วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN <p>วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร (Journal Of Agricultural Research And Extension) เป็นวารสารทางวิชาการของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เกี่ยวกับวิชาการด้านการเกษตร อาหาร สุขภาพและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนนวัตกรรมด้านการเกษตร และการส่งเสริมวิชาการเกษตร เป็นวารสารราย 4 เดือน กำหนดเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ในรูปแบบตีพิมพ์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2526 (ISSN 0125-8850 : พิมพ์) และได้เผยแพร่ในรูปแบบอิเลคทรอนิกส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ . 2562 (E- ISSN 2630-0206 จนถึง ปี พ.ศ. 2565) ปัจจุบันเผยแพร่ในรูปแบบอิเลคทรอนิกส์ (ISSN 2985-0118 (Online)) </p> th-TH <p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้ได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0) ซึ่งอนุญาตให้ผู้อื่นสามารถแชร์บทความได้โดยให้เครดิตผู้เขียนและห้ามนำไปใช้เพื่อการค้าหรือดัดแปลง หากต้องการใช้งานซ้ำในลักษณะอื่น ๆ หรือการเผยแพร่ซ้ำ จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากวารสาร</span></p> mju_journal@gmaejo.mju.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง) mju_journal@gmaejo.mju.ac.th (นางสาว รัญรณา ขยัน) Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บทบรรณาธิการ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/271489 <p>วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ปีที่ 43 ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน 2569) นี้ เป็นฉบับแรกของปี 2569 และนับเป็นก้าวที่สำคัญของวารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตรอีกปี ที่ยังคงเนื้อหาของผลงานวิจัย ที่เข้มข้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการผลิตพืช การผลิตสัตว์ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตและแปรรูปอาหาร ท่ามกลางวิกฤตของสงครามตะวันออกกลาง ที่เริ่มตั้งแต่ต้นปีเกิดผลกระทบด้านพลังงานอย่างหนัก&nbsp; ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลอดจนความขัดแย้งของประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลต่อการส่งออกและนำเข้าของวัตถุดิบด้านการเกษตร ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตเกษตรไทย โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีและวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่มีราคาสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานและห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก ทางวารสารฯ ขอส่งกำลังใจให้เกษตรกรไทยทุกคนผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ นานา โดยขอให้มีความเข้มแข็ง ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเต็มที่ และประสบความสำเร็จในการทำเกษตรครับ</p> <p>วารสารวิจัยฯ ฉบับนี้ มีบทความวิจัยที่น่าสนใจที่หลากหลาย พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเพื่อการพึ่งพาตนเอง ท่ามกลางวิกฤตของสงคราม อาทิ การพัฒนารูปแบบการเลี้ยงแพะพื้นเมืองแบบประณีตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การลดต้นทุนอาหารสัตว์ด้วยหนอนแมลงวันลายจากระบบการจัดการขยะอาหาร ประเมินผลของขนาดแม่กุ้งและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำต่ออัตราการเขี่ยไข่ทิ้งของแม่กุ้งมังกรเจ็ดสี (<em>Panulirus ornatus</em>) และอิทธิพลของแสงและช่วงเวลาการให้อาหารต่อลูกกุ้งระยะ Phyllosoma ผลของวิธีการการอบแห้งแบบ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ลมร้อนต่อคุณภาพของน้ำพริกเห็ดกระด้าง การเพิ่มศักยภาพของโปรตีนจิ้งหรีดด้วยกระบวนการไฮโดรไลซิสเพื่อเสริมฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ตลอดจนงานวิจัยอื่น ๆ ทางด้านสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นทางการผลิตในหลากหลายเรื่องในฉบับนี้ครับ แล้วพบกันใหม่ในฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ครับ&nbsp;</p> <p>&nbsp; รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง<br>&nbsp; &nbsp;บรรณาธิการวารสารวิจัยฯ</p> รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ ศรีเงินยวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/271489 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของระยะปลูกต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และปริมาณสารแคนนาบิไดออล ของกัญชงที่ปลูกในแปลงกลางแจ้ง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/268194 <p>ตั้งแต่ประเทศไทยมีการอนุญาตให้ปลูก ใช้ และศึกษาพืชในกลุ่มกัญชงและกัญชาอย่างถูกต้องตามกฎหมายในปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา พบว่ามีการปลูกพืชดังกล่าวในเชิงพาณิชย์เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจดังกล่าวมีทั้งที่ประสบความสำเร็จและ ที่ประสบปัญหาขาดทุนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากขาด องค์ความรู้โดยเฉพาะเรื่องระยะปลูกที่เหมาะสม และ สายพันธุ์ที่ใช้ปลูกในสภาพแปลงปลูกกลางแจ้ง งานวิจัยนี้ดำเนินการ ณ ศูนย์ทดสอบ วิจัยและพัฒนากัญชง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ วางแผนการทดลองแบบ 3×3 factorial in randomized complete block design ดังนี้ ปัจจัยที่ 1 ระยะปลูก 3 ระยะ คือ 1x1, 2x1 และ 2x2 เมตร ปัจจัยที่ 2 สายพันธุ์กัญชง 3 สายพันธุ์ คือ EHFGP#1, EHFGP#3 และ EHFGP#8 พบว่า ระยะปลูกมีผลต่อความสูงของต้น ความกว้างของต้น จำนวนข้อปล้องต่อต้น ขนาดของช่อดอก น้ำหนักผลผลิตดอกสด ต่อต้น น้ำหนักผลผลิตดอกแห้งต่อต้น และน้ำหนักผลผลิตดอกแห้งต่อไร่ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ทางสถิติ อิทธิพลร่วมพบว่า สายพันธุ์ EHFGP#3 ที่ปลูกในระยะ 1×1 เมตร มีความสูงเฉลี่ยของต้นสูงที่สุด คือ 238.38 เซนติเมตร ส่วนสายพันธุ์ EHFGP#1 ที่ปลูกระยะ 2x1 และ 2×2 เมตร ทำให้มีจำนวนข้อต่อต้น จำนวนกิ่งต่อต้น มากที่สุด โดยมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ขณะที่ขนาดช่อดอกมีความแปรปรวนของสายพันธุ์กับระยะปลูก คือ ระยะปลูก 2x2 เมตร ทำให้สายพันธุ์ EHFGP#3 และ EHFGP#8 มีขนาดช่อดอกใหญ่ที่สุด ส่วนระยะปลูก 2x1 เมตร กลับทำให้ช่อดอกของสายพันธุ์ EHFGP#1 มีขนาดช่อดอกใหญ่ที่สุด ด้านของผลผลิตพบว่า สายพันธุ์ EHFGP#1 และ EHFGP#3 ให้น้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งต่อต้นมากที่สุด ขณะที่น้ำหนักแห้งต่อไร่ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่า EHFGP#3 ที่ปลูก ในระยะ 1x1 เมตร ให้น้ำหนักแห้งต่อไร่เฉลี่ยมากที่สุด ด้านปริมาณสารแคนนาบิไดออล สายพันธุ์เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง สายพันธุ์ EHFGP#1 และ EHFGP#3 มีปริมาณสารสูงที่สุดอยู่ในช่วง 11.76–12.93% และ11.79–13.10% ตามลำดับ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสายพันธุ์กับระยะปลูกมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ แต่ระยะปลูกไม่มีอิทธิพลต่อปริมาณสารแคนนาบิไดออล</p> วัชรินทร์ จันทวรรณ์, อรพินธุ์ สฤษดิ์นำ, ระวี คณเดชาบริรักษ์, เสกสรร สงจันทึก, วินัย วิริยะอลงกรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/268194 Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 +0700 การผลิตฟ้าทะลายโจรอินทรีย์ในกระถางสภาพโรงเรือนทางภาคใต้ของประเทศไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266913 <p>ฟ้าทะลายโจร (<em>Andrographis paniculata</em>) เป็นพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพทางการแพทย์ ปัจจุบันมีการปลูกฟ้าทะลายโจรอินทรีย์ในโรงเรือนที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อให้ได้ฟ้าทะลายโจรคุณภาพดี สิ่งสำคัญในการปลูกฟ้าทะลายโจรอินทรีย์ในระบบโรงเรือน คือ การจัดการธาตุอาหารในดิน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของมูลวัวอัตราต่าง ๆ ต่อการเจริญเติบโต การดูดใช้ธาตุอาหาร และการสร้างสารแอนโดรกราโฟไลด์ของฟ้าทะลายโจรที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ภายใต้สภาพโรงเรือนในภาคใต้ของประเทศไทย ทำการผสมดินแดงกับมูลวัวในอัตรา 0 (ควบคุม), 2, 4, 6 และ 8 ตัน/ไร่ (0, 61.32, 122.64, 189.96 และ 245.28 กรัม/กระถาง ตามลำดับ) จากนั้นปลูกฟ้าทะลายโจรในกระถางขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว ผลการทดลองพบว่า การใส่มูลวัวในอัตรา 2 ตัน/ไร่ ส่งผลให้ฟ้าทะลายโจรมีการเจริญเติบโตด้านความสูง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น ตลอดจนน้ำหนักชีวมวลฟ้าทะลายโจรสดและแห้งเพิ่มสูงขึ้น การใส่มูลวัวในอัตรา 2 ตัน/ไร่ ไม่เพียงแต่ส่งผลให้ฟ้าทะลายโจรเจริญเติบโตดีที่สุด แต่ยังส่งผลให้ดินมีพีเอช ค่าการนำไฟฟ้า ปริมาณธาตุอาหาร ตลอดจนปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ในฟ้าทะลายโจรเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น การผสมมูลวัวกับดินในอัตรา 2 ตัน/ไร่ สามารถใช้เป็นแนวทางในการผลิตฟ้าทะลายโจรอินทรีย์ในระบบโรงเรือน โดยทำให้สมบัติของดิน การเจริญเติบโตของพืช ปริมาณธาตุอาหารที่พืชดูดนำไปใช้ และปริมาณสาระสำคัญ ในฟ้าทะลายโจรเพิ่มสูงขึ้น</p> จักรกฤษณ์ พูนภักดี, อธิป สกุลเผือก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266913 Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของการให้ปุ๋ยในระบบน้ำต่อการเจริญเติบโต ปริมาณ และคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดอาหารสัตว์ ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและนครราชสีมา https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267211 <p>การศึกษาผลของการให้ปุ๋ยในระบบน้ำต่อการเจริญเติบโต ปริมาณ และคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดอาหารสัตว์ ได้ดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าวโพดของเกษตรกรในเขตภาคกลาง ณ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของกรรมวิธีการจัดการปุ๋ยในระบบน้ำหยดที่แตกต่างกันต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดอาหารสัตว์ ศึกษาโดยการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก จำนวน 4 ซ้ำ ประกอบด้วยการจัดการปุ๋ยที่แตกต่างกัน 3 กรรมวิธี คือ 1) การใส่ปุ๋ยเคมีตามอัตราที่เกษตรกรปฏิบัติในการปลูกข้าวโพดเมล็ดพันธุ์อาหารสัตว์ (FRGM) (พื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี: 37.50 กก. N/ไร่ 14.50 กก. P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>/ไร่ และ 16.50 กก. K<sub>2</sub>O /ไร่ และพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา 40.75 กก. N/ไร่, 17.75 กก. P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>/ไร่ และ 21.75 กก. K<sub>2</sub>O /ไร่); 2) ใส่ปุ๋ยเคมีตามอัตรา ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตข้าวโพดเมล็ดพันธุ์อาหารสัตว์ (SSFM) (23.00 กก. N/ไร่, 7.80 กก. P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>/ไร่ และ 5.10 กก. K<sub>2</sub>O ไร่) และ 3) กรรมวิธีควบคุมโดยไม่ใส่ปุ๋ยเคมี ผลการศึกษาพบว่า การจัดการปุ๋ยตามกรรมวิธีที่ 2 คือ การ ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตรา 23.00 กก. N/ไร่ ฟอสฟอรัส ในอัตรา 7.80 กก./ไร่ และการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมในอัตรา 5.10 กก./ไร่ ก็เพียงพอต่อการผลิตข้าวโพดเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี ทั้งนี้ การจัดการปุ๋ยตามกรรมวิธีที่ 1 และ 2 ไม่ส่งผลให้ข้าวโพดมีความสูง การสะสมน้ำหนักแห้ง ค่าความเขียวของใบ ความเข้มข้นธาตุอาหารหลักในใบ ปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวโพดเมล็ดพันธุ์อาหาร สัตว์แตกต่างกันทั้ง 2 พื้นที่ โดยข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี มีปริมาณผลผลิตเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.84-1.85 ตัน/ไร่ และข้าวโพดที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มีปริมาณผลผลิตเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.02-1.12 ตัน/ไร่ (ความชื้นเมล็ดน้อยกว่า 30%) ดังนั้น การจัดการปุ๋ยตามกรรมวิธีที่ 2 ซึ่งใช้ปุ๋ยในอัตราที่ต่ำกว่าสามารถคงระดับผลผลิตที่ใกล้เคียงกับอัตราที่เกษตรกรใช้ ช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยโดยไม่กระทบต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดอาหารสัตว์</p> กิติพัฒน์ กิจเศรณี, ยุพา จอมแก้ว, ชูชาติ สันธทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267211 Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 +0700 การเจริญเติบโตและปริมาณสารสำคัญของปูเล่พันธุ์มอริสเฮดดิงที่ปลูกในวัสดุปลูกจากดินนา ระยะปรับเปลี่ยนสู่นาอินทรีย์ที่เสริมด้วยวัตถุอินทรีย์ต่างชนิด https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267765 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผล ของการเสริมก้อนเห็ดนางฟ้าภูฐานเก่า (ก้อนเห็ด) หมักร่วมกับแหนแดงแห้ง (แหนแดง) และมูลแพะแห้ง (มูลแพะ) ลงในดินนาระยะปรับเปลี่ยนสู่นาอินทรีย์มาแล้ว 3 ปี (ดินนา) ที่มีต่อลักษณะการเจริญเติบโต ปริมาณฟีนอลิคทั้งหมด ปริมาณฟลาโวนอยด์ทั้งหมด และความเป็น สารต้านอนุมูลอิสระของปูเล่พันธุ์มอริสเฮดดิงในสภาพ ถุงปลูกได้ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ 5 กรรมวิธี ๆ ละ 6 ซ้ำ คือ กรรมวิธีที่ 1 ดินนา (ควบคุม) กรรมวิธีที่ 2 ดินนา + ก้อนเห็ดหมักอัตราส่วน 20:2 กิโลกรัม กรรมวิธีที่ 3 ดินนา + ก้อนเห็ด 50% ที่หมักร่วมกับแหนแดง 50% อัตราส่วน 20:2 กิโลกรัม กรรมวิธีที่ 4 ดินนา + ก้อนเห็ด 50% ที่หมักร่วมกับมูลแพะ 50% อัตราส่วน 20:2 กิโลกรัม และกรรมวิธีที่ 5 ดินนา + ก้อนเห็ด 50% ที่หมักร่วมกับแหนแดง 25% และมูลแพะ 25% อัตราส่วน 20:2 กิโลกรัม ผลการทดลองพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงที่สุดของ ลักษณะการเจริญเติบโต ได้แก่ ความกว้างใบ (16.11±0.80 ซม.) ความยาวใบ (26.92±1.15 ซม.) คลอโรฟิลล์ใบ (56.59±1.35 SPAD unit) น้ำหนักแห้ง (20.60±0.90 กรัม) และสารพฤกษเคมี ได้แก่ ปริมาณ ฟีนอลิคทั้งหมด (7.47±0.79 mgGAE g<sup>-1</sup> DW) และความเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (4.72±0.44 mgVitc g<sup>-1</sup> DW) เป็นผลมาจากการเสริมก้อนเห็ด 50% ที่หมักร่วมกับแหนแดง 25% และมูลแพะ 25% ลงในดินนา แต่การเสริมเฉพาะก้อนเห็ด 50% ที่หมักร่วมกับแหนแดง 50% มีผลต่อความยาวก้านใบ (7.77±0.39 ซม.) และปริมาณฟลาโวนอยด์ทั้งหมด (45.81±2.74 mgQE g<sup>-1</sup> DW) เฉลี่ยสูงที่สุด ดังนั้น การเสริมก้อนเห็ดที่หมักร่วมกับแหนแดงและมูลแพะแห้งหรือที่หมักร่วมกับแหนแดงแห้งในอัตราส่วนตามผลการทดลองดังกล่าวข้างต้นลงในดินนา สามารถเพิ่มทั้งการเจริญเติบโต และการสร้างสารพฤกษเคมีของปูเล่พันธุ์ มอริสเฮดดิงในสภาพถุงปลูก</p> เพชรรัตน์ พรหมทา, นิติพัฒน์ พัฒนฉัตรชัย, สุนิสา เยาวสกุลมาศ, สายฝน ทดทะศรี, นันทา สมเป็น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267765 Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของการคลุมดิน การใช้สารเพิ่มความชื้นพอลิเมอร์ และการพ่นดินขาวเกาลิน ต่อความทนแล้งของต้นกล้าทุเรียนหมอนทอง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269324 <p>การควบคุมปริมาณน้ำในดินและลดการคายน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความชื้นให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นกล้าทุเรียนหมอนทองในสภาวะแห้งแล้ง งานวิจัยนี้ศึกษาผลของการคลุมดิน การใช้สารเพิ่มความชื้นพอลิเมอร์ (hydrophilic polymer) และการพ่นดินขาวเกาลิน (Kaolin) ต่อการเจริญเติบโตและความทนแล้งของต้นกล้าทุเรียนหมอนทองในสภาวะแห้งแล้ง โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จัดสิ่งทดลองแบบ factorial ประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ (1) การ คลุมดินและไม่คลุมดิน (2) การให้สารเพิ่มความชื้น พอลิเมอร์อิ่มน้ำ 2 ระดับ คือ 0 และ 500 กรัมต่อกระถาง และ (3) การพ่นดินขาวเกาลินที่ความเข้มข้น 0, 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์ ทดลองกับต้นกล้าทุเรียนหมอนทองอายุ 1 ปี ที่ปลูกในกระถางดินเผา โดยบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโต ลักษณะทางสัณฐานวิทยา และสรีรวิทยาทุก ๆ 3 วัน จนกระทั่งต้นแห้งตาย ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยต่าง ๆ ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตด้านเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้นและความยาวข้อสุดท้ายของต้นกล้า อาการขาดน้ำเริ่มปรากฏด้วยอาการใบเป็นลอนในวันที่ 4 และรุนแรงที่สุดในวันที่ 7 จากนั้นใบเริ่มม้วนตั้งแต่วันที่ 7 รุนแรงที่สุด ในวันที่ 10 และหลุดร่วงในวันที่ 13 ของการขาดน้ำ ค่าปริมาณน้ำสัมพัทธ์ในใบลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยลดลงมากในวันที่ 10 หลังการขาดน้ำ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสีใบที่หม่นลงและมีสีเขียวอมฟ้าเพิ่มขึ้น การคลุมดินช่วยรักษาความชื้นในดินได้ดีกว่าการไม่คลุมดินอย่างชัดเจนในวันที่ 7, 10 และ 13 หลังจากขาดน้ำ ทั้งนี้ต้นกล้า ที่ไม่คลุมดินและพ่นดินขาวเกาลินแสดงอาการเครียด จากการขาดน้ำ โดยมีใบม้วนมากที่สุดในวันที่ 7 หลังจากการขาดน้ำ จึงเสนอแนะให้เกษตรกรใช้วิธีคลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน และไม่ควรปล่อยให้ต้นกล้าขาดน้ำเกิน 7 วัน โดยหากพบว่าใบเริ่มม้วนแสดงถึงอาการ ขาดน้ำ ควรเริ่มทำการให้น้ำทันที</p> วิมลฉัตร สมนิยาม, พัฒนา สมนิยาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269324 Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 +0700 โครงสร้างสังคมพืชและลักษณะเชิงปริมาณของไผ่รวกในพื้นที่ป่าชุมชน บ้านกระทุ่มทอง ตำบลวังข่อย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/264138 <p>การศึกษาเชิงปริมาณของลักษณะสังคมพืช และของป่า ในพื้นที่ป่าชุมชนสามารถช่วยให้เกิดการ วางแผนการจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างสังคมพืชและลักษณะเชิงปริมาณของไผ่ ในพื้นที่ป่าชุมชน บ้านกระทุ่มทอง ตำบลวังข่อย อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ทำการวางแปลงตัวอย่างขนาด 20x20 เมตร จำนวน 16 แปลง พร้อมเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ เพื่อจำแนกองค์ประกอบชนิดพรรณพืชและปริมาณไม้ไผ่ ผลการศึกษาพบว่า สามารถจำแนกสังคมย่อยออกเป็น 3 สังคมย่อย ได้แก่ 1) สังคมตะแบกแดงเด่น พบพรรณไม้ 29 ชนิด มีขนาดพื้นที่หน้าตัด ความหนาแน่นของไม้ต้น และดัชนีความหลากชนิด เท่ากับ 9.83 ตารางเมตรต่อ เฮกตาร์ 635 ต้นต่อเฮกตาร์ และ 2.81 ตามลำดับ 2) สังคมงิ้วป่าเด่น พบพรรณไม้ 32 ชนิด มีขนาดพื้นที่หน้าตัดความหนาแน่นของไม้ต้น และดัชนีความหลากชนิด เท่ากับ 14.71 ตารางเมตรต่อเฮกตาร์865 ต้นต่อเฮกตาร์และ 2.74 ตามลำดับ 3) สังคมสะเดาเด่น พบพรรณไม้ 21 ชนิด มีขนาดพื้นที่หน้าตัด ความหนาแน่นของไม้ต้น และดัชนีความหลากชนิด เท่ากับ 13.08 ตารางเมตรต่อเฮกตาร์ 557 ต้นต่อเฮกตาร์ และ 2.32 ตามลำดับ สำรวจพบไผ่ 1 ชนิด คือ ไผ่รวก (<em>Thyrsostachys siamensis</em> Gamble) มีจำนวนลำเฉลี่ยเท่ากับ 684.75±401.19 ลำต่อไร่ มีความโตเฉลี่ย 6.22±2.55 ซม. มีความสูงเฉลี่ย 4.75±1.95 เมตร และปริมาณของหน่อทั้งหมด 293±205.52 หน่อต่อไร่ ความโตของหน่อเฉลี่ย 5.41±2.22 ซม. ความสูงของหน่อเฉลี่ย 186.63±99.32 ซม. เมื่อประเมินลำไผ่มีมูลค่าทั้งหมด 1,156,230.99 บาทต่อไร่ และมูลค่าของหน่อทั้งหมด 414,559.01 บาทต่อไร่ ผลการศึกษาบ่งชี้ว่าพื้นที่ศึกษามีองค์ประกอบชนิดไม้ต้นและปริมาณไม้ไผ่ที่แตกต่างกัน ดังนั้นการวางแผนการจัดการควรพิจารณาถึงข้อมูลเชิงปริมาณของสังคมพืชเป็นสำคัญ</p> นพรัตน์ หิรัญคำ, เพ็ญพิลัย เปี่ยนคิด, มณฑล นอแสงศรี, กฤษดา พงษ์การัณยภาส, แหลมไทย อาษานอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/264138 Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความหลากชนิดของไม้ต้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่ป่าใช้ประโยชน์ ป่าชุมชนบ้านหาดปู่ด้าย จังหวัดลำปาง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265761 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ ความหลากชนิดไม้ต้น ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่ป่า ใช้ประโยชน์ โดยวิธีการวางแปลงตัวอย่างขนาด 20x50 ตารางเมตร พื้นที่ละ 3 แปลง เพื่อเก็บข้อมูลจำนวนชนิดไม้แยกออกเป็น 3 ชั้นอายุ ได้แก่ ระดับไม้ใหญ่ ลูกไม้ และกล้าไม้ตามลำดับ นำข้อมูลชนิดและจำนวนของไม้ต้น ไปวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสำคัญของชนิดไม้ (IVI) และ ค่าดัชนีความหลากชนิด (H') ของ Shannon-Wiener ผลการศึกษาพบชนิดไม้ต้นในป่าชุมชนบ้านหาดปู่ด้าย จำนวน 55 ชนิด 45 สกุล 22 วงศ์ โดยพบชนิดไม้ต้น ในวงศ์ Fabaceae มากที่สุด รองลงมา ได้แก่ วงศ์ Rubiaceae, Bignoniaceae, Combretaceae และ Dipterocarpacceae ตามลำดับ โดยในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พบชนิดไม้ต้นทั้งหมด 38 ชนิด 32 สกุล 16 วงศ์ ชนิดไม้ที่มีค่าดัชนีความสำคัญสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รัง (38.25%) แดง (28.66%) เต็ง (14.07%) รกฟ้า (13.50%) และกุ๊ก (13.37%) ตามลำดับ มีค่าดัชนีความหลากชนิดของไม้ใหญ่อยู่ในระดับต่ำ เท่ากับ 1.99 ลูกไม้ เท่ากับ 2.49 และกล้าไม้ เท่ากับ 3.06 ส่วนในพื้นที่ป่าใช้ประโยชน์ พบชนิดไม้ต้นทั้งหมด<strong> 29 ชนิด 22 สกุล 12 วงศ์ โดยชนิดไม้ที่มีค่าดัชนีความสำคัญสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รัง (62.01</strong>%<strong>) เต็ง </strong>(33.08%)<strong> แดง </strong>(22.61%)<strong> ตะแบกเลือด </strong>(21.00%)<strong> และนมนาง </strong>(19.82%) ตามลำดับ ส่วนค่าดัชนีความหลากชนิดของไม้ใหญ่อยู่ในระดับต่ำมาก เท่ากับ 1.45 ส่วนชั้นลูกไม้และกล้าไม้มีค่าในระดับปานกลาง เท่ากับ 2.55 และ 2.86 ตามลำดับ</p> กฤษดา พงษ์การัณยภาส, แหลมไทย อาษานอก, พิทญาธร อิ่นแก้ว, วรรณอุบล สิงห์อยู่เจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265761 Thu, 19 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความอุดมสมบูรณ์ของดินและการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา สวนหลังบ้าน และหย่อมป่า ตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266634 <p>การศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา สวนหลังบ้าน และหย่อมป่า ตำบลคลองขนาน อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมบัติทางเคมีและกายภาพของดิน การประเมินการกักเก็บคาร์บอน รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดินของการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบ ที่แตกต่างกัน โดยวางแปลง 10x10 เมตร เก็บตัวอย่างดินที่ระดับความลึก 0–5 ซม. 5 หลุมผสมคลุกเคล้ากัน และทำเช่นเดียวกันกับดินที่ระดับความลึก 20–25 ซม. แปลงละ 2 ตัวอย่าง ทั้งหมด 3 แปลงต่อพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 24 ตัวอย่าง เพื่อศึกษาสมบัติทางเคมีของดิน และเก็บตัวอย่างดินด้วยอุปกรณ์เก็บตัวอย่างดิน (soil core) เพื่อศึกษาสมบัติทางกายภาพของดิน วางแปลง 40x40 เมตร บันทึกข้อมูลองค์ประกอบของชนิดไม้ต้น เพื่อประเมินการ กักเก็บคาร์บอน พื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน สวนยางพารา สวนหลังบ้าน พื้นที่ละ 3 แปลง [3 ไร่ (0.48 ha)] และพื้นที่หย่อมป่า 1 ไร่ (0.16 ha) ผลการศึกษาพบว่า ความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ระดับความลึก 0–5 ซม. สูงกว่าดินที่ระดับความลึก 20–25 ซม. และมีแนวโน้มลดลงตามระดับความลึกของดิน สมบัติทางกายภาพของดิน พื้นที่การปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีความแข็งและตื้นกว่าพื้นที่ในรูปแบบวนเกษตร เนื้อดินที่ระดับความลึก 0–5 ซม. ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย และดินที่ระดับความลึก 20–25 ซม. เป็นดินร่วนเหนียวปนทราย ความชื้นและความหนาแน่นของดิน มีค่าใกล้เคียงกันในแต่ละพื้นที่ จึงไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนมีความแตกต่างกันในแต่ละรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน ดังนั้น แนวทางการจัดการส่วนใหญ่เน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟู และสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นแนวทางการจัดการพื้นที่เกษตรและป่าไม้ให้เกิดความยั่งยืนอย่างเหมาะสม</p> ณัฐวดี ข้อค้า, ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ, จักรพงษ์ ไชยวงศ์, ภัทราพร ผูกคล้าย, ธัญญรัตน์ เชื้อสะอาด, สินีนาฏ สองศรี, ศิริรัตน์ สุขช่วย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266634 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อปกปักรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม ลุ่มน้ำเชิงเขาห้วยโจ้ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265755 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และระบบนิเวศในพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพื้นที่ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ร่วมกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผ่านการปรับประยุกต์องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น การวิจัยมุ่งเน้นการจัดระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial information system) เพื่อประเมินสถานภาพ ศักยภาพ และข้อจำกัดของปัจจัยทางชีวภาพ ตลอดจนระบุปัจจัยบ่งชี้ที่สัมพันธ์กับความมั่นคงของความหลากหลายทางชีวภาพและภูมินิเวศ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ พบว่าพื้นที่ป่าต้นน้ำในลุ่มน้ำเชิงเขาห้วยโจ้มีศักยภาพในการผลิตน้ำท่าประมาณ 2.35 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนโดยรอบเฉลี่ยปีละประมาณ 2,000,000 บาท อีกทั้งยังมีคุณค่าเชิงนิเวศสำหรับกิจกรรมนันทนาการเชิงอนุรักษ์และการศึกษาวิจัย</p> <p>ในทางกลับกัน ปัจจัยเสี่ยงหลักที่กระทบต่อความมั่นคงของความหลากหลายทางชีวภาพ คือ การใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการเก็บหาของป่าที่สัมพันธ์กับความเชื่อในท้องถิ่นเกี่ยวกับการเผาป่าเพื่อเร่งการงอกใหม่ของพืช นอกจากนี้ กิจกรรมนันทนาการ ที่ขาดการควบคุมยังส่งผลกระทบเชิงลบต่อคุณค่าของพื้นที่ในฐานะแหล่งต้นน้ำ ตลอดจนคุณค่าทางนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษาวิจัย ส่งผลให้ระบบนิเวศในพื้นที่ เข้าสู่ “ภาวะถดถอย” (regression stage) แนวทางในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และจัดการพื้นที่ป่าควรยึดหลักการจัดการลุ่มน้ำแบบบูรณาการ (integrated watershed management) โดยกำหนดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนตามหลักการอนุรักษ์เชิงปฏิบัติ เช่น การกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นเขตสงวน เขตอนุรักษ์ และเขตพัฒนา รวมทั้งเสนอให้มีการกำหนดกฎ ระเบียบ และมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสม ทั้งนี้ได้มีการพัฒนาฐานข้อมูล 3 รูปแบบ ได้แก่ ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ (GIS-based database) ฐานข้อมูลเชิงสารสนเทศ (information database) และฐานข้อมูลบนแพลตฟอร์ม Google Earth ซึ่งเชื่อมโยงกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถสื่อสารและนำเสนอผลการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อชุมชน นักวิจัย และหน่วยงานบริหารที่เกี่ยวข้อง</p> อรทัย มิ่งธิพล, ยศสรัล ศรีสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265755 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสาร โดยเทคนิคไมโครเวฟในดอกกล้วยไม้เอื้องผึ้ง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265766 <p>การศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารโดยเทคนิคไมโครเวฟในดอกกล้วยไม้เอื้องผึ้ง ได้ทำการทดสอบเปรียบเทียบปริมาณสารจากชิ้นส่วนลำต้น ใบ ดอก และราก โดยนำส่วนต่าง ๆ เหล่านี้มาทำการสกัดด้วยคลื่นไมโครเวฟ หลังจากนั้นนำสารสกัดที่ได้ไปทำการวิเคราะห์หาปริมาณสารประกอบฟีนอลรวมด้วยวิธี Folin-ciocalteu สารประกอบฟลาโวนอยด์รวมด้วยวิธีอะลูมิเนียมคลอไรด์ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระวิเคราะห์ด้วยวิธีการยับยั้งด้วย 2, 2-Dyphenyl-1-picrylhydrazyl (DDPH) และฤทธิ์ในการยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ ไทโรซิเนสด้วยวิธี Modified dopachrome พบว่าส่วนดอกมีปริมาณสารฟลาโวนอยด์มากที่สุด ที่ปริมาณ 32.53±0.76 mg QE g<sup>-1</sup> DW ทดสอบสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารโดยเทคนิคไมโครเวฟ ด้วยปัจจัยที่แตกต่างกัน คือ กำลังไฟที่ใช้ในการสกัด ระยะเวลาที่ใช้ในการสกัด อัตราส่วนเอทานอลต่อน้ำ รวมทั้งจำนวนครั้งในการสกัด พบว่ากำลังไฟฟ้าที่ใช้ในสกัดที่เหมาะสม คือ 600 วัตต์ ระยะเวลาในการสกัด คือ 270 วินาที อัตราส่วน (ethanol : water) คือ 100:0 และใช้จำนวน 1 ครั้งในการสกัดให้ผลดีที่สุด การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าดอกกล้วยไม้เอื้องผึ้งมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่สามารถนำไปเป็นส่วนผสมของยาหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และทราบวิธีการสกัดสารโดยเทคนิคไมโครเวฟที่เหมาะสม สามารถเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยให้แก่นักวิจัย นักศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไปนำไปต่อยอดงานวิจัยในอนาคตได้</p> จุฑามาศ พิลาดี, นรินทร์ ท้าวแก่นจันทร์, วัชราภรณ์ สุขขี, จีระนันท์ ตาคำ, บุญตัน สุเทพ, สุรีย์ชล วงศ์ประสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/265766 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาห่วงโซ่อุปทานไก่แดงในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267296 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาห่วงโซ่อุปทานไก่แดงในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนบนของประเทศไทย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่แดง จำนวน 60 ราย พ่อค้ารวบรวม จำนวน 20 ราย ผู้ค้าส่ง/ค้าปลีก จำนวน 20 ราย และผู้บริโภค จำนวน 400 ราย ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และชุมพร พบว่าด้านการผลิต เกษตรกรเลี้ยงไก่แดงระยะเวลาเฉลี่ย 16 สัปดาห์ น้ำหนักตัวเฉลี่ย 1.5–1.6 กิโลกรัม ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมจำหน่ายไก่แดง ให้แก่พ่อค้ารวบรวมในท้องถิ่น เนื่องจากมีความสะดวก ในการติดต่อสื่อสารและมีความเชื่อมั่นจากการเป็นคู่ค้าระยะยาว นอกจากนี้ยังมีช่องทางการจำหน่ายอื่น ๆ ได้แก่ การจำหน่ายโดยตรงให้แก่ผู้ค้าส่ง/ค้าปลีก ผู้บริโภค และร้านอาหารในท้องถิ่น ราคาจำหน่ายไก่แดงมีชีวิตเฉลี่ย 70–80 บาทต่อกิโลกรัม และจะปรับสูงขึ้นเป็น 90–100 บาทต่อกิโลกรัม ในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น เทศกาลตรุษจีน และเทศกาล เช็งเม้ง โดยมีผู้ค้าส่งบางรายทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมไก่มีชีวิตด้วย ในขณะที่ไก่แดงชำแหละมีราคาจำหน่ายเฉลี่ย 110–125 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่จะซื้อไก่แดงจากผู้ค้าปลีกในตลาดสดหรือตลาดนัดชุมชน ในราคาเฉลี่ย 120–150 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้พบว่า ห่วงโซ่อุปทานไก่แดง ประกอบด้วย เกษตรกรรายย่อยและกลุ่มเครือข่าย พ่อค้ารวบรวมไก่มีชีวิต ผู้ค้าส่ง/ค้าปลีก ผู้ประกอบการร้านค้าหรือร้านอาหาร และผู้บริโภคปลายทาง ทั้งนี้ควรมีการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์หรือกลุ่มความร่วมมืออย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นการวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสม การพัฒนาและขยายช่องทางการตลาด ตลอดจนการสร้างกลไกในการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งและความยั่งยืนของการพัฒนาในระยะยาว</p> จรีวรรณ จันทร์คง, ณปภัช ช่วยชูหนู, บัณฑิตา ภู่ทรัพย์มี โปณะทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267296 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเลี้ยงแพะพื้นเมืองแบบประณีตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สำหรับเยาวชนกลุ่มเปราะบางในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267555 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบการเลี้ยงแพะพื้นเมืองแบบประณีตและพัฒนาศักยภาพ พร้อมยกระดับการเลี้ยงแพะพื้นเมืองกับเยาวชนกลุ่มเปราะบาง (ไร้งาน) ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยทำการศึกษาการเลี้ยงแพะแบบประณีต ใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design: CRD) ใช้แพะพื้นเมืองอายุ 6-7 เดือน จำนวน 20 ตัว แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 5 ตัว กลุ่มที่ 1 ให้หญ้าเนเปียร์อย่างเดียว กลุ่มที่ 2 หญ้าเนเปียร์เสริมด้วยอาหารสำเร็จรูปทางการค้า 2% ของน้ำหนักตัว กลุ่มที่ 3 ให้หญ้าเนเปียร์ร่วมกับสูตรอาหารข้นสูตร A 2% ของ น้ำหนักตัว และกลุ่มที่ 4 ให้หญ้าเนเปียร์ร่วมกับสูตรอาหารข้นสูตร B 2% ของน้ำหนักตัว เลี้ยงแพะตลอดระยะเวลา 120 วัน พบว่ากลุ่มที่ 1, 2, 3 และ 4 น้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น 7.73±1.00, 7.60±1.07, 7.73±0.81 และ 7.66±1.10 กิโลกรัมต่อตัว ตามลำดับ และสิ้นสุดการทดลองในสัปดาห์ที่ 16 การคำนวณของน้ำหนักแพะ ทั้ง 4 กลุ่ม พบว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.81, 29.50, 31.59 และ 36.17 ตามลำดับ เมื่อทำการวิเคราะห์คุณค่าโภชนะสูตรอาหารแพะสูตรต่าง ๆ สูตร A (ข้าวโพดหมักยีสต์) และสูตร B (รำข้าว+ปลาป่น) พบว่า โปรตีนรวม ไขมัน เยื่อใย และความชื้น สูตร A เท่ากับ 13.8, 8.1, 10.2 และ 40–50% ตามลำดับ สูตร B เท่ากับ 15.20, 4.5, 9.4 และ 40–50% ตามลำดับ ส่วนหญ้าเนเปียร์สด เท่ากับ 9.8, 0.6, 33.2 และ 9.3% ตามลำดับ และเมื่อนำหญ้าเนเปียร์ไปหมัก เท่ากับ 10.2, 10.2, 32.1 และ 9.9% ตามลำดับ จากการคำนวณต้นทุนของการผลิตอาหารข้นสูตร A ต้นทุนเฉลี่ย 5.80 บาทต่อกิโลกรัม (น้ำหนักแห้ง) 3.49 บาทต่อกิโลกรัม (น้ำหนักสด) และสูตร B ต้นทุนเฉลี่ย10.54 บาทต่อกิโลกรัม (น้ำหนักแห้ง) 6.33 บาทต่อกิโลกรัม (น้ำหนักสด) ส่งผลให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านอาหารมากกว่าร้อยละ 50 ได้</p> ยะโก๊ะ ขาเร็มดาเบะ, ซูไฮมิน เจ๊ะมะลี, นิรมล จันทรชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267555 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 การลดต้นทุนอาหารสัตว์ด้วยหนอนแมลงวันลายจากระบบการจัดการขยะอาหาร ภายใต้โคก หนอง นา โมเดล จังหวัดนครพนม https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/268479 <p>วัตถุประสงค์การวิจัยนี้เพื่อศึกษาการลดต้นทุนอาหารสัตว์ด้วยหนอนแมลงวันลายจากระบบการจัดการขยะอาหารภายใต้ “โคก หนอง นา โมเดล” จังหวัดนครพนม สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในจังหวัดนครพนม การดำเนินกิจกรรมวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การสร้างความมั่นคงในการผลิตหนอนแมลงวันลาย ดำเนินการอบรมและออกแบบระบบการเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย พร้อมการใช้ขยะอินทรีย์จากชุมชนเป็นวัสดุเลี้ยง ระยะที่ 2 การพัฒนากระบวนการเพื่อความมั่งคั่ง ปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยอ้างอิงผลการวิเคราะห์ SWOT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของระบบ ระยะที่ 3 การถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างวิทยากรชุมชนถ่ายทอดความรู้ด้านการเลี้ยงหนอนแมลงวันลาย สู่ชุมชนใกล้เคียง และพัฒนาวิทยากรเพื่อขยายผลสู่ศูนย์ การเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่าหลังจากดำเนินกิจกรรมในพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ ตำบลกุตาไก้ ตำบลนาหัวบ่อ และตำบล นาคู่ เกษตรกรสามารถลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารสัตว์จากภายนอกลดลงถึง 50–100% โดยตำบลกุตาไก้ลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้ 50% เกษตรกรตำบลนาหัวบ่อ ลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้ 100% และตำบลนาคู่เกษตรกรลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้ 50% นอกจากนี้ เกิดระบบการบริหารจัดการขยะอาหารและการสร้างวิทยากรหนอนแมลงวันลาย ยังสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ในชุมชนได้ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย ได้แก่ การขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่อื่นเพื่อเพิ่มผลกระทบเชิงบวก และการปรับปรุงกระบวนการจัดการขยะอาหารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> พัชญทัฬห์ กิณเรศ , พรพิมล ควรรณสุ , ธิดารัตน์ ประพัฒน์พงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/268479 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มมูลค่าซังข้าวโพดด้วยการทำปุ๋ยหมักเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับชุมชน ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267720 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยชุมชนเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (CBPAR) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพการผลิตปุ๋ยหมักจากเศษซากซังข้าวโพด ตามสูตรวิศวกรรมแม่โจ้ 1 แบบไม่กลับกอง ได้แก่ 1) การกักเก็บคาร์บอนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2) คุณภาพปุ๋ยหมักจากลักษณะเศษซากซังข้าวโพด ที่แตกต่างกัน และ 3) ต้นทุนการผลิตปุ๋ยหมัก กลุ่มตัวอย่างได้แก่ เกษตรผู้ปลูกข้าวโพดในตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวน 5 คน ได้มาโดยอาสาสมัคร ตัวแทนจากอบต. พัฒนาชุมชน กำนันตำบล ผู้ใหญ่บ้าน จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด ได้แก่ แบบบันทึกการประชุมกลุ่ม แบบบันทึกการทดลองและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การผลิตปุ๋ยหมักสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง โดยสามารถลดจาก 2,914.82 กิโลกรัมคาร์บอนเทียบเท่า (กรณีฐาน) เหลือเพียง 556.59 กิโลกรัมคาร์บอนเทียบเท่า คิดเป็นการลดลง 2,358.23 กิโลกรัมคาร์บอนเทียบเท่า หรือประสิทธิภาพการลด 80.9% ด้านคุณภาพปุ๋ยหมัก พบว่ากองปุ๋ยที่ 1 (ซังข้าวโพดบดย่อย) ให้คุณภาพดีที่สุดด้วยอินทรียวัตถุ 40.4% ผ่านเกรด 1 ในหลายพารามิเตอร์ ยกเว้นฟอสฟอรัส (P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>) ที่มีค่า 0.23% ต่ำกว่า มาตรฐาน และต้นทุนการผลิตโดยผ่านการวิเคราะห์ต้นทุนแสดงให้เห็นว่าการผลิตปุ๋ยหมักมีต้นทุนรวม 8,102 บาท หรือ 1.69 บาทต่อกิโลกรัมวัตถุดิบ โดยวัตถุดิบหลักมีสัดส่วน 51.8% ค่าแรงงานและน้ำมัน 26.3% ค่าเช่าเครื่องบดย่อย 12.3% และวัตถุดิบเสริม 9.5% เกษตร มีความพึงพอใจต่อผลการวิจัยและคู่มือการแผยแพร่ โดยภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก</p> เยาวทิวา นามคุณ, พัฒนา กายาไชย, รจเรจ นันตา, สุจิตรา ปันดี, เกศนีย์ อิ่นอ้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267720 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์เปรียบเทียบปริมาณมลพิษทางอากาศจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิมและแบบเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/268273 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินมลพิษทางอากาศที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าวโพดแบบดั้งเดิมเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวโพดแบบอินทรีย์ในภาคเหนือของประเทศไทย ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการปลูกข้าวโพดแบบดั้งเดิมเป็นสาเหตุสำคัญของมลพิษทางอากาศหลากหลายชนิด รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5 และ PM10) และหมอกควัน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเผาตอซังและเศษซากพืชหลังการเก็บเกี่ยว นอกจากนี้ การเกษตรแบบดั้งเดิม ยังก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO<sub>2</sub>) และไนโตรเจนออกไซด์ (NO) อันเนื่องมาจากการใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกัน การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์จะหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์และเน้นการจัดการเศษซากพืชทางชีวภาพ แสดงให้เห็นถึงการลดลงของมลพิษทางอากาศอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าการทำเกษตรแบบอินทรีย์จะยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษจากเครื่องจักรอยู่บ้าง แต่ปริมาณโดยรวมต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมอย่างมาก บทความนี้สนับสนุนกลยุทธ์ที่ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และการนำเทคโนโลยีทางเลือกมาใช้แทนการเผา เพื่อก้าวไปสู่แนวทางการปลูกข้าวโพดที่ยั่งยืนมากขึ้น</p> สรียา โด อมาเรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/268273 Fri, 20 Mar 2026 00:00:00 +0700 ประเมินผลของขนาดแม่กุ้งและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำต่ออัตราการเขี่ยไข่ทิ้ง ของแม่กุ้งมังกรเจ็ดสี (Panulirus ornatus) และอิทธิพลของแสงและช่วงเวลาการให้อาหาร ต่อลูกกุ้งระยะ Phyllosoma https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266857 <p>การเพาะเลี้ยงกุ้งมังกรเจ็ดสี (<em>Panulirus ornatus</em>) เผชิญกับความท้าทายหลายประการ รวมถึงปัญหาการเขี่ยไข่ทิ้งของแม่กุ้งในโรงเพาะฟักและการตายของลูกกุ้งระยะแรกฟักโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยง งานวิจัยนี้ประเมินผลของขนาดแม่กุ้งและการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำที่อาจมีผลต่อพฤติกรรมเขี่ยไข่ รวมถึงอิทธิพลของแสงและช่วงเวลา ต่อการเลี้ยงลูกกุ้งระยะ primary phyllosoma การทดลองครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ (1) การศึกษาข้อมูลเบื้องต้นถึงผลของขนาดตัว (ความยาวเปลือกคลุมหัว และน้ำหนักตัว) และคุณภาพน้ำต่ออัตราการเขี่ยไข่ทิ้งของแม่กุ้ง (n=5) และ (2) ทดลองแบบแฟกทอเรียล (2×4 factors) เพื่อประเมินอิทธิพลร่วมของแสง (2 สภาวะ) และช่วงเวลาการให้อาหารมีชีวิต (4 ช่วงเวลา) ต่ออัตราการกินอาหารและการตายของลูกกุ้งระยะ primary phyllosoma (n=3) ผลการศึกษาพบว่า ที่ความเค็มเฉลี่ย 30.67±1.15 ส่วนในพันส่วน อัตราการเขี่ยไข่ทิ้งของแม่กุ้งต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) ระหว่างแม่กุ้งที่มีขนาดเปลือกคลุมหัว 124–148 มม. และน้ำหนัก 1,967–2,740 กรัม โดยอัตราการเขี่ยไข่เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1.89±0.25–8.25±4.38 กรัม/วัน ซึ่งขนาดแม่กุ้งไม่มีผลต่ออัตราการเขี่ยไข่ ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงของปริมาณแอมโมเนียรวมระหว่างการเลี้ยงมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอัตราการเขี่ยไข่ (r=0.90, P=0.032) ส่วนการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำทางกายภาพ (อุณหภูมิ) และทางเคมี (ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ ความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณ ไนไตรท์ และความเป็นด่าง) ไม่มีความสัมพันธ์ต่ออัตราการเขี่ยไข่ นอกจากนี้ ช่วงเวลามีผลต่อการกินอาหาร ของลูกกุ้ง โดยกินอาหารในช่วงเวลา 12.00–18.00 น. มากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ (P&lt;0.05) ด้านอิทธิพลของแสงพบว่าที่สภาวะแสงปกติกับที่สภาวะแสงปิดคลุมตลอดเวลาไม่มีผลต่ออัตราการกินอาหารและอัตราการตายของลูกกุ้งระยะ primary phyllosoma (P&gt;0.05) การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า การควบคุมแอมโมเนียในน้ำให้อยู่ในระดับไม่กระทบต่ออัตราการเขี่ยไข่ทิ้ง และปรับเวลาให้อาหารให้ตรงกับช่วงกินของ phyllosoma ที่เหมาะสมที่สุด สามารถนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะพันธุ์และอนุบาลกุ้งมังกรเจ็ดสีได้</p> รุ่งทิวา คนสันทัด, วาสนา อากรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266857 Mon, 23 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของวิธีการการอบแห้งแบบลมร้อนต่อคุณภาพของน้ำพริกเห็ดกระด้าง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267043 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการอบแห้งแบบลมร้อนต่อคุณภาพของน้ำพริกเห็ดกระด้างอบแห้ง โดยเปรียบเทียบ 4 วิธีการอบแห้ง ได้แก่ การอบแห้งที่อุณหภูมิ 65°ซ นาน 24 ชั่วโมง (T65) การแช่แข็งที่ -18ºซ นาน 12 ชั่วโมงก่อนอบแห้งที่ 65°ซ นาน 24 ชั่วโมง (FT65) การอบแห้งที่ 85°ซ นาน 18 ชั่วโมง (T85) และการแช่แข็งที่ -18°ซ นาน 12 ชั่วโมงก่อนอบแห้งที่ 85°ซ นาน 18 ชั่วโมง (FT85) สูตรน้ำพริกประกอบด้วยเห็ดกระด้างต้มสุก 52.56% เนื้อปลานิลต้มสุก 10.51% และเครื่องปรุงอื่น ๆ ผลการวิจัยพบว่าน้ำพริกที่อบแห้งที่ 65°ซ มีสีน้ำตาลอ่อนกว่าและกลิ่น หอมกว่าน้ำพริกที่อบแห้งที่ 85°ซ ตัวอย่างทั้งหมด มีสมบัติการดูดน้ำกลับใกล้เคียงกัน (p&gt;0.05) องค์ประกอบทางเคมีของน้ำพริกเห็ดกระด้างอบแห้งมีความชื้น 6.25±0.07% โปรตีน 22.50±0.23% ไขมัน 1.66±0.11% เยื่อใย 5.07±0.19% เถ้า 10.61±0.24% และคาร์โบไฮเดรต 46.09±0.83% การประเมินทางประสาทสัมผัสพบว่าน้ำพริกเห็ดกระด้างอบแห้ง T65 ได้รับคะแนน การยอมรับสูงสุด ซึ่งไม่แตกต่างกับ T85 อย่างไรก็ตาม T85 มีกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า T65 ดังนั้น วิธีการอบแห้งที่ 85°ซ โดยไม่แช่แข็ง เป็นวิธีการที่เหมาะสมทั้งด้านกายภาพ การยอมรับของผู้บริโภค และคุณค่าทางโภชนาการ สามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาน้ำพริกเห็ดกระด้างอบแห้ง เป็นการเพิ่มศักยภาพการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปเพื่อการค้า และสร้างรายได้ให้กับชุมชน</p> กุลวดี แก้วก่า, อริสรา โพธิ์สนาม, จุฑามาศ กองผาพา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/267043 Mon, 23 Mar 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มศักยภาพของโปรตีนจิ้งหรีดด้วยกระบวนการไฮโดรไลซิสเพื่อเสริมฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และการยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269727 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพของโปรตีนจากจิ้งหรีดบ้าน (<em>Acheta domesticus</em>) ด้วยกระบวนการไฮโดรไลซิส โดยเปรียบเทียบเอนไซม์ อัลคาเลส ฟลาโวไซม์ และนิวเทรส ต่อสมบัติเชิงฟังก์ชันและฤทธิ์ทางชีวภาพ ได้แก่ การต้านอนุมูลอิสระ และ การยับยั้งเอนไซม์เมแทบอลิซึมคาร์โบไฮเดรต (DPP-IV, alpha-amylase, alpha-glucosidase) ผลการทดลองพบว่าไฮโดรไลเสตจากอัลคาเลสมีระดับการย่อยสลาย สูงที่สุด (DH=22.36%) และมีสัดส่วนเปปไทด์น้ำหนักโมเลกุลต่ำ (&lt;3 kDa) มากที่สุด ส่งผลให้มีประสิทธิภาพเด่นในการต้านอนุมูลอิสระ (ค่า EC<sub>50</sub> ต่ำ) และการยับยั้งเอนไซม์เมแทบอลิซึม (ค่า IC<sub>50</sub> ต่ำ) เมื่อเทียบกับไฮโดร ไลเสตจากฟลาโวไซม์และนิวเทรส ผลลัพธ์สะท้อนความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างค่า DH และสัดส่วนเปปไทด์ขนาดเล็กกับศักยภาพทางชีวภาพของโปรตีนจิ้งหรีด ดังนั้น เอนไซม์อัลคาเลสเป็นเอนไซม์ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในการเพิ่มคุณค่าเชิงโภชนาการ และเสริมฤทธิ์ทางชีวภาพของโปรตีนจิ้งหรีด เพื่อการประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันหรือโภชนเภสัช</p> จันทร์จิรา วันชนะ, สุมิตร เชื่อมชัยตระกูล, กาญจนา นาคประสม, ปภังกร ส่างสวัสดิ์, ศรัญญา สุวรรณอังกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/269727 Mon, 23 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/268852 <p>การวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางเศรษฐกิจสังคม ระดับความรู้และความคิดเห็น ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง อำเภอท่าคันโท จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ในการเก็บข้อมูลจากเกษตรกร จำนวน 361 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็น เพศหญิงอายุเฉลี่ย 46–55 ปี สมรสแล้ว จบการศึกษา ชั้นประถมศึกษา มีสมาชิกในครัวเรือน เฉลี่ย 4-7 คน มีรายได้จากการปลูกมันสำปะหลังเฉลี่ยน้อยกว่า 50,000 บาทต่อปี ถือครองที่ดิน เฉลี่ย 10–20 ไร่ ใช้แรงงานและเงินทุนของตนเองเป็นหลัก ผลการศึกษาด้านความรู้พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ในระดับมาก (8.68–13.00 คะแนน) แม้ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนบางประเด็น เช่น การกำจัดภาชนะบรรจุสารเคมี และมีพฤติกรรมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างเป็นขั้นตอนทั้งก่อนใช้ ขณะใช้ และหลังการใช้ โดยส่วนใหญ่ปฏิบัติได้ถูกต้องและปลอดภัย ในระดับสูง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง ครอบครัว และสิ่งแวดล้อม ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ระดับการศึกษา ความรู้พื้นฐาน และทัศนคติการใช้สารเคมี เมื่อพบการระบาดรุนแรง มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการใช้สารเคมีอย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.10) ขณะที่ทัศนคติต่อการปนเปื้อนของผลผลิตมีความสัมพันธ์เชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.10) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ การสนับสนุนเครื่องจักร ปุ๋ย สารชีวภาพ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และเงินอุดหนุน จัดอบรมลดการใช้สารเคมี ให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ รับประกันราคาผลผลิตปลอดสาร เชื่อมโยงตลาด ออกกฎหมายส่งเสริมการลดการใช้สารเคมี และลดภาษีแก่เกษตรกรที่ปฏิบัติตาม</p> ธานินทร์ ภูติโส, ศุภชัย สุทธิเจริญ, อรวรรณ ศรีโสมพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/268852 Mon, 23 Mar 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกศึกษาในสาขาวิชาด้านการเกษตร ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266640 <p>นักศึกษาจากคณะด้านการเกษตรมหาวิทยาลัย แม่โจ้ มีจำนวนลดลงจากการลาออกและพ้นสภาพ ระหว่างภาคการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นในการศึกษาถึงปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านเศรษฐสังคม ปัจจัยด้านความคาดหวัง ปัจจัยด้านวิชาการ ปัจจัยสนับสนุน รวมทั้งการเลือกศึกษาในสาขาวิชาด้านการเกษตร และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกศึกษาในสาขาวิชาด้านการเกษตรของนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ และนำผลการศึกษาไปวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ร่วมกับเทคนิคการอภิปลายกลุ่มกับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 2 จากคณะผลิตกรรมการเกษตร คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี และคณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ รวม 343 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอนและการสุ่มอย่างง่าย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 51.60) มีอายุเฉลี่ย 20.33 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคเหนือ (ร้อยละ 48.10) บิดาและมารดาประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ร้อยละ 39.06 และ 35.86) ด้วยที่ดินของตนเอง (ร้อยละ 79.59) มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ย 312,152.47 บาทต่อปี ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย (ร้อยละ 67.36) โดยมีความคาดหวังมากในการศึกษาด้านการเกษตร (ค่าเฉลี่ย 4.30) และคาดว่าจะเลือกเรียนสาขาวิชาเอกการประมงและนวัตกรรมการผลิตสัตว์น้ำ (ร้อยละ 75.00) พืชไร่ (ร้อยละ 42.99) และโคนมโคเนื้อ (ร้อยละ 33.33) นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างยังได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.81) มีแรงจูงใจจากเพื่อนในระดับปานกลาง (ร้อยละ 2.67) และมีระดับการเลือกศึกษาในสาขาวิชาด้านการเกษตรอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.05) อย่างไรก็ตามในภาพรวมพบ 6 ปัจจัย ที่มีความสัมพันธ์กับการเลือกศึกษาในสาขาวิชา ด้านการเกษตร ได้แก่ ภูมิลำเนา ความคาดหวัง ด้านสถาบันการศึกษา ด้านหลักสูตรทางการเกษตร และด้านการประกอบอาชีพในอนาคต การสนับสนุนจากครอบครัว และแรงจูงใจจากเพื่อน</p> ขจรศักดิ์ ณ ลำพูน , จักรพงษ์ พวงงามชื่น, นคเรศ รังควัต , พุฒิสรรค์ เครือคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/MJUJN/article/view/266640 Mon, 23 Mar 2026 00:00:00 +0700