https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/issue/feed
วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
2026-06-03T18:01:54+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร. เจษฎา โพธิ์สม
jetspo@kku.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย</strong> เป็นวารสารวิชาการทางวิศวกรรมเกษตรและสาขาที่เกี่ยวข้อง จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการของนักศึกษา อาจารย์และนักวิชาการ และเพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการแก่สมาชิก นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ (ระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 1 ฉบับ และระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนธันวาคม 1 ฉบับ) ต้นฉบับที่รับพิจารณาจะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารใดมาก่อนและไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของวารสารฉบับอื่น บทความที่เผยแพร่ผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องโดยที่รายชื่อผู้เขียนบทความถูกเปิดเผย และผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ถูกเปิดเผย (Single-blind review) </p> <p><strong>Print ISSN:</strong> 1685-408X<br><strong>Online ISSN:</strong> 2651-222X</p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/270484
การศึกษาผลกระทบของขนาดถังอัดอากาศต่อประสิทธิภาพของตะบันน้ำ
2026-03-16T13:32:51+07:00
จิระกานต์ ศิริวิชญ์ไมตรี
fengcrk@ku.ac.th
<p>ตะบันน้ำมีการใช้งานอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำและระดับความสูง สามารถพัฒนานำตะบันน้ำมาใช้งาน เนื่องจากตะบันน้ำเป็นปั๊มน้ำที่ไม่ต้องการพลังงานไฟฟ้าหรือน้ำมันในการปั๊มน้ำ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ ซึ่งการออกแบบและสร้างตะบันน้ำสามารถทำได้ง่าย โดยการนำชิ้นส่วนวัสดุประปาที่มีขายตามท้องตลาดมาประกอบเป็นตะบันน้ำได้ ส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของตะบันน้ำที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของตะบันน้ำคือถังอัดอากาศ (Air chamber) มีหน้าที่เก็บสะสมความดันที่เกิดจากวอเตอร์แฮมเมอร์ (Water hammer) ซึ่งเกิดจากการปิดวาล์วทิ้งน้ำอย่างรวดเร็ว งานวิจัยนี้ได้ทำการทดสอบผลกระทบของถังอัดอากาศต่อประสิทธิภาพของตะบันน้ำ โดยทำการทดสอบตะบันน้ำที่ติดตั้งถังอัดอากาศขนาดต่างๆ 4, 8, 12 ,16 ลิตร และแบบไม่มีถังอัดอากาศ จากผลการทดสอบตะบันน้ำแสดงให้เห็นว่าตะบันน้ำที่มีถังอัดอากาศมีประสิทธิพลังงานมากกว่าตะบันน้ำที่ไม่มีถังอัดอากาศติดตั้งอยู่ประมาณ 5 เปอร์เซนต์ แต่ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพพลังงานของตะบันน้ำที่มีถังอัดอากาศขนาดต่างๆ กลับไม่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสรุปได้ว่าในถังอัดอากาศมีส่วนช่วยให้ตะบันน้ำสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่าตะบันน้ำแบบไม่มีถังอัดอากาศ</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/270808
การพัฒนาระบบนำทางที่ทนทานและการกู้คืนเส้นทางอัตโนมัติสำหรับหุ่นยนต์ทางการเกษตรด้วยการผสานระบบ GNSS และ LiDAR: การศึกษาผ่านแบบจำลองสถานการณ์
2026-04-08T10:37:29+07:00
กายกาญจน์ จันทรวงศ์ไพศาล
guygan2002@gmail.com
เจษฎา สายใจ
jedsada.sa@kmitl.ac.th
<p class="KeywordThai" style="text-indent: 1.0cm;"><span lang="TH">งานวิจัยนี้นำเสนอการพัฒนาระบบนำทางที่มีความทนทาน (</span>Robust Navigation System) <span lang="TH">สำหรับหุ่นยนต์ทางการเกษตรที่ปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมแบบไร้โครงสร้าง โดยบูรณาการการระบุตำแหน่งด้วยระบบดาวเทียมนำทาง (</span>GNSS) <span lang="TH">เข้ากับการหลบหลีกสิ่งกีดขวางท้องถิ่นผ่านแผนที่แสดงค่าน้ำหนักสิ่งกีดขวางแบบพลวัต (</span>Dynamic Local Costmap) <span lang="TH">ที่ประมวลผลจากข้อมูล</span>LiDAR <span lang="TH">พร้อมทั้งพัฒนา "ตัวจัดการสภาวะชะงักงัน" (</span>Stagnation Manager) <span lang="TH">บนพื้นฐานของเครื่องจักรสถานะจำกัด (</span>Finite State Machine: FSM) <span lang="TH">เพื่อเฝ้าระวังสภาวะทางจลนศาสตร์เทียบกับคำสั่งควบคุมและสั่งการพฤติกรรมการกู้คืน (</span>Recovery Behaviors) <span lang="TH">อัตโนมัติเมื่อหุ่นยนต์เกิดการหยุดนิ่ง ระบบดังกล่าวได้รับการทดสอบในสภาพแวดล้อมจำลองด้วยโปรแกรม </span>Gazebo <span lang="TH">บนระบบปฏิบัติการ </span>ROS 2 Jazzy <span lang="TH">ซึ่งสร้างขึ้นโดยอ้างอิงโครงสร้างพื้นที่จากข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศของแปลงเกษตรจริง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถตรวจจับและแก้ไขสภาวะติดขัดได้ด้วยตนเอง ซึ่งช่วยยกระดับความเชื่อถือได้ในการปฏิบัติงานและลดภาระการเฝ้าระวังของผู้ใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญ</span></p> <p class="KeywordThai"> </p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/271155
การศึกษาและพัฒนาเครื่องผ่าต้นกกสำหรับทำผลิตภัณฑ์จักสาน
2026-04-02T14:56:14+07:00
นิรัติศักดิ์ คงทน
nirattisak.kh@rmuti.ac.th
พีรภัทร สุขคำ
nirattisak.kh@rmuti.ac.th
มณฑิรา กิจสัมพันธ์วงศ์
temp@tsae.asia
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและทดสอบประสิทธิภาพเครื่องผ่าต้นกก โดยศึกษาจำนวนใบมีด 4 ระดับใบมีด ได้แก่ 1 2 4 และ 6 ใบมีด มีค่าชี้ผลการศึกษา คือ ความสามารถในการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงาน เปอร์เซ็นต์สูญเสียในการทำงานและกำลังไฟฟ้าที่ใช้ทดสอบ ผลการศึกษาความสามารถในการทำงาน ประสิทธิภาพในการผ่า เปอร์เซ็นต์สูญเสีย และกำลังไฟฟ้าที่ใช้ พบว่า การผ่าต้นกกด้วยใบมีดจำนวน 1 ใบมีด มีความสามารถในการผ่าเฉลี่ย 522.62 reeds h<sup>-1 </sup>มีประสิทธิภาพในการทำงานเฉลี่ย 95% มีเปอร์เซ็นต์สูญเสีย 5% มีการใช้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 95.99 W การผ่า 2 ใบมีด มีความสามารถในการผ่าเฉลี่ย 517.56 reeds h<sup>-1 </sup>มีประสิทธิภาพเฉลี่ย 97% มีเปอร์เซ็นต์สูญเสีย 3% มีการใช้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 108.37 W การผ่า 4 ใบมีด มีความสามารถในการผ่าเฉลี่ย 500.92 reeds h<sup>-1 </sup>มีประสิทธิภาพเฉลี่ย 93% มีเปอร์เซ็นต์สูญเสีย 7% มีการใช้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 123.14 W และการผ่า 6 ใบมีด มีความสามารถในการผ่าเฉลี่ย 511.71 reeds h<sup>-1 </sup>มีประสิทธิภาพเฉลี่ย 94% มีเปอร์เซ็นต์สูญเสีย 6% มีการใช้กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย 125.58 W ตามลำดับ</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/270961
เทคโนโลยีการวัดความเข้มข้นก๊าซในการรมยากำจัดศัตรูผลิตผลการเกษตร: บทความปริทัศน์
2026-04-08T11:29:07+07:00
ชูเกียรติ โชติกเสถียร
chukiat@npru.ac.th
อธิวัฒน์ บุญมี
fengawbo@ku.ac.th
วรญา เนื่องมัจฉา
fengwyn@ku.ac.th
วัชรพล ชยประเสริฐ
fengwpc@ku.ac.th
<p> การรมยาถือเป็นวิธีการสำคัญในการควบคุมกำจัดแมลงศัตรูในโรงเก็บ ช่วยลดการสูญเสียในระหว่างการเก็บรักษาผลิตผลและผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร เพื่อให้การรมยาประสบผลสัมฤทธิ์และผู้ปฏิบัติงานได้รับความปลอดภัย อุปกรณ์การตรวจวัดความเข้มข้นของสารรมจึงเป็นสิ่งจำเป็น บทความปริทัศน์นี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอหลักการทำงานของเทคโนโลยีการตรวจวัดความเข้มข้นสารรม และข้อพิจารณาในการเลือกงาน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการปฏิบัติงานเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติสำหรับนักวิจัย ผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม และผู้สนใจทั่วไป โดยครอบคลุมอุปกรณ์ลักษณะต่างๆ ได้แก่ หลอดวัดก๊าซเปลี่ยนสี, เซนเซอร์การนำความร้อน, เซนเซอร์เคมีไฟฟ้า, เซนเซอร์อินฟราเรดแบบไม่กระจาย และเซนเซอร์ออปติคัลอินเตอร์เฟอโรมิเตอร์ เนื้อหาของบทความมุ่งเน้นการรวบรวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการตรวจติดตามความเข้มข้น เพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์ของการรมยาเป็นสำคัญ ในช่วงท้ายบทความ มีการวิเคราะห์ถึงแนวโน้มการพัฒนาระบบตรวจวัดความเข้มข้นสารรมเช่น การประยุกต์ใช้ Internet of Things และเซนเซอร์ไร้สาย ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการรมยาในอนาคต</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/TSAEJ/article/view/266494
Influence of Carrying Agents on the Physicochemical Properties of Freeze-Dried Black Garlic Powder as a Functional Ingredient
2026-04-29T14:34:10+07:00
Wanida Thongklay
64601120@kmitl.ac.th
Pimpen Pornchaloempong
Pimpen.po@kmitl.ac.th
<p>Black garlic is widely recognized for its high antioxidant content and potential health benefits, making it a valuable functional ingredient in the food and pharmaceutical industries. This study investigated the effects of different carrier agents maltodextrin, isomaltodextrin, and fructooligosaccharide at concentrations of 20%, 25%, and 30% on the physicochemical properties of freeze-dried black garlic powder. The parameters evaluated included total soluble solids, color, moisture content, water activity, bulk density, flowability, and antioxidant activity (DPPH, ABTS, and FRAP). The results indicated that both the type and concentration of the carrier significantly influenced the quality of black garlic powder. Among the tested carriers, 25% maltodextrin showed the greatest potential by improving powder stability, reducing moisture content, enhancing flowability, and maintaining high antioxidant activity. These findings provide valuable insights into optimizing carrier selection for the production of black garlic powder with improved quality and stability.</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย