https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/issue/feed
วารสารเกษตรนเรศวร
2026-08-01T10:56:37+07:00
Associate Professor Thanatsan Poonpaiboonpipat, Ph.D.
aginujournal@gmail.com
Open Journal Systems
<p><span data-sheets-value="{"1":2,"2":"บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น"}" data-sheets-userformat="{"2":513,"3":{"1":0},"12":0}">วารสารเกษตรนเรศวร</span></p> <p> ISSN 3088-1994 (Online)</p> <p><span data-sheets-value="{"1":2,"2":"บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น"}" data-sheets-userformat="{"2":513,"3":{"1":0},"12":0}">กำหนดเผยแพร่ : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 <span style="font-weight: 400;">มกราคม – มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </span></span></p> <p><span data-sheets-value="{"1":2,"2":"บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น"}" data-sheets-userformat="{"2":513,"3":{"1":0},"12":0}">นโยบายและขอบเขตการตีพิพม์ : บทความที่รับตีพิมพ์บทความวิชาการ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Articles) และบทความปริทัศน์ (Review articles) <span style="font-weight: 400;">โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</span> </span><span data-sheets-value="{"1":2,"2":"บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น"}" data-sheets-userformat="{"2":513,"3":{"1":0},"12":0}"><br /><br />หมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น</span></p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/270833
อิทธิพลของเอนโซที่มีผลต่อความหนาแน่นของจุดความร้อนในพื้นที่ป่าไม้ในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง บริเวณภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย
2026-06-05T06:03:47+07:00
ปริญ หล่อพิทยากร
prinl.1459@gmail.com
ชัชพงศ์ ภาชนะพรรณ์
prinl.1459@gmail.com
รังสรรค์ เกตุอ๊อต
rangsank@nu.ac.th
<div><span lang="TH">การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงอิทธิพลของเอนโซที่มีผลต่อความหนาแน่นของจุดความร้อนในพื้นที่ป่าไม้ในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้งบริเวณภาคเหนือตอนบน โดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมเทอราระบบโมดิส เพื่อดูความหนาแน่นของจุดความร้อนในแต่ละปีภาวะเอนโซ่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. </span>2547 – 2563 <span lang="TH"> การศึกษาในครั้งนี้เป็นการพิจารณาจุดความร้อนที่ได้จากดาวเทียม ในช่วงปีที่เกิดภาวะเอลนีโญ ภาวะปกติและภาวะลานีญา ตามฤดูกาล คือ ฤดูฝนและฤดูแล้ง ต่อจากนั้น ดำเนินการหาผลลัพธ์ข้อมูลจุดความร้อนตามกระบวนการความหนาแน่นเคอร์แนล (</span>Kernel density) <span lang="TH">และการคำนวนแบบ (</span>Raster Calculator) <span lang="TH">ด้วยโปรแกรม </span>ArcGIS</div> <div><span lang="TH">เวอร์ชั่น </span>10.0 <span lang="TH"> และทำการตัดขอบเขตจังหวัดภาคเหนือตอนบนทั้ง </span> 9 <span lang="TH"> จังหวัด เพื่อทำการหาค่าสูงสุดของความหนาแน่นต่อ </span>1</div> <div><span lang="TH"> ตารางกิโลเมตรในแต่ละจังหวัด และทำการทดสอบทางสถิติแบบรายคู่ (</span>Pair Sample t-test) <span lang="TH">ที่ระดับความเชื่อมั่น </span>95% <span lang="TH"> โดยเปรียบเทียบความหนาแน่นของจุดความร้อนแบบรายคู่ของแต่ละคู่จังหวัด ระหว่างสภาวะเอลนีโญ-ปกติ</span>, <span lang="TH">ลานีญา-ปกติ และเอลนีโญ-ลานีญา ผลการศึกษาปรากฏว่าในช่วงฤดูฝนค่าความหนาแน่นจุดความร้อนในปีภาวะเอลนีโญสูงสุด </span>65</div> <div><span lang="TH">จุดต่อ </span>1 <span lang="TH">ตารางกิโลเมตร ต่ำสุด </span>0 <span lang="TH">จุดต่อตารางกิโลเมตร ในปีภาวะปกติ สูงสุด </span>57 <span lang="TH">จุดต่อ </span>1 <span lang="TH">ตารางกิโลเมตร ต่ำสุด </span>0 <span lang="TH">จุดต่อตารางกิโลเมตร ในปีภาวะลานีญาสูงสุด </span>5 <span lang="TH">จุดต่อ </span>1 <span lang="TH">ตารางกิโลเมตร ต่ำสุด </span>0 <span lang="TH">จุดต่อตารางกิโลเมตร ความแตกต่างของความหนาแน่นจุดความร้อนในพื้นที่ป่าไม้บริเวณภาคเหนือตอนบนในปีภาวะเอลนีโญไม่มีความแตกต่างกับความหนาแน่นของจุดความร้อนในปีภาวะปกติ ที่ระดับนัยสำคัญ </span>0.05</div> <div><span lang="TH">ส่วนความหนาแน่นของจุดความร้อนในปีภาวะลานีญาน้อยกว่าค่าความหนาแน่นของจุดความร้อนในปีภาวะปกติ และค่าความหนาแน่นของจุดความร้อนในปีภาวะเอลนีโญมากกว่าความหนาแน่นของจุดความร้อนในปีภาวะลานีญา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ </span>0.05 <span lang="TH">ในช่วงฤดูแล้งค่าความหนาแน่นจุดความร้อนในปีภาวะเอลนีโญสูงสุด </span>3,068 <span lang="TH">จุดต่อ </span>1 <span lang="TH">ตารางกิโลเมตร ต่ำสุด </span>0 <span lang="TH">จุดต่อตารางกิโลเมตร ในปีภาวะปกติ สูงสุด </span>1,610 <span lang="TH">จุดต่อ </span>1 <span lang="TH">ตารางกิโลเมตร ต่ำสุด </span>0 <span lang="TH">จุดต่อตารางกิโลเมตร ในปีภาวะลานีญาสูงสุด </span> 1,494 <span lang="TH">จุดต่อ </span>1 <span lang="TH">ตารางกิโลเมตร ต่ำสุด </span>0 <span lang="TH">จุดต่อตารางกิโลเมตร ความแตกต่างของความหนาแน่นของจุดความร้อนในพื้นที่ป่าไม้ในบริเวณภาคเหนือตอนบน พบว่า ในปีภาวะเอลนีโญ </span><span lang="TH">ค่าความหนาแน่นของจุดความร้อนมีปริมาณมากกว่าความหนาแน่นของจุดความร้อนในปีภาวะปกติและในปีภาวะลานีญา และค่าความหนาแน่นของจุดความร้อนในปีภาวะลานีญาน้อยกว่าค่าความหนาแน่นของจุดความร้อนในปีภาวะปกติ</span><span lang="TH">อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ </span><span style="font-size: 0.875rem;">0.05 </span><span lang="TH">ดังนั้น ในปีภาวะเอลนีโญจะเป็นปีภาวะที่มีโอกาสเกิดไฟป่าบริเวณภาคเหนือตอนบนสูงกว่าในปีภาวะปกติและปีภาวะลานีญา</span></div>
2026-08-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/271734
ผลของสารชีวภัณฑ์ Bacillus megaterium ร่วมกับการจัดการธาตุอาหารต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และการดูดใช้ธาตุอาหารของพริกขี้หนูผลใหญ่พันธุ์ศรีสะเกษ 1
2026-05-01T17:37:37+07:00
อาจินต์ สหะชาติ
arjin.sahachat27@gmail.com
วิภา หอมหวล
wiphah@nu.ac.th
<p>พริกเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่มีความต้องการธาตุอาหารสูง การผลิตพริกจึงต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีในปริมาณมาก ซึ่งเพิ่มต้นทุนการผลิตและส่งผลกระทบต่อคุณภาพของดินในระยะยาว การใช้แบคทีเรียกลุ่ม <em>Bacillus megaterium</em> เพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ร่วมกับการจัดการธาตุอาหารแบบผสมผสาน จึงเป็นแนวทางเลือกในการลดต้นการผลิตและเพิ่มผลผลิตพริกได้อย่างยั่งยืน ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของสารชีวภัณฑ์ <em>B. megaterium </em>NK12-1 ร่วมกับการจัดการธาตุอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมีต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และการดูดใช้ธาตุอาหารของพริกขี้หนูผลใหญ่พันธุ์ศรีสะเกษ 1 วางแผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ (RCBD) จำนวน 4 ซ้ำ ประกอบด้วย 8 กรรมวิธี ได้แก่ กรรมวิธีที่ 1 ควบคุม, กรรมวิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่, กรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน, กรรมวิธีที่ 4 ใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน, กรรมวิธีที่ 5 แช่เมล็ดด้วยสารชีวภัณฑ์<em> B. megaterium </em>NK12-1 เพียงอย่างเดียว, กรรมวิธีที่ 6 แช่เมล็ดด้วยสารชีวภัณฑ์<em> B. megaterium </em>NK12-1 ร่วมกับใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่, กรรมวิธีที่ 7 แช่เมล็ดด้วยสารชีวภัณฑ์<em> B. megaterium </em>NK12-1 ร่วมกับใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 500 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน และกรรมวิธีที่ 8 แช่เมล็ดด้วยสารชีวภัณฑ์<em> B. megaterium </em>NK12-1 และใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน ผลการศึกษาพบว่า การจัดการธาตุอาหาร (กรรมวิธีที่ 3, 4, 7, 8) มีผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อความกว้างทรงพุ่ม (<em>p</em> ≤ 0.01) ค่าความเขียว (<em>p</em> ≤ 0.05) และผลผลิต (<em>p</em> ≤ 0.01) โดยกรรมวิธีที่ 3 ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน มีความกว้างทรงพุ่มสูงสุด เท่ากับ 60.44 เซนติเมตร มีค่าความเขียวสูงสุด เท่ากับ 39.72 SPAD และมีน้ำหนักผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับกรรมวิธีควบคุม เท่ากับ 49.16 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ไม่มีผลต่อความสูงลำต้นและขนาดผลพริก ด้านการดูดใช้ธาตุอาหาร พบว่า การดูดใช้ไนโตรเจนและโพแทสเซียมไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับการดูดใช้ฟอสฟอรัสกรรมวิธีที่แช่เมล็ดด้วยสารชีวภัณฑ์<em> B. megaterium </em>NK12-1 ร่วมกับใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 500 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับการใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินมีค่าการดูดใช้ฟอสฟอรัส สูงที่สุด เท่ากับ 0.0191 กรัมต่อต้นแห้ง (ราก, ต้น และใบ) ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> ≤ 0.01)เมื่อเทียบกับกรรมวิธีควบคุม</p>
2026-08-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร