https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/issue/feed วารสารเกษตรนเรศวร 2026-05-18T20:36:25+07:00 Associate Professor Thanatsan Poonpaiboonpipat, Ph.D. aginujournal@gmail.com Open Journal Systems <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}">วารสารเกษตรนเรศวร</span></p> <p> ISSN 3088-1994 (Online)</p> <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}">กำหนดเผยแพร่ : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 <span style="font-weight: 400;">มกราคม – มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </span></span></p> <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}">นโยบายและขอบเขตการตีพิพม์ : บทความที่รับตีพิมพ์บทความวิชาการ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Articles) และบทความปริทัศน์ (Review articles) <span style="font-weight: 400;">โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</span> </span><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}"><br /><br />หมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น</span></p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/271799 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้ระบบเกษตรแม่นยำ Handy Sense ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตำบลบ้านโภชน์ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2026-05-18T20:36:25+07:00 สัพพัญญู ชลวิรัลมาศ sappanyuchon2528@gmail.com ชลาธร จูเจริญ fagrchch@ku.ac.th พัชราวดี ศรีบุญเรือง fagrpds@ku.ac.th วรเศรษฐ์ คูวิจิตรสุวรรณ worasetvet69@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจ สังคม 2) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งานระบบเกษตรแม่นยำ Handy Sense และ 3) เปรียบเทียบปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจ สังคมต่อการตัดสินใจใช้งานระบบเกษตรแม่นยำ Handy Sense ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ใช้แบบสัมภาษณ์จากกลุ่มตัวอย่าง 214 คน สถิติที่ใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 64.5) อายุ 41 – 50 ปี (ร้อยละ 32.2) ศึกษาระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 41.1) มีแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 3.09 คน ประสบการณ์ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉลี่ย 12.92 ปี พื้นที่ทำการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เฉลี่ย 14.5 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่มีรายได้ต่อปี น้อยกว่า 500,000 บาท (ร้อยละ 41.1) รายจ่ายต่อปีน้อยกว่า 200,000 บาท (ร้อยละ 47.7) ส่วนใหญ่ไม่รวมกลุ่มของเกษตรกร (ร้อยละ 56.5) ได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อกิจกรรม การทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ ระดับการศึกษา รายได้ต่อปี การรวมกลุ่มเกษตรกร จำนวนแรงงานในครัวเรือน และสื่อกิจกรรมที่แตกต่างกัน มีผลต่อการตัดสินใจใช้งานระบบเกษตรแม่นยำ Handy Sense ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ปัญหาที่พบ คือ ด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีซึ่งส่วนใหญ่มีเกษตรกรที่มีอายุมากกว่าอาจเกิดความลังเลต่อการใช้งานระบบที่ซับซ้อนควรมีการอบรมและออกแบบอินเทอร์เฟซของระบบให้ใช้งานง่าย</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/271707 การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรโดยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเปลือกทุเรียน ของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน จังหวัดจันทบุรี 2026-04-24T10:50:17+07:00 นิรัช สุขอนันต์ tul3587@gmail.com ชลาธร จูเจริญ fagrchch@ku.ac.th ปรีดา สามงามยา fagrpdsy@ku.ac.th <p class="a"><span lang="TH">การเพิ่มขึ้นของผลผลิตทุเรียนในประเทศไทยส่งผลให้เกิดเปลือกทุเรียน หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสมอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความต้องการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรโดยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเปลือกทุเรียน กลุ่มตัวอย่าง 184 ราย เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรในตำบลเกวียนหักและตำบลซึ้ง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี สุ่มโดยการจับฉลาก </span><br /><span lang="TH">ใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้คือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และไคสแควร์ ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรเป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 53.92 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี สมาชิกครัวเรือนเฉลี่ย 4.16 คน ขนาดพื้นที่การเกษตรเฉลี่ย 16.38 ไร่ ประสบการณ์ภาคเกษตรเฉลี่ย 11.65 ปี แรงงานเฉลี่ย 4.36 คน รายได้เฉลี่ย 619,391.30 บาทต่อปี ความคิดเห็นในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในระดับมาก ความต้องการจัดการวัสดุเหลือใช้<br />ทางการเกษตรโดยสร้างมูลค่าเพิ่มจากเปลือกทุเรียนในระดับปานกลาง ผลการทดสอบพบว่า ระดับการศึกษา อายุ จำนวนสมาชิกในครัวเรือน ประสบการณ์ภาคเกษตร แรงงาน รายได้และความคิดเห็นของเกษตรกรในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มีความสัมพันธ์กับความต้องการการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรโดยการสร้างมูลค่าเพิ่มจากเปลือกทุเรียนของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ควรมีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเปลือกทุเรียนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคการเกษตร</span></p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/271705 ปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารจัดการสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (ชันโรง) ภายใต้แนวคิดโมเดลเศรษฐกิจ BCG กรณีศึกษา วิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา จังหวัดระยอง 2026-04-30T10:49:27+07:00 ปาริชาด มณีเทศ parichad.mn@gmail.com ชลาธร จูเจริญ fagrchch@ku.ac.th ปรีดา สามงามยา fagrpdsy@ku.ac.th วรเศรษฐ์ คูวิจิตรสุวรรณ worasetvet69@hotmail.com <p>ชันโรงเป็นแมลงเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ Bio-Circular-Green (BCG) Model การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อระดับการปฏิบัติและการบริหารจัดการตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ใน 3 มิติย่อย ของสมาชิกวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพผู้เลี้ยงชันโรงบ้านทับมา จังหวัดระยอง โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 104 ราย ด้วยการใช้แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติ t-test และ <br />F-test ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรมีระดับการปฏิบัติและการบริหารจัดการตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในภาพรวมและรายมิติย่อยอยู่ในระดับปานกลางทั้งหมด โดยมิติเศรษฐกิจสีเขียวมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือมิติเศรษฐกิจชีวภาพ และมิติเศรษฐกิจหมุนเวียนตามลำดับ ในขณะที่มีความต้องการการส่งเสริมการเลี้ยงในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ ผลการทดสอบสมมติฐานสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ อายุ อาชีพหลัก <br />แหล่งเงินทุนและการได้รับข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อระดับการปฏิบัติและการบริหารจัดการตามโมเดลเศรษฐกิจ BCG แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเมื่อจำแนกรายมิติพบว่า เกษตรกรที่มีอายุแตกต่างกันมีความสามารถในการจัดการมิติเศรษฐกิจหมุนเวียนแตกต่างกัน ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์<br />สูงกว่าเนื่องจากภูมิปัญญาในการพึ่งพาตนเองและการบริหารจัดการของเสียชีวภาพในฟาร์ม ขณะที่ปัจจัยด้าน<br />อาชีพหลักและแหล่งเงินทุนส่งผลให้เกิดความแตกต่างในมิติเศรษฐกิจชีวภาพอย่างเด่นชัด ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมที่สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการเฉพาะของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม เพื่อขจัดข้อจำกัดในทางปฏิบัติและยกระดับวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้สู่เกณฑ์การเป็นต้นแบบเกษตรมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/269673 ปริมาณความเข้มข้นและสัณฐานวิทยาของฝุ่นละอองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแควน้อยและเขตเทศบาลนครพิษณุโลก 2025-11-21T12:09:32+07:00 กัญญาณัฐ นาจาน kanyanatn66@nu.ac.th กณิตา ธนเจริญชณภาส kanitat@nu.ac.th <p>ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในจังหวัดพิษณุโลกมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งศึกษาความเข้มข้น สัณฐานวิทยา และองค์ประกอบธาตุของ PM2.5 เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างพื้นที่ป่า (อุทยานแห่งชาติแควน้อย) และพื้นที่เมือง (เทศบาลนครพิษณุโลก) ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจลักษณะเฉพาะของมลพิษในแต่ละบริบทพื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น ในการศึกษาทำการเก็บตัวอย่าง PM2.5 ดำเนินการด้วยวิธีกราวิเมตริกเป็นเวลา 24 ชั่วโมงต่อหนึ่งรอบการเก็บตัวอย่าง ในปี พ.ศ. 2568 โดยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ฤดูกาลคือฤดูแล้ง (ระหว่างเดือน มีนาคม ถึง เดือนเมษายน 2567) และฤดูฝน (ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนมิถุนายน 2567) ผลการศึกษาพบว่า ในฤดูแล้งระดับความเข้มข้นเฉลี่ยของ PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดไว้ (ไม่เกิน 37.5 µg/m³ ในช่วง 24 ชั่วโมง) ทั้ง 2 พื้นที่ (51.23±13.41 µg/m³ และ 46.33±10.95 µg/m³ ตามลำดับ) อย่างไรก็ตามผลการศึกษาในฤดูฝนพบว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติแควน้อยมีระดับค่าเฉลี่ยค่อนข้างต่ำและไม่เกินระดับมาตรฐานดังกล่าว (เท่ากับ 22.23 ± 5.85 µg/m³ ) และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em>&lt;.05) เมื่อเปรียบเทียบกับฤดูแล้ง นอกจากนั้นเมื่อเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ในแต่ละฤดูกาลพบว่าในฤดูฝนนั้นระดับ PM2.5 ในเขตป่า มีระดับต่ำกว่าเขตเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em>&lt;.05) เมื่อได้ทำการวิเคราะห์สัณฐานวิทยาของอนุภาคภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (FE-SEM) และ วิเคราะห์องค์ประกอบธาตุโดยใช้รังสีเอ็กซ์เรย์แบบกระจายพลังงาน (EDS) พบลักษณะอนุภาคเด่น 9 ประเภท ได้แก่ (1) รูปร่างแท่งยาว (2) รูปร่างเป็นก้อนปุย (3) รูปร่างผลึกผิวไม่สม่ำเสมอซ้อนกัน (4) ทรงกลมสมมาตร (5) รูปร่างทรงกลมที่ไม่สมมาตร มีขอบเรียบ (6) รูปร่างเป็นเกลียวซ้อนกัน (7) รูปร่างแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวซ้อนบนรูปร่างไม่แน่นอนและทรงกลม (8) รูปร่างไม่สม่ำเสมอรวมตัวเป็นก้อน และ (9) รูปร่างแท่งยาวเรียว การวิเคราะห์องค์ประกอบธาตุแสดงให้เห็นว่า ธาตุที่พบในสัดส่วนสูงสุด 2 ลำดับแรกมีลักษณะเหมือนกันทั้งสองพื้นที่และสองฤดูกาลโดยพบ คาร์บอน (C) และ ออกซิเจน (O) ลำดับถัดไปจะพบ Si N S และ ไนโตรเจน (N) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งบ่งชี้ถึงแหล่งกำเนิดอนุภาคที่สำคัญ ได้แก่ การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงจากยานพาหนะ การเผาไหม้ชีวมวลที่ไม่สมบูรณ์ สารชีวภาพ เช่น การเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาชีวมวลที่ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้ความร้อนสูง เศษซากชีวมวล ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ รวมถึงฝุ่นดิน และการสึกกร่อนของชิ้นส่วนโลหะหรือสนิม การฟุ้งกระจายของปุ๋ยเคมีจากแหล่งเกษตรกรรม โดยสรุป เมื่อพิจารณาทั้งระดับความเข้มข้น ลักษณะสัณฐาน และชนิดของธาตุในภาพรวม พบว่าอนุภาค PM2.5 ในพื้นที่ศึกษาได้รับอิทธิพลจากแหล่งกำเนิดทั้ง 2 ฤดูกาลและทั้ง 2 พื้นที่ จึงควรดำเนินมาตรการจัดการแหล่งกำเนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง และควรพิจารณาดำเนินการในเขตเมืองเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีระดับ PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานทั้ง 2 ฤดูกาล เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากการสัมผัสอนุภาคฝุ่นละอองของประชาชนในเขตจังหวัดพิษณุโลก</p> 2026-05-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/269721 สมบัติดินและการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่หย่อมป่า สวนหลังบ้าน สวนยางพารา และนาข้าว ในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบอน จังหวัดมุกดาหาร 2025-12-24T15:20:03+07:00 สุริยา คูสกุลรัตน์ mju6708301025@mju.ac.th ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ formanmju@gmail.com ภัทราพร ผูกคล้าย pattraporn@mju.ac.th ธัญญรัตน์ เชื้อสะอาด Thanyarat@mju.ac.th สินีนาฏ สองศรี sineenard@mju.ac.th ศิริรัตน์ สุขช่วย siriratsukchuai@gmail.com ณัฐวดี ข้อค้า nattawadee2542praw@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินในปัจจุบัน รวมถึงการประเมินการกักเก็บคาร์บอนของการใช้ประโยชน์ที่ดินรูปแบบต่าง ๆ และวิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดินของการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบที่แตกต่างกัน เก็บตัวอย่างดินทั้งหมด <br />3 แปลงต่อพื้นที่ แปลงละ 2 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 24 ตัวอย่าง โดยวางแปลง 10 x 10 เมตร เก็บตัวอย่างดินชั้นบนที่ระดับความลึก 0-5 เซนติเมตร 5 หลุมผสมคลุกเคล้ากัน และทำเช่นเดียวกันกับดินชั้นล่างที่ระดับความลึก 20-25 เซนติเมตร เพื่อศึกษาสมบัติดินทางเคมี และเก็บตัวอย่างดินด้วยอุปกรณ์เก็บตัวอย่างดิน (Soil core) เพื่อศึกษาสมบัติดินทางกายภาพของดิน และประเมินการกักเก็บคาร์บอน ทำการวางแปลงขนาด 40 x 40 เมตร บันทึกข้อมูลองค์ประกอบของชนิดไม้ต้นของพื้นที่หย่อมป่า พื้นที่สวนหลังบ้าน และพื้นที่สวนยางพารา พื้นที่ละ 3 แปลง การศึกษาพบว่า พื้นที่สวนหลังบ้าน และหย่อมป่า มีค่าอินทรียวัตถุ ธาตุอาหาร และความชื้นดินอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงการสะสมซากพืชในดิน ขณะที่พื้นที่นาข้าว และสวนยางพารามีดินเป็นกรด อินทรียวัตถุต่ำ และความหนาแน่นดินสูงจากการรบกวนดินอย่างต่อเนื่อง ด้านมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอน พบว่าพื้นที่หย่อมป่า มีมวลชีวภาพรวมและปริมาณการกักเก็บคาร์บอนสูงที่สุด รองลงมาคือสวนยางพารา และสวนหลังบ้าน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่หย่อมป่ามีโครงสร้างพืชหลายชั้น ความหลากหลายของชนิดไม้ และการรบกวนต่ำ ส่งผลให้มีการสะสมมวลชีวภาพและกักเก็บคาร์บอนในระดับสูง ขณะที่สวนยางพาราและสวนหลังบ้านมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพืชและการจัดการพื้นที่ ทำให้ศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนต่ำกว่า ดังนั้น คุณภาพดินและการรบกวนพื้นที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืชและการสะสมคาร์บอนในระบบนิเวศ พื้นที่ที่มีโครงสร้างพืชหลากหลายและคุณภาพดินที่เหมาะสม มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนและสนับสนุนการทำงานของระบบนิเวศได้ดีกว่า</p> 2026-02-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/268469 การศึกษาประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนของอ้อยโคลนดีเด่น 2025-12-01T16:12:23+07:00 รัฐกร สืบคำ ratgonsuebkam01052524@gmail.com ชยันต์ ภักดีไทย ratgonsuebkam01052524@gmail.com ธีระรัตน์ ชิณแสน ratgonsuebkam01052524@gmail.com แสงเดือน ชนะชัย ratgonsuebkam01052524@gmail.com <p>การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยควรเลือกใช้พันธุ์อ้อยผลผลิตสูงเหมาะสมกับสภาพดินในพื้นที่ ซึ่งประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนของอ้อยนับเป็นปัจจัยในการประเมินสมรรถนะของอ้อยโคลนดีเด่น จากการทดลองพบว่าการให้ปุ๋ยไนโตรเจน 1.5 เท่า (40.5 kg N/rai) ให้ผลผลิตสูงสุดทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอ ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนน้อยที่สุดเฉลี่ย 47.5 kg/kg เมื่อเปรียบเทียบกับการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 0.5 เท่า (13.5 kg N/rai ) ให้ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงสุดเฉลี่ย 62.2 kg/kg รองลงมาการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 1.0 เท่า (27 kg N/rai) มีประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเฉลี่ย 53.9 kg/kg ตามลำดับ ทั้งการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและพันธุ์อ้อยยังมีบทบาทสำคัญในการให้ผลผลิตที่แตกต่างกัน โดยพบว่าอ้อยโคลน KK14-030 ให้ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนสุงสุดมากกว่าอ้อยโคลน KK12R-085 รองลงมาอ้อยพันธุ์ DOA KK 3 ตามด้วยอ้อยโคลน KK07-599 ตามลำดับ ทั้งฤดูอ้อยปลูกและอ้อยตอในสภาพภูมิอากาศของแปลงทดลองมีปริมาณน้ำฝนในฤดูปลูก (อ้อยปลูก) เท่ากับ 1,237.2 mm เป็นปริมาณน้ำฝนใช้การ 713.1 mm รวมทั้งมีการให้น้ำชลประทานเสริม 30 mm เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำฝนในฤดูปลูก (อ้อยตอ) เท่ากับ 1,230.5 mm เป็นปริมาณน้ำฝนใช้การ 668.1 mm และไม่มีการให้น้ำชลประทานเสริมส่งผลทำให้การเจริญเติบโตและผลผลิตของอ้อยปลูกมากกว่าอ้อยตอ</p> 2026-02-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/268474 ปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยดีเด่น โคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม 2025-10-28T05:17:52+07:00 อุไรวรรณ พงษ์พยัคเลิศ hi2ura.pon@gmail.com สุวัฒน์ พูลพาน ura_oiw@hotmail.com ปิยธิดา อินทร์สุข ura_oiw@hotmail.com อัฉราภรณ์ วงศ์สุขศรี ura_oiw@hotmail.com วาสนา วันดี ura_oiw@hotmail.com นัฐภัทร์ คำหล้า ีura_oiw@hotmail.com <p>โรคแส้ดำอ้อย เกิดจากเชื้อรา <em>Sporisorium scitamineum</em> (Syd.) เป็นโรคที่พบการระบาดในพื้นที่ปลูกอ้อยของประเทศไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและมีแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี ปัจจุบันพบระบาดมากในอ้อยพันธุ์ กวก.ขอนแก่น 3 ซึ่งมีพื้นที่ปลูก 96 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูกอ้อยในประเทศไทย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยดีเด่น โคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม จำนวน 8 โคลน และโคลนอ้อยทดสอบเพิ่มเติมชุดปี 2553 จำนวน1 โคลน และใช้อ้อยพันธุ์ LK92-11, Marcos และ กวก.ขอนแก่น 3 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ ดำเนินการทดสอบที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี วางแผนการทดลองแบบ RCBD จำนวน 3 ซ้ำ ประเมินการเกิดโรคทุก ๆ 1 เดือน และเก็บเกี่ยวผลผลิตที่อายุ 12 เดือน ไว้ตอ 1 ครั้ง ผลการทดลองพบว่า อ้อยโคลน UT17-274 มีการเกิดโรคแส้ดำน้อยที่สุดทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ 8.4 และ 48.1 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยมีปฏิกิริยาต้านทานปานกลางในอ้อยปลูก และมีปฏิกิริยาอ่อนแอปานกลาในอ้อยตอ ในขณะที่อ้อยพันธุ์ LK92-11 มีปฏิกิริยาอ่อนแอปานกลาง ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ และอ้อยพันธุ์ กวก.ขอนแก่น 3 มีปฏิกิริยาอ่อนแอปานกลางในอ้อยปลูก และมีปฏิกิริยาอ่อนแอต่อโรคแส้ดำในอ้อยตอ นอกจากนี้อ้อยโคลน UT17-274 ให้ผลผลิตมากที่สุด23.9 ตันต่อไร่ และผลผลิตในอ้อยตอ 17.9 ตันต่อไร่ ผลการศึกษานี้สามารถใช้ประกอบการคัดเลือกพันธุ์อ้อยในขั้นเปรียบเทียบมาตรฐาน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร ในขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ต่อไป</p> 2026-02-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/269305 ผลของถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้และต้นยาสูบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตผักชีในสภาพพื้นที่สูง 2025-11-24T08:28:53+07:00 เกศศิรินทร์ แสงมณี katsirinsangmanee@gmail.com อิสระ ตั้งสุวรรณ์ aginujournal@gmail.com <p>ผลของถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้และต้นยาสูบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตผักชีในสภาพพื้นที่สูง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติของถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้บนพื้นที่สูง และการนำถ่านชีวภาพมาใช้เพื่อปรับปรุงดินทรายร่วนที่ปลูกผักชีบริเวณพื้นที่เกษตรกรรมพื้นที่สูง วางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ จำนวน 3 ซ้ำ มีสิ่งทดลองดังนี้ 1) ไม่ใส่ปุ๋ย (แปลงควบคุม) 2) ใส่ปุ๋ยเคมี 21-5-5 อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร 3) ถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้อัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 4) ถ่านชีวภาพจากต้นยาสูบอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 5) ปุ๋ยหมักถ่านชีวภาพอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และ 6) มูลไส้เดือนอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร พบว่า ถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้ ประกอบไปด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแคลเซียม ในปริมาณที่สูง การผสมถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้ในดินทรายร่วนอัตราส่วน 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ส่งผลให้ผักชีมีผลผลิตเพิ่มขึ้นส่งผลให้ผักชีมีผลผลิต 2134.40 กรัมต่อตารางเมตร และผักชีมีปริมาณคลอโรฟิลล์ 41.58 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 70.16 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ใส่ปุ๋ยหรือใส่ปุ๋ยเคมีให้ผลที่มีความแตกต่างทางสถิติ และให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากที่สุดคือ 156.08 บาทต่อตารางเมตร จากผลการทดลองสามารถเป็นแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรได้นำไปใช้ในการปรับปรุงดินผลิตพืชต่อไป </p> 2026-02-09T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร