https://li01.tci-thaijo.org/index.php/PRRJ_Scitech/issue/feed วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2025-12-30T18:18:29+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุฬาลักษณ์ ชาญกูล editor_sci@pnru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นวารสารราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์แลเทคโนโลยี และสาขาที่เกี่ยวข้อง และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนในการเผยแพร่งานวิจัยและบทความทางวิชาการของคณาจารย์และนักศึกษา นักวิชาการ ทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนนำเสนอข่าวสารสาระน่ารู้ด้านงานวิจัยต่างๆ แก่นักวิชาการและบุคคลทั่วไป</p> <p><span style="vertical-align: inherit;">Online ISSN : </span> 3027-821X</p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/PRRJ_Scitech/article/view/266171 ผลของการเสริมไข่ผำต่อคุณภาพของขนมอินทนิล 2025-07-03T15:00:46+07:00 ขวัญฤทัย สุนทรธรรมรัต khwanlutai@gmail.com <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณไข่ผำที่เหมาะสมในขนมอินทนิล การยอมรับของผู้บริโภคและคุณภาพของขนมอินทนิลเสริมไข่ผำ โดยการเสริมไข่ผำร้อยละ 15 25 และ 35 ของน้ำหนักส่วนผสมแป้ง พบว่า ขนมอินทนิลเสริมไข่ผำร้อยละ 25 ได้รับการยอมรับทางประสาทสัมผัสในด้านสี กลิ่น เนื้อสัมผัส รสชาติ และความชอบโดยรวมจากผู้ทดสอบมากที่สุด และผู้บริโภคร้อยละ 87 ให้การยอมรับผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับชอบมาก จากนั้นศึกษาคุณภาพทางเคมี กายภาพ และจุลินทรีย์ พบว่าขนมอินทนิลเสริมไข่ผำมีปริมาณโปรตีนและใยอาหารสูงกว่าสูตรต้นแบบ (มีปริมาณโปรตีนเท่ากับ 0.75 และ 0.08 กรัม/100 กรัม และใยอาหารเท่ากับ 0.89 และ 0.44 กรัม/100 กรัม ตามลำดับ) มีพลังงานต่ำกว่าสูตรต้นแบบ (86.06 และ 88.37 กิโลแคลอรี/100 กรัม ตามลำดับ) นอกจากนี้ยังพบว่าขนมอินทนิลเสริมไข่ผำมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดและประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าสูตรต้นแบบ (ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดเท่ากับ 56.53 และ 1.54 µg GAE/g และประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระ 113.12 และ 9.02 µg TE/g ตามลำดับ) เมื่อวิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพ พบว่า ขนมอินทนิลเสริมไข่ผำมีค่าสี L* a* และ b* เท่ากับ 21.43-8.66 และ +10.42 ตามลำดับ ลักษณะเนื้อสัมผัสของขนมอินทนิลเสริมไข่ผำ ได้แก่ ค่าความแข็งค่าความยืดหยุ่น ค่าการเกาะติดกันของผลิตภัณฑ์ ค่าการเคี้ยว และค่าความเหนียวเท่ากับ 75.98 (g force) 60.22 (%) 36.44 (%) 16.72 (g force) และ 27.71 (g force) ตามลำดับ และผลการศึกษาคุณภาพทางจุลินทรีย์ของขนมอินทนิลเสริมไข่ผำ พบว่ามีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนขนมไทย (มผช.1/2552)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/PRRJ_Scitech/article/view/267673 DESIGN AND DEVELOPMENT OF AGRICULTURAL PRODUCT TRACEABILITY TO SUPPORT THE AGRICULTURAL SAFETY 2025-06-06T17:52:41+07:00 Rataphol Sangkhasuk srataphol@gmail.com Pornthep Anussornnitisarn srataphol@gmail.com <p>This research aimed to develop a traceability system for agricultural products in alignment with Thailand’s food safety policies and international standards, including ThaiGAP, GlobalGAP, Organic Thailand, ACT, ISO 9001:2015, ISO 22000:2018, GHP, BRC Food Issue 8, and global coding <br />standards. A prototype platform, KasetTrace.com, was designed to support barcode-based tracking (ITF-14, EAN-13, GS1-128, and QR Code) and enable access for both producers and consumers, with no login required for consumers. The research methodology involved field studies, in-depth interviews, and focus group discussions with stakeholders across the supply chain—including farmers, collectors, processors, distributors, and consumers—to analyze current logistics processes and design a system suitable for real-world application. The system also integrates Plus Codes technology to enhance geolocation accuracy and reduce search time. Experimental implementation with five agricultural products showed that the average traceability response time was 42.12 seconds, with complete and accurate data retrieval in every instance. Furthermore, user satisfaction was evaluated among 300 participants, yielding an overall average score of 4.06 out of 5, indicating a high level of satisfaction regarding usability, accuracy, and reliability. The findings suggest that the developed system can enhance transparency in agricultural logistics, promote food safety, and strengthen the competitiveness of Thai agricultural products in global markets.</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/PRRJ_Scitech/article/view/265900 การพัฒนาหุ่นยนต์ตรวจสอบสภาพใบกังหันลมผลิตไฟฟ้า 2025-05-26T16:38:52+07:00 นภนต์ ศรีคำภา hatori_008@hotmail.com พงศ์ธร พรหมบุตร hatori_008@hotmail.com <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์สำหรับตรวจสอบสภาพการทำงานและความเสียหายของใบกังหันลมผลิตไฟฟ้า โดยหุ่นยนต์จะบันทึกภาพและส่งข้อมูลแบบไร้สายไปยังผู้ปฏิบัติงานภาคพื้นดินเพื่อประเมินสภาพและความเสียหายของใบกังหันลม การพัฒนาหุ่นยนต์ต้นแบบใช้บอร์ดควบคุม รุ่น Raspberry Pi 4 ในการควบคุมการเคลื่อนที่ผ่านสัญญาณไร้สายและการสื่อสารข้อมูลโดยใช้ Robot Operating System (ROS) ผลการทดสอบพบว่า หุ่นยนต์สามารถเคลื่อนที่ในความชันต่างๆ และทำงานตามชุดคำสั่งฟังก์ชันที่ได้รับอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถส่งสัญญาณภาพถ่ายเรียลไทม์และบันทึกภาพได้ โดยใช้เวลาในการเดินหน้า 0.44 นาที ถอยหลัง 0.38 นาที เลี้ยวซ้าย 1.19 นาที และเลี้ยวขวา 1.35 นาที บนพื้นผิวที่ไม่มีความชัน ในการทดสอบบนพื้นผิวที่มีความชัน 20 องศา หุ่นยนต์ยังสามารถทำงานได้แต่ใช้เวลามากกว่าในพื้นที่ราบโดยใช้เวลาในการเดินหน้า 9.24 นาที ถอยหลัง 4.26 นาที เลี้ยวซ้าย 10.43 นาที และเลี้ยวขวา 9.31 นาที และบนพื้นผิวที่มีความชัน 30 องศาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ไปในทิศทางต่างๆ ได้เล็กน้อย สาเหตุเกิดจากแรงดูดของ Vacuum Pump ที่ไม่เพียงพอในการรับนน้ำหนักหุ่นยนต์ งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของหุ่นยนต์ในการตรวจสอบใบกังหันลมและเปิดโอกาสในการพัฒนาต่อไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานในสภาวะที่หลากหลาย</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/PRRJ_Scitech/article/view/265583 แนวทางการออกแบบศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนกลุ่มจักสานผักตบชวา บ้านคลองนกกระทุง เพื่อส่งเสริมแหล่งการเรียนรู้ทางภูมิปัญญาท้องถิ่น 2025-05-20T15:45:06+07:00 พิมพวรรณ ภักดีสุวรรณ phimphawan.p@rmutp.ac.th ศาสตรา ศรีหาภาค phimphawan.p@rmutp.ac.th <p> วิสาหกิจชุมชนจักสานผักตบชวาบ้านคลองนกกระทุง มีความประสงค์จะจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้ ส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการจักสาน โดยคณะผู้วิจัยมีแนวคิดในการศึกษาพฤติกรรมการใช้พื้นที่และปัจจัยที่มีผลต่อการออกแบบศูนย์การเรียนรู้ผ่านกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ 1. ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้งานพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ 2. วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลในการออกแบบศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนกลุ่มจักสานผักตบชวา 3. เสนอแนะแนวทาง และประเมินความพึงพอใจ การออกแบบศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนกลุ่มจักสานผักตบชวาผ่านกระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วม ผลการวิจัย พบว่าพฤติกรรมผู้ใช้งานพื้นที่ของวิสาหกิจชุมชนมีปัญหาในเรื่องพื้นที่เก็บสินค้าที่ไม่เพียงพอ และไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีการจัดสรรพื้นที่อาคารที่ดีพอ และปัจจัยที่มีผลในการออกแบบ ได้แก่ ข้อจำกัดด้านพื้นที่และการคงโครงสร้างอาคารเดิม ซึ่งจำเป็นต้องออกแบบให้รองรับการใช้ประโยชน์ที่หลากหลายและเชื่อมโยงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง มีผลประเมินความพึงพอใจเกี่ยวกับแนวทางการออกแบบศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนกลุ่มจักสานผักตบชวาอยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้าน พบว่ารูปแบบอาคารและสถาปัตยกรรมมีความเหมาะสมในการใช้งานพื้นที่มากยิ่งขึ้น มีการจัดสรรพื้นที่ให้ใช้สอยได้ตามความต้องการและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่จัดเก็บสินค้าที่ไม่เพียงพอได้ การนำเอกลักษณ์การจักสานของกลุ่มมาพัฒนาสู่แนวความคิดในการออกแบบส่งผลให้อาคารมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น การออกแบบมีการคำนึงถึงการรับลมและแสงธรรมชาติ โดยออกแบบตามการใช้งานและสภาพโครงสร้างอาคารเดิม การออกแบบภายในและการเลือกวัสดุนั้นเลือกโทนสีธรรมชาติและอบอุ่นให้สอดคล้องกับบริบทที่ตั้งและอัตลักษณ์ท้องถิ่น</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025