกิจชุมชนที่ผลิตและจำหน่าย ยาหม่องสมุนไพรในเขตภาคเหนือ จำนวน 11 วิสาหกิจ ผลการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนทางการเงินพบว่า เงินลงทุนในการผลิตและจำหน่ายยาหม่องสมุนไพร ของวิสาหกิจชุมชนมีมูลค่าเท่ากับ 5,832.00 บาท ประกอบด้วย เงินทุนหมุนเวียนเฉลี่ยเท่ากับ 4,260 บาท และเครื่องมือและอุปกรณ์เฉลี่ยเท่ากับ 1,572.00 บาท โดยรายรับสุทธิเฉลี่ย ในปีที่ 1 เท่ากับ 2,866.41 บาท ปีที่ 2 เท่ากับ 4,049.31 บาท ปีที่ 3 เท่ากับ 4,046.54 บาท ปีที่ 4 เท่ากับ 5,468.28 บาท และปีที่ 5 เท่ากับ 1,950.90 บาท และผลการวิเคราะห์โครงการลงทุนพบว่า มีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 1 ปี 9 เดือน การลงทุน ในการผลิตยาหม่องครั้งนี้มูลค่าปัจจุบันสุทธิมีค่า เท่ากับ 5,131.52 บาท มีอัตราผลตอบแทนภายในของการลงทุนเท่ากับ 54.48%</p> <p> </p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267830 แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ ซื้อน้ำยาเจือจางน้ำเชื้อเพื่อการขยายพันธุ์ไก่กีฬาและไก่สวยงาม 2025-06-17T11:01:40+07:00 จรีวรรณ จันทร์คง jareewan.rmutsv@gmail.com ณปภัช ช่วยชูหนู c.sittikasamkit@gmail.com ไพศาล กะกุลพิมพ์ phaisan.k@rmutsv.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และปัจจัยส่วนผสม ทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อน้ำยาเจือจางน้ำเชื้อเพื่อการขยายพันธุ์ไก่กีฬาและไก่สวยงาม จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 100 ราย ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และสุราษฎร์ธานี โดยการใช้แบบสอบถามและการประชุมกลุ่มย่อย พบว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตและการจัดจำหน่ายไก่กีฬาและไก่สวยงาม ในระดับมากที่สุด คือ เพศชาย อายุ 61 ปีขึ้นไป การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพธุรกิจส่วนตัว มีอัตราร้อยละ 82, 42, 33 และ 47 ตามลำดับ ส่วนใหญ่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์นี้เพื่อการเพาะขยายพันธุ์ไก่กีฬาและไก่สวยงาม โดยสะดวกที่จะซื้อผลิตภัณฑ์นี้ผ่านตัวแทนจัดจำหน่าย ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ในการเลี้ยงสัตว์ สำหรับลักษณะบรรจุภัณฑ์ต้องการเป็นแบบขวดฝาเกลียว ปริมาณไม่เกิน 5 มิลลิลิตรต่อขวด และจัดจำหน่ายในราคาไม่เกิน มิลลิลิตรละ 10 บาท ด้านปัจจัยส่วนผสมทางการตลาด (4Ps) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์มากที่สุด และให้ความสำคัญในระดับมาก ต่อปัจจัยด้านราคา ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด ตามลำดับ เมื่อพิจารณาในรายด้าน พบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ ให้ความสำคัญมากที่สุด ในประเด็นความสะดวกในการใช้งาน ส่วนปัจจัยด้านราคา ให้ความสำคัญในประเด็นราคาที่สมเหตุสมผล ไม่สูงจนเกินไป ส่วนปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ให้ความสำคัญเรื่องสถานที่จัดจำหน่ายที่สะดวก สามารถหาซื้อได้ง่าย และปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากในประเด็นของการบริการที่ดี ทั้งนี้กลุ่มผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้ากลุ่มนี้ ควรนำปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดมาเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาต่อไป</p> <p> </p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266353 ปริมาณและองค์ประกอบทางเคมีของขยะอาหารจากโรงแรมในพื้นที่เทศบาลเมืองชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และเทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2025-07-17T15:28:39+07:00 อุไรวรรณ ไอยสุวรรณ์ isuwan_a@silpakorn.edu ธนวดี พรหมจันทร์ promchan_t@su.ac.th จีระศักดิ์ ชอบแต่ง jeerasak_lim@hotmail.com <p>ถึงแม้ว่าธุรกิจโรงแรมจะมีส่วนช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของภาคการท่องเที่ยว แต่ก็มีส่วนในการสร้างขยะอาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพของสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณและลักษณะจำเพาะของขยะอาหารจากโรงแรมในพื้นที่เทศบาลเมืองชะอำ และเทศบาลเมืองหัวหิน เก็บข้อมูลจากตัวอย่างโรงแรมจำนวน 26 แห่ง พบว่าปริมาณขยะอาหารจากธุรกิจโรงแรมตลอดช่วงการเก็บข้อมูลในเทศบาลเมืองชะอำเท่ากับ 594.06 ตัน และในเทศบาลเมืองหัวหินเท่ากับ 634.83 ตัน จากการจำแนกขยะอาหารพบมีขยะอาหารประเภทเศษอาหารเหลือจากการบริโภคมากที่สุดถึงร้อยละ 45.26 ของขยะอาหารทั้งหมดในเขตเทศบาลเมืองชะอำ และร้อยละ 42.34 ของขยะอาหารทั้งหมดในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน โดยขยะอาหารในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกิดจากขั้นตอนหลังทำครัว ส่วนขยะอาหารในขั้นตอนก่อนการทำครัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นขยะอาหารประเภท เศษผักและผลไม้ คิดเป็นร้อยละ 29.70 ในเขตเทศบาลเมืองชะอำ และร้อยละ 41.07 ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน รองลงมาเป็นขยะอาหารประเภทเศษเนื้อ นม และไข่ ร้อยละ 9.50 ในเขตเทศบาลเมืองชะอำ และร้อยละ 6.62 ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน ซึ่งขยะอาหารประเภทเศษอาหารเหลือจากการบริโภคมีองค์ประกอบทางเคมี ที่เหมาะสำหรับการนำไปเป็นอาหารเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย เศษผักและผลไม้เหมาะสำหรับใช้ในการผลิตปุ๋ยหมัก ส่วนเศษปลา เปลือกกุ้ง เปลือกไข่และเศษขนมอบ เหมาะสำหรับนำไปเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัด ที่สำคัญในการใช้ประโยชน์เศษปลาและเปลือกกุ้งเป็นอาหารสัตว์ คือ ระดับการปนเปื้อนของโลหะหนัก การคัดแยกขยะอาหารให้สอดคล้องกับคุณสมบัติและข้อจำกัดเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม เป็นการลดปริมาณขยะที่จะไปสู่หลุมฝังกลบ และช่วยส่งเสริมความยั่งยืนของภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265207 การใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เพื่อประเมินพื้นที่เหมาะสมในการฝังกลบขยะมูลฝอย ตามหลักสุขาภิบาล จังหวัดลพบุรี 2025-04-04T11:33:18+07:00 ขวัญชัย ชัยอุดม kwanchai.c@lawasri.tru.ac.th วรินทร สุดแสวง warintorn4616@gmail.com เอมิกา รสโหมด kwanchai.c@lawasri.tru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการฝังกลบขยะมูลฝอยของจังหวัดลพบุรี วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยวิธีการถ่วงน้ำหนักและเทคนิคการซ้อนทับข้อมูลเชิงพื้นที่ (overlay technique) ด้วยโปรแกรม ArcGIS 10.2 จากเกณฑ์การคัดเลือกพื้นที่ 11 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกพื้นที่เพื่อสร้างบ่อฝังกลบขยะอย่างถูกหลักสุขาภิบาล</p> <p>ผลการศึกษา พบว่าปัจจัยที่ใช้ในการคัดเลือกพื้นที่ที่มีค่าถ่วงน้ำหนักมากที่สุด คือ ระยะห่างจากแหล่งน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ มีค่าถ่วงน้ำหนัก ร้อยละ 11.03 รองลงมาคือ ประปา ระดับน้ำใต้ดิน ระยะห่างจากชุมชน ความลาดชัน สภาพทางธรณี โบราณสถาน พื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เนื้อดิน การใช้ประโยชน์ที่ดิน และเส้นทางคมนาคม ร้อยละ 10.66, 10.29, 9.56, 9.56, 9.19, 8.82, 8.46, 8.09, 7.72 และ 6.62 ตามลำดับ ส่วนพื้นที่ที่มีเหมาะสมมากสำหรับเป็นพื้นที่ฝังกลบขยะมูลฝอยแบบ ถูกหลักสุขาภิบาลในจังหวัดลพบุรี ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอโคกสำโรง มีเนื้อที่ 224.64 ตารางกิโลเมตร (ร้อยละ 3.62 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด) รองลงมาคือ พื้นที่อำเภอชัยบาดาล มีเนื้อที่ 182.05 ตารางกิโลเมตร (ร้อยละ 2.93) อำเภอท่าหลวง มีเนื้อที่ 81.21 ตารางกิโลเมตร (ร้อยละ 1.30) และน้อยที่สุดคือ พื้นที่อำเภอสระโบสถ์ มีเนื้อที่ 0.86 ตารางกิโลเมตร (ร้อยละ 0.01) อย่างไรก็ตาม ควรมีการส่งเสริมให้มีขบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อใช้ประกอบการประเมินพื้นที่เหมาะสมในการเป็นพื้นที่ฝังกลบขยะมูลฝอยตามหลักสุขาภิบาล และพิจารณาแนวทางการจัดการขยะที่ยั่งยืนเพื่อลดปริมาณขยะ ในระยะยาว </p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/270260 บทบรรณาธิการ 2025-12-22T11:13:35+07:00 รศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง kriangsa@mju.ac.th <p>วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ปีที่ 42 ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม 2568) เราเดินทางมาเป็นฉบับสุดท้ายของปี 2568 อีกรอบปีแล้วครับ สำหรับในช่วงท้ายของปีนี้เป็นช่วงเวลาที่มีความแตกต่างจากปีก่อน ๆ อยู่ในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของดินฟ้าอากาศ จนเกิดวิกฤตน้ำท่วมหนัก เริ่มตั้งแต่หลายพื้นที่ในอยุธยา ไปจนถึงหาดใหญ่ ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจากภาวะโลกร้อน และปรากฏการณ์ลานีญา ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ผิดปกติ ในช่วงปลายปี พายุ“คัลมีแก”ก่อให้เกิดน้ำท่วมในภาคใต้กว่า 9 จังหวัด เป็นอีกหนึ่งมหาอุทกภัย สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล พื้นที่การเกษตรหลายแห่งได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางวารสารวิจัยฯ ขอเอาใจช่วยทุกภาคส่วนให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ เรียนรู้อดีต และมีความตื่นตัวเพื่อหาวิธีการป้องกันภัยให้ได้ มากที่สุดต่อไปในอนาคตด้วยครับ</p> <p>วารสารวิจัย ฯ ฉบับนี้ ท่านจะได้พบกับบทความวิจัยและบทความวิชาการ ในประเด็นต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมทางด้านการเกษตรที่น่าสนใจหลากหลายประเด็น ได้แก่ ด้านการผลิตพืช ด้านอุตสาหกรรมอาหาร ด้านการส่งเสริมการเกษตร ด้านเศรษฐศาสตร์เกษตร ด้านป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนงานวิจัย อื่น ๆ</p> <p>วารสารวิจัย ฯ หวังว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยเพื่อเป็นการส่งเสริมและแลกเปลี่ยน องค์ความรู้เพื่อช่วยกันพัฒนาการเกษตรไทยให้ก้าวหน้าและทันต่อการเปลี่ยนแปลงยิ่ง ๆ ขึ้นไป และในศุภวารดิถีขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 นี้ กระผมและกองบรรณาธิการทุกคนของวารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ขอให้ทุกท่าน ได้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ให้สุขภาพแข็งแรง มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และขอให้กิจการการเกษตรไทยเจริญรุ่งเรืองควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน แล้วพบกันใหม่ในฉบับหน้า 2569 ครับ</p> <p>รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง<br>บรรณาธิการวารสารวิจัยฯ</p> 2025-12-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025