Journal of SciTech-ASEAN https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS <div class="page" title="Page 2"> <div class="layoutArea"> <div class="column"> <p style="font-weight: 400;"><strong>Journal of SciTech-ASEAN (JSTA) </strong>เร่ิมพิมพ์ เผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ในปี พ.ศ. 2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา นักวิจัย และอาจารย์ ในด้านการ ศึกษาและวิจัย โดยวารสารได้รับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการจาก ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) และได้รับผลการประเมินให้วารสารอยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 1 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2568 และได้รับการรับรองต่อเนื่องจนไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p> <p> การดำเนินการจัดทำวารสารดังกล่าว กำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม) โดยตีพิมพ์เผยแพร่บทความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เลข ISSN 3088-2575 ซึ่งวารสารดำเนินการเผยแพร่บทความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เป็นหลักตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 หรือวารสารปีที่ 2 ฉบับที่ 1 </p> </div> </div> </div> <p>บทความทุกบทความจะ<strong>ต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่านที่มาจากหลากหลายสถาบัน</strong> และใช้กระบวนการปิดบังชื่อผู้แต่งและผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณาบทความ</p> <p>บทความที่ได้รับการเผยแพร่ทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ</p> <p> </p> <p> </p> คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ th-TH Journal of SciTech-ASEAN 3088-2575 <p><em><span lang="TH">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ใน <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</span></em></p> <p><em><span lang="TH">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> ก่อนเท่านั้น</span></em></p> <p><br /><br /></p> อิทธิพลของเทคนิคการอบแห้งที่แตกต่างกันต่อสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของใบกระท่อม (Mitragyna speciosa (Korth.) Havil): ปริมาณไมทราไจนีนในเทคนิคที่เหมาะสมที่ได้รับคัดเลือก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/270468 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอิทธิพลของวิธีการอบแห้งที่แตกต่างกันต่อสมบัติทางเคมีและกายภาพ ปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมด และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของใบกระท่อม (<em>Mitragyna speciosa </em>(Korth.) Havil.) โดยเปรียบเทียบวิธีการอบแห้ง 4 วิธี คือ การตากแดดโดยตรง การอบแห้งด้วยโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบพาราโบลา การอบแห้งด้วยตู้อบลมร้อนแบบถาด และการอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสง ผลการทดลองพบว่าการอบแห้งทุกวิธีสามารถลดปริมาณความชื้น (8.7 – 10.4 % w.b.) และค่า water activity (a<sub>w</sub>) อยู่ในช่วง 0.36 - 0.52 อย่างไรก็ตามพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ≤ 0.05) ในค่าสีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยวิธีอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสงให้ค่าปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมดสูงที่สุด (196.64 mg GAE g⁻¹) และไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p &gt; 0.05) จากการตากแดดโดยตรง (195.07 mg GAE g⁻¹) ทั้งนี้ใบกระท่อมที่ผ่านการอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสงแสดงค่าความเข้มสี (Chroma) และค่ามุมเฉดสี (<sup>๐</sup>h) ที่สูงกว่า สามารถรักษาค่าความเป็นสีเขียว (-a*) ได้ดีกว่า รวมทั้งยังมีสุขลักษณะในการผลิตที่เหมาะสมกว่าอีกด้วย นอกจากนี้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ประเมินด้วยวิธี DPPH และ ABTS⁺ มีค่าสูงสุด (74.03 % และ 97.14 % ตามลำดับ) ภายใต้การอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสงเช่นกัน เมื่อพิจารณาจากปริมาณสารสำคัญที่ยังคงเหลือและคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากการอบแห้งแล้ว วิธีการอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสงได้รับคัดเลือกสำหรับการวิเคราะห์ปริมาณไมทราไจนีนในขั้นตอนถัดไป โดยใบกระท่อมอบแห้งที่ได้มีปริมาณไมทราไจนีนเท่ากับ 9.83 mg g⁻¹ (น้ำหนักแห้ง) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยนี้ทำการวิเคราะห์ปริมาณไมทราไจนีนเฉพาะในวิธีการอบแห้งที่ได้รับการคัดเลือกว่ามีความเหมาะสมที่สุด จึงไม่สามารถสรุปเปรียบเทียบการคงอยู่ของไมทราไจนีนระหว่างวิธีการอบแห้งทั้งหมดได้ โดยผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสงเป็นแนวทางที่เหมาะสม สามารถรักษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญไว้ได้ และประหยัดพลังงานสำหรับการแปรรูปใบกระท่อมอบแห้งในระดับชุมชน</p> จีระนันท์ วงศ์วทัญญู เกียรติพงษ์ เจริญจิตต์ อภิญญา ภูมิสายดอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-03 2026-03-03 6 1 20 34 การพัฒนาโปรแกรมการฝึก เอส เอ คิว ร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัวที่มีต่อความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตบอล https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/269943 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิว ร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัว และศึกษาผลของโปรแกรมต่อความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตบอล โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาและสำรวจสภาพจริง เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากผู้ฝึกสอนฟุตบอล 5 คน และนักกีฬาฟุตบอลเพศชาย 15 คน ด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างร่วมกับการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อออกแบบโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิวร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของเกมการแข่งขันจริง ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลเพศชายระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 15 คน และกลุ่มทดลอง 15 คน กลุ่มควบคุมได้รับการฝึกซ้อมตามโปรแกรมปกติของทีม ขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิวร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัว เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบความเร็ววิ่งระยะ 30 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไวด้วยแบบทดสอบ Illinois Agility Test โดยเวลาเฉลี่ยจากทดสอบ 3 ครั้งของแต่ละแบบทดสอบ ในก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างโดยการทดสอบค่า t กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า ระยะที่ 1 นักฟุตบอลยังมีข้อจำกัดด้านความเร็ว การเปลี่ยนทิศทาง ความอ่อนตัว และการควบคุมร่างกายในการเล่นจริง ซึ่งผลดังกล่าวได้นำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิวร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัว ในระยะที่ 2 หลังการทดลอง 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีผลการทดสอบเวลา Illinois Agility Test ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีผลการทดสอบดีกว่ากลุ่มควบคุมทั้งในตัวแปร 30-Meter Sprint และ Illinois Agility Test อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิวร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัวที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตบอลชายระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางหนึ่งที่ผู้ฝึกสอนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเตรียมสมรรถภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของการแข่งขันฟุตบอล</p> พงษ์เอก สุขใส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-03 2026-03-03 6 1 35 51