https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/issue/feed วารสารเกษตรนเรศวร 2026-02-09T17:57:29+07:00 Associate Professor Thanatsan Poonpaiboonpipat, Ph.D. aginujournal@gmail.com Open Journal Systems <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}">วารสารเกษตรนเรศวร</span></p> <p> ISSN 3088-1994 (Online)</p> <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}">กำหนดเผยแพร่ : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 <span style="font-weight: 400;">มกราคม – มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </span></span></p> <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}">นโยบายและขอบเขตการตีพิพม์ : บทความที่รับตีพิมพ์บทความวิชาการ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Articles) และบทความปริทัศน์ (Review articles) <span style="font-weight: 400;">โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</span> </span><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}"><br /><br />หมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น</span></p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/269673 ปริมาณความเข้มข้นและสัณฐานวิทยาของฝุ่นละอองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแควน้อยและเขตเทศบาลนครพิษณุโลก 2025-11-21T12:09:32+07:00 กัญญาณัฐ นาจาน kanyanatn66@nu.ac.th กณิตา ธนเจริญชณภาส kanitat@nu.ac.th <p>ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดพิษณุโลกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาความเข้มข้น สัณฐานวิทยา และองค์ประกอบธาตุของ PM2.5 เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างพื้นที่ป่า (อุทยานแห่งชาติแควน้อย) และพื้นที่เมือง (เทศบาลนครพิษณุโลก) ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจลักษณะเฉพาะของมลพิษในแต่ละบริบทพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น ในการศึกษาทำการเก็บตัวอย่าง PM2.5 ดำเนินการด้วยวิธีกราวิเมตริกเป็นเวลา 24 ชั่วโมงต่อหนึ่งรอบการเก็บตัวอย่าง ในปี พ.ศ. 2568 โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ฤดูกาลคือฤดูแล้ง (ระหว่างเดือน มีนาคม ถึง เดือนเมษายน 2567) และฤดูฝน (ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนมิถุนายน 2567) ผลการศึกษาพบว่า ในฤดูแล้งระดับความเข้มข้นเฉลี่ยของ PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดไว้ (ไม่เกิน 37.5 µg/m³ ในช่วง 24 ชั่วโมง) ทั้ง 2 พื้นที่ (51.23±13.41 µg/m³ และ 46.33±10.95 µg/m³ ตามลำดับ) อย่างไรก็ตามผลการศึกษาในฤดูฝนพบว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติแควน้อยมีระดับค่าเฉลี่ยค่อนข้างต่ำและไม่เกินระดับมาตรฐานดังกล่าว (เท่ากับ 22.23 ± 5.85 µg/m³ ) และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em>&lt;.05) เมื่อเปรียบเทียบกับฤดูแล้ง นอกจากนั้นเมื่อเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ในแต่ละฤดูกาลพบว่าในฤดูฝนนั้นระดับ PM2.5 ในเขตป่า มีระดับต่ำกว่าเขตเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em>&lt;.05) เมื่อได้ทำการวิเคราะห์สัณฐานวิทยาของอนุภาคภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (FE-SEM) และ วิเคราะห์องค์ประกอบธาตุโดยใช้รังสีเอ็กซ์เรย์แบบกระจายพลังงาน (EDS) พบลักษณะอนุภาคเด่น 9 ประเภท ได้แก่ (1) รูปร่างแท่งยาว (2) รูปร่างเป็นก้อนปุย (3) รูปร่างผลึกผิวไม่สม่ำเสมอซ้อนกัน (4) ทรงกลมสมมาตร (5) รูปร่างทรงกลมที่ไม่สมมาตร มีขอบเรียบ (6) รูปร่างเป็นเกลียวซ้อนกัน (7) รูปร่างแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวซ้อนบนรูปร่างไม่แน่นอนและทรงกลม (8) รูปร่างไม่สม่ำเสมอรวมตัวเป็นก้อน และ (9) รูปร่างแท่งยาวเรียว การวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุแสดงให้เห็นว่า ธาตุที่พบในสัดส่วนสูงสุด 2 ลำดับแรกมีลักษณะเหมือนกันทั้งสองพื้นที่และสองฤดูกาลโดยพบ คาร์บอน (C) และ ออกซิเจน (O) ลำดับถัดไปจะพบ Si N S และ ไนโตรเจน (N) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบ่งชี้ถึงแหล่งกำเนิดอนุภาคที่สำคัญ ได้แก่ การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงจากยานพาหนะ การเผาไหม้ชีวมวลที่ไม่สมบูรณ์ สารชีวภาพ เช่น การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาชีวมวลที่ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้ความร้อนสูง เศษซากชีวมวล ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ รวมถึงฝุ่นดิน และการสึกกร่อนของชิ้นส่วนโลหะหรือสนิม การฟุ้งกระจายของปุ๋ยเคมีจากแหล่งเกษตรกรรม โดยสรุป เมื่อพิจารณาทั้งระดับความเข้มข้น ลักษณะสัณฐาน และชนิดของธาตุในภาพรวม พบว่าอนุภาค PM2.5 ในพื้นที่ศึกษาได้รับอิทธิพลจากแหล่งกำเนิดทั้ง 2 ฤดูกาลและทั้ง 2 พื้นที่ จึงควรดำเนินมาตรการจัดการแหล่งกำเนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง และควรพิจารณาดำเนินการในเขตเมืองเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีระดับ PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานทั้ง 2 ฤดูกาล เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการสัมผัสอนุภาคฝุ่นละอองของประชาชนในเขตจังหวัดพิษณุโลก</p> 2026-05-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/269721 สมบัติดินและการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่หย่อมป่า สวนหลังบ้าน สวนยางพารา และนาข้าว ในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบอน จังหวัดมุกดาหาร 2025-12-24T15:20:03+07:00 สุริยา คูสกุลรัตน์ mju6708301025@mju.ac.th ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ formanmju@gmail.com ภัทราพร ผูกคล้าย pattraporn@mju.ac.th ธัญญรัตน์ เชื้อสะอาด Thanyarat@mju.ac.th สินีนาฏ สองศรี sineenard@mju.ac.th ศิริรัตน์ สุขช่วย siriratsukchuai@gmail.com ณัฐวดี ข้อค้า nattawadee2542praw@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินในปัจจุบัน รวมถึงการประเมินการกักเก็บคาร์บอนของการใช้ประโยชน์ที่ดินรูปแบบต่าง ๆ และวิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดินของการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบที่แตกต่างกัน เก็บตัวอย่างดินทั้งหมด <br />3 แปลงต่อพื้นที่ แปลงละ 2 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 24 ตัวอย่าง โดยวางแปลง 10 x 10 เมตร เก็บตัวอย่างดินชั้นบนที่ระดับความลึก 0-5 เซนติเมตร 5 หลุมผสมคลุกเคล้ากัน และทำเช่นเดียวกันกับดินชั้นล่างที่ระดับความลึก 20-25 เซนติเมตร เพื่อศึกษาสมบัติดินทางเคมี และเก็บตัวอย่างดินด้วยอุปกรณ์เก็บตัวอย่างดิน (Soil core) เพื่อศึกษาสมบัติดินทางกายภาพของดิน และประเมินการกักเก็บคาร์บอน ทำการวางแปลงขนาด 40 x 40 เมตร บันทึกข้อมูลองค์ประกอบของชนิดไม้ต้นของพื้นที่หย่อมป่า พื้นที่สวนหลังบ้าน และพื้นที่สวนยางพารา พื้นที่ละ 3 แปลง การศึกษาพบว่า พื้นที่สวนหลังบ้าน และหย่อมป่า มีค่าอินทรียวัตถุ ธาตุอาหาร และความชื้นดินอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงการสะสมซากพืชในดิน ขณะที่พื้นที่นาข้าว และสวนยางพารามีดินเป็นกรด อินทรียวัตถุต่ำ และความหนาแน่นดินสูงจากการรบกวนดินอย่างต่อเนื่อง ด้านมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอน พบว่าพื้นที่หย่อมป่า มีมวลชีวภาพรวมและปริมาณการกักเก็บคาร์บอนสูงที่สุด รองลงมาคือสวนยางพารา และสวนหลังบ้าน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่หย่อมป่ามีโครงสร้างพืชหลายชั้น ความหลากหลายของชนิดไม้ และการรบกวนต่ำ ส่งผลให้มีการสะสมมวลชีวภาพและกักเก็บคาร์บอนในระดับสูง ขณะที่สวนยางพาราและสวนหลังบ้านมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพืชและการจัดการพื้นที่ ทำให้ศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนต่ำกว่า ดังนั้น คุณภาพดินและการรบกวนพื้นที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืชและการสะสมคาร์บอนในระบบนิเวศ พื้นที่ที่มีโครงสร้างพืชหลากหลายและคุณภาพดินที่เหมาะสม มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนและสนับสนุนการทำงานของระบบนิเวศได้ดีกว่า</p> 2026-02-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/268469 การศึกษาประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนของอ้อยโคลนดีเด่น 2025-12-01T16:12:23+07:00 รัฐกร สืบคำ ratgonsuebkam01052524@gmail.com ชยันต์ ภักดีไทย ratgonsuebkam01052524@gmail.com ธีระรัตน์ ชิณแสน ratgonsuebkam01052524@gmail.com แสงเดือน ชนะชัย ratgonsuebkam01052524@gmail.com <p>การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยควรเลือกใช้พันธุ์อ้อยผลผลิตสูงเหมาะสมกับสภาพดินในพื้นที่ ซึ่งประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนของอ้อยนับเป็นปัจจัยในการประเมินสมรรถนะของอ้อยโคลนดีเด่น จากการทดลองพบว่าการให้ปุ๋ยไนโตรเจน 1.5 เท่า (40.5 kg N/rai) ให้ผลผลิตสูงสุดทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอ ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนน้อยที่สุดเฉลี่ย 47.5 kg/kg เมื่อเปรียบเทียบกับการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 0.5 เท่า (13.5 kg N/rai ) ให้ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงสุดเฉลี่ย 62.2 kg/kg รองลงมาการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 1.0 เท่า (27 kg N/rai) มีประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเฉลี่ย 53.9 kg/kg ตามลำดับ ทั้งการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและพันธุ์อ้อยยังมีบทบาทสำคัญในการให้ผลผลิตที่แตกต่างกัน โดยพบว่าอ้อยโคลน KK14-030 ให้ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนสุงสุดมากกว่าอ้อยโคลน KK12R-085 รองลงมาอ้อยพันธุ์ DOA KK 3 ตามด้วยอ้อยโคลน KK07-599 ตามลำดับ ทั้งฤดูอ้อยปลูกและอ้อยตอในสภาพภูมิอากาศของแปลงทดลองมีปริมาณน้ำฝนในฤดูปลูก (อ้อยปลูก) เท่ากับ 1,237.2 mm เป็นปริมาณน้ำฝนใช้การ 713.1 mm รวมทั้งมีการให้น้ำชลประทานเสริม 30 mm เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำฝนในฤดูปลูก (อ้อยตอ) เท่ากับ 1,230.5 mm เป็นปริมาณน้ำฝนใช้การ 668.1 mm และไม่มีการให้น้ำชลประทานเสริมส่งผลทำให้การเจริญเติบโตและผลผลิตของอ้อยปลูกมากกว่าอ้อยตอ</p> 2026-02-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/268474 ปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยดีเด่น โคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม 2025-10-28T05:17:52+07:00 อุไรวรรณ พงษ์พยัคเลิศ hi2ura.pon@gmail.com สุวัฒน์ พูลพาน ura_oiw@hotmail.com ปิยธิดา อินทร์สุข ura_oiw@hotmail.com อัฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี ura_oiw@hotmail.com วาสนา วันดี ura_oiw@hotmail.com นัฐภัทร์ คำหล้า ีura_oiw@hotmail.com <p>โรคแส้ดำอ้อย เกิดจากเชื้อรา <em>Sporisorium scitamineum</em> (Syd.) เป็นโรคที่พบการระบาดในพื้นที่ปลูกอ้อยของประเทศไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและมีแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันพบระบาดมากในอ้อยพันธุ์ กวก.ขอนแก่น 3 ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 96 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูกอ้อยในประเทศไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยดีเด่น โคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม จำนวน 8 โคลน และโคลนอ้อยทดสอบเพิ่มเติมชุดปี 2553 จำนวน1 โคลน และใช้อ้อยพันธุ์ LK92-11, Marcos และ กวก.ขอนแก่น 3 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ ดำเนินการทดสอบที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี วางแผนการทดลองแบบ RCBD จำนวน 3 ซ้ำ ประเมินการเกิดโรคทุก ๆ 1 เดือน และเก็บเกี่ยวผลผลิตที่อายุ 12 เดือน ไว้ตอ 1 ครั้ง ผลการทดลองพบว่า อ้อยโคลน UT17-274 มีการเกิดโรคแส้ดำน้อยที่สุดทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ 8.4 และ 48.1 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยมีปฏิกิริยาต้านทานปานกลางในอ้อยปลูก และมีปฏิกิริยาอ่อนแอปานกลาในอ้อยตอ ในขณะที่อ้อยพันธุ์ LK92-11 มีปฏิกิริยาอ่อนแอปานกลาง ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ และอ้อยพันธุ์ กวก.ขอนแก่น 3 มีปฏิกิริยาอ่อนแอปานกลางในอ้อยปลูก และมีปฏิกิริยาอ่อนแอต่อโรคแส้ดำในอ้อยตอ นอกจากนี้อ้อยโคลน UT17-274 ให้ผลผลิตมากที่สุด23.9 ตันต่อไร่ และผลผลิตในอ้อยตอ 17.9 ตันต่อไร่ ผลการศึกษานี้สามารถใช้ประกอบการคัดเลือกพันธุ์อ้อยในขั้นเปรียบเทียบมาตรฐาน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร ในขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ต่อไป</p> 2026-02-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/269305 ผลของถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้และต้นยาสูบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตผักชีในสภาพพื้นที่สูง 2025-11-24T08:28:53+07:00 เกศศิรินทร์ แสงมณี katsirinsangmanee@gmail.com อิสระ ตั้งสุวรรณ์ aginujournal@gmail.com <p>ผลของถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้และต้นยาสูบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตผักชีในสภาพพื้นที่สูง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติของถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้บนพื้นที่สูง และการนำถ่านชีวภาพมาใช้เพื่อปรับปรุงดินทรายร่วนที่ปลูกผักชีบริเวณพื้นที่เกษตรกรรมพื้นที่สูง วางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ จำนวน 3 ซ้ำ มีสิ่งทดลองดังนี้ 1) ไม่ใส่ปุ๋ย (แปลงควบคุม) 2) ใส่ปุ๋ยเคมี 21-5-5 อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร 3) ถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้อัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 4) ถ่านชีวภาพจากต้นยาสูบอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 5) ปุ๋ยหมักถ่านชีวภาพอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และ 6) มูลไส้เดือนอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร พบว่า ถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้ ประกอบไปด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแคลเซียม ในปริมาณที่สูง การผสมถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้ในดินทรายร่วนอัตราส่วน 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ส่งผลให้ผักชีมีผลผลิตเพิ่มขึ้นส่งผลให้ผักชีมีผลผลิต 2134.40 กรัมต่อตารางเมตร และผักชีมีปริมาณคลอโรฟิลล์ 41.58 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 70.16 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ใส่ปุ๋ยหรือใส่ปุ๋ยเคมีให้ผลที่มีความแตกต่างทางสถิติ และให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากที่สุดคือ 156.08 บาทต่อตารางเมตร จากผลการทดลองสามารถเป็นแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรได้นำไปใช้ในการปรับปรุงดินผลิตพืชต่อไป </p> 2026-02-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร