วารสารเกษตรนเรศวร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}">วารสารเกษตรนเรศวร</span></p> <p> ISSN 3088-1994 (Online)</p> <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}">กำหนดเผยแพร่ : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 <span style="font-weight: 400;">มกราคม – มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม </span></span></p> <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}">นโยบายและขอบเขตการตีพิพม์ : บทความที่รับตีพิมพ์บทความวิชาการ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Articles) และบทความปริทัศน์ (Review articles) <span style="font-weight: 400;">โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคณาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยทั้งในและนอกสถาบัน</span> </span><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;บทความที่รับตีพิมพ์\n1 สาขาวิชาที่เปิดรับการตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tสาขาเกษตรศาสตร์ (พืชศาสตร์ (พืชไร่ พืชสวน ปฐพี กีฏะ โรคพืช วัชพืช ฯลฯ))/ สัตวศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การประมง)\n•\tสาขาเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร \n•\tสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร \n•\tสาขาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม\n•\tสาขาภูมิศาสตร์ \n•\tสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง\n2 บทความที่รับตีพิมพ์ ได้แก่ \n•\tบทความวิชาการ \n•\tบทความวิจัย \nหมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}"><br /><br />หมายเหตุ ต้องเป็นผลงานใหม่ที่ยังไม่เคยพิมพ์เผยแพร่ในสื่อใด ๆ มาก่อนหรืออยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของวารสารอื่น</span></p> Faculty of Agriculture, Natural Resources and Environment, Naresuan University. th-TH วารสารเกษตรนเรศวร 3088-1994 <p><em><span style="font-weight: 400;">Journal of TCI is licensed under a Creative Commons </span></em><a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><em><span style="font-weight: 400;">Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)</span></em></a><em><span style="font-weight: 400;"> licence, unless otherwise stated. Please read our Policies page for more information...</span></em></p> สมบัติดินและการประเมินการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่หย่อมป่า สวนหลังบ้าน สวนยางพารา และนาข้าว ในบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยบอน จังหวัดมุกดาหาร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/269721 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความอุดมสมบูรณ์ของสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินในปัจจุบัน รวมถึงการประเมินการกักเก็บคาร์บอนของการใช้ประโยชน์ที่ดินรูปแบบต่าง ๆ และวิเคราะห์ข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยดินของการใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบที่แตกต่างกัน เก็บตัวอย่างดินทั้งหมด <br />3 แปลงต่อพื้นที่ แปลงละ 2 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 24 ตัวอย่าง โดยวางแปลง 10 x 10 เมตร เก็บตัวอย่างดินชั้นบนที่ระดับความลึก 0-5 เซนติเมตร 5 หลุมผสมคลุกเคล้ากัน และทำเช่นเดียวกันกับดินชั้นล่างที่ระดับความลึก 20-25 เซนติเมตร เพื่อศึกษาสมบัติดินทางเคมี และเก็บตัวอย่างดินด้วยอุปกรณ์เก็บตัวอย่างดิน (Soil core) เพื่อศึกษาสมบัติดินทางกายภาพของดิน และประเมินการกักเก็บคาร์บอน ทำการวางแปลงขนาด 40 x 40 เมตร บันทึกข้อมูลองค์ประกอบของชนิดไม้ต้นของพื้นที่หย่อมป่า พื้นที่สวนหลังบ้าน และพื้นที่สวนยางพารา พื้นที่ละ 3 แปลง การศึกษาพบว่า พื้นที่สวนหลังบ้าน และหย่อมป่า มีค่าอินทรียวัตถุ ธาตุอาหาร และความชื้นดินอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงการสะสมซากพืชในดิน ขณะที่พื้นที่นาข้าว และสวนยางพารามีดินเป็นกรด อินทรียวัตถุต่ำ และความหนาแน่นดินสูงจากการรบกวนดินอย่างต่อเนื่อง ด้านมวลชีวภาพและการกักเก็บคาร์บอน พบว่าพื้นที่หย่อมป่า มีมวลชีวภาพรวมและปริมาณการกักเก็บคาร์บอนสูงที่สุด รองลงมาคือสวนยางพารา และสวนหลังบ้าน แสดงให้เห็นว่าพื้นที่หย่อมป่ามีโครงสร้างพืชหลายชั้น ความหลากหลายของชนิดไม้ และการรบกวนต่ำ ส่งผลให้มีการสะสมมวลชีวภาพและกักเก็บคาร์บอนในระดับสูง ขณะที่สวนยางพาราและสวนหลังบ้านมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพืชและการจัดการพื้นที่ ทำให้ศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนต่ำกว่า ดังนั้น คุณภาพดินและการรบกวนพื้นที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของพืชและการสะสมคาร์บอนในระบบนิเวศ พื้นที่ที่มีโครงสร้างพืชหลากหลายและคุณภาพดินที่เหมาะสม มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนและสนับสนุนการทำงานของระบบนิเวศได้ดีกว่า</p> สุริยา คูสกุลรัตน์ ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ ภัทราพร ผูกคล้าย ธัญญรัตน์ เชื้อสะอาด สินีนาฏ สองศรี ศิริรัตน์ สุขช่วย ณัฐวดี ข้อค้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-09 2026-02-09 23 1 e0230104 e0230104 การศึกษาประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนของอ้อยโคลนดีเด่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/268469 <p>การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยควรเลือกใช้พันธุ์อ้อยผลผลิตสูงเหมาะสมกับสภาพดินในพื้นที่ ซึ่งประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนของอ้อยนับเป็นปัจจัยในการประเมินสมรรถนะของอ้อยโคลนดีเด่น จากการทดลองพบว่าการให้ปุ๋ยไนโตรเจน 1.5 เท่า (40.5 kg N/rai) ให้ผลผลิตสูงสุดทั้งอ้อยปลูกและอ้อยตอ ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนน้อยที่สุดเฉลี่ย 47.5 kg/kg เมื่อเปรียบเทียบกับการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 0.5 เท่า (13.5 kg N/rai ) ให้ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนสูงสุดเฉลี่ย 62.2 kg/kg รองลงมาการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 1.0 เท่า (27 kg N/rai) มีประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเฉลี่ย 53.9 kg/kg ตามลำดับ ทั้งการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและพันธุ์อ้อยยังมีบทบาทสำคัญในการให้ผลผลิตที่แตกต่างกัน โดยพบว่าอ้อยโคลน KK14-030 ให้ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนสุงสุดมากกว่าอ้อยโคลน KK12R-085 รองลงมาอ้อยพันธุ์ DOA KK 3 ตามด้วยอ้อยโคลน KK07-599 ตามลำดับ ทั้งฤดูอ้อยปลูกและอ้อยตอในสภาพภูมิอากาศของแปลงทดลองมีปริมาณน้ำฝนในฤดูปลูก (อ้อยปลูก) เท่ากับ 1,237.2 mm เป็นปริมาณน้ำฝนใช้การ 713.1 mm รวมทั้งมีการให้น้ำชลประทานเสริม 30 mm เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำฝนในฤดูปลูก (อ้อยตอ) เท่ากับ 1,230.5 mm เป็นปริมาณน้ำฝนใช้การ 668.1 mm และไม่มีการให้น้ำชลประทานเสริมส่งผลทำให้การเจริญเติบโตและผลผลิตของอ้อยปลูกมากกว่าอ้อยตอ</p> รัฐกร สืบคำ ชยันต์ ภักดีไทย ธีระรัตน์ ชิณแสน แสงเดือน ชนะชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-09 2026-02-09 23 1 e0230103 e0230103 ปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยดีเด่น โคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/268474 <p>โรคแส้ดำอ้อยเป็นโรคที่พบการระบาดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและมีแนวโน้มการระบาดที่รุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี การศึกษาปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำของโคลนอ้อยดีเด่น โคลนอ้อยชุดปี 2560 สำหรับสภาพชลประทานและน้ำเสริม เพื่อทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำในโคลนอ้อยชุดปี 2560 วางแผนการทดลองแบบ RCBD จำนวน 3 ซ้ำ ทดสอบกับอ้อยจำนวน 9 โคลน โดยมี พันธุ์ LK92-11 (Resistant check) Marcos (Susceptible check) และ กวก.ขอนแก่น 3 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี โดยวิธีการแช่ท่อนพันธุ์อ้อยในสารแขวนลอยสปอร์ของเชื้อรา <em>Sporisorium scitamineum </em>(Syd.) สาเหตุของโรคแส้ดำอ้อย บ่มไว้ 1 คืน และปลูกทดสอบ ประเมินการเกิดโรคทุก ๆ 1 เดือน และเก็บเกี่ยวผลผลิตที่อายุ 12 เดือน ไว้ตอ 1 ครั้ง ผลการทดลองพบว่า โคลนอ้อยดีเด่นชุดปี 2560 อ้อยโคลน UT17-274 มีการเกิดโรคแส้ดำน้อยที่สุดทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ 8.4 และ 48.1 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ มีปฏิกิริยาต้านทานปานกลางในอ้อยปลูก และมีปฏิกิริยาอ่อนแอปานกลางในอ้อยตอ ขณะที่ พันธุ์ LK92-11 มีปฏิกิริยาอ่อนแอปานกลาง ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ และ กวก.ขอนแก่น 3 มีปฏิกิริยาอ่อนแอปานกลางในอ้อยปลูก และ มีปฏิกิริยาอ่อนแอต่อโรคแส้ดำในอ้อยตอ ด้านผลผลิตในอ้อยปลูก อ้อยโคลน UT17-274 ให้ผลผลิตมากที่สุด 23.9 ตันต่อไร่ และ ผลผลิตในอ้อยตอ17.9 ตันต่อไร่ การศึกษาปฏิกิริยาต่อโรคแส้ดำนี้จะถูกนำไปประกอบการคัดเลือกพันธุ์อ้อยในขั้นเปรียบเทียบมาตรฐาน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นเปรียบเทียบในไร่เกษตรกร ในขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ต่อไป</p> Uraiwan Pongpayaklers ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-09 2026-02-09 23 1 ผลของถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้และต้นยาสูบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตผักชีในสภาพพื้นที่สูง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/aginujournal/article/view/269305 <p>ผลของถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้และต้นยาสูบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตผักชีในสภาพพื้นที่สูง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติของถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้บนพื้นที่สูง และการนำถ่านชีวภาพมาใช้เพื่อปรับปรุงดินทรายร่วนที่ปลูกผักชีบริเวณพื้นที่เกษตรกรรมพื้นที่สูง วางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ จำนวน 3 ซ้ำ มีสิ่งทดลองดังนี้ 1) ไม่ใส่ปุ๋ย (แปลงควบคุม) 2) ใส่ปุ๋ยเคมี 21-5-5 อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร 3) ถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้อัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 4) ถ่านชีวภาพจากต้นยาสูบอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 5) ปุ๋ยหมักถ่านชีวภาพอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และ 6) มูลไส้เดือนอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร พบว่า ถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้ ประกอบไปด้วยธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแคลเซียม ในปริมาณที่สูง การผสมถ่านชีวภาพจากเปลือกโกโก้ในดินทรายร่วนอัตราส่วน 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ส่งผลให้ผักชีมีผลผลิตเพิ่มขึ้นส่งผลให้ผักชีมีผลผลิต 2134.40 กรัมต่อตารางเมตร และผักชีมีปริมาณคลอโรฟิลล์ 41.58 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ 70.16 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ใส่ปุ๋ยหรือใส่ปุ๋ยเคมีให้ผลที่มีความแตกต่างทางสถิติ และให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากที่สุดคือ 156.08 บาทต่อตารางเมตร จากผลการทดลองสามารถเป็นแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรได้นำไปใช้ในการปรับปรุงดินผลิตพืชต่อไป </p> เกศศิรินทร์ แสงมณี อิสระ ตั้งสุวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรนเรศวร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-09 2026-02-09 23 1 e0230101 e0230101