Journal of SciTech-ASEAN
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS
<div class="page" title="Page 2"> <div class="layoutArea"> <div class="column"> <p style="font-weight: 400;"><strong>Journal of SciTech-ASEAN (JSTA) </strong>เร่ิมพิมพ์ เผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ในปี พ.ศ. 2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา นักวิจัย และอาจารย์ ในด้านการ ศึกษาและวิจัย โดยวารสารได้รับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการจาก ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) และได้รับผลการประเมินให้วารสารอยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 1 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2568 และได้รับการรับรองต่อเนื่องจนไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p> <p> การดำเนินการจัดทำวารสารดังกล่าว กำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม) โดยตีพิมพ์เผยแพร่บทความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เลข ISSN 3088-2575 ซึ่งวารสารดำเนินการเผยแพร่บทความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เป็นหลักตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 หรือวารสารปีที่ 2 ฉบับที่ 1 </p> </div> </div> </div> <p>บทความทุกบทความจะ<strong>ต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่านที่มาจากหลากหลายสถาบัน</strong> และใช้กระบวนการปิดบังชื่อผู้แต่งและผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณาบทความ</p> <p>บทความที่ได้รับการเผยแพร่ทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ</p> <p> </p> <p> </p>
คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
th-TH
Journal of SciTech-ASEAN
3088-2575
<p><em><span lang="TH">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ใน <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</span></em></p> <p><em><span lang="TH">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> ก่อนเท่านั้น</span></em></p> <p><br /><br /></p>
-
ผลของการนวดแบบมวยไทย การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และการนั่งพักที่มีต่อการฟื้นสภาพ ของอัตราการเต้นของหัวใจ ความแข็งแรงของขา และความอ่อนตัว ในนักกีฬาเซปักตะกร้อชายมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/270346
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการนวดแบบมวยไทย การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และการนั่งพักที่มีต่ออัตราการเต้นของหัวใจ ความแข็งแรงของขา และความอ่อนตัว ในนักกีฬาเซปักตะกร้อชาย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็นนักกีฬาเซปักตะกร้อชายมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จำนวน 12 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเท่า ๆ กัน ด้วยการสุ่มอย่างง่าย แบบจับฉลาก ศึกษาการฟื้นสภาพระหว่างการพักระหว่างเซต 3 รูปแบบ ประกอบด้วยการนวดแบบมวยไทย การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และการนั่งพัก กลุ่มตัวอย่างชุดเดียวกัน ปฏิบัติการทดลองทั้ง 3 รูปแบบ และการทดลองแต่ละครั้งเว้นระยะห่างกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ทดสอบอัตราการเต้นของหัวใจ ความแข็งแรงของขา และความอ่อนตัว หลังการฝึกแต่ละครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ เปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ เมื่อพบความแตกต่างจะใช้การวิเคราะห์เป็นรายคู่ด้วยวิธีของตูกี กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยพบว่าการฟื้นสภาพด้วยการนวดแบบมวยไทย การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และการนั่งพักสามารถช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะพักได้ ไม่พบความแตกต่างในความแข็งแรงของขา และความอ่อนตัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โค้ชสามารถนำรูปแบบการฟื้นสภาพดังกล่าวไปใช้กับกีฬาเซปักตะกร้อเพื่อช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจได้</p>
ภัทรพล ทองนำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-22
2026-06-22
6 2
e262001
e262001
10.67909/JSTA.e262001
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสุขและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุ ของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในชุมชนชนบท
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/271569
<p>การเข้าสู่สังคมสูงวัยของกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ในชุมชนชนบทเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แต่หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความสุขและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุยังมีอยู่อย่างจำกัด การวิจัยเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสุขและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในชุมชนชนบท กลุ่มตัวอย่างคือบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศอายุ 40 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทของจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 220 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบลูกโซ่ผ่านเครือข่ายสังคมบนฐานของความไว้วางใจ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามชนิดตอบด้วยตนเองที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.88) และความเชื่อมั่น (Cronbach’s alpha = 0.87) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนย้อนกลับ ผลการศึกษาพบว่า การสนับสนุนจากครอบครัวเป็นปัจจัยเดียวที่มีความสัมพันธ์กับความสุขอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.376, <em>p </em>< 0.001) โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 14.2 (R² = 0.142) ขณะที่ความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นปัจจัยเดียวที่สัมพันธ์กับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (β = 0.168, <em>p</em> = 0.012) โดยอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 2.8 (R² = 0.028) ข้อค้นพบสะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้บริบทชนบทที่มีข้อจำกัดด้านระบบสวัสดิการและการสนับสนุนเชิงโครงสร้าง การยอมรับจากครอบครัวและความสัมพันธ์ทางสังคมอาจทำหน้าที่เป็นทรัพยากรทางจิตสังคมที่สำคัญต่อความมั่นคงทางอารมณ์และความพร้อมในชีวิตช่วงสูงวัยของกลุ่ม LGBTQ+ อีกทั้งผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการพัฒนากระบวนการสุขศึกษา การส่งเสริมสุขภาพชุมชน และการออกแบบสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เอื้อต่อการสูงวัยอย่างมีคุณภาพในชุมชนชนบทของไทยในอนาคตได้</p>
เตชภณ ทองเติม
จีรนันท์ แก้วมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-22
2026-06-22
6 2
e262002
e262002
10.67909/JSTA.e262002
-
การกำกับติดตามการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมทางทะเลกรณีน้ำมันรั่วไหลจากเรือเดินสมุทรในท่าเรือหลักของไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/270881
<p>การรั่วไหลของน้ำมันจากเรือยังคงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สำคัญในท่าเรือขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาศักยภาพทางทะเล งานวิจัยนี้ศึกษาการติดตามกำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายกรณีน้ำมันรั่วไหลในท่าเรือหลักของไทย ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือสัตหีบ และท่าเรือแหลมฉบัง เน้นความสัมพันธ์ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในกระบวนการปฏิบัติงานและประสิทธิผลของการปฏิบัติการ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ขั้นที่ 1 เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างจากผู้เชี่ยวชาญและผู้บริหารหน่วยงานที่มีส่วนได้เสียแบบเฉพาะเจาะจง 11 ท่าน พบว่าการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม ยานไร้คนขับ และปัญญาประดิษฐ์ รวมทั้งการจัดการข้อมูลดิจิทัลและการบูรณาการระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ มีผลต่อการติดตามกำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมาย ในขั้นที่ 2 ทำการประเมินเชิงปริมาณในการรับรู้ประสิทธิผลการกำกับดูแลกรณีน้ำมันรั่วไหลจากกลุ่มตัวอย่างในขั้นที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณา พบว่ากลไกการเฝ้าระวังและตอบสนองน้ำมันรั่วไหลต่ออุบัติเหตุการเดินเรือได้รับการประเมินว่ามีประสิทธิผลในระดับสูง แต่มีประสิทธิผลลดลงในกรณีข้อขัดข้องทางเทคนิคและความผิดพลาดจากผู้ปฎิบัติงาน และมีระดับต่ำในกรณีการสอบสวนและการดำเนินคดี การศึกษาชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีตรวจจับและติดตามสมัยใหม่และการจัดการข้อมูลดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบรรลุเจตนารมย์ของกฎหมาย ดังนั้น จึงต้องพัฒนานโยบายพร้อมแนวทางบูรณาการกับการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และการใช้ข้อมูลดิจิทัลทางกฎหมายตามมาตรฐานสากล ตลอดจนเสริมสร้างสมุทราภิบาลและการพัฒนาทางทะเลอย่างยั่งยืน</p>
สิรภูมิ กระต่ายทอง
นันท์นภัสร อินยิ้ม
เสรีย์ ตู้ประกาย
ปิยะรัตน์ ปรีย์มาโนช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
6 2
e262003
e262003
10.67909/JSTA.e262003
-
ผลของการออกกำลังกายด้วย TRX แบบหนักสลับเบาความเข้มข้นสูงที่มีผลต่อองค์ประกอบของร่างกาย พลังของกล้ามเนื้อ และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในนักศึกษา
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/271988
<p>ภาวะการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอในนักศึกษามหาวิทยาลัยส่งผลให้สมรรถภาพทางกายลดลงและองค์ประกอบร่างกายเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ จึงจำเป็นต้องมีรูปแบบการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพและใช้เวลาน้อย หลักฐานปัจจุบันชี้ว่า TRX และ HIIT สามารถพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือด และองค์ประกอบร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย HIIT ให้ผลใกล้เคียงหรือดีกว่าการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องที่ความหนักปานกลางในระยะเวลาที่สั้นกว่า การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกออกกำลังกายด้วยสายแรงต้าน TRX ร่วมกับการฝึกแบบช่วงความเข้มข้นสูง ต่อองค์ประกอบของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และพลังของกล้ามเนื้อในนักศึกษามหาวิทยาลัย การวิจัยใช้รูปแบบการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่ม โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชายสุขภาพดี อายุระหว่าง 18–25 ปี จำนวน 40 คน ซึ่งได้รับการสุ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทดลอง (n = 20) และกลุ่มควบคุม (n = 20) ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ โดยฝึกสัปดาห์ละ 3 ครั้ง กลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมการฝึก HIIT-TRX ที่ได้รับการออกแบบอย่างเป็นระบบ ซึ่งประกอบด้วยการฝึกแรงต้านโดยใช้น้ำหนักตัวร่วมกับการออกกำลังกายแบบพลัยโอเมตริก ส่วนกลุ่มควบคุมดำเนินกิจกรรมทางกายตามปกติ ตัวแปรที่ศึกษา ได้แก่ องค์ประกอบของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และพลังกล้ามเนื้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบผสม (Mixed-design ANOVA) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ <em>p</em> < 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการฝึก กลุ่มทดลองมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและพลังของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < 0.05) ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มในด้านองค์ประกอบของร่างกาย (<em>p</em> > 0.05) สรุปผลการวิจัยโปรแกรมการฝึกความเข้มข้นสูงด้วยสายแรงต้านTRX ร่วมกับการฝึกพลัยโอเมตริกเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สามารถพัฒนาสมรรถภาพของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยส่งผลให้ความแข็งแรงสัมพันธ์และพลังของกล้ามเนื้อส่วนล่างในนักศึกษามหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในระยะสั้นนี้เป็นผลจากการปรับตัวของประสาทสั่งการ อย่างไรก็ตามรูปแบบการฝึกดังกล่าวยังไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของร่างกาย ซึ่งอาจมีข้อจำกัดด้านระยะเวลาและปัจจัยด้านโภชนาการที่ต้องควบคุมเพิ่มเติม การวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการฝึกผสมผสานดังกล่าวเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเอื้อต่อข้อจำกัดด้านเวลาในการเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายเชิงการทำงานในกลุ่มวัยผู้ใหญ่ตอนต้น</p>
เศวตฉัตร วันนา
ธีร์ธานิศ พันธ์นิกุล
ช่อนภา สิทธิ์ธัง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-28
2026-08-28
6 2
e262004
e262004
10.67909/JSTA.e262004
-
การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิดโดยใช้กรอบแนวคิด ASPIRE โรงพยาบาลศรีสะเกษ
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/270994
<p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิด ณ โรงพยาบาล ศรีสะเกษ โดยใช้กรอบแนวคิด ASPIRE (การประเมิน กำหนดเป้าหมาย การวางแผน การปฏิบัติการ การประเมินซ้ำ การประเมินผล) และการมีส่วนร่วมของทีมสหสาขาวิชาชีพ การวิจัยดำเนินการระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ถึง 27 มกราคม 2569 ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย ได้แก่ พยาบาล 29 คน ผู้ป่วย 30 ราย และผู้เชี่ยวชาญ 11 คน การวิจัยประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์สถานการณ์ (2) การพัฒนารูปแบบการดูแลแบบบูรณาการ (3) การทดลองใช้และการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญและ (4) การประเมินผลลัพธ์ในสภาพจริง เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ แบบประเมินสมรรถนะ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบประเมินความเป็นไปได้ และแบบบันทึกผลทางคลินิก (CVI = 1.00) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยWilcoxon signed-rank test และ paired t-test และเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ด้านผู้ให้บริการพบว่าคะแนนสมรรถนะของบุคลากรพยาบาลเพิ่มขึ้นในทุกระยะการดูแล (ร้อยละ 94.92 เป็นร้อยละ 96.98) และความพึงพอใจของทีมพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><0.001) แบบประเมินความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านผู้รับบริการ ตัวชี้วัดอุบัติการณ์ทั้ง 7 รายการบรรลุเป้าหมายที่กำหนด โดยตัวชี้วัดที่บรรลุร้อยละ 100 ได้แก่ การประเมินเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด การรายงานภาวะฉุกเฉินและการจัดการยาความเสี่ยงสูง (HAD) ภายใน 1 นาที และการฟื้นฟูสภาพพร้อมวางแผนจำหน่าย ส่วนตัวชี้วัดที่ไม่เกิดเหตุการณ์ ได้แก่ การงดผ่าตัด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหลังผ่าตัด และการกลับมารักษาซ้ำภายใน 7 วัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการพยาบาล SOH-Care สามารถลดการงดผ่าตัดเป็นศูนย์ลดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติร้อยละ 30 และเพิ่มสมรรถนะพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อเสนอแนะให้ขยายผลทดสอบรูปแบบในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิที่มีบริบทใกล้เคียงและศึกษาผลลัพธ์ระยะยาว</p>
ธันยมัย ปุรินัย
จันทร์ทิรา เจียรณัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-30
2026-08-30
6 2
e262005
e262005
10.67909/JSTA.e262005