Journal of SciTech-ASEAN https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS <div class="page" title="Page 2"> <div class="layoutArea"> <div class="column"> <p style="font-weight: 400;"><strong>Journal of SciTech-ASEAN (JSTA) </strong>เร่ิมพิมพ์ เผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ในปี พ.ศ. 2564 มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา นักวิจัย และอาจารย์ ในด้านการ ศึกษาและวิจัย โดยวารสารได้รับการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการจาก ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) และได้รับผลการประเมินให้วารสารอยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 1 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2568 และได้รับการรับรองต่อเนื่องจนไปถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572</p> <p> การดำเนินการจัดทำวารสารดังกล่าว กำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม) โดยตีพิมพ์เผยแพร่บทความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เลข ISSN 3088-2575 ซึ่งวารสารดำเนินการเผยแพร่บทความในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) เป็นหลักตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 หรือวารสารปีที่ 2 ฉบับที่ 1 </p> </div> </div> </div> <p>บทความทุกบทความจะ<strong>ต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่านที่มาจากหลากหลายสถาบัน</strong> และใช้กระบวนการปิดบังชื่อผู้แต่งและผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณาบทความ</p> <p>บทความที่ได้รับการเผยแพร่ทั้งหมดเป็นลิขสิทธิ์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ</p> <p> </p> <p> </p> คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ th-TH Journal of SciTech-ASEAN 3088-2575 <p><em><span lang="TH">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ใน <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</span></em></p> <p><em><span lang="TH">บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก <strong>Journal of SciTech-ASEAN</strong> ก่อนเท่านั้น</span></em></p> <p><br /><br /></p> การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/270364 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในกรุงเทพมหานคร และพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเครื่องมือในการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและเพิ่มคุณค่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตลอดจนประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ต่อแพลตฟอร์มดังกล่าว แพลตฟอร์มได้รับการออกแบบและพัฒนาให้รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android พร้อมทั้งบูรณาการ LINE Official Account (LINE OA) เป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร การแจ้งเตือน และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยีระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และแผนที่ดิจิทัล (Google Maps Location Services) มาใช้เพื่อสนับสนุนการแสดงตำแหน่งพิพิธภัณฑ์ การวางแผนการเดินทาง และการเข้าถึงข้อมูลเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ฟังก์ชันหลักของแพลตฟอร์มประกอบด้วยการค้นหาข้อมูลพิพิธภัณฑ์ การแสดงแผนที่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ฟังก์ชันการแสดงความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ รวมถึงการแบ่งปันข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้พบว่ามีความพึงพอใจโดยรวมต่อแพลตฟอร์มอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ยรวม = 4.08) โดยด้านการใช้งานได้ค่าเฉลี่ย 4.03 ด้านการทำงานของระบบได้ค่าเฉลี่ย 4.10 และด้านความสวยงามได้ค่าเฉลี่ย 4.10 ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสนับสนุนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสำหรับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น</p> อมฤตา ฤทธิภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-03 2026-03-03 6 1 1 19 อิทธิพลของเทคนิคการอบแห้งที่แตกต่างกันต่อสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของใบกระท่อม (Mitragyna speciosa (Korth.) Havil): ปริมาณไมทราไจนีนในเทคนิคที่เหมาะสมที่ได้รับคัดเลือก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/270468 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอิทธิพลของวิธีการอบแห้งที่แตกต่างกันต่อสมบัติทางเคมีและกายภาพ ปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมด และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของใบกระท่อม (<em>Mitragyna speciosa </em>(Korth.) Havil.) โดยเปรียบเทียบวิธีการอบแห้ง 4 วิธี คือ การตากแดดโดยตรง การอบแห้งด้วยโรงอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบพาราโบลา การอบแห้งด้วยตู้อบลมร้อนแบบถาด และการอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสง ผลการทดลองพบว่าการอบแห้งทุกวิธีสามารถลดปริมาณความชื้น (8.7 – 10.4 % w.b.) และค่า water activity (a<sub>w</sub>) อยู่ในช่วง 0.36 - 0.52 อย่างไรก็ตามพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ≤ 0.05) ในค่าสีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยวิธีอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสงให้ค่าปริมาณสารฟีนอลิกทั้งหมดสูงที่สุด (196.64 mg GAE g⁻¹) และไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p &gt; 0.05) จากการตากแดดโดยตรง (195.07 mg GAE g⁻¹) ทั้งนี้ใบกระท่อมที่ผ่านการอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสงแสดงค่าความเข้มสี (Chroma) และค่ามุมเฉดสี (<sup>๐</sup>h) ที่สูงกว่า สามารถรักษาค่าความเป็นสีเขียว (-a*) ได้ดีกว่า รวมทั้งยังมีสุขลักษณะในการผลิตที่เหมาะสมกว่าอีกด้วย นอกจากนี้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ประเมินด้วยวิธี DPPH และ ABTS⁺ มีค่าสูงสุด (74.03 % และ 97.14 % ตามลำดับ) ภายใต้การอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสงเช่นกัน เมื่อพิจารณาจากปริมาณสารสำคัญที่ยังคงเหลือและคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากการอบแห้งแล้ว วิธีการอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสงได้รับคัดเลือกสำหรับการวิเคราะห์ปริมาณไมทราไจนีนในขั้นตอนถัดไป โดยใบกระท่อมอบแห้งที่ได้มีปริมาณไมทราไจนีนเท่ากับ 9.83 mg g⁻¹ (น้ำหนักแห้ง) อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยนี้ทำการวิเคราะห์ปริมาณไมทราไจนีนเฉพาะในวิธีการอบแห้งที่ได้รับการคัดเลือกว่ามีความเหมาะสมที่สุด จึงไม่สามารถสรุปเปรียบเทียบการคงอยู่ของไมทราไจนีนระหว่างวิธีการอบแห้งทั้งหมดได้ โดยผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการอบแห้งด้วยโรงเรือนอบแห้งแบบทึบแสงเป็นแนวทางที่เหมาะสม สามารถรักษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญไว้ได้ และประหยัดพลังงานสำหรับการแปรรูปใบกระท่อมอบแห้งในระดับชุมชน</p> จีระนันท์ วงศ์วทัญญู เกียรติพงษ์ เจริญจิตต์ อภิญญา ภูมิสายดอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-03 2026-03-03 6 1 20 34 การพัฒนาโปรแกรมการฝึก เอส เอ คิว ร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัวที่มีต่อความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตบอล https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/269943 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิว ร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัว และศึกษาผลของโปรแกรมต่อความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตบอล โดยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาและสำรวจสภาพจริง เก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามจากผู้ฝึกสอนฟุตบอล 5 คน และนักกีฬาฟุตบอลเพศชาย 15 คน ด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างร่วมกับการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลมาวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อออกแบบโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิวร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของเกมการแข่งขันจริง ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักกีฬาฟุตบอลเพศชายระดับมหาวิทยาลัย จำนวน 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 15 คน และกลุ่มทดลอง 15 คน กลุ่มควบคุมได้รับการฝึกซ้อมตามโปรแกรมปกติของทีม ขณะที่กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิวร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัว เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบความเร็ววิ่งระยะ 30 เมตร และความคล่องแคล่วว่องไวด้วยแบบทดสอบ Illinois Agility Test โดยเวลาเฉลี่ยจากทดสอบ 3 ครั้งของแต่ละแบบทดสอบ ในก่อนการฝึก หลังการฝึก 4 สัปดาห์ และหลังการฝึก 8 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างโดยการทดสอบค่า t กำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า ระยะที่ 1 นักฟุตบอลยังมีข้อจำกัดด้านความเร็ว การเปลี่ยนทิศทาง ความอ่อนตัว และการควบคุมร่างกายในการเล่นจริง ซึ่งผลดังกล่าวได้นำมาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิวร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัว ในระยะที่ 2 หลังการทดลอง 4 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีผลการทดสอบเวลา Illinois Agility Test ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ และหลังการทดลอง 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีผลการทดสอบดีกว่ากลุ่มควบคุมทั้งในตัวแปร 30-Meter Sprint และ Illinois Agility Test อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกเอส เอ คิวร่วมกับโปรแกรมฝึกความอ่อนตัวที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยเพิ่มความเร็วและความคล่องแคล่วว่องไวของนักกีฬาฟุตบอลชายระดับมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางหนึ่งที่ผู้ฝึกสอนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเตรียมสมรรถภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของการแข่งขันฟุตบอล</p> พงษ์เอก สุขใส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-03 2026-03-03 6 1 35 51 ผลของโพแทสเซียมเพอร์แมงกาเนตต่อตัวเร่งปฏิกิริยา CZA/13X สำหรับการสังเคราะห์แอลพีจีโดยตรง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/269528 <p>การสังเคราะห์ก๊าซหุงต้ม (LPG) โดยตรงจากก๊าซสังเคราะห์ถือเป็นแนวทางที่ยั่งยืนและมีความมุ่งหวังสูงสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงทางเลือก งานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษาสมรรถนะการเร่งปฏิกิริยาของตัวเร่งปฏิกิริยาคอปเปอร์-ซิงค์-อะลูมิเนียมออกไซด์ (CuO-ZnO-Al<sub>2</sub>O<sub>3</sub>; CZA) ที่อัตราส่วนโมล 2:2:1 ซึ่งเตรียมด้วยวิธีตกตะกอนร่วมและนำมาผสมทางกายภาพกับซีโอไลต์ 13X ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาวิจัยเป็นพิเศษเกี่ยวกับการปรับปรุงสมบัติของตัวเร่งปฏิกิริยาด้วยโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (KMnO<sub>4</sub>) เพื่อประเมินศักยภาพในการปรับความเป็นกรดของซีโอไลต์ผ่านการส่งเสริมด้วยความเป็นด่างของโพแทสเซียม (K) และการเพิ่มการกระจายตัวของโลหะด้วยผลทางรีดอกซ์ของแมงกานีส (Mn) ระบบตัวเร่งปฏิกิริยาที่ใช้ในการประเมินมี 3 ระบบ ได้แก่ CZA/13X, CZA/10%KMnO<sub>4</sub>-13X และ CZA/20%KMnO<sub>4</sub>-13X โดยเตรียมด้วยวิธีการเคลือบฝัง KMnO<sub>4</sub> ลงบนซีโอไลต์ 13X ที่ความเข้มข้นร้อยละ 10 และ 20 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร ตามลำดับ การประเมินสมรรถนะการเร่งปฏิกิริยาทดสอบภายใต้สภาวะปฏิกิริยาในเครื่องปฏิกรณ์แบบเบดนิ่ง (Fixed-bed reactor) ที่อุณหภูมิ 350 องศาเซลเซียส ความดัน 40 บาร์ และอัตราส่วนก๊าซ H<sub>2</sub>:CO เท่ากับ 2:1 เป็นเวลา 4 ชั่วโมง ผลการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคก๊าซโครมาโทกราฟีพบว่า ตัวเร่งปฏิกิริยา CZA/13X ที่ไม่มีการปรับปรุงให้สมรรถนะการเร่งปฏิกิริยาสูงที่สุด โดยมีค่าการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO Conversion) ร้อยละ 87.64 ค่าการเลือกเกิดก๊าซ LPG (LPG Selectivity) ร้อยละ 38.16 และผลผลิตก๊าซ LPG (LPG Yield) ร้อยละ 33.47 ในขณะที่ระบบตัวเร่งปฏิกิริยาที่ปรับปรุงด้วย KMnO<sub>4</sub> มีสมรรถนะลดลง โดยมีค่าการเปลี่ยนก๊าซ CO ลดลงเหลือร้อยละ 86.83 และ 83.14 สำหรับปริมาณการเติมร้อยละ 10 และ 20 ตามลำดับ ผลการทดลองดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การอุดตันของตำแหน่งว่องไวที่เป็นกรดบนซีโอไลต์โดยสารประกอบโพแทสเซียมและแมงกานีสที่มีปริมาณมากเกินไป ส่งผลกระทบเชิงลบที่รุนแรงกว่าข้อดีที่คาดว่าจะได้รับจากการส่งเสริมทางรีดอกซ์หรือความเป็นด่าง จึงเป็นการขัดขวางขั้นตอนการเปลี่ยนเมทานอลไปเป็นไฮโดรคาร์บอน (Methanol-to-hydrocarbon dehydration step) ข้อค้นพบเหล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความสมดุลระหว่างฟังก์ชันโลหะและฟังก์ชันกรด และบ่งชี้ว่าแม้การปรับปรุงด้วย KMnO<sub>4</sub> จะถูกคาดหวังเพื่อใช้ในการควบคุมค่าการเลือกเกิดผลิตภัณฑ์ แต่ในสภาวะที่ทำการศึกษานี้กลับให้ผลในทางตรงกันข้ามเนื่องจากการเข้ายับยั้งตำแหน่งว่องไวหลักของตัวเร่งปฏิกิริยา</p> มนตรี ทองคำ ภิเษก รุ่งโรจน์ชัยพร สมสุข ไตรศุภกิตติ มาวิน ปูนอน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 6 1 52 74 การบูรณาการ IOT บล็อกเชน และ AI เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับและสมรรถนะ การปฏิบัติการในห่วงโซ่อุปทานอาหาร: การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ และการวิเคราะห์ตามกรอบ TOE ในประเทศไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/269356 <p>ห่วงโซ่อุปทานอาหารกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากสถานการณ์ด้านความปลอดภัย การทุจริตอาหาร และความไว้วางใจ ทำให้การตรวจสอบย้อนกลับเป็นสิ่งที่จำเป็นในการเพิ่มความสามารถในแข่งขัน เนื่องจากการพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลเพียงชนิดเดียวยังคงมีข้อจำกัด ดังนั้น การบูรณาการระบบอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) บล็อกเชน (Blockchain) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตลอดโซ่อุปทาน ข้อมูลเชื่อถือได้ และสามารถคาดการณ์ได้ทันเวลา จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารรายสำคัญ อย่างไรก็ตาม การยอมรับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้ในกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมยังไม่มากนัก เนื่องจากเงินลงทุน ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยังไม่ทั่วถึง งานทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบนี้ยึดแนวทาง PRISMA เพื่อสังเคราะห์ผลงานวิจัยที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองระหว่างปีพ.ศ. 2562-2568 ที่เป็นการบูรณาการทั้งสามเทคโนโลยี ในบริบทห่วงโซ่อุปทานอาหาร พร้อมใช้กรอบแนวคิดเทคโนโลยี-องค์กร-สิ่งแวดล้อม (TOE) วิเคราะห์ปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรคของประเทศไทย ผลการสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่า การบูรณาการเทคโนโลยีช่วยส่งเสริมขีดความสามารถด้านการตรวจสอบย้อนกลับ ได้แก่ การมองเห็นข้อมูลแบบเรียลไทม์จากระบบอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง การบันทึกที่ตรวจสอบได้และแก้ไขไม่ได้ด้วยระบบบล็อกเชน และการยืนยันแหล่งที่มาด้วยการวิเคราะห์ของระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ส่งผลกับสมรรถนะการปฏิบัติการที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจและการเรียกคืนสินค้าที่รวดเร็วขึ้น การควบคุมคุณภาพที่แม่นยำขึ้น และการลดต้นทุน ในบริบทประเทศไทย ปัจจัยสนับสนุนคือนโยบายภาครัฐ มาตรฐานอุตสาหกรรม และความร่วมมือระหว่างภาคส่วน ส่วนอุปสรรคสำคัญคือเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เสมอภาค ช่องว่างด้านทักษะ และกฎระเบียบ โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อย โดยสรุป งานทบทวนวรรณกรรมนี้เสนอกรอบแนวคิดที่นำการตรวจสอบย้อนกลับเป็นตัวแปรคั่นกลางเชื่อมโยงการบูรณาการเทคโนโลยีกับสมรรถนะการปฏิบัติการด้านความเร็ว คุณภาพ และต้นทุน พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยในยุคดิจิทัล</p> ชนิกานต์ กมลสุข วัชรพล สุขโหตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 6 1 75 91 ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมณฑลชานซี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/269776 <p>วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้: (1) เพื่อสำรวจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการออกกำลังกายของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา (2) วิเคราะห์ปัจจัยใดที่มีผลกระทบทางตรงหรือทางอ้อมต่อการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา และ (3) เพื่อเป็นพื้นฐานในการกำหนดนโยบายส่งเสริมสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นและความถี่ของกิจกรรมกีฬา การจัดองค์กรกิจกรรมกีฬาในสถาบันอุดมศึกษา ทรัพยากรและสภาพแวดล้อมด้านกีฬาในสถาบันอุดมศึกษา การสนับสนุนและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ตลอดจนการรับรู้และแรงจูงใจด้านกีฬากับการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้ทำการทดสอบความสอดคล้องของแบบจำลองสาเหตุที่สร้างขึ้นจากข้อมูลเชิงประจักษ์ และสำรวจผลกระทบทางตรงและทางอ้อมของตัวแปรสาเหตุต่อการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในมณฑลชานซี การศึกษานี้ได้เลือกกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาประมาณ 150,000 คน จาก 5 มหาวิทยาลัยในมณฑลชานซี รวมถึงมหาวิทยาลัยชานซี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายและการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 538 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ซอฟต์แวร์ SPSS27 และ AMOS26 ความเที่ยงตรงของแบบสอบถามมีค่าดัชนี IOC อยู่ระหว่าง 0.6-1.0 และความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.976 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เส้นทาง ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรแต่ละตัวมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญกับการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษาในระดับ 0.01 แบบจำลองปัจจัยสาเหตุที่ตั้งสมมติฐานซึ่งมีอิทธิพลต่อการพัฒนาสมรรถภาพทางกายมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ<sup>2</sup>/df=1.19, GFI=0.844, AGFI=0.836, RMSEA=0.019, SRMR=0.07) ผลกระทบรวมของความเข้มข้นและความถี่ในการออกกำลังกายที่มีต่อการพัฒนาสมรรถภาพทางกายของนักศึกษามีค่ามากที่สุด (0.254) รองลงมาคือ สภาพแวดล้อมและทรัพยากรด้านกีฬาในสถาบันอุดมศึกษา (0.251) การสนับสนุนและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (0.224) แรงจูงใจและการรับรู้ในการออกกำลังกาย (0.193) และสุดท้ายคือองค์กรกิจกรรมเชิงปฏิสัมพันธ์ในสถาบันอุดมศึกษา (0.134) ตัวแปรที่มีอิทธิพลทางตรงมากที่สุดคือการสนับสนุนและการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (0.224) รองลงมาคือแรงจูงใจและการรับรู้ในการออกกำลังกาย (0.193) สภาพแวดล้อมและทรัพยากรด้านกีฬาของสถาบันอุดมศึกษา (0.169) ความเข้มข้นและความถี่ในการออกกำลังกาย (0.155) และการจัดองค์กรกิจกรรมกีฬา (0.134) ตัวแปรที่มีอิทธิพลทางอ้อมมากที่สุด ได้แก่ การปฏิสัมพันธ์และการสนับสนุนทางสังคม (0.417) และแรงจูงใจและการรับรู้ในการออกกำลังกาย (0.379) ตามลำดับ</p> พรชัย นุเกื้อ โจว ชุนเหมย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-01 2026-05-01 6 1 92 103 การเพิ่มประสิทธิภาพการเผามะพร้าวด้วยชุดอุปกรณ์เผามะพร้าว https://li01.tci-thaijo.org/index.php/STJS/article/view/269050 <p>งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของอุปกรณ์เผามะพร้าวที่ปรับปรุงขึ้นมาเพื่อเปรียบเทียบกับวิธีการคั่วแบบดั้งเดิม ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ที่ที่พัฒนาขึ้นสามารถเผามะพร้าวได้ 90 ผลต่อรอบการผลิต ภายใต้สภาวะที่เหมาะสมที่กำหนดโดยวิธีทากูชิ โดยใช้ความเร็วรอบของกลองหมุน 10 รอบต่อนาที เวลาการคั่วเฉลี่ยอยู่ที่ 140.75 นาที ซึ่งลดลงจาก 151.9 นาที ของวิธีการแบบดั้งเดิม ยิ่งไปกว่านั้น อุปกรณ์ที่ปรับปรุงนี้สามารถผลิตมะพร้าวเผาที่ปราศจากข้อบกพร่องได้ถึง 99.4% ในขณะที่วิธีการแบบดั้งเดิมผลิตมะพร้าวเผาดีได้เฉลี่ย 91% โดยรวมแล้ว วิธีการใหม่ลดเวลาการเผาโดยเฉลี่ย 11.85 นาที เพิ่มผลผลิตได้ 8.4% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>-value = 0.000) แม้ว่ากระบวนการที่ปรับปรุงนี้จะต้องใช้ต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 24 บาทต่อรอบการผลิต เนื่องจากการใช้ฟืนที่เพิ่มขึ้น 48 กิโลกรัม แต่ก็สามารถผลิตเปลือกมะพร้าวที่นำออกจำหน่ายได้เพิ่มขึ้น 20 ผล ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น 1,051 บาทต่อรอบการผลิต ผลการวิจัยนี้ยืนยันได้ถึงอุปกรณ์เผามะพร้าวที่ปรับปรุงนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิต ทั้งด้านเวลาการเผามะพร้าวที่ลดลง และผลผลิตเพิ่มขึ้น ดังนั้นอุปกรณ์นี้จึงเหมาะสมสำหรับการนำไปใช้ในระดับชุมชนและมีศักยภาพในการขยายสู่เชิงพาณิชย์ งานวิจัยในอนาคตควรศึกษาการบูรณาการวัสดุกักเก็บความร้อนและการออกแบบโครงสร้างถังใส่ใหม่ เพื่อลดการสูญเสียความร้อนและลดการใช้เชื้อเพลิง โดยไม่กระทบต่อคุณภาพการเผามะพร้าว นอกจากนี้ ควรเน้นไปที่การลดการปล่อย CO₂ ผ่านแหล่งพลังงานหมุนเวียนทางเลือก การประเมินความสามารถในการปรับตัวของระบบต่อเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรชนิดอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยรวม</p> อำนวย คำบุญ วรพจน์ ศิริรักษ์ พีรวัตร ลือสัก อมรรัตน์ ปิ่นชัยมูล ศุภศานต์ รักสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of SciTech-ASEAN https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-05-01 2026-05-01 6 1 104 122