Srinagarind Medical Journal https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ <p>Srinagarind Medical Journal, and official journal of the Faculty of Medicine, Khon Kaen University in published quarterly.&nbsp; We publish biomedical papers in various forms.&nbsp; For details on submission of manuscripts please refer to the detailed instructions to author.&nbsp; Manuscripts will be returned to author without review if they do not adhere to the instruction to authors.</p> <p>Frequency : in every&nbsp;two months; on February, April, June, August, October&nbsp;and December. Policy is to encourage distribution of scientific information in medical and health sciences. It publishes seven types of article; medical innovation, original article, case report, review article, conference, symposium and letter to editor.</p> Faculty of Medical, Khon Kaen University en-US Srinagarind Medical Journal 0857-3123 In-hospital, Thirty-day, One-year Mortality and Risk Factors of Mortality in the Elderly After Hip Fracture Surgery https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253396 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ภาวะกระดูกหักรอบข้อสะโพก จากกระดูกพรุนพบได้บ่อยและมีภาวะแทรกซ้อนทางคลินิกมากที่สุด อุบัติการณ์ของกระดูกหักรอบข้อสะโพกเพิ่มขึ้นในประชากรผู้สูงอายุ มีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตที่มากขึ้น ความสามารถในการเคลื่อนไหวและการทำกิจวัตรประจำวันลดลง การรักษานิยมใช้การผ่าตัดเพื่อให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการนอนติดเตียง อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยสูงอายุภายหลังการผ่าตัดรักษากระดูกหักรอบข้อสะโพกยังคงสูง &nbsp;ปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิต ได้แก่ อายุที่มากขึ้น เพศชาย โรคร่วม การเคลื่อนไหวน้อยลงในผู้สุงอายุ การรับรู้ลดลง รวมทั้งระยะเวลารอการผ่าตัดล่าช้า บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล เสียชีวิตใน 30 วัน และ 1 ปี และปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิต ในผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับการผ่าตัดหลังกระดูกหักรอบข้อสะโพก เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าใจสถานการณ์ และระมัดระวังในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้มากขึ้น อีกทั้งการระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงนี้อย่างมาก ซึ่งบทความนี้ยังได้ทบทวนวรรณกรรมที่รายงานอัตราการเสียชีวิตใน 30 วันในผู้ป่วยสูงอายุที่มีกระดูกหักรอบข้อสะโพกกลุ่มนี้ไว้ด้วยเช่นกัน</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> กระดูกหักรอบข้อสะโพกในผู้สูงอายุ; อัตราการเสียชีวิตภายหลังการผ่าตัด; อัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาล; อัตราการเสียชีวิตใน 30 วัน; อัตราการเสียชีวิตใน 1 ปี; ปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิตในผู้ป่วยกระดูกหักรอบข้อสะโพก</p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>Hip fracture is a common osteoporotic fracture with the most clinical complications. The incidence of hip fractures is increasing within the aging population. Hip fractures are associated with increased mortality and loss of ability to perform daily life activities. Surgical intervention is favored in these patients for early mobilization to prevent complications associated with prolonged bed rest. Mortality in elderly patients after the surgical treatment of hip fractures remains high. The risk factors were associated with increased mortality in hip fracture patients including advanced age, male gender, clinical comorbidities, decreased movement in elderly patients, cognitive impairment and delayed time to surgery. The aim of this article is to analyses mortality in-hospital, 30-day, 1-year mortality and risk factors of mortality in elderly patients who underwent surgery following a hip fracture so it could help medical care personnel realize the situation and more beware in this group of patients. Moreover, the current COVID-19 pandemic has affected substantially this high-risk population group. This article has also reviewed the affected of 30-day mortality of hip fracture in the elderly patients.</p> <p><strong>Keywords:</strong> Hip fractures in elderly; mortality after surgery; in-hospital mortality; 30-day mortality; 1-year mortality; risk factors of mortality in hip fracture patients</p> Patcharin Ryden Monrudee Maungrung Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 744 754 Advance Care Planning in the Palliative Patients https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253397 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบันการดูแลแบบประคับประคองมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระสุดท้ายของชีวิต เป้าหมายของการดูแลแบบประคับประคองเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต และช่วยให้ผู้ป่วยได้เสียชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยกระบวนการวางแผนดูแลรักษาตัวเองล่วงหน้า ซึ่งอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ใช้ทั้งความรู้ทางการแพทย์ และทักษะการสื่อสาร โดยเน้นกระบวนการมากกว่าระบบเอกสาร ดังนั้นจึงควรมีการเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มกระบวนการ ทั้งด้านผู้ป่วยและครอบครัว บุคลากรทางการแพทย์ องค์กรและระบบ โดยระหว่างกระบวนการ ต้องคำนึงถึงหลักกฎหมาย ทั้งสิทธิผู้ป่วย สิทธิในวาระสุดท้าย และที่สำคัญ คือ หลักเวชจริยศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจผู้ป่วยและครอบครัว นำไปสู่การวางแผนการรักษา และสุดท้ายเพื่อนำผู้ป่วยไปสู่การเสียชีวิตอย่างสงบ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> การวางแผนดูแลรักษาตัวเองล่วงหน้า; &nbsp;การดูแลแบบประคับประคอง; &nbsp;ผู้ป่วยระยะท้าย</p> <p><strong>Abstract </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; Nowadays, palliative care plays an important role in patient care, especially in the last days of life. The goal of palliative care can serve ameliorated quality of life and promote the patient to die with human dignity. These things can happen through a pre-planning process to take care of themselves. It relies on both science and art, including medical knowledge and communication skills by focusing on the process rather than the document system. Consequence, the construction of patient care should be performed before initial process, whether it is both the patient and the family, medical personnel, organization and system. During this construction, we should acknowledge about law including, patient’s right, right for the end of life and medical ethic. The essential ethic is contributed to understand the patients and their family, and subsequently it leads to the planning health care and promotes their peaceful death.</p> <p><strong>Keyword: </strong>Advance care planning; palliative care; end-of-life patients</p> Passorn Rotpenpian Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 755 760 Application of Altitude Training in Healthy Subjects, Athletes, and Some Patients https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253398 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>ประชากรส่วนใหญ่ตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่บนพื้นที่ราบที่มีความสูงใกล้เคียงระดับน้ำทะเลซึ่งมีความดันบรรยากาศและความเข้มข้นของออกซิเจนพอเหมาะกับการทำงานของร่างกายมนุษย์ บนพื้นที่สูงปริมาตรอากาศต่าง ๆ จะขยายตัวเนื่องจากความดันบรรยากาศลดลงจึงส่งผลให้ความเข้มข้นของออกซิเจนลดลงและสมรรถภาพทางกายลดลงด้วย นอกจากนี้ในปี ค.ศ.1968 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้จัดขึ้นที่ประเทศเมกซิโกซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,300 เมตร การแข่งขันครั้งนี้ทำให้ในแวดวงวิทยาศาสตร์การออกกำลังกายและกีฬามีความสนใจมากขึ้นเกี่ยวกับผลของการฝึกซ้อมบนพื้นที่สูงเพื่อเพิ่มสมรรถภาพในนักกีฬาเมื่อกลับมาสู่พื้นที่ราบใกล้ระดับน้ำทะเล เนื่องจากในเวลานั้นพบว่านักกีฬาประเภททนทานจากประเทศที่อยู่บนพื้นที่สูง ได้แก่ ประเทศเคนย่า และเอธิโอเปียได้รับเหรียญรางวัลมากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศที่มีที่ตั้งอยู่พื้นที่ราบใกล้ระดับน้ำทะเล โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์การกีฬาได้พยายามหาคำตอบเกี่ยวกับการฝึกบนพื้นที่สูงว่ามีผลต่อการทำงานของร่างกายอย่างไรและผลกระทบดังกล่าวส่งผลต่อสมรรถภาพของนักกีฬาหรือไม่ อย่างไร แต่เนื่องด้วยการฝึกซ้อมอาจมีข้อจำกัดอันเกิดจากการเดินทางขึ้นไปฝึกบนพื้นที่สูงจริงในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์จึงได้คิดค้นเครื่องจำลองบรรยากาศบนที่สูงขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดดังกล่าวในบทความนี้จะกล่าวถึงความรู้ความเข้าใจในปัจจุบันเกี่ยวกับการปรับตัวทางสรีรวิทยาต่อการฝึกบนพื้นที่สูงจริงและในสภาวะจำลอง ซึ่งเป็นกลยุทธใหม่ที่ได้ถูกนำมาใช้และศึกษาวิจัยในการเพิ่มสมรรถภาพและส่งเสริมสุขภาพในประชากรหลายๆกลุ่มที่มีระดับสมรรถภาพทางกายแตกต่างกัน เช่น กลุ่มนักกีฬา คนสุขภาพดีทั่วไป ตลอดจนในผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ ในบทความนี้จะกล่าวถึงการฝึกบนที่สูงรูปแบบใหม่ซึ่งอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการเตรียมนักกีฬาสำหรับการแข่งขัน ในการส่งเสริมสุขภาพสำหรับคนทั่วไป รวมทั้งการป้องกันและรักษาโรคเรื้อรังบางอย่าง</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong>&nbsp; พื้นที่สูง; ขาดออกซิเจน; การฝึก; สมรรถนะ</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>Although most of the world’s population live at or near sea level which has optimal atmospheric pressure and oxygen concentration for the human body function, some people habitat on a high plateau or mountain located in different parts of the world. At altitude, the air volume expands due to the lowering of atmospheric pressure, which eventually results in the reduction of oxygen concentration. According to 1968 Olympic Games which was held in Mexico City (located at 2,300 m above sea level), only endurance athletes from high altitude countries like Kenya and Ethiopia who showed superior performance with higher number of Olympic medal winners when compared to sea level countries. Since then, the exercise and sports scientist have shown increased interests in the use of altitude training to improve sea level performance in athletes. Many sport scientists have tried to answer the question why and how altitude affects the human body in an attempt to gain more knowledge about the use of altitude training for performance enhancement. As a result, the simulated altitude devices have been developed in order to avoid the inconvenience of real altitude sojourns. This article describes the current understanding of physiological adaptations to both real and simulated altitude training studies. &nbsp;Several approaches have been developed and used to improve performance or health in different groups of subjects such as athletes, healthy, and patients. In this review, a new altitude training modality has been introduced and may be used as an alternative strategy to prepare athletes for competitions, to improve health in general people and also to prevent or treat in some diseases.</p> <p><strong>Keyword:</strong> altitude; hypoxia; training; performance</p> Apiwan Manimmanakorn Worrawut Thuwakum Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 761 768 Bile Duct Injury Incidence in Patients Undergoing Laparoscopic Cholecystectomy in Srinagarind Hospital, Khon Kaen University, Thailand https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253378 <p><strong><u>หลักการและวัตถุประสงค์</u></strong>: การเกิดการบาดเจ็บต่อท่อน้ำดี เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ก่อให้เกิดความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อผลการรักษาอย่างมาก อุบัติการณ์ ของการเกิดภาวะแทรกซ้อนนี้ค่อนข้างแตกต่างกันไปในแต่ละงานวิจัย จุดประสงค์ของงานวิจัยนี้คือการ ศึกษาเพื่อหาอุบัติการณ์และปัจจัยที่สัมพันธ์กับการเกิดท่อน้ำดีบาดเจ็บหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยการส่องกล้อง</p> <p><strong><u>วิธีการศึกษา</u></strong>: เป็นการศึกษาย้อนหลังเชิงพรรณนา ที่จัดทำขึ้นในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดส่องกล้องถุงน้ำดีที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ตั้งแต่ เดือน มกราคม พ.ศ. 2552 จนถึง เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2561โดยศึกษาอุบัติการณ์การบาดเจ็บต่อท่อน้ำดีจากการผ่าตัดดังกล่าว และ ลักษณะของผู้ป่วยที่เกิดการบาดเจ็บนี้</p> <p><strong><u>ผลการศึกษา</u></strong>: พบว่าในผู้ป่วย 771 ราย ที่ได้รับการผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยวิธีการส่องกล้อง มีผู้ป่วย 11 ราย ที่มีท่อน้ำดีบาดเจ็บ คิดเป็นอุบัติการณ์ร้อยละ 1.43 (95%CI: 0.71 – 2.54) ซึ่งล้วนเป็นผู้ป่วยที่ไม่เคยมีภาวะถุงน้ำดีอักเสบ และไม่มีความผันแปรทางกายวิภาคของท่อทางเดินน้ำดี นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจทางรังสีวิทยาเพียง อัลตราซาวน์ อย่างเดียว โดยการเกิดท่อน้ำดีบาดเจ็บ สัมพันธ์กับการเปลี่ยนวิธีการผ่าตัด จากการส่องกล้องเป็นแบบผ่าเปิด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (OR 9.16 (1.85 - 45.46), p = 0.007<br>ผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บท่อน้ำดีต้องพักรักษาในโรงพยาบาลนานขึ้น จากปกติ 4.39 ± 2.73 วัน เป็น 18.82 ± 15.48 วันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt;0.001)</p> <p><strong><u>สรุป</u>: </strong>จากการศึกษานี้ พบว่ามีผู้ป่วยร้อยละ 1.43 บาดเจ็บท่อน้ำดี ภายหลังการผ่าตัดถุงน้ำดีด้วยวิธีการส่องกล้อง และสัมพันธ์กับการต้องเปลี่ยนวิธีผ่าตัดเป็นแบบเปิด</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การผ่าตัดส่องกล้อง; การตัดถุงน้ำดี; นิ่วในถุงน้ำดี; การบาดเจ็บของท่อน้ำดี</p> <p><strong><u>Background and Objective</u></strong><strong>: </strong>Bile duct injury is a devastating complication following cholecystectomy with significant impact on treatment outcome. The incidence of bile duct injury following laparoscopic cholecystectomy&nbsp; varies &nbsp;between studies. This study aimed to establish&nbsp; the incidence of bile duct injury following laparoscopic cholecystectomy, and factors related to this complication.</p> <p><strong><u>Methods</u></strong><strong>: </strong>This was a retrospective descriptive study conducted in Srinagarind &nbsp;Hospital, Khon Kaen University, using records of patients who underwent &nbsp;&nbsp;laparoscopic cholecystectomy between &nbsp;January 2552 and &nbsp;December 2561.&nbsp;</p> <p><strong><u>Result</u></strong><strong>: </strong>In all, 771 patients underwent laparoscopic cholecystectomy. &nbsp;Bile duct injuries were found in 11 patients, giving a &nbsp;cumulative incidence of 1.43% (95%CI: 0.71 – 2.54). &nbsp;All victims had &nbsp;preoperative diagnosis &nbsp;only by ultrasound, had no previous &nbsp;Cholecystitis diagnosis, &nbsp;and had no &nbsp;anatomical variation. Conversion to open surgery was the only variable significantly related to &nbsp;bile duct injury (OR 9.16 (1.85 - 45.46), p = 0.007).&nbsp; Bile duct injury victims needed significantly longer hospitalization than non-victims, &nbsp;18.82 ± 15.48 days compared to &nbsp;4.39 ± 2.73 days, (p &lt;0.001).</p> <p><strong><u>Conclusion</u></strong><strong>: </strong>This study showed incidence of bile duct injury at 1.43% of patients and related to conversion to open surgery during procedure.</p> <p>&nbsp;</p> Adulkrit Nata Vanlakhone Vilayhong Narong Khuntikeo Ake Pugkhem Tharathip Srisuk Vor Luvira Attapol Titapun Apiwat Jarearnrat Theerawee Tipwaratorn Vasin Thanasukarn Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 649 656 Conventional Pap Smear for Detecting High-grade or Recurrent Lesion in the Follow-up After Treatment of Cervical Cancer https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253380 <p><strong><u>วัตถุประสงค์</u></strong><strong><u>:</u></strong> เพื่อประเมินโอกาสตรวจพบรอยโรคขั้นสูง(cervical intraepithelial neoplasia (CIN) 2,3 หรือ vaginal intraepithelial neoplasia (VAIN) 2,3) หรือมะเร็งกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกภายหลังรักษาที่มีผล conventional Pap smear ผิดปกติ</p> <p><strong><u>วิธีการศึกษา</u></strong><strong><u>:</u></strong> ศึกษาแบบ screening test research รูปแบบ retrospective descriptive diagnostic test study เก็บข้อมูลจากเวชระเบียนในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกภายหลังรักษาที่มีผล conventional Pap smear ผิดปกติ 115 ราย ที่ได้รับการตรวจปากมดลูกด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด(colposcopy) 149 ครั้ง ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2562</p> <p><strong><u>ผลการศึกษา</u></strong><strong><u>:</u></strong> ตรวจพบรอยโรคขั้นสูงหรือมะเร็งกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ 54 ครั้งของการตรวจปากมดลูกด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด (ร้อยละ 36.2) โดยพบมะเร็งกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ 28 ครั้ง (ร้อยละ 18.8) กลุ่ม High grade smear มีโอกาสตรวจพบรอยโรคขั้นสูงหรือมะเร็งกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่มากกว่ากลุ่ม Low grade smear 3.19 เท่า โดยมี PPV ร้อยละ 49.5 (95% CI 38.8-60.1) และร้อยละ 15.5 (95% CI 7.3-27.4) ในกลุ่ม High grade smear และ Low grade smear ตามลำดับในกลุ่ม Low grade smear 2 ใน 3 รายที่พบมะเร็งกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ มีการติดเชื้อ Human immunodeficiency virus (HIV) ร่วมด้วย โดยมี PPV ของการตรวจพบมะเร็งกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่ ร้อยละ 5.2 (95% CI 1.1-14.4)</p> <p><strong><u>สรุป</u></strong><strong><u>:</u></strong> ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกภายหลังรักษาที่มีผล conventional Pap smear ผิดปกติเป็น High grade smear ควรได้รับการตรวจปากมดลูกด้วยกล้องขยายทางช่องคลอด ส่วน Low grade smear ที่ไม่พบการติดเชื้อ HIV สามารถติดตามการรักษาได้</p> <p><strong>คำสำคัญ :</strong> มะเร็งปากมดลูก; การตรวจแป๊ปเสมียร์; &nbsp;มะเร็งกลับเป็นซ้ำเฉพาะที่</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong><u>Objective:</u></strong> To evaluate the probability of the detection of high-grade dysplasia (cervical intraepithelial neoplasia (CIN) 2,3 or vaginal intraepithelial neoplasia (VAIN) 2,3) or locally recurrent cancer in treated women for cervical cancer with abnormal conventional Pap smear</p> <p><strong><u>Method:</u></strong> A screening test research, retrospective descriptive diagnostic test study, by reviewing medical records of 115 cervical cancer patients with abnormal conventional Pap smear through 149 colposcopic examinations at Maharat Nakhonratchasima hospital from October 1, 2012 to September 30, 2019.</p> <p><strong><u>Results:</u></strong> Fifty-four (36.2%) of colposcopic examinations revealed high-grade dysplasia or locally recurrent cancer. Twenty-eight (18.8%) were locally recurrent cancer. High grade smear patients had a higher risk to detect high-grade dysplasia or locally recurrent cancer than Low grade smear patients (Risk ratio: 3.19). The results led to 49.5% (95% CI 38.8-60.1) and 15.5% (95% CI 7.3-27.4) of positive predictive value (PPV) in High grade smear and Low grade smear, respectively. 2 of 3 locally recurrent cancer-detected patients in Low grade smear also had a Human immunodeficiency virus (HIV) infection, with 5.2% (95% CI 1.1-14.4) of PPV in locally recurrent cancer detection.</p> <p><strong><u>Conclusion:</u></strong> Cervical cancer patients with High grade smear on conventional Pap smear should undergo immediate colposcopic examination, while HIV-uninfected patients with Low grade smear (ASC-US, LSIL) can be followed without colposcopy.</p> <p>&nbsp;</p> Duangporn Rattanalappaiboon Siraya Kitiyodom Chaleaw Janhom Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 657 663 Breast Cancer Patients’ Survival Rates after Diagnosis in Srinagarind Hospital, Faculty of Medicine, Khon Kaen University https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253381 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong><u>หลักการและวัตถุประสงค์</u></strong> <strong>: </strong>มะเร็งเต้านม (Breast Cancer, BC) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่การศึกษาส่วนใหญ่ติดตามผู้ป่วย BC เพียง 5 ปีเท่านั้น&nbsp; การศึกษานี้เพื่อศึกษาอัตรารอดชีพและการเปรียบเทียบอัตรารอดชีพของผู้ป่วย BC หลังการวินิจฉัย ที่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในช่วงเวลา 13 ปี</p> <p><strong><u>วิธีการศึกษา</u></strong><strong><u> :</u></strong> แบบ Retrospective cohort study ข้อมูลทะเบียนมะเร็งโรงพยาบาลศรีนครินทร์ รหัสโรคมะเร็งสากล (ICD-O 3<sup>rd</sup>, C50.0 - C50.9) และยืนยันผลพยาธิวิทยา ระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2550 ถึง 31 ธันวาคม <br>พ.ศ. 2560 และติดตามผู้ป่วยทุกรายจนกระทั่ง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 จำนวน 5,115 ราย วิเคราะห์อัตรารอดชีพ โดยวิธี Kaplan–Meier นำเสนอค่ามัธยฐานการรอดชีพและช่วงเชื่อมั่น 95% สถิติทดสอบอัตรารอดชีพระหว่างกลุ่มโดยสถิติ Log-rank test</p> <p><strong><u>ผลการศึกษา</u></strong><strong><u> :</u></strong> ผู้ป่วย BC 5,115 ราย เสียชีวิต 2,171 ราย อัตราตาย 7.8 ต่อ 100 ราย-ปี (95%CI; 7.5 - 8.2) ค่า<br>มัธยฐานการรอดชีพ 12.2 ปี (95%CI;11.1 - 14.2) อัตรารอดชีพในระยะเวลา 1, 3, 5, 10 และ 13 ปีหลังการวินิจฉัยลดลงตามระยะเวลา โดยพบร้อยละ 86.5 (95%CI;85.6 - 87.4), 70.5 (95%CI;69.3 - 71.8), 62.6 (95%CI;61.3 – 64.0), 53.9 (95%CI;52.3 – 55.4) และ 48.2 (95%CI;46.1 - 50.4) ตามลำดับ</p> <p><strong><u>สรุป</u></strong><strong><u> :</u></strong> ผู้ป่วย BC ที่ได้รับการวินิจฉัยในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มีอัตรารอดชีพลดลง ระยะเวลาติดตาม 13 ปี พบร้อยละ 48.2 หลังการวินิจฉัย ดังนั้นการป้องกันโดยการเพิ่มระบบการคัดกรองมะเร็งในระยะเริ่มแรกและคัดกรองกลุ่มพฤติกรรมเสี่ยงและการวินิจฉัยระยะของโรค BC ที่ถูกต้อง รวมทั้งการรักษาอย่างรวดเร็วส่งผลให้อัตรารอดชีพสูงขึ้นตามไปด้วย</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong><strong>:</strong> มะเร็งเต้านม, อัตรารอดชีพ, ทะเบียนมะเร็ง</p> <p><em>&nbsp;</em></p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong><u>Background and Objective:</u></strong> Breast Cancer (BC) survival rates are &nbsp;increasing, but most studies have only followed BC patients for&nbsp; 5 years. This study aimed to determine BC &nbsp;survival rates after diagnosis, over a &nbsp;13 year period (2007-2020) for BC patients in Srinagarind &nbsp;Hospital, Faculty of Medicine, Khon Kaen University.</p> <p><strong><u>Methods:</u></strong> This was a&nbsp; retrospective cohort study. We retrieved data from the Srinagarind &nbsp;Hospital-based cancer registry, which used the &nbsp;International Classification of Diseases for Oncology, 3<sup>rd</sup> edition; C50.0 - C50.9. Participants were5,115 BC patients who were histologically&nbsp; diagnosed between 2007 and 2017. All cases were followed up until 2020. &nbsp;Survival rates were estimated by the Kaplan-Meier method. We reported by median survival times with a &nbsp;95% confidence interval. Comparison&nbsp; survival rate groups were estimated by Log-rank test.</p> <p><strong><u>Result:</u></strong> Overall, 2,171 of the 5,115 BC patients died during the study, &nbsp;corresponding to a mortality (Case-fatality) rate of 7.8 per 100 person-year. (95%CI;7.49 - 8.15). The median survival of BC was 12.2 years (95%CI; 11.1 - 14.2). The overall survival rates at &nbsp;1, 3, 5, 10 and 13 years were 86.5% (95%CI; 85.6 - 87.4), 70.5% (95%CI; 69.3 - 71.8), 62.6% (95%CI; 61.3 – 64.0), 53.9% (95%CI; 52.3 – 55.4) and 48.2% (95%CI; 46.1 - 50.4), respectively.</p> <p><strong><u>Conclusion:</u></strong> The 13-year survival rate for &nbsp;BC patients after diagnosis was 48.2%. &nbsp;Primary prevention&nbsp; for BC and increasing early detection cancer screening program&nbsp;&nbsp; are needed to improve the BC survival rates.&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> Phirada Ardwichai Supot Kamsa-ard Chalongpon Santong Ongart Somintara Pratana Satitvipawee Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 664 670 การศึกษาอัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็งที่มารับการรักษาในโรงพยาบาลเลย จังหวัดเลย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253385 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong><u>วัตถุประสงค์</u></strong><strong><u>:</u></strong> การศึกษาอัตรารอดชีพของผู้ป่วยมะเร็งในโรงพยาบาลเลยยังไม่มีการรายงาน ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเลย จังหวัดเลย</p> <p><strong><u>วิธีการศึกษา</u></strong><strong><u>:</u></strong> เป็นการศึกษาแบบ Retrospective cohort study ข้อมูลจากทะเบียนมะเร็งโรงพยาบาลเลยระหว่าง 1 มกราคม พ.ศ. 2560 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2561 และติดตามสถานะสุดท้ายถึง 31 ธันวาคม พ.ศ. 2563 จำนวน 1,326 ราย วิเคราะห์อัตรารอดชีพ โดยวิธี Kaplan-Meier&nbsp;นำเสนอค่ามัธยฐานการรอดชีพและช่วงเชื่อมั่น 95 %</p> <p><strong><u>ผลการศึกษา</u></strong><strong><u>:</u></strong> อัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็ง 1 ปีหลังการวินิจฉัย เพศชาย พบว่า มะเร็งตับและท่อน้ำดีร้อยละ 22.7, มะเร็งปอดร้อยละ 27.1, มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงร้อยละ 79.1, มะเร็งต่อมลูกหมากร้อยละ 83.8, และมะเร็งผิวหนังร้อยละ 92.9 อัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็ง 3 ปี หลังการวินิจฉัยพบว่า มะเร็งตับและท่อน้ำดี ร้อยละ 9.7, มะเร็งปอดร้อยละ 9.8, มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงร้อยละ 56.3, มะเร็งต่อมลูกหมากร้อยละ 50.9 และมะเร็งผิวหนังร้อยละ 84.6 &nbsp;ส่วนอัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็ง 1 ปีหลังการวินิจฉัย เพศหญิง พบว่า มะเร็งเต้านมร้อยละ 94.5, มะเร็งตับและท่อน้ำดี ร้อยละ 29.1, มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงร้อยละ 78.0, มะเร็งปากมดลูกร้อยละ 76.1 และมะเร็งรังไข่ร้อยละ 90.1 อัตรารอดชีพผู้ป่วยมะเร็ง 3 ปี หลังการวินิจฉัยพบว่า มะเร็งเต้านมร้อยละ 81.6, มะเร็งตับและท่อน้ำดีร้อยละ 15.3, มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงร้อยละ 56.2, มะเร็งปากมดลูกร้อย 54.2 และมะเร็งรังไข่ ร้อยละ 80.8</p> <p><strong><u>สรุป</u></strong><strong><u>:</u></strong> มะเร็งที่มีอัตรารอดชีพสูงได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งผิวหนัง มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วนมะเร็งที่มีอัตรารอดชีพต่ำ ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่และใส้ตรง มะเร็งปอด และมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นเราควรตระหนักถึงความรุนแรงของโรคมะเร็งแต่ละชนิดและให้ความสำคัญในการตรวจหาโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรก โดยการเข้ารับการคัดกรองและตรวจอย่างสม่ำเสมอ</p> <p><strong>&nbsp;คำสำคัญ</strong><em>: มะเร็ง, อัตรารอดชีพ, ทะเบียนมะเร็งโรงพยาบาล</em></p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong><u>Objective:</u></strong> &nbsp;Cancer patients’ survival rate&nbsp; in Loei &nbsp;Hospital has not been reported before. Therefore, this study was designed to establish &nbsp;the survival rate of cancer patients admitted in Loei &nbsp;Hospital, Loei Province.</p> <p><strong>Methods: </strong>This was a retrospective cohort study. Data from &nbsp;1,326 cases registered in the Loei Hospital-based cancer registry between January 1, 2017 and &nbsp;December 31, 2018 was extracted, and patients &nbsp;followed up until December 31, 2020. Survival rate was &nbsp;estimated using the Kaplan-Meier method. We reported the median survival time with &nbsp;95% confidence interval.</p> <p><strong><u>Result:</u></strong> Male cancer patients’ survival rates&nbsp; 1 year after diagnosis,&nbsp; were Liver and bile duct cancer 22.7%, Lung cancer 27.1%, Colorectal cancer 79.1%, Prostate cancer 83.8% and Skin cancer 92.9%. Survival rate of cancer patients&nbsp; 3 year post-diagnosis were Liver and bile duct cancer 9.7%, Lung cancer 9.8%, Colorectal cancer 56.3%, Prostate cancer 50.9% and Skin cancer 84.6%. Female cancer patients’&nbsp; survival rates&nbsp; 1 year after diagnosis,&nbsp; were Breast cancer 94.5%, Liver and bile duct cancer 29.1%, Colorectal cancer 78.0%, Cervical cancer 76.1% and Ovarian cancer 90.1%. Survival rate of female cancer patients at 3 year after diagnosis were Breast cancer 81.6%, Liver and bile duct cancer 15.3%, Colorectal cancer 56.2%, Cervical cancer 54.2% and Ovarian cancer 80.8%.</p> <p><strong><u>Conclusion:</u></strong> The cancers with the &nbsp;highest survival rates were &nbsp;breast cancer, skin cancer, ovarian cancer and prostate cancer. &nbsp;The lowest survival rates were &nbsp;liver and bile duct cancer, colorectal cancer, lung cancer and cervix cancer. Therefore, &nbsp;awareness of the survival rates &nbsp;of each type of cancer should focus us on early detection by attending screening and examination regularly.</p> <p>&nbsp;</p> Pornpimol Saikleam Supot Kamsa-ard Nithi Srisukhumchai Sabaiphae Seehawong Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 671 678 Phytocannabinoids Potentially Exert Anti-ovarian Cancer Effects by Increasing Cannabinoid Receptor Expressions https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253386 <p><strong><u>Background and objectives:</u></strong> &nbsp;A major problem with &nbsp;ovarian cancer (OC) is chemotherapeutic &nbsp;resistance suggesting the&nbsp; need for alternative treatments. The anti-cancer abilities of phytocannabinoids (PCs) have been demonstrated, involving &nbsp;the binding of PCs and cannabinoid receptors (CRs). A&nbsp; few reports suggest &nbsp;that endogenous cannabinoid activates CR expression. Therefore this study aimed to demonstrate the inhibitory effects of PCs on ovarian cancer cell proliferation in association with increased mRNA expression of selected CRs.</p> <p><strong><u>Methods:</u></strong> Effects of PCs, cannabidiol (CBD), and cannabinol (CBN) on cell proliferation and seven CRs (CRs, <em>CB1</em>, <em>CB2</em>, <em>GPR3</em>, <em>GPR12</em>, <em>GPR55, TRPV1</em>, and <em>TRPV2) </em>expressions in ES-2 cells, a clear cell OC subtype, were determined by sulforhodamine B assay and real-time reverse transcriptase-polymerase chain reaction.</p> <p><strong><u>Results:</u></strong> CBD and CBN significantly inhibited ES-2 cell proliferation. Half-maximal inhibitory concentrations (IC<sub>50</sub>) of CBD at 24, and 48 hours, were 110.27±4.80 and 78.90±6.23 µM, and IC<sub>50</sub> of CBN were 170.07±3.21, and 125.80±4.65 µM. Additionally, CBD and CBN differentially induced CR mRNA expressions. <em>CB1</em>, <em>CB2</em>, <em>TRPV1,</em> and <em>TRPV2</em> were increased in CBD-treated cells. Increased <em>CB1, TRPV1</em>, and <em>TRPV2</em> were directly related to CBD doses used, while CBN dose-dependent expressions were observed in<em> CB1</em>, <em>CB2, </em>and<em> GPR12</em>.</p> <p><strong><u>Conclusion:</u></strong> CBD and CBN inhibited ES-2 cell proliferation in a dose- and time-dependent manner. The differential CRs activations were observed in CBD- and CBN-treated cells. These results suggested the selective CR inductions of CBD and CBN, which later might enhance the anti-cancer effects of the PCs.</p> <p>&nbsp;</p> Krittamate Saisuwan Patcharee Boonsiri Chalongchai Chalermwat Kulthida Vaeteewoottacharn Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 679 686 Spectrum of Cranial Sonographic Findings of Acute Bacterial Meningitis in Neonates and Infants https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253387 <p><strong>Abstract</strong></p> <p><strong>Background and Objective: </strong>Bacterial meningitis is one of the most serious infections in neonates and infants with high morbidity and mortality. A combination of physical examination, cerebrospinal fluid (CSF) analysis, and imaging modality is essential for diagnosis. Cranial sonography (CRS) is an initial examination for intracranial evaluation in critically ill neonates and infants. This study aimed&nbsp; to evaluate the spectrum of cranial sonographic findings of acute bacterial meningitis in neonates and infants.</p> <p><strong>Materials and methods</strong><strong>: </strong>Patients under 1 year of age with the diagnosis of acute bacterial meningitis who underwent CRS in Srinagarind Hospital between February 2009 and May 2018 were enrolled. Demographic data, CSF profiles, and CRS findings were retrospectively reviewed.&nbsp;</p> <p><strong>Results:</strong> The study comprised 39 acute bacterial meningitis cases with cranial sonography identified from 89 diagnosed cases. Most of which were less than 1 month (20/39, 51.3%). Group B <em>Streptococcus</em> (GBS) was the most common organism (5 out of 16, 31.3%), which was almost isolated in the first month of age (4 out of 5, 80.0%). Eighteen out of 39 cases (46.2%) showed normal CRS, whereas 21 cases (53.8%) showed abnormal CRS including echogenic sulci (18, 46.2%), ventriculomegaly (6, 15.4%), ventriculitis (8, 20.5%), accumulation of extra-axial fluid (12, 30.8%), parenchymal change (5, 12.8%) and venous sinus thrombosis (2, 5.1%).</p> <p><strong>Conclusion: </strong>Sonographic findings in acute bacterial meningitis revealed both normal and a large number of abnormalities which most frequent abnormality was echogenic sulci. Therefore, it is important to familiar with these findings in order to make a prompt diagnosis and provide appropriate treatment.</p> <p><strong>Keywords</strong><strong>: </strong>Cranial sonography; bacterial meningitis; neonates; infants</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>หลักการ</strong><strong>และวัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียในเด็กแรกเกิดและทารกเป็นการติดเชื้อที่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง การวินิจฉัยอาศัยการตรวจร่างกาย ผลตรวจน้ำไขสันหลังและภาพวินิจฉัยประกอบกัน การตรวจอัลตราซาวด์กะโหลกศีรษะเป็นการตรวจแรกที่ใช้ในการประเมินรอยโรคในสมองในเด็กทารกโดยเฉพาะในหอผู้ป่วยวิกฤต ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของภาพอัตราซาวด์กะโหลกศีรษะในผู้ป่วยแรกเกิดและทารกที่วินิจฉัยโรคเยื่อหุ้มสมองเฉียบพลัน</p> <p><strong>วิธีการศึกษา</strong><strong>:</strong> ข้อมูลผู้ป่วย ผลการตรวจน้ำไขสันหลัง และผลการตรวจอัลตราซาวด์กะโหลกศีรษะ ของผู้ป่วยเด็กแรกเกิดและทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ที่ถูกวินิจฉัยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 ได้รับการเก็บข้อมูลย้อนหลัง</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong><strong>:</strong> ผู้ป่วยทั้งหมด 39 รายที่วินิจฉัยภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ พบว่าส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 1 เดือน (20/39, ร้อยละ 51.3) โดยเชื้อที่พบส่วนใหญ่ได้แก่ Group B <em>Streptococcus</em> (GBS) (5/16, ร้อยละ 31.3) ซึ่งร้อยละ 80 ของเชื้อพบในเด็กอายุน้อยกว่า 1 เดือน จากผู้ป่วยเยื่อหุ้มสมองอักเสบทั้งหมด 39 ราย พบว่า มีผู้ป่วย 18 ราย (ร้อยละ 46.2) มีผลอัลตราซาวด์กะโหลกศีรษะปกติ ในขณะที่ 21 ราย (ร้อยละ 53.8) พบลักษณะผิดปกติ ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองหนามากกว่าปกติ (18, ร้อยละ 46.2) โพรงสมองโตขึ้น (6, ร้อยละ 15.4) โพรงสมองอักเสบ (8, ร้อยละ 20.5) มีน้ำในช่องนอกเนื้อสมอง (12, ร้อยละ 30.8) เนื้อสมองมีความผิดปกติ (5, ร้อยละ 12.8) และลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำในสมอง (2, ร้อยละ 5.1)</p> <p><strong>สรุป</strong><strong>:</strong> ลักษณะของภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบในอัลตราซาวด์พบได้ทั้งไม่มีความผิดปกติ และมีความผิดปกติ โดยเยื่อหุ้มสมองหนามากกว่าปกติพบได้บ่อยที่สุด การที่แพทย์คุ้นเคยกับลักษณะเหล่านี้จะช่วยให้วินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและให้การรักษาโรคได้เหมาะสม</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: อัลตราซาวด์กะโหลกศีรษะ; ภาวะเยื่อหุ้มสมองอักเสบ; เด็กแรกเกิด; ทารก</p> Nipaporn Tewattanarat Kaewalin Thongsawangjang Teerawatchara Rerksoontree Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 687 693 Effects of HIV Risk Reduction Program on Condom Use, HIV infection, and Syphilis among Men Who Have Sex with Men and Transgender Women https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253389 <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>หลักการและวัตถุประสงค์:</strong></span> ปัจจุบันทั่วโลกพบการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสองเพิ่มขึ้น ประเทศไทยพบการติดเชื้อเอชไอวีในประชากรกลุ่มนี้สูง จากการประมาณการณ์ระหว่างปี 2559-2563 พบ ร้อยละ 53 รูปแบบการลดการติดเชื้อเอชไอวีโดยแกนนำให้ข้อมูลและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เป็นรูปแบบที่ใช้กันแพร่หลายในทางสาธารณสุข การศึกษาเชิงทดลองนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการใช้ถุงยางอนามัย ความรู้เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย การติดเชื้อเอชไอวี และซิฟิลิสในกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสอง<br><span style="text-decoration: underline;"><strong>วิธีการศึกษา</strong></span>: อาสาสมัครคือ ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสอง จำนวน 80 ราย สุ่มโดยจับฉลากเข้ากลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มละ 40 ราย เก็บข้อมูล ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ระหว่างเดือน มิถุนายน 2562 - กันยายน 2563 กลุ่มควบคุมได้รับการพยาบาลตามปกติ 6 เดือน กลุ่มทดลองได้รับการการพยาบาลตามปกติร่วมกับได้รับโปรแกรมลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีแบบกลุ่ม 4 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละในข้อมูลส่วนบุคคลและวิเคราะห์สัดส่วนความแตกต่างอัตราการใช้ถุงยางอนามัย การติดเชื้อเอชไอวีและซิฟิลิสโดยใช้สถิติ z test และความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย ระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง โดยใช้ t-test <br><span style="text-decoration: underline;"><strong>ผลการศึกษา</strong></span>: อัตราการใช้ถุงยางอนามัยและความรู้เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัยในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.001, p&lt;.05) การติดเชื้อซิฟิลิสในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ ต่ำกว่ากลุ่มกลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.05) การติดเชื้อเอชไอวี ในกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมฯ ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับโปรแกรมฯ อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;.05) <br><span style="text-decoration: underline;"><strong>สรุป</strong></span>: โปรแกรมลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีในชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชายและสาวประเภทสอง สามารถเพิ่มอัตราการใช้ถุงยางอนามัย ลดการติดเชื้อซิฟิลิสได้อย่างมีนัยสำคัญ ควรใช้โปรแกรมฯ กับประชากรกลุ่มนี้เพื่อเพิ่มการใช้ถุงยางอนามัยและป้องกันซิฟิลิส <br><span style="text-decoration: underline;"><strong>คำสำคัญ</strong></span>: โปรแกรมลดพฤติกรรมเสี่ยง; การติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส; ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย; <br>สาวประเภทสอง</p> <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>Background and objective</strong></span>: Globally new HIV infection rates are increasing among men who have sex with men (MSM) and transgender women (TGW). In Thailand new HIV infection rates in these populations are high with an estimated 53% increase in new HIV infections between 2016-2020. HIV risk reduction approaches using peer-provided HIV and sexual-risk behavior information are now widely implemented in public health. This study aimed to determine the effects of an HIV risk reduction program on condom use, knowledge about condom use, HIV infection, and Syphilis among MSM and TGW. <br><span style="text-decoration: underline;"><strong>Methods</strong></span>: Participants were 80 MSM and TGW randomly assigned to a control, or, experimental group with 40 cases in each group. Data were collected in Srinagarind Hospital, Khon Kaen University, between June 2019 and September 2020. The control group received regular nursing care and the experimental group received regular nursing care plus 4 monthly HIV risk reduction program sessions, with follow-up evaluation after 6 months. Descriptive data were analyzed using frequency and percentages. A z test of proportionality was used for condom use ratings, HIV infection and syphilis, and t test to compare knowledge about condom use between the 2 groups.<br><span style="text-decoration: underline;"><strong>Results:</strong></span> Participants who received the HIV risk reduction program showed significantly higher rates of condom use and higher mean score of knowledge about condom use (p&lt;0.001, P&lt;0 .05) than the control group. They also had significantly lower syphilis infection rates than the control group (p&lt;.05), but not significantly lower HIV infection rates(p&gt;0.05).<br><span style="text-decoration: underline;"><strong>Conclusions:</strong></span> An HIV risk reduction program for MSM and TGW was shown to significantly increase condom use and decrease syphilis infection rates compared to controls. . The application of this HIV risk reduction program for MSM and TGW holds promise for increasing condom use and decreasing syphilis infection in these groups.<br><span style="text-decoration: underline;"><strong>Keywords:</strong></span> HIV risk reduction program; HIV infection; Syphilis; men who have sex with men; transgender women </p> Pornnipa Harnlakorn Atibordee Meesing John F. Smith Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 694 701 Effect of the Depression Prevention Program on Antepartum and Postpartum Depression https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253390 <p><strong><u>วัตถุประสงค์</u></strong><strong><u>:</u></strong> เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าหญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอดที่ได้รับโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าร่วมกับการพยาบาลปกติ</p> <p><strong><u>วิธีการศึกษา</u></strong><strong><u>:</u></strong> เป็นการศึกษากึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบสองกลุ่มที่มีกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง วัดก่อนและหลังการทดลอง ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ หญิงตั้งครรภ์และหญิงหลังคลอดบุตร อายุ 15-44 ปี ที่มารับบริการฝากครรภ์และคลอดบุตรที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จำนวน 200 ราย โดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 100 ราย ระหว่างเดือนเมษายน-กันยายน 2564 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 5 ส่วน ดังนี้ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสอบถามความรู้สึกซึมเศร้า (CES-D) &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3)แบบสอบถามการเห็นคุณค่าในตนเอง (RSES) 4) แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคมและ 5) แบบวัดความสำเร็จในบทบาทการเป็นมารดา (MRAS) นำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยการแจกแจง ความถี่ ร้อยละ พิสัย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และผลการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยใช้สถิติทดสอบไคสแควร์ (Chi-square test) สถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากรสองกลุ่มที่เป็นอิสระกัน (independent t-test) และสถิติทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากรสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (paired t-test)</p> <p><strong><u>ผลการศึกษา</u></strong><strong><u>:</u></strong> เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยภาวะซึมเศร้าหลังการทดลอง พบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้าร่วมกับการพยาบาลปกติมีค่าคะแนนเฉลี่ย (7.01±2.25) ต่ำกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับการพยาบาลปกติ (13.96±2.11) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) หญิงหลังคลอด 24 ชั่วโมงได้รับโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้ามีค่าคะแนนเฉลี่ย (6.75±1.25) ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้า (16.55±1.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) หญิงหลังคลอด 1 สัปดาห์ ได้รับโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้ามีค่าคะแนนเฉลี่ย (6.50±1.00) ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้า (16.75±1.00) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) และ หญิงหลังคลอด 4-6 สัปดาห์ ได้รับโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้ามีค่าคะแนนเฉลี่ย (6.50±1.25) ต่ำกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้า (16.25±1.75) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) หญิงคลอดบุตรหลังได้รับโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้ามีคะแนนเฉลี่ยการเห็นคุณค่าในตนเอง แรงสนับสนุนทางสังคมหลังการทดลอง ความสำเร็จในบทบาทการเป็นมารดาหลังการทดลองมีค่าคะแนนเฉลี่ย (41.00±2.50) สูงกว่าก่อนการทดลอง (33.42±2.50) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05)</p> <p><strong><u>สรุป</u></strong><strong><u>:</u></strong> การศึกษาแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้ามีผล ทำให้ภาวะซึมเศร้าของหญิงตั้งครรภ์และหลังคลอดลดลง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> โปรแกรมการป้องกันภาวะซึมเศร้า; ภาวะซึมเศร้าหญิงตั้งครรภ์; ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดบุตร</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong><u>Objective:</u></strong> To compare the mean of pre- and post-natal depression scores between the groups receiving the depression prevention program and receiving regular nursing care.</p> <p><strong><u>Methods:</u></strong> This was a quasi-experimental research: pretest and posttest design with a comparison group.&nbsp; The studied subjects were 200 pregnant women aged 15-44 years old receiving antenatal care and had delivered their babies in Kalasin provinaial hospital during April – September 2021. The experimental group (n=100) received antenatal care and postpartum care and the control group (n=100) received routine care.&nbsp; The research instruments included 5 parts of questionnaire, i.e. 1) General personal information, 2) Epidemiological studies Depression Scale (CES-D) (Thai version), 3) The Rosenberg’s Self Estean Scale (RSES), 4) Social support data and 5) The Maternal Role Affainment Scale (MRAS). The data were analyzed by computer program by distribution, frequency, percentage, range, mean, standard deviation. and testing the differences in the characteristics of the samples in various aspects. Test the difference of the data by using the Dependent t-test statistic at Continuous data. Test the difference of the data by using the Chi –Square test at Categorical data.</p> <p><strong><u>Results</u></strong><strong><u>:</u></strong> When compare the mean of post-natal depression scores, it was found that the groups of Pregnancy receiving the depression prevention program (7.01±2.25) was statistically significantly lower (p&lt;0.05) than the group of pregnancy receiving regular nursing care (13.96±2.11). Post-natal after 24 hour post-receiving the depression prevention program (6.75±1.25) was statistically significantly lower the mean score post-natal after 24 hour pre-receiving the regular nursing care (16.55±1.00). Post-natal after 1-3 week post-receiving the depression prevention program (6.50±1.00) was statistically significantly lower the mean score post-natal after 1-3 week pre-receiving the regular nursing care (16.75±1.00). Post-natal after 4-6 week post-receiving the depression prevention program (6.50±1.25) was statistically significantly lower the mean score than pre-natal after 1-3 week pre-receiving the regular nursing care (16.25±1.75). The mean of The Rosenberg’s Self-Esteem scores, Social support score and The Maternal Role Attainment Score of Post-natal after 24 hour post-receiving the depression prevention program (41.00±2.50) was statistically significantly higher the mean score pre-natal after 24 hour post-receiving the depression prevention program.</p> <p><strong><u>Conclusion:</u></strong> The Postnatal Depression Prevention Program could reduce postnatal depression.</p> <p>&nbsp;</p> Paiboon Wannasiri Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 702 708 The Effect of Elastic Band Exercises on Balance and Walking in Elderly Women with Kyphosis https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253391 <p><strong><u>หลักการและวัตถุประสงค์</u></strong><strong>: </strong>ภาวะกระดูกสันหลังค่อมส่งผลต่อความสามารถในการทรงตัว และการเดิน วัตถุประสงค์การศึกษาเพื่อเปรียบเทียบผลของการออกกำลังกายด้วยยางวงยืดต่อการทรงตัวและการเดินระหว่างกลุ่มออกกำลังกายด้วยยางวงยืดและกลุ่มควบคุม</p> <p><strong><u>วิธีการศึกษา</u></strong><strong>:</strong> ผู้สูงอายุเพศหญิงที่มีภาวะกระดูกสันหลังค่อม อายุ 60-75 ปี จำนวน 40 ราย ถูกแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม (กลุ่มละ 20 ราย) กลุ่มทดลองได้รับการฝึกออกกำลังกายด้วยยางวงยืด 3 วันต่อสัปดาห์ วันละ 45 นาที เป็นเวลา 8 สัปดาห์ กลุ่มควบคุมได้รับการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะกระดูกสันหลังค่อม ก่อนและหลังการศึกษาอาสาสมัครทุกคนได้รับการประเมินการทรงตัวด้วย Timed Up and Go Test (TUGT) และ Functional reach test (FRT) ประเมินการเดินด้วย 10 meter walk test (10 MWT) วิเคราะห์ผลการศึกษาด้วยสถิติ t-tests</p> <p><strong><u>ผลการศึกษา</u></strong><strong>:</strong> ความสามารถในการทรงตัว และการเดินที่ประเมินโดยใช้ TUGT, &nbsp;FRT และ 10 MWT ของกลุ่มออกกำลังกายด้วยยางวงยืด เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp; (p &lt; .001)</p> <p><strong><u>สรุป</u></strong><strong>:</strong> การออกกำลังกายด้วยยางวงยืดสามารถเพิ่มการทรงตัว และการเดินได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม จึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการพัฒนาการทรงตัว และการเดินของผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกสันหลังค่อม</p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การออกกำลังกายด้วยยางยืด; ภาวะกระดูกสันหลังค่อม; การทรงตัว; การเดิน</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong><u>Background and Objectives</u></strong><strong>:</strong> Kyphosis affects&nbsp; balance and walking ability. The purpose of this study was to compare effects of elastic band exercises on balance and walking performance in elderly women with kyphosis.&nbsp;</p> <p><strong><u>Methods</u></strong><strong>:</strong> Forty elderly women with kyphosis, aged&nbsp; 60 -75 years, were divided into experimental and control groups (20&nbsp; per group). The experimental group was assigned to practice elastic band exercises for 3 days/week, 45 minutes/day for a total of 8 weeks, while the control group only received knowledge related to kyphosis. At pre- and post study, all participants were tested for balance performance with the Timed Up and Go Test (TUGT) and Functional &nbsp;Reach &nbsp;Test (FRT). &nbsp;Walking performance was tested using a 10-meter walk test (10 MWT). &nbsp;T-tests were used to compare differences between the groups after the 8 week project.</p> <p><strong><u>Results</u></strong><strong>:</strong> The elastic band exercise group had significantly better balance and walking performance &nbsp;than the control group after the 8 week period (p &lt; .001).</p> <p><strong><u>Conclusion</u></strong><strong>:</strong> Balance and walking performance of the elastic band exercise group were significantly improved over the &nbsp;control group at the conclusion of the program. This exercise is possibly an alternative exercise regimen for improving balance and walking performances in kyphosis elderly.</p> <p>&nbsp;</p> Sawitree Chalermphong Wannisa Sampaojinda Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 709 715 Medical Students’ Knowledge of Diagnosis and Assessment of Physical Disability https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253392 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong><u>หลักการและวัตถุประสงค์</u></strong><strong><u>:</u></strong> พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 กำหนดให้แพทย์มีหน้าที่ในการวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย แต่หลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตยังให้ความสำคัญในประเด็นนี้ค่อนข้างน้อย ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ของนิสิตแพทย์ในการวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย และศึกษาทัศนคติของนิสิตแพทย์ที่มีต่อผู้พิการ</p> <p><strong><u>วิธีการศึกษา</u></strong><strong><u>:</u></strong> เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง ผู้ให้ข้อมูล คือ นิสิตแพทย์ชั้นปีที่ 6 จำนวน 45 ราย จากเครือข่ายคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โรงพยาบาลแพร่ และโรงพยาบาลพิจิตร ปีการศึกษา 2562 เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามที่ออกแบบโดยผู้วิจัย สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong><u>ผลการศึกษา</u></strong><strong><u>:</u></strong> ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 39 ราย (ร้อยละ 88.64) เคยผ่านการเรียนรู้ทักษะการประเมินความพิการ ร้อยละ 64.10 สำหรับความรู้ของนิสิตแพทย์ในการวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการส่วนมากอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 69.23) ส่วนปัจจัยด้านการเคยผ่านการเรียนวิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟูและปัจจัยด้านการรับรู้ถึง พรบ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 พบว่ามีความสัมพันธ์กับความรู้ของนิสิตแพทย์ในการวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 อีกทั้ง ทัศนคติของนิสิตแพทย์ที่มีต่อผู้พิการ ได้แก่ ผู้พิการเป็นประชาชนที่มีสิทธิเท่าเทียมผู้อื่น (ร้อยละ 94.88) รองลงมา ผู้พิการคือกลุ่มบุคคลที่ควรได้รับโอกาสทางสังคม (ร้อยละ 58.97) และผู้พิการคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลรักษา (ร้อยละ 43.58) ตามลำดับ</p> <p><strong><u>สรุป</u></strong><strong><u>:</u></strong> นิสิตแพทย์ส่วนใหญ่มีความรู้ในการวินิจฉัยและตรวจประเมินความพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายที่ระดับปานกลางและมีทัศนคติในแง่บวกต่อผู้พิการ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนแพทย์ควรปรับปรุงหลักสูตรให้เอื้ออำนวยต่อทักษะทางวิชาชีพให้มากยิ่งขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ประเมินความพิการ; นิสิตแพทย์; รายวิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong><u>Background and Objective:</u></strong> The Empowerment of Persons with Disabilities Act, B.E.2550 &nbsp;set guidelines for &nbsp;physicians who have &nbsp;responsibility for diagnosis and assessment of persons with physical disability. But, the &nbsp;Doctor of &nbsp;Medicine&nbsp; and related health professional education programs&nbsp; give little &nbsp;importance to this issue. Therefore, this research was designed to study medical students’ knowledge levels&nbsp; diagnosis and assessment of physical disability and their &nbsp;attitude toward physical disability.</p> <p><strong><u>Method:</u></strong> This&nbsp; was a descriptive cross-sectional study. Informants were &nbsp;45 6<sup>th </sup>year medical students&nbsp; from 3 network schools of the &nbsp;Faculty of Medicine, Naresuan University including: Phrae, Phichit &amp; Somdejphrajaotaksinmaharaj. The study was carried out in the&nbsp; 2019 academic year. The instrument was a questionnaire designed by the researcher. Descriptive &nbsp;statistics used were frequency , percentage, mean and S.D.</p> <p><strong><u>Result:</u></strong> The response rate was 88.64% (39 of 45 medical students returned the questionnaire), and 64.10% &nbsp;had learned about disability assessment skills. The&nbsp; students knowledge &nbsp;on diagnosis and assessment of physical disability was mostly at the moderate level (69.23%). &nbsp;Experience in rehabilitation medicine&nbsp; andknowledge of the&nbsp; &nbsp;Empowerment of &nbsp;Persons with &nbsp;Disabilities &nbsp;Act were&nbsp;&nbsp; significantly related to the &nbsp;students knowledge of &nbsp;diagnosis and assessment of physical disability. &nbsp;Medical students’ attitudes toward persons with physical disability included: disabled &nbsp;persons&nbsp; had equal rights to others (94.88%),&nbsp; were groups who should receive social opportunities (58.97%) and&nbsp; were patients who needed treatment (43.58%), respectively.</p> <p><strong><u>Conclusion:</u></strong> &nbsp;Most medical students had moderate &nbsp;knowledge on diagnosis and assessment of physical disability&nbsp; and had &nbsp;positive attitudes towards persons with disabilities. &nbsp;However, medical schools should improve their curriculum to promote professional skills and knowledge in this area.</p> <p><strong>Key words:</strong> Assessment of Physical Disability; Medical Student; Rehabilitation Medicine</p> Duangnapa Sirisopon Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 716 721 Patients’Attitudes towards Experiences and Management of Adverse Drug Reactions https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253393 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong><u>หลักการและวัตถุประสงค์</u></strong><strong><u>:</u></strong> อาการไม่พึงประสงค์จากยา (Adverse drug reactions; ADRs) เป็นปัญหาจากการใช้ยาที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยสามารถเพิ่มอัตราการรายงาน ADRs และเพิ่มการเฝ้าระวังความปลอดภัยในการใช้ยาได้ อย่างไรก็ตามทัศนคติของผู้ป่วยต่อการเกิด ADRs และการจัดการด้วยตนเองยังมีการศึกษาที่จำกัด ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจทัศนคติต่อประสบการณ์การเกิด ADRs และการจัดการด้วยตนเองของผู้ป่วย รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong><u>วิธีการศึกษา</u></strong><strong><u>:</u></strong> การศึกษาแบบตัดขวาง เก็บข้อมูลที่โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนครราชสีมา คัดเลือกผู้เข้าร่วมการศึกษาจำนวน 744 คน อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เคยเกิด ADRs และมีการบันทึกลงในเวชระเบียนของโรงพยาบาล ผู้ป่วยได้รับแบบสอบถามประเภทตอบด้วยตนเองทางไปรษณีย์เพื่อตอบทัศนคติต่อการเกิด ADRs และการจัดการด้วยตนเองของผู้ป่วย แบ่งเป็น 5 ระดับ โดยใช้ 5-points Likert Scale และนำมาแปลเป็นทัศนคติ 3 ระดับ คือ ระดับดี ปานกลาง และไม่ดี</p> <p><strong><u>ผลการศึกษา</u></strong><strong><u>:</u></strong> ผู้ป่วยตอบกลับแบบสอบถามที่สมบูรณ์ จำนวน 340 ราย (ร้อยละ 45.7) พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 67.6) อายุเฉลี่ย 58.0 ± 15.24 ปี ทัศนคติต่อการเกิด ADRs และการจัดการด้วยตนเองของผู้ป่วย พบว่าร้อยละ 38.8 เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำถามเชิงบวก “หากเกิดอาการแพ้ยา/อาการข้างเคียงจากยาระดับรุนแรงมาก ท่านจะหยุดยานั้นทันที” ในขณะที่ผู้ป่วย ร้อยละ 15.0 ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำถามเชิงลบ “ท่านรู้สึกไม่มั่นใจในการรักษาของแพทย์ที่เคยสั่งยาที่ทำให้เกิดอาการแพ้ยา/อาการข้างเคียงจากยา” โดยผู้ป่วยมีทัศนคติต่อการเกิด ADRs และการจัดการด้วยตนเองระดับดี ร้อยละ 21.8 (mean ± SD = 39.08 ± 1.856), ระดับปานกลาง ร้อยละ 77.3 (mean ± SD = 31.64 ± 2.995), และระดับไม่ดี ร้อยละ 0.9 (mean ± SD; 22.3 ± 0.577) &nbsp;เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยหลายตัวแปร พบว่า ระดับความกังวลของผู้ป่วยต่อ ADRs ที่ระดับสูงขึ้นจะส่งผลต่อทัศนคติของผู้ป่วยต่อการเกิด ประสบการณ์การเกิดและการจัดการ ADRs ด้วยตนเองที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ความกังวลระดับปานกลาง OR = 0.462 และความความกังวลระดับมาก OR = 0.414)</p> <p><strong><u>สรุป</u></strong><strong><u>:</u></strong> ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อการเกิด ADRs และการจัดการด้วยตนเองระดับปานกลางถึงดี ดังนั้น การส่งเสริมให้ผู้ป่วยเข้าใจเกี่ยวกับ ADRs และสามารถจัดการกับ ADRs ด้วยตนเอง ควรได้รับการสนับสนุนจากบุคลากรทางการแพทย์เพื่อช่วยเพิ่มการเฝ้าระวังความปลอดภัยในการใช้ยาของผู้ป่วย</p> <p><strong><u>คำสำคัญ</u></strong>: ทัศนคติของผู้ป่วย; อาการไม่พึงประสงค์จากยา; ระดับความรุนแรง; ประสบการณ์; การจัดการ ADRs</p> <p><strong><u>&nbsp;</u></strong></p> <p><strong><u>Background and Objective:</u></strong>&nbsp;Adverse drug reactions (ADRs) are common drug-related problems. Patients’ involvement can increase ADR reporting rate and awareness of drug safety. However, there are few studies of patients’ &nbsp;attitudes towards&nbsp; experiences and management of ADRs &nbsp;Therefore, this study was designed to explore patients' attitudes towards experiences and management of ADRs as well as their associated factors.</p> <p><strong><u>Method:</u></strong>&nbsp;This study was a cross-sectional survey study at a community hospital in Nakhon Ratchasima &nbsp;Province. The study enrolled 744 patients aged 18 and over who had experienced ADRs in the previous year and data was collected from their medical records and hospital database system. Patients received self-administered questionnaires by post to rate their attitudes on a 5-point Likert scale. Subsequently, the patients’ attitudes towards &nbsp;their experiences and management of their ADRs were classified at three levels; as, good, moderate, or poor.</p> <p><strong><u>Results:</u></strong>&nbsp;There were 340 valid questionnaires returned, giving &nbsp;a response rate of 45.7%. Most respondents were female (67.6%) with an average age of 58.0 ± 15.24 years.&nbsp; &nbsp;Most patients strongly agreed (38.4%) that they should immediately stop&nbsp; medication when they experienced&nbsp; severe drug allergy/side effects. &nbsp;Most patients strongly disagreed (15.0%) that they &nbsp;were not confident in the physicians who prescribed medicines causing drug allergy/side effects. &nbsp;Overall patients’ attitudinal scores towards &nbsp;experiences and management of ADRs were; &nbsp;good level (21.8%, mean ± SD = 39.1 ± 1.86), moderate level 77.3% (mean ± SD = 31.6 ± 2.99), and poor level 0.9% (mean ± SD = 22.3 ± 0.58, respectively. Multivariate analysis showed that higher levels of patient anxiety &nbsp;about ADR &nbsp;experiences &nbsp;(moderate OR = 0.462, severe OR = 0.414) were significantly associated with poorer patient attitudes towards&nbsp; experiences and management of ADRs.</p> <p><strong><u>Conclusions:</u></strong>&nbsp;Patients mostly had moderate to good&nbsp; attitude levels &nbsp;towards &nbsp;experiences and management of their ADRs. Therefore, patients' knowledge and management of ADRs should be supported by healthcare professionals to increase safety awareness of their medication use.</p> <p><strong><u>Keyword:</u></strong><strong>&nbsp;</strong>Patients' attitudes; Adverse drug reactions; Severity; Experience; Management of ADRs</p> Sasithorn Chaowanjantuek Narumol Jarernsiripornkul Tongchai Pratipanawatr Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 722 730 Relationships between Teaching Quality, Continuity of Care, and Perceived Readiness for Hospital Discharge in Patients with Hip Replacement https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253394 <p><strong><u>หลักการและวัตถุประสงค์ของการวิจัย</u></strong>: การจำหน่ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ลดโอกาสกลับเข้ารับการรักษาซ้ำ การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง กับการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม พยาบาลทราบแนวทางในการวางแผนการจำหน่ายได้อย่างเหมาะสม</p> <p><strong><u>วิธีการศึกษา</u></strong>: การวิจัยแบบพรรณนาเชิงหาความสัมพันธ์กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตติยภูมิแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย ตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ จำนวน 97 ราย รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง และการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่าย ตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2562 ถึงเดือน กรกฎาคม 2563 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p><strong><u>ผลการศึกษา</u></strong>: พบว่าคุณภาพการสอนก่อนจำหน่ายอยู่ในระดับดี (x̄ =191.05, SD=18.28) การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่องอยู่ในระดับสูง (x̄ =107.17, SD=9.98) และการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายอยู่ในระดับสูง (x̄ =166.82, SD=16.40) ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพการสอนก่อนจำหน่าย การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง พบว่ามีความสัมพันธ์กับการรับรู้ถึงความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล (r = .705, p&lt;.01; และ r = .218, p&lt;.01) ตามลำดับ</p> <p><strong><u>สรุป</u></strong><strong>: </strong>ผลการศึกษานี้ เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับเตรียมความพร้อมในการจำหน่ายจากโรงพยาบาลในผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ตลอดจนส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องภายหลังจากการจำหน่าย</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: ความพร้อมก่อนจำหน่ายจากโรงพยาบาล; คุณภาพการสอน; การประสานการดูแลอย่างต่อเนื่อง; ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong><u>Background and Objective</u></strong>: Better readiness &nbsp;for hospital discharge&nbsp; should reduce likelihood of hip replacement patients&nbsp; later re-admission. This research studied the relationships between teaching quality, &nbsp;continuity of care, and &nbsp;perceived hospital discharge readiness in hip replacement patients to assist with &nbsp;more appropriate guidelines for discharge planning.</p> <p><strong><u>Methodology</u></strong>: This was a descriptive cross-sectional survey study.&nbsp; Ninety-seven hip arthroplasty &nbsp;patients&nbsp; treated at a &nbsp;tertiary hospital in &nbsp;Northern&nbsp; Thailand participated.&nbsp; Data were collected from October 2019 to July 2020 using a teaching quality questionnaire, a continuity of care questionnaire and a perceived hospital discharge readiness questionnaire. Data were analyzed&nbsp; using Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient.</p> <p><strong><u>Results</u></strong>: The results showed that teaching quality was at good level (x̄ =166.82, SD=16.40), continuity of care at high level (x̄ =191.05, SD=18.28), and perceived readiness for hospital discharge was at high level (x̄ =107.17, SD=9.98). The relationships between teaching quality and continuity of care were positively and significantly related to perceived &nbsp;readiness for hospital discharge. (r = .705, p&lt; 0.01; r = .218, p&lt;.01, respectively).</p> <p><strong><u>Conclusion</u></strong><strong>:</strong> The results of this study &nbsp;should provide essential information to prepare the patients for hip replacement, as &nbsp;well as contributing to &nbsp;continuing &nbsp;patient care after discharge.</p> <p><strong>Keyword</strong>: Readiness for hospital discharge; Teaching quality; Continuity of care; Patients with hip replacement</p> Apichat Kardosod Wanchai Lertwatthanawilat Lunchana Jumpathong Sompit Karndumri Sujitha Arthithong Srisuda Chaiwan Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 731 736 Evaluation of Time in Therapeutic Range (TTR) of warfarin in Patients with Cardiac Valve Replacement or Atrial Fibrillation https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/253395 <p><strong><u>หลักการและวัตถุประสงค์:</u></strong> ยาวาร์ฟารินเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด ที่ใช้รักษาและป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ แต่ยาวาร์ฟารินเป็นยาที่มีดัชนีการรักษาแคบ เภสัชจลนศาสตร์และเภสัชพลศาสตร์ซับซ้อน และมีความต่างของขนาดของยาในแต่ละบุคคล ประสิทธิภาพของยาวาร์ฟารินประเมินจากระยะเวลาที่ผู้ป่วยมีค่า International Normalized Ratio (INR) อยู่ในช่วงเป้าหมาย (Time in therapeutic range; TTR) การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพการใช้ยาวาร์ฟาริน โดยการหาค่า TTR ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจหรือในผู้ป่วยหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ณ ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น</p> <p><strong><u>วิธีการศึกษา:</u></strong> เป็นการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง โดยการสุ่มเก็บข้อมูล INR ของผู้ป่วยด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และทบทวนประวัติการใช้ยาจากเวชระเบียนของผู้ป่วยแต่ละราย คำนวณหาค่าร้อยละ TTR ด้วยวิธี Rosendaal linear interpolation method</p> <p><strong><u>ผลการศึกษา:</u></strong> ผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาวาร์ฟารินทั้งหมด 423 ราย เป็นเพศหญิง 247 ราย (ร้อยละ 58.39) อายุเฉลี่ย 53.00 ± 7.07 ปี เป็นผู้ป่วยเปลี่ยนลิ้นหัวใจ 203 ราย (ร้อยละ 47.99) ผู้ป่วยโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว 128 ราย (ร้อยละ 30.26) และผู้ป่วยเปลี่ยนลิ้นหัวใจร่วมกับมีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว 92 ราย (ร้อยละ 21.75) ค่าเฉลี่ยร้อยละ TTR ในทุกข้อบ่งใช้ คือ ร้อยละ 50.37 เป้าหมาย INR ของผู้ป่วยส่วนใหญ่คือ 2.0-3.0 (ร้อยละ 60.99) และผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับยาวาร์ฟารินมากกว่า 12 เดือน (ร้อยละ 58.39)</p> <p><strong><u>สรุป:</u></strong> ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมีระดับ INR อยู่ในช่วงเป้าหมายของการใช้ยาวาร์ฟาริน ในผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ หรือผู้ป่วยหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว คือ ร้อยละ 50.37</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> วาร์ฟาริน ระยะเวลาที่ผู้ป่วยมีระดับ INR อยู่ในช่วงเป้าหมาย (ร้อยละ TTR) ผู้ป่วยเปลี่ยนลิ้นหัวใจโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว</p> <p><strong><u>Background and Objective:</u></strong> &nbsp;Warfarin is an anticoagulant that commonly used to treat blood clots and to prevent venous thromboembolism in atrial fibrillation or prosthetic heart valves patient, However warfarin is narrow therapeutic index drug with complicate of pharmacokinetic and pharmacodynamics and difference of individual dose requirement. Efficacy of warfarin was assessed by time in therapeutic range (TTR) with international normalized ratio (INR) values were in desirable range. The objective of this study was to assess efficacy of warfarin by determine TTR in cardiac valve replacement or atrial fibrillation patients at <em>Queen Sirikit Heart Center of the Northeast,</em> Faculty of Medicine, Khon Kaen University.</p> <p><strong><u>Methods:</u></strong> A retrospective study was performed by randomize reviewed the database INR of patients by computerize system and history of medication from medical record of each individual patient then calculated by using Rosendaal linear interpolation method.</p> <p><strong><u>Results:</u></strong> Of the 423 patients who had received warfarin, 247 patients were female (58.39 %), mean ages 53.00 ± 7.07 years. 203 patients received warfarin for &nbsp;cardiac valve replacement (47.99%), 128 patients for atrial fibrillation (3026 %) and 92 patients for cardiac valve replacement with atrial fibrillation (21.75%). Mean TTR of patients who had INR in desirable rage of all indications was 50.37 %. Target INR of all most patients were 2.0-3.0 (60.99 %) and the most patients received warfarin more than 12 months (58.39 %).</p> <p><strong><u>Conclusions:</u></strong> Time in therapeutic range of warfarin in cardiac valve replacement or atrial fibrillation patients with INR in desirable range was 50.37 %.</p> <p><strong>Key word:</strong> Warfarin, time in therapeutic range (TTR), prosthetic heart valve, atrial fibrillations</p> Supabhorn Onsanit Siriporn Jantharuechai Bundit Mokarat Pattarapong Makarawate Copyright (c) 0 2021-12-29 2021-12-29 36 6 737 743