https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/issue/feed
วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
2025-12-22T00:00:00+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร. เจษฎา โพธิ์สม
jetspo@kku.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย</strong> เป็นวารสารวิชาการทางวิศวกรรมเกษตรและสาขาที่เกี่ยวข้อง จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการของนักศึกษา อาจารย์และนักวิชาการ และเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการแก่สมาชิก นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ (ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 1 ฉบับ และระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม 1 ฉบับ) ต้นฉบับที่รับพิจารณาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อนและไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารฉบับอื่น บทความที่เผยแพร่ผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องโดยที่รายชื่อผู้เขียนบทความถูกเปิดเผย และผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ถูกเปิดเผย (Single-blind review) </p> <p><strong>Print ISSN:</strong> 1685-408X<br><strong>Online ISSN:</strong> 2651-222X</p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/258494
การออกแบบและพัฒนาระบบนำทางด้วย GPS สำหรับเครื่องหยอดข้าว
2023-04-25T10:01:28+07:00
สมพร หงษ์กง
somporn.ho@rmuti.ac.th
สุริยา โชคเพิ่มพูน
none-email@gmail.com
อมร ดอนเมือง
none-email@gmail.com
ซยุต ศรีฮาก์ณู
none-email@gmail.com
<p class="AbstractThai"><span lang="TH">บทความวิจัยนี้เสนอการทดสอบการควบคุมการเคลื่อนที่ของเครื่องหยอดข้าวแบบอัตโนมัติที่ติดตั้งระบบการควบคุมด้วย </span>GPS <span lang="TH">ผ่านโปรแกรม </span>Mission Planner<span lang="TH"> โดยติดตั้งระบบควบคุมการเลี้ยวของเครื่อง ด้วยการรับสัญญาณจากบอร์ด </span>pixheak <span lang="TH">ร่วมกับ </span>GPS module <span lang="TH">เพื่อรับพิกัดและตรวจสอบทิศทางให้ระบบประมวลผลและสั่งงานไปยังมอเตอร์ที่ควบคุมการหมุนของพวงมาลัยของเครื่องหยอดให้อยู่ในเส้นทางที่กำหนด การทดสอบการทำงานจะความแม่นยำจะกำหนดความเร็วในการเคลื่อนที่ไว้ที่ 0.2 0.3 และ 0.4 </span>m·s<sup><span lang="TH">-</span>1</sup><span lang="TH"> และทดสอบระยะความผิดพลาด 2 รูปแบบ ได้แก่ การตรวจสอบระยะหยุดรถจากเริ่มต้น-สุดท้ายที่ระยะ 400 </span>m <span lang="TH">และความผิดพลาดในแนวเส้นตรงในระยะ 100 </span>m <span lang="TH">โดยจะเก็บข้อมูลทุกๆ 10 </span>m<span lang="TH"> ผลจากการทดสอบพบว่าการใช้ความเร็วเท่ากับ 0.2 </span>m·s<sup><span lang="TH">-</span>1</sup><span lang="TH"> จะส่งผลทำให้ระยะหยุดและมีค่าผิดพลาดแนวเส้นตรงน้อยสุด เนื่องจากการเคลื่อนที่ของตัวรถเป็นไปอย่างซ้าๆ จะส่งผลทำให้ให้ตัวรถอยู่ในแนวเส้นที่กำหนดได้ดีมากสุด ผลเนื่องจากการปรับค่า </span>P Control <span lang="TH">ที่ต่างกัน </span></p> <p class="AbstractEng"> </p>
2025-12-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/267726
การทดสอบและประเมินผลสมรรถนะของเครื่องสางใบพร้อมพรวนกลบใบอ้อยสำหรับอ้อยพันธ์ แอลเค 92-11
2025-06-18T15:32:00+07:00
ตฤณสิษฐ์ ไกรสินบุรศักดิ์
tinnasit.k@gmail.com
พุทธธินันทร์ จารุวัฒน์
Putjar2001@yahoo.com
มงคล ตุ่นเฮ้า
mono-jobs@hotmail.com
ประสาท แสงพันธุ์ตา
poa56@yahoo.com
อนุชา เชาว์โชติ
anuchachaochot@gmail.com
วรรธนะ สมนึก
somnukwanthanah@gmail.com
รัชดา ปรัชเจริญวนิชย์
p_ratch@yahoo.com
กันต์ธกรณ์ เขาทอง
fengkkk@ku.ac.th
แดนสรวง จงสุขไว
dansuang2549@gmail.com
<p>เครื่องสางใบพร้อมพรวนกลบใบอ้อยในงานวิจัยนี้ สร้างขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้แรงงานเข้าตัดอ้อยได้สะดวก ส่วนการพรวนกลบใบอ้อยเป็นการเพิ่มแร่ธาตุในดินจากการกลบใบอ้อย รวมถึงลดปัญหาการเผาใบอ้อยในไร่ โดยออกแบบให้การสางใบและการพรวนกลบใบอ้อยสามารถทำงานพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประยุกต์ใช้ระบบถ่ายทอดกำลังอุทกสถิตขับเคลื่อนอุปกรณ์สางใบอ้อย และใช้ระบบถ่ายทอดกำลังทางกลขับเคลื่อนไถจานชนิดใช้กำลังขับสำหรับพรวนกลบใบอ้อย ทำการทดสอบปัจจัยที่มีผลต่อสมรรถนะของเครื่องสางใบพร้อมพรวนกลบใบอ้อยในพื้นที่ดินร่วน ความชื้นดินเฉลี่ย 14.46 %db ความหนาแน่นดินสภาวะแห้งเฉลี่ย 1.89 g cm<sup>-3</sup> และความต้านทานการแทงทะลุดินเฉลี่ย 1.96 MPa ปลูกอ้อยพันธุ์ แอลเค 92-11 ใน อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เป็นอ้อยปลูกใหม่ อายุ 10 เดือน ที่ความเร็วในการเคลื่อนที่ 2 ระดับ คือ 1.95 และ 2.45 km h<sup>-1 </sup> มุมชุดจานไถ 3 ระดับคือ 36°, 40° และ 44° และความเร็วรอบการหมุนที่ผานจานไถ 2 ระดับคือ 150 และ 180 rpm โดยมีความลึกในการไถเฉลี่ย 25 cm และความเร็วรอบการหมุนของลูกตีสางใบอ้อย 800 rpm และประเมิลผลโดยพิจารณาเลือกปัจจัยทดสอบที่เหมาะสมในการสางใบและพรวนกลบใบอ้อยจากแบบสอบถามระดับความสำคัญของผลการทดสอบ และระดับความพึงพอใจของผลการทดสอบโดยใช้วิธีค่าเฉลี่ยเลขคณิตแบบถ่วงน้ำหนัก พบว่า ปัจจัยทดสอบที่เหมาะสมในการสางใบและพรวนกลบใบอ้อยคือ ความเร็วในการเคลื่อนที่ 1.95 km h<sup>-1 </sup>มุมชุดจานไถ 36° ความเร็วรอบการหมุนที่ผานจานไถ 150 rpm และความเร็วรอบการหมุนของลูกตีสางใบอ้อย 800 rpm ให้ค่าเฉลี่ยเลขคณิตแบบถ่วงน้ำหนักมากที่สุด 3.837 ใช้กำลังรวม 10.12 kW มีประสิทธิภาพในการสางใบอ้อย 83.16% ประสิทธิภาพการพรวนกลบใบอ้อย 92.41% และมีอัตราการทำงานทางทฤษฎี 2.34 rai h<sup>-1</sup></p>
2025-12-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/264892
เครื่องทำความสะอาดมันสำปะหลังแบบติดท้ายรถแทรคเตอร์ขนาดเล็ก
2025-06-12T11:01:36+07:00
กฤษณะ นาวารัตน์
kritsana_na@rmutto.ac.th
สุรพงษ์ โซ่ทอง
none-email@gmail.com
บุราณี ระเบียบ
none-email@gmail.com
ชาญณงค์ ชูสุย
none-email@gmail.com
ชนิดา บุพตา
none-email@gmail.com
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้างและการทดสอบประเมิณสมรรถนะเครื่องทำความสะอาดมันสำปะหลังแบบติดท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็ก โดยมีขนาด ความกว้าง × ความยาว × ความสูง ดังนี้ 1.20 m × 1.5 m × 1.6 m โครงสร้างของเครื่องประกอบด้วย ต้นกำลัง ชุดถ่ายทอดกำลังและชุดทำความสะอาด โดยต้นกำลังมาจากเพลาอำนวยกำลัง(PTO) จากรถแทรกเตอร์ และทำการทดสอบโดยมีผลการทดสอบที่ความเร็วรอบของเพลาอำนวยกำลัง(PTO) 800 rpm การทำงานของเครื่องโดยการป้อนวัสดุลงในชุดทำความสะอาดและทำหมุนเมื่อครบกำหนดระยะเวลานำวัตถุดิบออกจากชุดทำความสะอาด ความเร็วรอบในการทดสอบ 15 20 และ 25 rpm เวลาในการทำความสะอาด 1 และ 2 min จากการทดสอบพบว่าด้านประสิทธิภาพในการทำความสะอาด จากการทดสอบพบที่เวลา 2 นาทีพบที่ความเร็วรอบ 20 rpm น้ำหนัก 50 kg โดยมีค่าเท่ากับ 96.44% ด้านความสามารถในการทำงานพบที่เวลา 1 min น้ำหนัก 100 kg โดยมีค่าเท่ากับ 5,220 kg h<sup>-1</sup> เครื่องทำความสะอาดมันสำปะหลังแบบติดท้ายรถแทรกเตอร์ขนาดเล็กนี้สามารถแยกสิ่งเจือปนและขูดเปลือกนอกของมันสำปะหลังได้</p> <p> </p>
2025-12-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/268913
เทคโนโลยีการตรวจติดตามคุณภาพเมล็ดธัญพืชในการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว: บทปริทัศน์
2025-09-29T09:06:31+07:00
ชูเกียรติ โชติกเสถียร
chukiat@npru.ac.th
อธิวัฒน์ บุญมี
fengawbo@ku.ac.th
วรญา เนื่องมัจฉา
fengwyn@ku.ac.th
วัชรพล ชยประเสริฐ
fengwpc@ku.ac.th
<p> บทความปริทัศน์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภาพรวมของความก้าวหน้าและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้ในการตรวจติดตามคุณภาพของเมล็ดธัญพืชในระหว่างการเก็บรักษาหลังการเก็บเกี่ยว โดยมีเนื้อหากล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อการเสื่อมสภาพของเมล็ด ได้แก่ อุณหภูมิและความชื้นเมล็ด, แมลงศัตรูในโรงเก็บ และเชื้อรา พร้อมทั้งให้รายละเอียดของระบบตรวจติดตามสมัยใหม่ที่อาศัยโครงข่ายเซนเซอร์เพื่อวัดค่าปัจจัยเหล่านี้แบบเวลาจริง ข้อมูลที่ได้จากระบบดังกล่าวสามารถถูกนำมาใช้ประเมินความเสี่ยง เพื่อช่วยในการตัดสินใจใช้มาตรการแทรกแซงเพื่อควบคุมและ/หรือยับยั้งปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อเมล็ดอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียคุณภาพของผลผลิต และยังเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเมล็ดธัญพืชอย่างยั่งยืน</p> <p class="AbstractEng"> </p>
2025-12-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/269146
การปรับสภาพชีวมวลลิกโนเซลลูโลสด้วยวัสดุเพาะเห็ดเหลือทิ้ง: แนวทางการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อการผลิตแก๊สชีวภาพอย่างยั่งยืน
2025-10-08T23:42:35+07:00
ปฐมพร พูลสวัสดิ์
patomporn@tistr.or.th
ปัญนกฤช ลาภบริสุทธิ์
pannagrit@hotmail.com
<p>การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อผลิตพลังงานทดแทนสามารถช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรชีวมวลที่มีอยู่ในประเทศ วัสดุเหลือทิ้งชีวมวลประเภทใบอ้อยจัดเป็นแหล่งชีวมวลที่สำคัญ แต่การนำมาใช้ผลิตแก๊สชีวภาพยังมีข้อจำกัดสำคัญจากโครงสร้างที่ประกอบด้วยเซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนินในสัดส่วนสูง ส่งผลให้การย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในกระบวนการหมักเกิดขึ้นได้ช้าและมีประสิทธิภาพต่ำ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพการใช้วัสดุเพาะเห็ดนางรมเหลือทิ้งเป็นแหล่งจุลินทรีย์และเอนไซม์ธรรมชาติสำหรับการปรับสภาพใบอ้อยก่อนเข้าสู่กระบวนการหมัก เพื่อเพิ่มอัตราการย่อยสลายและประสิทธิภาพในการผลิตแก๊สชีวภาพ</p> <p>การทดลองได้นำใบอ้อยมาผ่านกระบวนการปรับสภาพเบื้องต้นด้วยการผสมกับวัสดุเพาะเห็ดนางรมเหลือทิ้งในอัตราส่วน 1:1 และเปรียบเทียบกับใบอ้อยที่ไม่ได้รับการปรับสภาพรวมถึงเปรียบเทียบความสามารถในการปรับสภาพของเส้นใยราเหลือทิ้งเปรียบเทียบกับหัวเชื้อบริสุทธิ์ที่เตรียมใหม่ทั้งในสภาวะปราศจากเชื้อและสภาวะที่มีเชื้อธรรมชาติเจือปน วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบลิกโนเซลลูโลสรวมถึงน้ำตาลรีดิวซ์และความต้องการออกซิเจนทางเคมี (COD) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการผลิตแก๊สชีวภาพ รวมทั้งการวิเคราะห์ศักยภาพในการผลิตแก๊สมีเทนโดยอาศัยตะกอนจุลินทรีย์จากโรงงานบำบัดน้ำเสียในระบบไร้ออกซิเจน ผลการทดลองพบว่าการปรับสภาพระยะเวลา 30 วัน ใบอ้อยที่ผสมกับวัสดุเพาะเห็ดนางรมเหลือทิ้งสามารถปลดปล่อยแก๊สชีวภาพสะสมได้ 26.6±5.8 L kg<sup>-1</sup> VS สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทั้งในด้านปริมาณแก๊สมีเทน ความเร็วในการเริ่มต้นกระบวนการหมัก รวมถึงประสิทธิภาพโดยรวมของการเปลี่ยนสารอินทรีย์ให้เป็นแก๊สชีวภาพเมื่อเปรียบเทียบกับใบอ้อยเพียงอย่างเดียวที่ 3.3±3.4 L kg<sup>-1 </sup>VS นอกจากนี้การใช้วัสดุปลูกเห็ดเหลือทิ้งเพื่อการปรับสภาพวัสดุลิกโนเซลลูโลสสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตแก๊สมีเทนได้ใกล้เคียงกับการหัวเชื้อบริสุทธิ์ในการปรับสภาพที่ 29.0±5.5 L kg<sup>-1</sup> VS อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการปรับสภาพได้ดีแม้ว่าจะมีเชื้อจุลินทรีย์อื่นในธรรมชาติอยู่ด้วย ในขณะที่การใช้หัวเชื้อบริสุทธิ์ในสภาวะปนเปื้อนเชื้อธรรมชาติประสิทธิภาพผลิตแก๊สมีเทนลดลงอย่างเห็นได้ชัดที่ 9.2±2.7 L kg<sup>-1</sup> VS ภายในระยะเวลาการผลิตมีเทน 25 วัน</p> <p>ผลการศึกษาระบุถึงศักยภาพของการนำวัสดุเพาะเห็ดนางรมเหลือทิ้งมาใช้เป็นแหล่งจุลินทรีย์และเอนไซม์สำหรับการปรับสภาพวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร โดยเฉพาะใบอ้อยที่มีปริมาณมากในภาคการเกษตรไทย ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแก๊สชีวภาพ แต่ยังเป็นแนวทางในการจัดการของเสียอย่างครบวงจร ลดภาระสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรชีวมวลอย่าง<span lang="TH">คุ้มค่า งานวิจัยนี้จึงมีความสำคัญในการพัฒนาระบบพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน และสามารถประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนและอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต</span></p> <p> </p>
2025-12-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/263578
การพัฒนาเครื่องตรวจวัดไนเตรทในดินแบบพกพาอัตโนมัติสำหรับการทำแผนที่ดินโดยการใช้ Nitrate Ion Selective Electrodes (ISEs)
2025-05-21T10:25:12+07:00
ประสาท แสงพันธุ์ตา
poa56@yahoo.com
ตฤตฤณสิษฐ์ ไกรสิณบุรศักดิ์
none-email@gmail.com
มงคล ตุ่นเฮ้า
none-email@gmail.com
วิชัย โอภานุกุล
none-email@gmail.com
อนุสรณ์ เทียนศิริฤกษ์
none-email@gmail.com
พุทธธินันทร์ จารุวัฒน์
none-email@gmail.com
สิทธิชัย ดาศรี
none-email@gmail.com
<p>การจัดการธาตุอาหารพืชให้เหมาะสมกับสภาพดิน ในแต่ละพื้นที่ย่อยเฉพาะของแปลง (Site-Specific Management, SSM) นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตพืชอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการใส่ปุ๋ยที่มากเกินความจำเป็นนั้น นอกจากจะทำให้ต้นทุนในการผลิตพืชของเกษตรกรสูงขึ้นแล้ว ยังทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของดินและการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน การวิเคราะห์ดินด้วยการใช้เซนเซอร์นั้นมีความเหมาะสมในการวิเคราะห์ตัวอย่างดินจำนวนมาก ๆ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ทำงานได้รวดเร็ว และสามารถนำไปใช้งานในแปลงเกษตรได้ วัตถุประสงค์หลักของงานวิจัยนี้ เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดความเข้มข้นไนเตรทในดินด้วยการใช้เซนเซอร์แบบ Nitrate Ion-Selective Electrode (Nitrate-ISE) ร่วมกับระบบบันทึกตำแหน่งพิกัดดาวเทียม (GPS) มีการทำงานและบันทึกข้อมูลลงในการ์ดจัดเก็บข้อมูล (SD card) แบบอัตโนมัติ ควบคุมการทำงานด้วยบอร์ดสมองกลฝังตัว (Arduino mega 2560) โดยประกอบด้วยการทำงาน 5 ระบบ ได้แก่ 1.การสกัดดิน 2.การวัดค่า 3.การทำความสะอาด 4.การระบุพิกัดดาวเทียม และ 5.การควบคุมและบันทึกผล ใช้น้ำประมาณ 0.5 ลิตรและเวลาในการวิเคราะห์ประมาณ 5 นาทีต่อตัวอย่าง อัตราส่วนผสมระหว่างดิน-น้ำ ที่เหมาะสมคือ 1:10 ระยะเวลาที่ใช้ในการวัด 30 s สามารถวิเคราะห์ได้อย่างความถูกต้องเฉลี่ยมากกว่า 80 % โดยมีค่า R<sup>2</sup> = 0.80 และค่า RMSE = 1.44 เทียบกับวิธีทางห้องปฏิบัติการ ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์ดินลง 5-6 เท่า ข้อมูลที่ได้จากเครื่องต้นแบบนี้ สามารถนำมาสร้างเป็นแผนที่ดิน ช่วยเกษตรกรให้สามารถตัดสินใจสำหรับการจัดการปุ๋ยไนโตรเจนของแปลงเพาะปลูกให้เหมาะสมต่อไป</p> <p> </p>
2025-12-22T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย