วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN
<p>วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร (Journal Of Agricultural Research And Extension) เป็นวารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เกี่ยวกับวิชาการด้านการเกษตร อาหาร สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนวัตกรรมด้านการเกษตร และการส่งเสริมวิชาการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กำหนดเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ในรูปแบบตีพิมพ์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 (ISSN 0125-8850 : พิมพ์) และได้เผยแพร่ในรูปแบบอิเลคทรอนิกส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ . 2562 (E- ISSN 2630-0206 จนถึง ปี พ.ศ. 2565) ปัจจุบันเผยแพร่ในรูปแบบอิเลคทรอนิกส์ (ISSN 2985-0118 (Online)) </p>
สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้
th-TH
วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
0125-8850
<p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</span></p>
-
ความเป็นไปได้ในการใช้น้ำหมักฟางข้าวอินทรีย์เพื่อทดแทนปุ๋ยเคมี ในการเพาะเลี้ยงผำ (Wolffia sp.)
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/264769
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลผลิตผำ (<em>Wolffia</em> sp.) ที่เลี้ยงในสูตรอาหารที่มีปริมาณน้ำหมักฟางข้าวอินทรีย์เป็นส่วนผสมในระดับต่างๆ และคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงผำ ดำเนินการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) แบ่งออกเป็น 3 ชุดการทดลอง ๆ ละ 3 ซ้ำ ชุดการทดลองที่ 1 ใช้ปุ๋ย NPK (16-16-16) 5 กรัม (สูตรควบคุม) ใช้น้ำหมักฟางข้าวอินทรีย์ 50 มล. และ 100 มล. สำหรับชุดการทดลองที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ทุกชุดการทดลองใช้ผำสด 50 กรัม และน้ำ 50 ลิตร ในบ่อซีเมนต์ทรงกลมที่มีพื้นที่ผิว 0.442 ตร.ม. และระยะเวลาทำการศึกษา 8 วัน ผลการวิจัยพบว่าผลผลิตผำและคุณภาพน้ำไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95% (<em>p</em>>0.05) ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่จะใช้น้ำหมักฟางข้าวอินทรีย์ทดแทนปุ๋ยเคมีในการผลิตผำอินทรีย์สำหรับมนุษย์และสัตว์ในอนาคต</p>
อารมณ์ เตียวสกุล
สุดใจ รัตนยุวกร
ดวงสุดา ทองจันทร์
สุภา ศรียงยศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
43 2
78
89
-
ผลของความยาววันและอุณหภูมิต่อการเจริญเติบโตของกล้วยไม้แวนดาพันธุ์ปากช่องบลู
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269568
<p>ตลาดทั้งในและต่างประเทศมีความต้องการกล้วยไม้ตลอดทั้งปี ซึ่งการผลิตดอกกล้วยไม้แวนดา โดยเฉพาะกล้วยไม้แวนดาลูกผสมพันธุ์ ‘ปากช่องบลู’ ในฤดูร้อนเป็นที่ต้องการของตลาดแต่ยังผลิตได้ยาก งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความยาววันและอุณหภูมิที่มีต่อการเจริญเติบโตและการควบคุมการบานของดอกในช่วงฤดูร้อน โดยให้พืชได้รับปัจจัยที่แตกต่างกัน 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยที่ 1 สภาพความยาววัน 2 ระดับ ได้แก่ ความยาวช่วงแสงประมาณ 12 ชั่วโมง และสภาพวันสั้น 7 ชั่วโมง ปัจจัยที่ 2 ให้พืชได้รับอุณหภูมิปลูกเลี้ยงที่แตกต่างกัน 2 ระดับ ได้แก่ 30±2°ซ ภายใต้โรงเรือนพรางแสง 50 เปอร์เซ็นต์ และ 25±2°ซ โรงเรือนควบคุมอุณหภูมิ (4 กรรมวิธี) โดยพืชได้รับความเข้มแสงเท่ากันเฉลี่ย 350 ไมโครโมลต่อตารางเมตรต่อวินาที ผลการทดลองพบว่า การให้กรรมวิธีความยาววันและอุณหภูมิ ที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางลำต้น คือ ความสูงต้น ความยาวใบ และจำนวนใบ ตลอดระยะเวลาทำการทดลอง อย่างไรก็ตาม พบว่ากรรมวิธีทดลองทำให้การบานมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งการให้กล้วยไม้แวนดาได้รับสภาพวันสั้นสามารถชะลอการบานของดอกออกไปได้ตามระยะเวลาที่ให้วันสั้น เมื่อเปรียบเทียบกับความยาววัน 12 ชั่วโมง และการปลูกเลี้ยงในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิทำให้คุณภาพและประสิทธิภาพการบานของแวนดามีเปอร์เซ็นต์การบาน และอายุช่อดอกมากกว่าการปลูกเลี้ยงในโรงเรือนพรางแสงธรรมชาติ</p>
พรวจนา คงแก้ว
กนกวรรณ ปัญจะมา
ชัยอาทิตย์ อิ่นคำ
ภาณุพล หงษ์ภักดี
ถกลวรรณ ศิริสวัสดิ์
โสระยา ร่วมรังษี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
43 2
1
8
-
ผลของตำแหน่งชิ้นส่วนใบต่อการชักนำแคลลัสในกาแฟโรบัสต้าพันธุ์ชุมพร 2
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266019
<p>การชักนำแคลลัสจากชิ้นส่วนใบเป็นขั้นตอนสำคัญในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกาแฟเพื่อการขยายพันธุ์ต้นกล้าจำนวนมากอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการ ชักนำแคลลัสจากใบกาแฟโรบัสต้า (<em>Coffea canephora</em>) พันธุ์ชุมพร 2 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกในภาคใต้ของประเทศไทย การศึกษาประกอบด้วย 3 การทดลองต่อเนื่อง ได้แก่ (1) ผลของแหล่งที่มาของชิ้นส่วนพืชต่อการฟอกฆ่าเชื้อและการชักนำแคลลัส (2) ผลของตำแหน่งชิ้นส่วนใบและสูตรอาหารเพาะเลี้ยง และ (3) ผลของการกรีดใบต่อการพัฒนาของแคลลัส โดยเก็บรวบรวมใบอ่อนคู่ที่ 2–3 จากยอดของต้นกาแฟจาก 4 แหล่ง ได้แก่ แปลงเกษตรกรในอำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา แปลงสาธิต โรงเรือน และห้องควบคุมสภาพแวดล้อม ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา นำใบมาตัดแบ่งเป็น 3 ส่วน (โคนใบ กลางใบ และปลายใบ) ฟอกฆ่าเชื้อด้วยสารละลายโซเดียมไฮโปคลอไรต์ความเข้มข้น 1.2% เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร NPCM (ประกอบด้วยเกลือ 1/2MS ดัดแปลง, 2,4-D 0.5 มก./ล.และ 2ip 1 มก./ล.) และสูตร C (ประกอบด้วยเกลือ 1/2MS, 2,4-D 0.5 มก./ล. 2ip 2 มก./ล. และ IBA 1 มก./ล.) ในที่มืด 4 สัปดาห์ ตามด้วยสภาวะที่มีแสง 6 สัปดาห์ ร่วมกับการกรีดใบเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส ผลการทดลองพบว่า ใบจากห้องควบคุมสภาพแวดล้อมมีอัตราความปลอดเชื้อและการเกิดแคลลัสสูงที่สุด (ร้อยละ 95 และ 90 ตามลำดับ) ชิ้นส่วนโคนใบที่เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร NPCM ให้แคลลัสที่มีคุณภาพดีที่สุดในด้านลักษณะทางสัณฐานวิทยา มีจำนวนตำแหน่งการเกิดแคลลัสเฉลี่ย 5.3 ตำแหน่งต่อชิ้นส่วน และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.8 มม. การกรีดใบทั้งด้านหลังใบและท้องใบช่วยส่งเสริมการเกิดแคลลัสคุณภาพสูงที่มีเนื้อสัมผัสแน่นและมีสีเขียวเข้ม (ร้อยละ 100) ซึ่งเหมาะสมสำหรับการพัฒนาต่อเป็นอวัยวะหรือโซมาติกเอ็มบริโอ องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแคลลัสคุณภาพสูง สำหรับการขยายพันธุ์กาแฟโรบัสต้าพันธุ์ชุมพร 2 ในเชิงพาณิชย์ต่อไป</p>
จักรกริช อนันตศรัณย์
คริษฐ์สพล หนูพรหม
นรากร ตรีเดชา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
43 2
9
22
-
ปริมาณการใช้น้ำของกาแฟพันธุ์อะราบิกาภายใต้สภาพร่มเงาต่างกันในช่วงแล้ง
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265828
<p>การศึกษาปริมาณการใช้น้ำของกาแฟพันธุ์ อะราบิกา (<em>Coffea arabica </em>L.) ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีร่มเงาแตกต่างกันในช่วงฤดูแล้ง ดำเนินการทดลองระหว่างวันที่ 22–28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กาแฟอายุ 3 ปี ปลูกในกระถางขนาด 30 ลิตร จำนวน 4 ต้น (1 ต้นต่อกระถาง) แบ่งเป็นใต้แสลนพรางแสง 50% และกลางแจ้ง อย่างละ 2 ต้น ต้นกาแฟอยู่ในช่วงพัฒนาตาดอก (bud growth stage) ซึ่งเป็นระยะที่ตอบสนองต่อการให้น้ำอย่างชัดเจน ติดตั้งหัววัดอัตราการไหลของน้ำในลำต้น (sap flow) และเก็บข้อมูลสภาพอากาศด้วยสถานีอัตโนมัติ เพื่อคำนวณค่าการใช้น้ำของพืช (ETc) ค่าการคายระเหยอ้างอิง (ETo) และค่าสัมประสิทธิ์พืช (Kc) รายวัน โดยมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาปริมาณ การใช้น้ำของกาแฟพันธุ์อะราบิกาในช่วงฤดูแล้งภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีร่มเงาแตกต่างกัน โดยใช้เทคนิคการวัดอัตราการไหลของน้ำในลำต้น (sap flow) 2) เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์พืช (Kc) สำหรับใช้ในการวางแผนจัดการน้ำอย่างแม่นยำในช่วงฤดูแล้ง และ 3) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าความต่างศักย์ไอระเหย (VPD) กับค่าการคายระเหยอ้างอิง (ETo) และปริมาณการใช้น้ำจริงของพืช (ETc) ผลการทดลองพบว่า ต้นที่ปลูกกลางแจ้งมีค่า ETc เฉลี่ย 2.15 ลิตร/ต้น/วัน และ Kc เฉลี่ย 1.39 ขณะที่ใต้ร่มเงามีค่า ETc เฉลี่ย 1.06 ลิตร/ต้น/วัน และ Kc เฉลี่ย 0.61 ความสัมพันธ์ระหว่าง VPD กับ ETo มีค่า R²=0.934 ส่วนระหว่าง VPD กับ ETc มีค่า R²=0.526 สะท้อนให้เห็นถึงกลไกการควบคุมการคายน้ำของพืชที่ตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม ผลที่ได้สามารถนำไปใช้วางแผนจัดการน้ำอย่างแม่นยำในระบบการปลูกกาแฟ โดยเฉพาะช่วงกระตุ้นตาดอกในฤดูแล้ง</p>
วรพล ปัญจาสุธารส
วิชญ์ภาส สังพาลี
วิสูตร อาสนวิจิตร
สุทธิพงษ์ ศรีฉัตรใจ
อุมารินทร์ อ้ายตุ๋ย
วาสนา วิรุญรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
43 2
23
32
-
ผลของระยะปลูกต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และปริมาณสารแคนนาบิไดออล ของกัญชงสายพันธุ์ EHFGP#1, EHFGP#3 และ EHFGP#8 ภายใต้สภาพโรงเรือน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269602
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของระยะปลูกต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และปริมาณสารแคนนาบิไดออลภายใต้การปลูกในโรงเรือนเพาะปลูก (greenhouse cultivation) ของกัญชงสายพันธุ์ EHFGP#1, EHFGP#3 และ EHFGP#8 โดยวางแผนการทดลองแบบ 2×3 Factorial in Randomized Complete Block Design ดังนี้ ปัจจัย A ระยะปลูก 2 ระยะ คือ 0.5×1.0 และ 1.0×1.0 เมตร ปัจจัย B สายพันธุ์กัญชง 3 สายพันธุ์คือ EHFGP#1, EHFGP#3 และ EHFGP#8 งานวิจัยนี้ดำเนินการ ณ ศูนย์ทดสอบ วิจัยและพัฒนากัญชง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านสายพันธุ์ ระยะปลูก และอิทธิพลร่วมระหว่างปัจจัยมีผลต่อหลายลักษณะทางสัณฐานวิทยาและคุณภาพผลผลิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>≤0.01) ได้แก่ ด้านการเจริญเติบโตพบว่าสายพันธุ์ EHFGP#3 และ EHFGP#8 ที่ระยะ 0<strong>.</strong>5×1<strong>.</strong>0 เมตร มีความสูงของต้นเฉลี่ยมากที่สุด 213.57 และ 214.13 ซม. ตามลำดับ ขณะที่สายพันธุ์ EHFGP#8 ที่ระยะปลูก 1.0×1.0 เมตร มีความสูงน้อยที่สุด ความกว้างทรงพุ่มแตกต่างกันชัดเจน โดยสายพันธุ์ EHFGP#8 มีค่ามากที่สุดทั้งสองระยะปลูก ส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นพบว่าระยะปลูก 1<strong>.</strong>0×1<strong>.</strong>0 เมตร สายพันธุ์ EHFGP#8 มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ระยะปลูก ที่กว้างส่งผลต่อความแข็งแรงของลำต้น ด้านโครงสร้างพืชระยะปลูกที่ 1.0×1.0 เมตร มีจำนวนข้อปล้องและจำนวนกิ่งต่อต้นมากกว่าระยะ 0.5×1.0 เมตร อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.00–4.40 ข้อปล้องต่อต้น และ 7.20–8.00 กิ่งต่อต้น ตามลำดับ ส่วนขนาดช่อดอกพบปฏิสัมพันธ์ระหว่างระยะปลูกและสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ EHFGP#1 ที่ระยะ 0<strong>.</strong>5×1<strong>.</strong>0 เมตร และ EHFGP#3 ที่ระยะปลูก 1<strong>.</strong>0×1<strong>.</strong>0 เมตร มีช่อดอกกว้างที่สุด เท่ากับ 36.37 และ 36.29 มม. ตามลำดับ ด้านผลผลิตพบว่าระยะปลูก 1<strong>.</strong>0×1<strong>.</strong>0 เมตร ให้ผลผลิตดอกสดและดอกแห้งต่อต้นสูงกว่าระยะ 0.5×1.0 เมตร โดยน้ำหนักผลผลิต ช่อดอกสดมีค่าเฉลี่ย 0.90–1.08 กิโลกรัมต่อต้น และน้ำหนักผลผลิตช่อดอกแห้งเท่ากับ 0.21–0.26 กิโลกรัมต่อต้น ในขณะที่ระยะ 0<strong>.</strong>5×1<strong>.</strong>0 เมตร มีน้ำหนักผลผลิตช่อดอกสดเท่ากับ 0.52–0.78 กิโลกรัม และน้ำหนักผลผลิตช่อดอกแห้งเท่ากับ 0.12–0.18 กิโลกรัมต่อต้น อย่างไรก็ตาม ผลผลิตดอกแห้งต่อโรงเรือนไม่แตกต่างกันทางสถิติ ด้านปริมาณสารแคนนาบิไดออล (Cannabidiol: CBD) พบว่า สายพันธุ์ ระยะปลูก และอิทธิพลร่วมระหว่างปัจจัยของระยะปลูกและสายพันธุ์ส่งผลต่อปริมาณสารแคนนาบิไดออล อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง โดยสายพันธุ์ EHFGP#1 ที่ระยะปลูก 1.0×1.0 เมตร มีปริมาณสารแคนนาบิไดออลสูงที่สุด 14.32% รองลงมาคือ EHFGP#3 เท่ากับ 12.63% และ EHFGP#8 เท่ากับ 10.58% ขณะที่ระยะปลูก 0.5×1.0 เมตร มีค่าลดลง การปลูกกัญชงในโรงเรือนที่ระยะ 1.0×1.0 เมตร มีความเหมาะสมสำหรับการผลิตช่อดอกและเพิ่มปริมาณสารแคนนาบิไดออล โดยเฉพาะสายพันธุ์ EHFGP#1 ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในการผลิตสาระสำคัญ เชิงเศรษฐกิจ งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญต่อการกำหนดยุทธศาสตร์การผลิตกัญชงคุณภาพสูง เพื่อใช้ประโยชน์ เชิงอุตสาหกรรมกัญชงในอนาคต</p>
วัชรินทร์ จันทวรรณ์
อรพินธุ์ สฤษดิ์นำ
ศศิมา คเณชาบริรักษ์
เสกสรร สงจันทึก
ตะวัน ฉัตรสูงเนิน
วินัย วิริยะอลงกรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
43 2
33
45
-
การเปลี่ยนแปลงเมแทบอลอมิกส์กลุ่มปฐมภูมิที่เกี่ยวข้องกับความต้านทานโรคไหม้ในข้าว
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269515
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการนำเทคโนโลยีเมแทบอลอมิกส์มาใช้ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสารเมแทบอไลต์ที่เกิดขึ้นในข้าว เมื่อมีการเข้าทำลายของ เชื้อสาเหตุโรคไหม้ <em>Pyricularia oryzae</em> โดยพันธุ์ข้าว ที่นำมาทดลองประกอบด้วย พันธุ์ต้านทานโรค ได้แก่ ข้าวพันธุ์หางยี 71 และ กข59 และพันธุ์อ่อนแอต่อโรค ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และปทุมธานี 1 ทำการปลูกเชื้อให้กับต้นข้าวอายุ 30 วัน ด้วยเชื้อ <em>P. oryzae</em> บริเวณ ใบข้าวด้วยสปอร์แขวนลอยความเข้มข้น 5x10<sup>4</sup> สปอร์ต่อมล. จากนั้นเก็บตัวอย่างใบข้าวหลังจากปลูกเชื้อ เป็นเวลา 8 ชม. 12 ชม. และ 1-7 วัน เพื่อนำมาวิเคราะห์ชนิดและปริมาณของสารเมแทบอไลต์ด้วยเครื่องแก๊สโครมาโทร กราฟี (GCxGC-TOFMS) ผลการทดลองพบความแตกต่างของสารเมแทบอไลต์ในข้าวพันธุ์ต้านทานและพันธุ์อ่อนแอ โดยข้าวพันธุ์ต้านทานพบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>≤0.1) ของกรดอะมิโน phenylalanine citrulline และ shikimic acid ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญของกระบวนการสังเคราะห์สารในกลุ่ม phenylpropanoid และ shikimate pathway ตามลำดับ หลังการปลูกเชื้อ <em> P. oryzae</em> เป็นเวลา 3 วันขึ้นไป ในขณะที่ข้าวพันธุ์อ่อนแอพบสารดังกล่าวหลังการปลูกเชื้อเป็นเวลา 5 วันขึ้นไป ซึ่งสารเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับกลไกความต้านทานโรค ของพืช นอกจากนี้ในข้าวพันธุ์ต้านทานยังพบสาร methoxyflavone ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึง salicylic acid ที่ทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการ ส่งสัญญาณในการสร้างความต้านทาน หลังจากที่เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืช ผลการศึกษานี้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกความต้านทานโรคไหม้ของข้าว</p>
รัตนวรรณ จันทร์ศศิธร
สุพัตรา นราวัฒนะ
ภัทรศยา สายยืด
ดวงกมล บุญช่วย
ชณินพัฒน์ ทองรอด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
43 2
46
58
-
การเปลี่ยนแปลงในรอบวันของพารามิเตอร์การสังเคราะห์ด้วยแสงในอ้อยโคลนดีเด่น ภายใต้สภาวะขาดน้ำและการฟื้นตัวที่ระยะแก่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269238
<p>ความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในรอบวันของการสังเคราะห์ด้วยแสงในอ้อย ภายใต้สภาวะขาดน้ำและการฟื้นตัวหลังได้รับน้ำอีกครั้งมีความสำคัญต่อการรับทราบถึงกลไกการปรับตัวของพืชภายใต้สภาวะดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความรู้ด้านการสังเคราะห์ด้วยแสงในรอบวันของอ้อยในประเทศไทยยังมีจำกัด ดังนั้น การทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงในรอบวันของพารามิเตอร์การสังเคราะห์ด้วยแสงของอ้อยโคลนดีเด่น (KK07-599 และ KK3/E09-1) และพันธุ์ กวก. ขอนแก่น 3 ที่ระยะแก่ ภายใต้สภาวะแล้งและการฟื้นตัวหลังได้รับน้ำอีกครั้ง ดำเนินการ ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ปี พ.ศ. 2566 โดยปลูกอ้อยในวงบ่อซีเมนต์ด้วยการจัดการการให้น้ำ 2 รูปแบบ คือ (1) ให้น้ำตามความต้องการของพืช (2) งดการให้น้ำนาน 19 วัน (เมื่ออ้อยมีอายุ 298–316 วันหลังปลูก เพื่อชักนำการขาดน้ำ) และให้น้ำอีกครั้งเมื่ออ้อยมีอายุ 317 วันหลังปลูก เพื่อบันทึกข้อมูลการฟื้นตัวหลังการได้รับน้ำอีกครั้งในวันที่ 3 หรืออ้อย มีอายุ 320 วันหลังปลูก จากการศึกษาพบว่า การขาดน้ำทำให้อ้อยทุกพันธุ์/โคลนมีค่าอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงสุทธิ อัตราการคายน้ำ และค่าชักนำการเปิด-ปิดปากใบลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับอ้อยที่ได้น้ำตามปกติ โดยค่าพารามิเตอร์ดังกล่าว มีค่าน้อยสุดในช่วงเช้าตรู่และช่วงเย็น แต่มีค่าสูงสุดในช่วงเช้าและช่วงกลางวัน ซึ่งค่าอัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงสุทธิของอ้อยที่ได้รับน้ำตามปกติมีค่า 10–15 <em>µ</em>molCO<sub>2</sub>m<sup>-2</sup>s<sup>-1</sup> ขณะที่ กลุ่มอ้อยที่ขาดน้ำมีค่าน้อยกว่า 10 <em>µ</em>molCO<sub>2</sub>m<sup>-2</sup>s<sup>-1</sup> ทั้งนี้พบว่า ค่าความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในใบของอ้อยกลุ่มขาดน้ำมีค่ามากที่สุดในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงพลบค่ำ (ประมาณ 300-400 <em>µ</em>molmol<sup>-1</sup>) การเปลี่ยนแปลงในรอบวันของพารามิเตอร์การสังเคราะห์ด้วยแสงของอ้อยทุกพันธุ์/โคลนที่ดำเนินการศึกษาในครั้งนี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงความต้านทานต่อสภาวะแล้ง แต่พบว่าเมื่ออ้อยได้รับน้ำอีกครั้งจะสามารถฟื้นฟูพารามิเตอร์การสังเคราะห์ด้วยแสงให้ใกล้เคียงกับกลุ่มอ้อยที่ได้รับน้ำตามปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการปรับตัว ของอ้อยในเขตอาศัยน้ำฝนที่ส่วนใหญ่นิยมเพาะปลูกในช่วงปลายฤดูฝนและต้องเผชิญกับสภาวะแล้งที่ยาวนานก่อนที่จะได้รับน้ำฝนตกอีกครั้ง นอกจากนี้ การศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่าง source-sink และการลำเลียงสารอาหารจะช่วยสร้างความเข้าใจต่อการสะสมน้ำตาลภายใต้สภาวะแล้งของอ้อยได้มากยิ่งขึ้น</p>
ธีระรัตน์ ชิณแสน
กรองกาญจน์ ป้องปัญจมิตร
ชยันต์ ภักดีไทย
อัมราวรรณ ทิพยวัฒน์
แสงเดือน ชนะชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-26
2026-06-26
43 2
59
77