https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/issue/feed วารสารแก่นเกษตร 2026-02-06T09:19:53+07:00 บรรณาธิการวารสารแก่นเกษตร agkasetkaj@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารแก่นเกษตรได้รับทุนสนับสนุนเป็นวารสารที่มีคุณภาพตามเกณฑ์วารสารวิชาการระดับชาติ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก สกอ. ประจำปี 2551, เป็นวารสารที่ยอมรับในการใช้เป็นผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. (ตั้งแต่รุ่นที่ 11 เป็นต้นไป) , มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index, TCI), และเผยแพร่บทคัดย่อภาษาอังกฤษในฐานข้อมูล AGRIS-FAO (http://agris.fao.org/agris-search/index.do)</p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268869 ความหลากชนิดและการแพร่กระจายของสัตว์พื้นท้องน้ำ ในอ่างเก็บน้ำห้วยไม้เต็ง จังหวัดราชบุรี 2025-08-22T08:34:56+07:00 นิติธร จันทร์เพ็ญ ffisprk@gmail.com พัชรี ครูขยัน ffisprk@gmail.com พงศ์เชฏฐ์ พิชิตกุล ffisprk@gmail.com พรเทพ เนียมพิทักษ์ npornt@kku.ac.th <p>จากการศึกษาความหลากชนิดและการแพร่กระจายของสัตว์พื้นท้องน้ำในอ่างเก็บน้ำห้วยไม้เต็ง จังหวัดราชบุรี เก็บตัวอย่างโดยใช้เครื่องมือ basket sampler ทุกๆ สองเดือนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2565 ถึงเดือนสิงหาคม 2566 จำนวน 4 สถานี แบ่งเป็นบริเวณที่ทำการเกษตร (สถานีที่ 1) บริเวณที่เป็นธรรมชาติมีการทำประมง (สถานีที่ 2) บริเวณที่มีการทำประมง (สถานีที่ 3) และแหล่งท่องเที่ยว (สถานีที่ 4) จากการศึกษาพบสัตว์พื้นท้องน้ำทั้งสิ้น 19 ชนิด โดยพบมีความหนาแน่นเฉลี่ยสูงสุดในสถานีที่ 2 (1,544 ตัว/ตารางเมตร) และต่ำสุดในสถานีที่ 4 (612 ตัว/ตารางเมตร) พบหอยกินหอย <em>Anentome helena</em> และปลิง <em>Paecilobdella </em>sp<em>.</em> เป็นชนิดเด่น ค่าดัชนีความหลากหลากชนิดสูงสุดในสถานีที่ 2 (2.209) และต่ำสุดในสถานีที่1 (1.284) ค่าดัชนีความสม่ำเสมอเป็นไปในทิศทางเดียวกับค่าดัชนีความหลากชนิด ส่วนค่าดัชนีความมากชนิดสูงสุดในสถานีที่ 2 และต่ำสุดในสถานีที่ 1 คุณภาพน้ำในรอบปีพบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติยกเว้นค่าออกซิเจนที่ละลายน้ำ และปริมาณแอมโมเนียรวมมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (P&lt;0.05) จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ Canonical Correspondence Analysis (CCA) พบว่าค่าออกซิเจนที่ละลายน้ำเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายของสัตว์พื้นท้องน้ำสูงที่สุด (r=0.533) และมีผลเชิงบวกกับ กุ้งฝอย ปูลำห้วย และตัวอ่อนแมลงปอเป็นสำคัญ จากการศึกษาสรุปได้ว่าบริเวณที่ถูกรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์ ได้แก่ การท่องเที่ยว และการเกษตร ส่งผลทางลบต่อปริมาณความชุกชุม และค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267684 ประสิทธิภาพของสารสกัดกัญชาในการลดความเครียดระหว่างขนส่งไก่กระดูกดำ 2025-06-10T04:52:31+07:00 สุภารักษ์ คำพุฒ suparak@mju.ac.th กฤดา ชูเกียรติศิริ kridda003@hotmail.com พชรพร ตาดี phacharaporn.boonkhot@gmail.com ยุทธนา สุนันตา yutthana_s@mju.ac.th ครรชิต ชมภูพันธ์ kanchit@mju.ac.th วรรณลักษณ์ ถาวร wannaluk.333@gmail.com กรรณิกา ฮามประคร kannikar_h@mju.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น (preliminary study) ของการใช้สารสกัดจากกัญชาผสมในน้ำดื่มสำหรับลูกไก่พื้นเมืองเพื่อลดความเครียดระหว่างการขนส่ง การศึกษาครั้งนี้ใช้ลูกไก่กระดูกดำคละเพศ ที่อายุ 4 สัปดาห์ จำนวน 160 ตัว มีการแบ่งกลุ่มการทดลองเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ซ้ำๆละ 10 ตัว โดยลูกไก่กระดูกดำในแต่ละกลุ่มจะได้รับระดับความเข้มข้นของสารสกัดจากกัญชาที่แตกต่างกัน (Full spectrum CBD 20%) ในปริมาณ 0, 0.5, 1 และ 1.5 มิลลิลิตรต่อกิโลกรัมของน้ำหนักไก่กระดูกดำ การใช้สารสกัดจะให้เพียง 1 ครั้งก่อนทำการขนส่ง และหลังจากขนส่งทำการศึกษาประสิทธิภาพการเจริญเติบโตจนถึงอายุ 49 วัน ผลการศึกษาพบว่าปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติโคสเตอโรนที่พบในเลือดของไก่ทุกกลุ่มการทดลองไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (H = 5.997, df = 3, p = 0.112) อีกทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อน้ำหนักตัว ปริมาณอาหารที่กิน อัตราการเจริญเติบโต การเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวและอัตราการตายของไก่กระดูกดำหลังการขนส่ง(p&gt;0.05) การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการให้สารสกัดกัญชาในช่วงก่อนการขนส่งไม่ส่งผลต่อระดับความเครียดและประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของไก่ แต่อย่างไรก็ตามการทดลองครั้งนี้เป็นเพียงการจำลองสถานการณ์การขนส่ง ซึ่งอาจทำให้สภาพแวดล้อมการขนส่งแตกต่างกัน ปริมาณสารและระยะเวลาในการให้สารไม่เหมาะสม ดังนั้นควรมีการศึกษาในเรื่องดังกล่าวต่อไปในอนาคต</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267813 ผลของการเสริมสารจับสารพิษจากเชื้อราต่อสมรรถภาพการผลิต ระบบภูมิคุ้มกัน และความเครียดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของไก่เนื้อที่ได้รับอาหารที่มีการปนเปื้อนอะฟลาทอกซิน บี1 ที่เลี้ยงภายใต้ความหนาแน่นสูง 2025-10-09T08:38:13+07:00 น้ำเพชร ผึ้งผ่อง nampetch2538@gmail.com ยุวเรศ เรืองพานิช agryos@ku.ac.th <p>การศึกษาการเสริมสารจับสารพิษจากเชื้อราชนิดต่างๆ ในอาหารไก่เนื้อที่ปนเปื้อนด้วยอะฟลาทอกซินบี 1 (AFB1) ทำการทดลองในไก่เนื้อสายพันธุ์ Ross 308 ที่อายุ 1 วัน จํานวน 576 ตัว แบ่งไก่ทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 8 ซ้ำ (ซ้ำละ 18 ตัว) โดยเลี้ยงภายใต้ความหนาแน่นสูง 18 ตัว/ตร.ม. ทำการทดลองเป็นเวลา 37 วัน อาหารทดลองประกอบด้วยอาหารพื้นฐาน (กลุ่มควบคุม; CT) อาหารพื้นฐานที่ปนเปื้อนด้วยอะฟลาทอกซินบีหนึ่ง 80 µg/kg (อะฟลาทอกซิน; AF) อาหาร AF ที่เสริมสารจับสารพิษจากเชื้อรา 1 (MTB1) และอาหาร AF ที่เสริมสารจับสารพิษจากเชื้อรา 2 (MTB2) โดยสารจับสารพิษจากเชื้อราทั้งสองชนิดถูกเสริมในอัตรา 1.0 kg/ton ในอาหารระยะเล็ก และ 0.5 kg/ton ในอาหารระยะรุ่นและระยะสุดท้ายตามลำดับ ทำการให้อาหารและน้ำดื่มแบบเต็มที่ตลอดการทดลอง ผลการทดลองในช่วงไก่ระยะเล็กพบว่าไก่เนื้อกลุ่มทดลอง AF มีปริมาณอาหารที่กินสูง ส่งผลให้อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัวสูงกว่ากลุ่มควบคุม (P&lt;0.05) อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างของสมรรถภาพ การผลิตระหว่างกลุ่มทดลองของไก่เนื้อในระยะอื่นๆ (P&gt;0.05) รวมทั้งไม่พบความแตกต่างของระดับ MDA ในทุกกลุ่มการทดลอง (P&gt;0.05) แต่พบว่ากลุ่มทดลอง CT, MTB1 และ MTB2 มีค่า HI titer ต่อโรคนิวคาสเซิลที่สูงกว่ากลุ่ม AF อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) จึงสรุปได้ว่าการเสริมสารจับสารพิษจากเชื้อราทั้ง 2 ชนิด มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในไก่เนื้อที่ได้รับอาหารปนเปื้อนอะฟลาทอกซินบี 1 ได้</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267928 ผลการศึกษาเบื้องต้นของการเสริมโพรไบโอติกส์ (Multi-strain) ต่ออัตราการเจริญเติบโต ภูมิคุ้มกัน และสัณฐานวิทยาของลำไส้เล็กในลูกสุกร 2025-06-23T01:09:37+07:00 พัสกร พุทธฉายา padsakornp@kkumail.com เปรมสุดา สมาน premsuda@tistr.or.th กมล ฉวีวรรณ krawan2001@gmail.com วิวัฒน์ กัลยาลัง sawiwo@kku.ac.th จักรพันธ์ โตวิทศิรินเรศ sawiwo@kku.ac.th สาวิตรี วงศ์ตั้งถิ่นฐาน sawiwo@kku.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการเสริมจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์แบบหลายสายพันธุ์ (Multi-strain probiotics) ต่ออัตราการเจริญเติบโต ภูมิคุ้มกัน และสัณฐานวิทยาของลำไส้เล็กในลูกสุกร โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อค (randomized complete block design) โดยใช้เพศ (ผู้และเมีย) และสายพันธุ์ (แลนด์เรซ (Landrace) ลาร์จไวท์ (Large White) และลูกผสม (Landrace x Large White)) เป็นบล็อก รวมทั้งหมด 28 ตัว แบ่งเป็น 2 กลุ่มทดลอง ได้แก่ กลุ่มควบคุม (ไม่เสริมโพรไบโอติกส์) และกลุ่มที่ได้รับโพรไบโอติกส์ จำนวน 14 ตัวต่อกลุ่มทดลอง โพรไบโอติกส์ที่ใช้ประกอบด้วย <em>Lactobacillus brevis</em>, <em>Lactobacillus reuteri</em>, <em>Lactobacillus paraplantarum</em>, <em>Lactobacillus pentosus</em>, <em>Lactococcus lactis</em>, <em>Weissella cibaria</em> และ <em>Pediococcus pentosaceus</em> โดยมีความเข้มข้นที่ 10<sup>9</sup> cfu/mL โดยกลุ่มที่เสริมโพรไบโอติกส์จะได้รับสารละลายโพรไบโอติกส์ผ่านการป้อนทางปากที่ 2 มิลลิลิตรต่อตัว ตั้งแต่วันที่ 7 หลังคลอดจนถึงหย่านมที่อายุ 4 สัปดาห์ หลังจากนั้น ลูกสุกรจะได้รับอาหารสำเร็จรูปร่วมกับการเสริมสารละลายโพรไบโอติกส์ 5 มิลลิลิตรต่ออาหาร 100 กรัม จนถึงอายุ 8 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่า ลูกสุกรที่ได้รับการเสริมโพรไบโอติกส์มีน้ำหนักตัวและอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันไม่ต่างจากกลุ่มควบคุม (<em>P</em>&gt;0.05) และไม่ส่งผลกระทบต่อระดับของอิมมูโนโกลบูลิน (IgA, IgG และ IgM) ในซีรั่ม (<em>P</em>&gt;0.05) อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ได้รับโพรไบโอติกส์มีความสูงของวิลลัสในลำไส้เล็กส่วนดูโอดินัมและไอเลียม รวมถึงอัตราส่วนระหว่างความสูงวิลลัสต่อความลึกของคริปท์ในดูโอดินัมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (<em>P</em>&lt;0.05) จากผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การเสริมโพรไบโอติกส์แบบหลายสายพันธุ์ช่วยส่งเสริมการพัฒนาสัณฐานวิทยาของลำไส้เล็กในลูกสุกรโดยไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่ออัตราการเจริญเติบโตและภูมิคุ้มกัน</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267809 การเปรียบเทียบคุณภาพน้ำเชื้อแช่แข็งหลังละลายของพ่อโคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน และชาร์โลเล่ห์ โดยใช้ระบบวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ (CASA) 2025-08-21T11:59:03+07:00 เยาวลักษณ์ หวังสุข yaowalakwan08@gmail.com วรรณลักษณ์ ถาวร Wpattawong@gmail.com พชรพร ตาดี Wpattawong@gmail.com พัชรี พรมตัน Wpattawong@gmail.com นิตยา ทองทิพย์ Wpattawong@gmail.com ผกาสินี ขาวแดง Wpattawong@gmail.com วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์ Wpattawong@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพน้ำเชื้อแช่แข็งหลังการละลายของโคสายพันธุ์อเมริกัน บราห์มัน (American Brahman) และโคสายพันธุ์ชาร์โลเล่ส์ (Charolais) โดยใช้ระบบวิเคราะห์อสุจิด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer-Assisted Sperm Analysis; CASA) ทำการประเมินน้ำเชื้อแช่แข็งเพื่อตรวจคุณภาพน้ำเชื้อแช่แข็งหลังการละลาย โคพ่อพันธุ์อเมริกันบราห์มัน จำนวน 8 ตัว โคพ่อพันธุ์ชาร์โลเล่ห์ จำนวน 8 ตัว ตัวละ 10 หลอด หลังการละลายที่อุณหภูมิ 37 °C เป็นเวลา 30 วินาที นำมาวิเคราะห์คุณภาพในด้านอัตราการเคลื่อนที่ทั้งหมด อัตราการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ความผิดปกติของรูปร่างอสุจิ และพารามิเตอร์เชิงจลศาสตร์ ได้แก่ ความตรงเชิงเส้น ความถี่การส่ายหัว ความกว้างของการส่ายหัว และอัตราส่วนความเร็วเชิงเส้นตรงต่อความเร็วโค้ง ผลการศึกษาพบว่าน้ำเชื้อจากพ่อโคสายพันธุ์อเมริกัน บราห์มัน มีค่าอัตราการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และอัตราความตรงของการเคลื่อนที่ของอสุจิสูงกว่าโคสายพันธุ์ชาร์โลเล่ส์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>(</em><em>P&lt;0.05)</em> ในขณะที่ค่าความถี่ของการส่ายหัวอสุจิ ของสายพันธุ์ชาร์โลเล่ส์สูงกว่าพันธุ์บราห์มันอย่างมีนัยสำคัญ <em>(</em><em>P&lt;0.05)</em> อย่างไรก็ตามการประเมิณ ค่าอัตราการเคลื่อนที่ทั้งหมด และในส่วนอื่นไม่พบความแตกต่างทางสถิติ <em>(</em><em>P&gt;0.05)</em> ดังนั้นการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างบางประการในคุณภาพน้ำเชื้อแช่แข็งหลังการละลายระหว่างสายพันธุ์ ซึ่งสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการคัดเลือกพ่อโคที่เหมาะสมต่อการผสมเทียมและการปรับปรุงพันธุ์โคเนื้อในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนของประเทศไทย</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267978 ผลของการเสริมผลิตภัณฑ์ซีลีเนียม อี10+ ต่อผลผลิตน้ำนม องค์ประกอบน้ำนมและประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ในแม่โคนมหลังคลอด 2025-09-01T09:32:58+07:00 นนทพัทธ์ เรืองโหรา esso.wutt@gmail.com เจนจิรา ถุงเสน esso.wutt@gmail.com รัชนี บัวระภา esso.wutt@gmail.com พิทักษ์ชัย ลี้ประดิษฐ์ esso.wutt@gmail.com กฤษณธร สินตะละ esso.wutt@gmail.com ธัญทิพย์ จิตตนิรมล esso.wutt@gmail.com ศุภทรานี ชาญเวช esso.wutt@gmail.com วุฒิกร สระแก้ว esso.wutt@gmail.com <p>งานทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมผลิตภัณฑ์ Selenium E10<sup>+</sup> ต่อผลผลิตน้ำนม องค์ประกอบน้ำนมและประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ในแม่โคนมหลังคลอด ใช้โคนมลูกผสมสายพันธุ์โฮสไตน์ฟรีเชี่ยนจำนวน 24 ตัว น้ำหนักเฉลี่ย 524±25 กก. อายุการตั้งท้อง 252±4.1 วัน ที่เลี้ยงด้วยฟาร์มระบบเปิดของฟาร์มเสมียนฟาร์ม จังหวัดสุโขทัย วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์โดยสุ่มให้โคนมได้รับสูตรอาหารผสมสำเร็จเสริมด้วย Selenium E10<sup>+</sup> 3 ระดับ ได้แก่ 0, 30 และ 50 ก./ตัว/วัน โดยโคนมทุกตัวจะได้รับสารเสริมทุกวัน 30 วันจนคลอดและเสริมต่อหลังคลอดอีก 60 วัน ทำการวัดประสิทธิภาพการสืบพันธุ์และสมรรถนะการให้ผลผลิตพบว่า โคนมที่ได้รับการเสริม Selenium E10<sup>+</sup> ที่ระดับ 30 และ 50 กรัมมีขนาดลูกแรกคลอดและน้ำหนักของรกที่ขับออกสูงขึ้น (P&lt;0.05) มีอัตราการรกค้างลดลง (P&lt;0.05) ระยะเวลาในการเป็นสัดครั้งแรกหลังคลอดและจำนวนวันท้องว่างลดลง (P&lt;0.05) นอกจากนั้นยังพบว่า ปริมาณการกินได้ของโคนมก่อนและหลังคลอดมีค่าไม่แตกต่างกัน (P&gt;0.05) ปริมาณน้ำนมและไขมันนมมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น (P=0.07) ขณะที่โปรตีนนมมีแนวโน้มลดลง (P=0.09) และจำนวนโซมาติกส์เซลล์ลดลง (P&lt;0.01) ในโคที่ได้รับการเสริม Selenium E10<sup>+</sup> จากข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการเสริม Selenium E10<sup>+</sup> ที่ระดับ 30-50 ก./ตัว/วันส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการสืบพันธุ์และมีแนวโน้มทำให้สมรรถนะการให้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นได้</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268369 การประเมินสมรรถภาพการผลิตซากของกระบือและโคเนื้อลูกผสมภายใต้สภาวะการขุนเชิงประณีตแบบควบคุม 2025-08-22T15:21:50+07:00 นวพัชร์ สังข์จีน nawapat.san@ku.th ธนาทิพย์ สุวรรณโสภี agrtts@ku.ac.th สานน กันรัมย์ sanonkanram8012@gmail.com ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ agrskk@ku.ac.th <p>สมรรถภาพของซากสัตว์มีความสำคัญต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในระบบการเลี้ยงขุน โดยเฉพาะเชิงประณีตที่มีต้นทุนสูง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเปรียบเทียบคุณภาพซากระหว่างกระบือและโคภายใต้เงื่อนไขการเลี้ยงแบบเดียวกันยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินลักษณะซากของสัตว์เคี้ยวเอื้อง 5 กลุ่มพันธุ์ ได้แก่ กระบือปลัก (Swamp buffalo: SWAMP), กระบือแม่น้ำ (River buffalo: RIVER), โคลูกผสมแองกัส (Angus crossbred: ANG), โคลูกผสมบราห์มัน (Brahman crossbred: BRA) และโคลูกผสมชาร์โรเลส์ (Charolais crossbred: CHA) โดยใช้สัตว์เพศผู้สุขภาพดีจำนวน 20 ตัว (กลุ่มละ 4 ตัว) ขุนด้วยสูตรอาหารและการจัดการเดียวกันเป็นเวลา 180–240 วัน จนมีน้ำหนักมีชีวิตเฉลี่ยใกล้เคียง 500 กก. ลักษณะก่อนเข้าโรงฆ่าที่เก็บข้อมูล ได้แก่ ความสูงที่หัวไหล่ (WH), ความยาวรอบอก (HG), และน้ำหนักมีชีวิต (LW) ขณะที่ลักษณะซากที่วัด ได้แก่ น้ำหนักซากอุ่น (HCW), น้ำหนักซากเย็น (CCW), เปอร์เซ็นต์ซากอุ่น (HCP) และเปอร์เซ็นต์ซากเย็น (CCP) วิเคราะห์ด้วย ANOVA และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า RIVER มีค่า WH และ HG สูงสุด (137.75 ± 5.32 ซม. และ 204.25 ± 9.71 ซม. ตามลำดับ) ส่วน BRA ให้ค่า HCP และ CCP สูงที่สุด (61.08 ± 2.00% และ 59.14 ± 1.57%) ในขณะที่ SWAMP มีค่าน้อยที่สุดในทั้งสองด้าน ค่า HG มีความสัมพันธ์ทางลบกับ HCP (r = -0.48) และ CCP (r = -0.68) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P &lt; 0.05) ขณะที่ค่า LW, HCW และ CCW ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มพันธุ์ ผลการศึกษานี้ชี้ว่า พันธุ์สัตว์มีอิทธิพลต่อสมรรถภาพซาก แม้อยู่ภายใต้การจัดการเดียวกัน และ สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนระบบการขุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/269209 เกษตรแม่นยำโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อตรวจสอบและจำแนกการขาดธาตุไนโตรเจนในใบข้าว 2025-10-22T08:03:59+07:00 อุดร จิตจักร udon.ji@rmu.ac.th กนกลดา ท้าวไทยชนะ udon.ji@rmu.ac.th สุนทร โชคสวัสดิ์ธนะกิจ udon.ji@rmu.ac.th สุอารีย์ นครพันธุ์ su_aree@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพัฒนาต้นแบบระบบเกษตรแม่นยำสำหรับตรวจสอบและจำแนกการขาดธาตุไนโตรเจนในใบข้าวตามแผ่นเทียบสีใบข้าว (Leaf Color Chart: LCC) ของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute: IRRI) โดยแบ่งระดับการขาดธาตุไนโตรเจนออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 ขาดธาตุใน โตรเจนมาก ระดับที่ 2 ขาดธาตุในโตรเจนปานกลาง ระดับที่ 3 ขาดธาตุไนโตรเจนน้อย และ ระดับที่4 ไม่ขาดธาตุไนโตรเจน โดยใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์โปรแกรม CiRA CORE สำหรับตรวจสอบและจำแนกการขาดธาตุไนโตรเจนในใบข้าวที่ผ่านการฝึกให้จดจำคุณลักษณะของใบข้าวที่ขาดธาตุในโตรเจนทั้ง 4 ระดับ เพื่อใช้เป็นแนวทางการกำหนดความสัมพันธ์ปริมาณการใส่ปุ๋ยให้สอดคล้องกับระยะการเติบโตของข้าวแต่ละช่วง ในกรณีนี้ใช้วัดระยะแตกกอ ที่อายุ 40 – 45 วัน จำนวนรูปภาพที่ใช้ทั้งหมด 600 รูป แบ่งเป็น 2 ชุด ประกอบด้วยชุดข้อมูลฝึกสอน (Training set) สำหรับใช้ฝึกโมเดล จำนวน 500 รูป แบ่งเป็น Detection training จำนวน 100 ภาพ Classification training จำนวน 400 ภาพ และชุดข้อมูลทดสอบ (Testing) สำหรับทดสอบประสิทธิภาพของโมเดลเมื่อฝึกเสร็จแล้ว จำนวน 100 รูป ผลการทดสอบพบว่า โมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพในการจำแนกภาวะการขาดธาตุไนโตรเจนได้ ดังนี้ ระดับที่ 1 ได้ค่าความแม่นยำ (Precision) อยู่ที่ร้อยละ 95 ค่าความละเอียดของการตรวจวัด (Recall) อยู่ที่ร้อยละ 92 ส่วนค่า F1-Score อยู่ที่ร้อยละ 94 ระดับที่ 2 ได้ค่าความแม่นยำ (Precision) อยู่ที่ร้อยละ 92 ค่าความละเอียดของการตรวจวัด (Recall) อยู่ที่ร้อยละ 90 ส่วนค่า F1-Score อยู่ที่ร้อยละ 91 ในระดับที่ 3 มีค่าPrecision (ความแม่นยำ) อยู่ที่ร้อยละ 90 ค่าความละเอียดของการตรวจวัด (Recall) อยู่ที่ร้อยละ 91 ส่วนค่า F1-Score อยู่ที่ร้อยละ 91 และระดับที่ 4 ได้ค่าความแม่นยำ (Precision) อยู่ที่ร้อยละ 96 ค่าความละเอียดของการตรวจวัด (Recall) อยู่ที่ร้อยละ 97 ส่วนค่า F1-Score อยู่ที่ร้อยละ 97 ผลจากการใช้งานโมเดลที่พัฒนาขึ้นของเกษตรมีการประเมิน 4 ด้านพบว่าด้านความรวดเร็วในการประมวลผลมีค่าเฉลี่ยสูงสุดที่ 4.80 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.30 และยังพบว่าเกษตรกรสามารถลดต้นทุนการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนร้อยละ30 (374 บาท/ไร่) สรุปได้ว่าโมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยลดต้นทุนการใส่ปุ๋ยในนาข้าวสามารถวิเคราะห์การขาดธาตุไนโตรเจนในใบข้าวสอดคล้องกับระยะการเติบโตของต้นข้าวและปริมาณการใส่ปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/265981 ความต้านทานสารกำจัดวัชพืช pyrazosulfuron-ethyl ของผักปอดนา (Sphenoclea zeylanica Gaertn.) ในพื้นที่ปลูกข้าวของประเทศไทย 2025-04-21T15:37:57+07:00 จรัญญา ปิ่นสุภา pinsupa.j@gmail.com นฤพน รักขยัน pinsupa.j@gmail.com ชูศักดิ์ คุณุไทย pinsupa.j@gmail.com ไพเราะ ขวัญงาม pinsupa.j@gmail.com สุพรรณิกา อินต๊ะนนท์ pinsupa.j@gmail.com <p>ผักปอดนา (<em>Sphenoclea zeylanica</em> Gaertn.) เป็นวัชพืชที่เป็นปัญหาสำคัญในนาข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารกำจัดวัชพืชในกลุ่มยับยั้งการทำงานของเอมไซม์ acetolactate synthase (ALS) และกลุ่มที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมน auxin (Auxin Mimics) ในการกำจัดผักปอดนา จากการรายงานของเกษตรกรพบว่าสารกำจัดวัชพืช pyrazosulfuron-ethyl ไม่สามารถควบคุมผักปอดนา ได้อย่างสมบูรณ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความต้านทานของผักปอดนาต่อสาร pyrazosulfuron-ethyl จากผักปอดนา จำนวน 100 ประชากรในพื้นที่นาข้าวที่สำคัญของประเทศไทย ประเมินระดับความต้านทานของผักปอดนาต่อสาร pyrazosulfuron-ethyl และศึกษาสารทางเลือกที่มีประสิทธิควบคุมผักปอดนาต้านทานสาร pyrazosulfuron-ethyl ผลการศึกษาพบความต้านทานของผักปอดนาต่อสารกำจัดวัชพืช pyrazosulfuron-ethyl จำนวน 52 ประชากร (52%) เมื่อแยกตามภูมิภาค ประชากรผักปอดนาในภาคกลางมีความต้านทานต่อสารมากกว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อพิจารณาค่า GR<sub>50</sub> จากน้ำหนักแห้งหลังพ่นสาร pyrazosulfuron-ethyl ในประชากรผักปอดนาที่ต้านทานจากพื้นที่จังหวัดอ่างทอง (P22) และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (P43) มีค่าเท่ากับ 33.36 และ 19.18 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่ คิดเป็น 111.2 และ 63.93 เท่า เมื่อเทียบกับประชากรอ่อนแอจากพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ (P54; GR<sub>50</sub> เท่ากับ 0.3 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่) ตามลำดับ พบความต้านทานข้ามของประชากรผักปอดนาต้านทานสาร pyrazosulfuron-ethyl (P22 และ P43) ไปยังสารกำจัดวัชพืช bispyribac-sodium ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ในขณะที่สารกำจัดวัชพืช propanil, carfentrazone-ethyl และ 2,4-D มีประสิทธิภาพในการควบคุมผักปอดนา 2 ประชากร ที่ต้านทานสาร pyrazosulfuron-ethyl โดยสามารถที่จะแนะนำสารกำจัดวัชพืชดังกล่าวร่วมกับวิธีการควบคุมวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมีวิธีอื่น เพื่อใช้ในการจัดการผักปอดนา ต้านทานสารกำจัดวัชพืช pyrazosulfuron-ethyl ในนาข้าวได้</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268176 การประเมินขีดความสามารถในการรองรับการใช้ทรัพยากรในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก กรณีการใช้ที่ดินผลิตข้าวตำบลจรเข้ใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี 2025-07-14T12:38:59+07:00 พุทธิดา แพรล้วน phuthida.praelaun@g.swu.ac.th ภัทรพงษ์ เกริกสกุล patarapong@g.swu.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน ขีดความสามารถในการรองรับการใช้ทรัพยากรของพื้นที่ สำหรับการผลิตข้าวในตำบลจรเข้ใหญ่ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงปริมาณ การศึกษาแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาบริบทและการผลิตข้าว การศึกษาการถือครองที่ดิน การศึกษาการปรับตัวของครัวเรือนเกษตรกรต่อภัยน้ำท่วม การประเมินขีดความสามารถด้านที่ดิน (Land Supply และ Land Demand) และการศึกษาบทบาทของภาครัฐในการจัดการน้ำและสนับสนุนการเกษตร ผลการศึกษาพบว่า Land Supply ของตำบลจรเข้ใหญ่มีมากกว่า Land Demand แสดงว่าพื้นที่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรัง แม้ว่าครัวเรือนเกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนอาชีพไปสู่การรับจ้าง ทำให้พื้นที่บางส่วนไม่ได้ใช้เต็มศักยภาพ ผลการประเมินชี้ให้เห็นความสำคัญของการปรับเปลี่ยนวิธีใช้ที่ดินให้เหมาะสมกับบริบท รวมถึงการส่งเสริมการปลูกพืชทนแล้ง พืชเศรษฐกิจ หรือพืชเสริมเพื่อสร้างรายได้และความยั่งยืนของครัวเรือน นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคาดการณ์น้ำและวางแผนเพาะปลูกสามารถเพิ่มความมั่นคงทางอาชีพและลดความเสี่ยงต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรได้ นอกจากนี้ สำหรับ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการวางแผนพัฒนาท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ควรสนับสนุนการนำ เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการวางแผนเพาะปลูกข้าวนาปรัง และส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ อาชีพเสริมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และความมั่นคงของครัวเรือนเกษตรกร ลดการย้ายแรงงานออกนอกพื้นที่ และสนับสนุนการดำรงชีพในภาคเกษตรอย่างยั่งยืน</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268812 การคัดเลือกเชื้อ Bacillus spp. ปฏิปักษ์แบบกว้างและมีกลไกส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชจากต้นมันสำปะหลังและปุ๋ยมูลไส้เดือน สำหรับใช้ควบคุมโรคลำต้นเน่าดำมันสำปะหลัง 2025-09-17T16:34:40+07:00 สุพิชญา เผยศิริ supichaya_p@kkumail.com เพชรรัตน์ ธรรมเบญจพล petsir@kku.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการคัดเลือกเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ในแนวกว้างและช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชในจีนัส <em>Bacillus</em> spp. จากต้นมันสำปะหลังและปุ๋ยมูลไส้เดือน สำหรับใช้ควบคุมโรคลำต้นเน่าดำในมันสำปะหลังที่เกิดจากเชื้อรา <em>Lasiodiplodia</em> <em>theobromae </em>ดำเนินการโดย แยกเชื้อแบคทีเรียเอนโดไฟต์จากลำต้นมันสำปะหลังและจากตัวอย่างปุ๋ยมูลไส้เดือนบนอาหาร NA คัดเลือกแบคทีเรียแกรมบวก ที่มีลักษณะโคโลนีคล้ายจีนัส <em>Bacillu</em>s spp. ทดสอบการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราสาเหตุโรคพืชเศรษฐกิจ คือ เชื้อ <em>Xanthomonas euvesicatoria</em>,<em> Pectobacterium carotovorum</em>, <em>Ralstonia solanacearum</em>,<em> Sclerotium rolfsii</em>,<em> Lasiodiplodia</em> sp. และ <em>Colletotrichum capsici</em> ด้วยเทคนิค dual culture bioassay ประเมินความสามารถด้านการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช 3 คุณสมบัติ ได้แก่ความสามารถในการสังเคราะห์ IAA, การละลายฟอสเฟต และการสร้างสาร siderophore ผลการดำเนินงาน ได้เชื้อแบคทีเรียทั้งหมด 106 ไอโซเลต โดยมี 12 ไอโซเลตที่คัดเลือกไว้สำหรับทดสอบต่อไป คือ CS1, CS22, CS42, CS76, CS99, CS115, VCP-B3, VCP-B4, VCP-13, VCP-B14, VCP-B22 และ VCP-B24 นำมาทดสอบการเป็นปฏิปักษ์เปรียบเทียบกับเชื้อปฏิปักษ์ <em>Bacillus</em>-BS และ <em>Bacillus</em>-NTS3 ซึ่งเป็น broad spectrum antagonist ที่ได้รับการอนุเคราะห์จาก รศ.ดร.เพชรรัตน์ ธรรมเบญจพล โดยวิธี dual culture bioassay กับเชื้อรา <em>L. theobromae</em> ไอโซเลต LS02 และ LS08 ที่แยกได้จากอาการลำต้นเน่าดำของมันสำปะหลังจากจังหวัดระยอง และขอนแก่น ตามลำดับซึ่งเป็นไอโซเลตที่ก่อโรครุนแรงที่สุด โดยผลการจำแนกระบุชนิดด้วยข้อมูลลำดับนิวคลีโอไทด์ส่วน internal transcribed spacer region ITS1-5.8S-ITS2 ที่เพิ่มปริมาณด้วยไพรเมอร์ primer ITS5f และ ITS4r พบว่า เป็นเชื้อรา <em>L. theobromae</em> เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ไอโซเลต CS1, CS22 และ CS99 มีเปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญของเส้นใยเชื้อรา <em>L. theobromae</em> ทั้ง 2 ไอโซเลต ได้กว้างมากที่สุด 48.72-56.41 เปอร์เซ็นต์ โดยยับยั้งได้ดีกว่า <em>Bacillus</em>-BS และ <em>Bacillus</em>-NTS3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และสามารถสังเคราะห์ IAA ได้ 2.91-7.41 <strong>µ</strong>g/ml ละลายฟอสเฟตได้กว้างมีดัชนีการละลายฟอสเฟตที่ 1.17-1.22 และผลิตสาร siderophore ได้โดยมีดัชนีความกว้างของวงใสที่ 1.70-2.40 ผลการจำแนกชนิดโดยส่วนลำดับนิวคลีโอไทด์ส่วน 16S rDNA ระบุชนิดเป็น <em>Bacillus velezensis</em> จำนวน 10 ไอโซเลตซึ่งรวมทั้ง CS1, CS22 และ CS99 ส่วน <em>Bacillus</em>-CS115 จำแนกได้เป็น <em>B. thuringiensis</em> ในขณะที่ไอโซเลต VCP-B14 เป็นเชื้อ <em>Bacillus</em> ที่ยังไม่สามารถระบุชนิดได้ ดังนั้น <em>Bacillus velezensis</em>-CS1, CS22 และ CS99 จึงมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นชีวภัณฑ์บาซิลลัสที่มีกลไกส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นพืชและสามารถควบคุมโรคพืชได้กว้างขวางสำหรับใช้ควบคุมโรคลำต้นเน่าดำและโรคอื่นๆ ที่สำคัญของมันสำปะหลังและช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของมันสำปะหลังด้วย ส่วน<em> Bacillus thuringiensis</em>-CS115 มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นปุ๋ยชีวภาพและชีวภัณฑ์คุมโรคจากไส้เดือนฝอยรากปมและแมลงศัตรูพืช</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268710 การประเมินความต้องการธาตุอาหารเพื่อกาหนดคาแนะนาการใช้ปุ๋ยในฟ้าทะลายโจร 2025-09-18T10:36:30+07:00 จักรกฤษณ์ พูนภักดี chakkrit.p@psu.ac.th พงศ์มนัส กิจประสงค์ tomyumkung_tp@hotmail.com จำเป็น อ่อนทอง chakkrit.p@psu.ac.th อธิป สกุลเผือก chakkrit.p@psu.ac.th <p>ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพในการรักษาโรค COVID-19 เนื่องจากมีสารแอนโดรกราโฟไลด์ซึ่งมีฤทธิ์ต้านไวรัส แต่ความแตกต่างของการใช้ปุ๋ยอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตและปริมาณสารสาคัญ จึงสนใจการประเมินความต้องการธาตุอาหารเพื่อกาหนดคาแนะนาการใช้ปุ๋ยในฟ้าทะลายโจร โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design, CRD) มี 6 ทรีตเมนต์ ทรีตเมนต์ละ 4 ซา โดยเก็บเกี่ยวฟ้าทะลายโจรที่ระยะ 2, 4, 6, 8, 10 และ 12 สัปดาห์หลังย้ายปลูกในทะลายปาล์มนามันเปล่าหมักที่มีธาตุอาหารเพียงพอร่วมกับการใช้ปุ๋ยสารละลายธาตุอาหารพืชมาวัดการเจริญเติบโต การดูดใช้ธาตุอาหาร และวิเคราะห์ปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ ผลการทดลอง พบว่า ฟ้าทะลายโจรมีความสูง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลาต้น นาหนักสดและนาหนักแห้ง ตลอดจนปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ และธาตุอาหารทั งหมดที่ดูดใช้เพิ่มสูงขึ นเมื่อระยะเวลาเก็บเกี่ยวเพิ่มขึ นอย่างมีนัยสาคัญ (P&lt;0.05) ฟ้าทะลายโจรมีสัดส่วนการดูดใช้ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมทั งหมดเท่ากับ 8:1:9 และเมื่อคิดเป็นสัดส่วน N:P2O5:K2O ที่ดูดใช้จากดินเท่ากับ 3:1:5 เมื่อกาหนดเป็นสูตรปุ๋ยผสมสาหรับฟ้าทะลายโจรจึงได้เป็นปุ๋ยเคมีสูตร 15-5-25 ใช้ในอัตรา 178 กก./ไร่ หากดินเป็นกรดมีแคลเซียมและแมกนีเซียมต่าให้ใส่โดโลไมต์ร่วมด้วยในอัตรา 95 กก./ไร่ เพื่อให้ฟ้าทะลายโจรได้รับธาตุอาหารอย่างเพียงพอต่อความต้องการ</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/265748 ผลกระทบของความเข้มแสงต่อการเจริญเติบโตของวาซาบิพันธุ์ดารุมะ 2025-07-22T15:27:25+07:00 ญาณิกา อุตระเพ็ญ yanikautarapen@gmail.com กนกวรรณ ปัญจะมา kaypanjama@gmail.com ชัยอาทิตย์ อิ่นคำ sunwins111@hotmail.com โสระยา ร่วมรังษี sorayaruamrung@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ศึกษาผลของความเข้มแสงที่แตกต่างกันต่อการเจริญเติบโต ลักษณะทางสรีรวิทยาและองค์ประกอบทางเคมีของวา-ซาบิ (<em>Eutrema japonicum</em>) พันธุ์ดารุมะ ที่ปลูกในโรงงานผลิตพืชที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม ต้นกล้าวาซาบิปลูกภายใต้หลอดไฟไดโอดชนิดเปล่งแสง (light emitting diode: LED) ด้วยความเข้มแสง 4 ระดับ ได้แก่ 140, 90, 60 และ 35 ไมโครโมล/ตารางเมตร/วินาที บันทึกข้อมูลด้านการเจริญเติบโต ได้แก่ ความสูงต้น (เซนติเมตร) ความยาวก้านใบ (เซนติเมตร) จำนวนใบ ความเขียวของใบ (SPAD unit) และพื้นที่ใบ (ตารางเซนติเมตร) เมื่อครบ 44 สัปดาห์หลังได้รับกรรมวิธี บันทึกข้อมูลด้านสรีรวิทยา ได้แก่ การเปิด-ปิดปากใบ การคายน้ำ และการสังเคราะห์ด้วยแสง ข้อมูลด้านผลผลิต ได้แก่ เส้นผ่านศูนย์กลางเหง้า ความยาวเหง้า และน้ำหนักสดของพืช และองค์ประกอบทางเคมี ได้แก่ คาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช่โครงสร้าง น้ำตาลรีดิวซ์ ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด และกลูโคซิโนเลต ผลการทดลองพบว่าในสภาพความเข้มแสงต่ำ 35 ไมโครโมล/ตารางเมตร/วินาที ส่งเสริมให้พืชมีการยืดยาวทางลำต้น ในขณะที่ความเข้มแสง 140 ไมโครโมล/ตารางเมตร/วินาที ทำให้คุณภาพด้านผลผลิตที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษานี้ช่วยให้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการปรับแสงให้เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตของวาซาบิในโรงงานผลิตพืช</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266108 คุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลแตงที่มีผลมาจากอุณหภูมิและภาชนะบรรจุในสภาพการเก็บรักษาที่แตกต่างกัน 2025-03-10T17:23:36+07:00 ใยไหม ช่วยหนู yaimai.chu@ku.th ปฐมา แทนนาค fagrymc@ku.ac.th วันวิสาข์ วัฒนพันธ์ศักดิ์ fagrymc@ku.ac.th ธรรมธวัช แสงงาม fagrymc@ku.ac.th อโนชา แก้ววงษ์วาลย์ fagrymc@ku.ac.th <p>การศึกษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลแตงที่มีผลมาจากอุณหภูมิและภาชนะบรรจุในสภาพการเก็บรักษาที่แตกต่างกันในระยะเวลา 12 เดือนของเมล็ดพันธุ์ แตงกวา ฟักเขียว และบวบเหลี่ยม วางแผนการทดลองแบบ split-split plot in complete randomized design (split plot in CRD) จำนวน 4 ซ้ำ Main plot คือการเก็บใน 2 อุณหภูมิ ได้แก่ อุณหภูมิห้องที่ 25-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 76-91 เปอร์เซ็นต์ และอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 45 เปอร์เซ็นต์ Sub plot คือการเก็บใน 2 ภาชณะบรรจุได้แก่ ถุงอลูมิเนียมฟอยล์ และถุงกระดาษคราฟท์ Sub-sub plot คือ ระยะเวลาการเก็บรักษาที่ 7 ระยะ ได้แก่ 0, 2, 4, 6, 8, 10 และ 12 เดือน พบว่าเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลแตงที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 45 เปอร์เซ็นต์ มีความงอกสูง แต่ความชื้นต่ำกว่าการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง เมล็ดพันธุ์แตงกวาที่เก็บรักษาในถุงอลูมิเนียมฟอยล์มีความชื้นต่ำกว่า ความงอกมาตรฐานสูง และยังคงความงอกมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเก็บรักษานาน 12 เดือน เมล็ดพันธุ์ฟักเขียว ที่เก็บรักษาในถุงอลูมิเนียมฟอยล์มีความงอกสูงกว่า และเมล็ดพันธุ์บวบเหลี่ยมที่เก็บรักษาในถุงอลูมิเนียมฟอยล์ มีความงอกสภาพโรงเรือนสูงกว่าในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในถุงอลูมิเนียมฟอยล์ซิปล็อค มีคุณภาพของเมล็ดดีกว่า การเก็บรักษาในถุงกระดาษคราฟท์หลังจากเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์นาน 12 เดือน เมล็ดพันธุ์ที่เก็บรักษายังคงความงอกสูงมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266460 ผลของพลาสมาเย็นต่อการงอกและการควบคุมเชื้อราที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ผักปลัง 2025-06-06T11:50:15+07:00 นัฐพงษ์ พุ่มอ่อน agrpnp@ku.ac.th ศลิษฎ์ ศุภกิจธนากร agrpnp@ku.ac.th ปิยะณัฎฐ์ ผกามาศ piyanut.p@ku.th <p>ผักปลัง เป็นผักพื้นบ้านที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ผักปลังมีความงอกไม่สม่ำเสมอและมีเชื้อราที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์มากส่งผลเสียต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์ การใช้พลาสมาเย็นสามารถกระตุ้นการงอกและลดการปนเปื้อนของเชื้อราที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ในพืชหลายชนิดได้ งานวิจัยนี้จึงศึกษาผลของพลาสมาเย็นชนิด DBD (dielectric barrier discharge) ต่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์และการยับยั้งเชื้อราที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ผักปลัง นำเมล็ดพันธุ์ผักปลังสายพันธุ์ BA008 มาฉายพลาสมาเย็น เป็นเวลา 0 (ทรีตเมนต์ควบคุม), 5, 10, 15 และ 20 นาที จากนั้นนำเมล็ดมาทดสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ และทดสอบการเกิดโรคในเมล็ดพันธุ์โดยวิธี Blotter test พบว่า การฉายพลาสมาเย็น 5, 10 และ 15 นาที สามารถเพิ่มความงอกของเมล็ดพันธุ์ผักปลังได้ (93.33%, 93.33% และ 88.0% ตามลำดับ) ซึ่งสูงกว่าทรีตเมนต์ควบคุมที่มีความงอกเท่ากับ 85.33% โดยการฉายพลาสมาเย็นที่เวลา 20 นาที ให้ค่าความงอกไม่แตกต่างกันทางสถิติกับทรีตเมนต์ควบคุม การฉายพลาสมาเย็นเป็นเวลา 5, 10 และ 15 นาที ให้ค่าดัชนีการงอกไม่แตกต่างกันทางสถิติ แต่สูงกว่าทรีตเมนต์ควบคุมและการฉายพลาสมาเย็นเป็นเวลา 20 นาที โดยทุกทรีตเมนต์ให้ค่าเวลาเฉลี่ยที่ใช้ในการงอกไม่แตกต่างกันทางสถิติ มีค่าอยู่ระหว่าง 7.50-8.06 วัน ส่วน%การเกิดโรคในเมล็ดพันธุ์ผักปลัง พบว่าระยะเวลาการให้พลาสมาเย็นที่นานขึ้นสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ได้มากขึ้น โดยมี%การเกิดเชื้อราเท่ากับ 86.67%, 86.67%, 73.33%, 60.00% และ 53.33% จากทรีตเมนต์ควบคุมและเมล็ดพันธุ์ผักปลังที่ผ่านพลาสมาเป็นเวลา 5, 10, 15 และ 20 นาที ตามลำดับ การฉายพลาสมาเย็นที่ระยะเวลา 15 นาที สามารถกระตุ้นการงอกของเมล็ดพันธุ์ผักปลังและเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดเนื่องจากทำให้ความงอกเพิ่มขึ้นและยับยั้งการเจริญของเชื้อราที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ผักปลังได้ดี</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/264041 สมรรถนะการรวมตัวในลักษณะความต้านทานต่อเชื้อ Colletotrichum capsici (C. truncatum) และ Colletotrichum gloeosporioides (C. siamense) ในพริกลูกผสมที่มีแม่เป็นพันธุ์รักษาเกสรเพศผู้เป็นหมัน 2025-07-14T07:58:42+07:00 นวรัตน์ พรโสภิณ nawarat.pin@kkumail.com ปรียานุช ชุ่มอภัย tanyata@kku.ac.th ศิริพร เอียสกุล tanyata@kku.ac.th สุชีลา เตชะวงค์เสถียร tanyata@kku.ac.th ชเนรินทร์ ฟ้าแลบ tanyata@kku.ac.th นครินทร์ จี้อาทิตย์ tanyata@kku.ac.th พัชราภรณ์ สุวอ tanyata@kku.ac.th ธัญญารัตน์ ตาอินต๊ะ tanyata@kku.ac.th <p>โรคแอนแทรคโนสเป็นโรคที่สร้างความเสียหายต่อผลผลิตพริกทั่วโลก โดยปัจจุบันมีความต้องการใช้พันธุ์พริกลูกผสมที่ต้านทานต่อโรคแอนแทรคโนสในอุตสาหกรรมการผลิตพริกสูงขึ้น ลักษณะเกสรเพศผู้เป็นหมันถูกใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม งานทดลองนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสมรรถนะการรวมตัวทั่วไป และสมรรถนะการรวมตัวเฉพาะในลักษณะความต้านทานโรคของลูกผสมชั่วรุ่นที่ 1 และสายพันธุ์แม่พ่อ โดยทำการปลูกทดสอบลูกผสมชั่วรุ่นที่ 1 จำนวน 9 พันธุ์ เปรียบเทียบกับสายพันธุ์แม่พ่อ โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อคสมบูรณ์ (RCBD) 3 ซ้ำ ซ้ำละ 15 ต้น นำผลพริกระยะผลเขียว 15 ผล และผลพริกระยะผลแดง 15 ผล ไปทำการประเมินความรุนแรงของการเกิดโรค โดยใช้วิธี microinjection ด้วยสารแขวนลอยสปอร์เชื้อรา <em>C. capsici (C. truncatum)</em> และ <em>C. gloeosporioides (C. siamense)</em> พบว่าพริกสายพันธุ์แม่พ่อที่มีความสามารถในการรวมตัวทั่วไปดีและมีศักยภาพดีเด่นในลักษณะความต้านทาน คือ สายพันธุ์แม่ (B-line) ที่มีค่า GCA สูงในลักษณะผลผลิต และมีค่า GCA ต่ำหรือติดลบในลักษณะเปอร์เซ็นต์ความรุนแรงของโรค ได้แก่ MS25 และสายพันธุ์พ่อ (C-line) ที่มีค่า GCA สูงในลักษณะผลผลิต และมีค่า GCA ต่ำหรือติดลบในลักษณะเปอร์เซ็นต์ความรุนแรงของโรค ได้แก่ AT1-15 และ AT3-15 ดังนั้นทั้งสายพันธุ์แม่และพ่อดังกล่าวจึงเหมาะสำหรับใช้เป็นสายพันธุ์แม่พ่อที่ดี ในการสร้างพันธุ์ลูกผสมที่มีความต้านทานโรค และให้ผลผลิตดี นอกจากนี้สายพันธุ์แม่พ่อทั้ง 3 พันธุ์ ให้คู่ผสมที่มีสมรรถนะการรวมตัวเฉพาะที่มีศักยภาพดีในลักษณะความต้านทานโรคแอนแทรคโนส และผลผลิต คือคู่ผสม UBB/AT3-15, MS25/AT5-12 และ MS25/AT1-15 โดยแสดงค่า SCA เปอร์เซ็นต์ความรุนแรงการเกิดโรคค่อนข้างต่ำมีศักยภาพดีทั้งในด้านผลผลิตสูง</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/260973 การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตสับปะรดบนพื้นฐานของพฤติกรรมของเกษตรกร ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี 2025-06-13T11:35:44+07:00 ศุภฤกษ์ สายแก้ว maisay24@gmail.com อัจฉรียา โชติกลาง maisay24@gmail.com <p>ในปี พ.ศ. 2567 จังหวัดราชบุรีเป็น 1 ใน 4 จังหวัดของภูมิภาคตะวันตกมีผลผลิตรวมและมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ แต่เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการปลูก ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและจุดคุ้มทุนของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันได้ วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งนี้เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตสับปะรดบนพื้นฐานของพฤติกรรมของเกษตรกร ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี โดยศึกษาผ่านขั้นตอนการผลิตที่เกษตรกรปฏิบัติเหมือนกันในพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน 3 รูปแบบ พบว่า รูปแบบที่ 1 พื้นที่ที่มีลักษณะส่วนใหญ่เป็นเนินเขา ส่งผลให้ขาดแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร อยู่ห่างไกลจากแหล่งรับซื้อ มีต้นทุนการผลิต เท่ากับ 10.91 บาท/ตร.ม. มีจุดคุ้มทุนเฉลี่ย เท่ากับ 0.16 กิโลกรัม/ตร.ม.คิดเป็นเงิน 1.27 บาท/ตร.ม. รูปแบบที่ 2 พื้นที่ที่มีลักษณะส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร อยู่ใกล้แหล่งรับซื้อผลผลิต แต่อยู่นอกเขตโครงการที่ภาครัฐส่งเสริม (โครงการแปลงใหญ่) ปลูกผลผลิตตามองค์ความรู้ของแต่ละครอบครัว มีต้นทุนการผลิต เท่ากับ 14.33 บาท/ตร.ม. มีจุดคุ้มทุน เท่ากับ 0.40 กิโลกรัม/ตร.ม. คิดเป็นเงิน 2.83 บาท/ตร.ม. และรูปแบบที่ 3 พื้นที่ที่มีลักษณะส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร อยู่ใกล้แหล่งรับซื้อผลผลิต อยู่ในเขตโครงการที่ภาครัฐส่งเสริม (โครงการแปลงใหญ่) มีศูนย์การเรียนรู้ มีต้นทุนการผลิต เท่ากับ 12.01 บาท/ ตร.ม. มีจุดคุ้มทุน เท่ากับ 0.25 กิโลกรัม/ตร.ม. คิดเป็นเงิน 1.98 บาท/ตร.ม. นอกจากนี้ ยังพบว่ามีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อต้นทุน และอัตราการผลิตได้ เช่น ปัญหาชั้นดินดาน การใช้อินทรียวัตถุ การเผาหน้าดิน การให้ความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเฉพาะหน้าดิน การจัดการต้นพันธุ์เก่าที่เป็นโรค และการสะสมของวัชพืชใต้ดิน</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267484 สภาพปัญหาและความต้องการความรู้ในการเพิ่มผลผลิตทุเรียนของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก ประเทศไทย 2025-07-02T12:23:05+07:00 สยามินทร์ ใหมชู 5810620027@email.psu.ac.th เอกพล ทองแก้ว 5810620027@email.psu.ac.th นิติกรณ์ เผือกบัวขาว 5810620027@email.psu.ac.th ปัญญา หมั่นเก็บ 5810620027@email.psu.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน สภาพการปลูกทุเรียนรวมถึงปัญหาในการปลูกทุเรียนของเกษตรกร ระดับความต้องการความรู้ และปัจจัยที่่ส่งผลต่อการความต้องการความรู้ของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันออก โดยใช้แบบสัมภาษณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน จำนวน 130 ราย และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 46.45 ปี มีสมาชิกในครัวเรือน 1-5 คน จบการศึกษาปริญญาตรี และมีประสบการณ์การปลูกทุเรียนมาแล้วเฉลี่ย 10.69 ปี ได้รับข้อมูลข่าวสารด้านการผลิตทุเรียนผ่าน Facebook เกษตรกรตัดสินใจปลูกทุเรียนเพราะพื้นที่เหมาะสม ซึ่งเกษตรกรปลูกทุเรียนระยะ 8X8 เมตร ปลูกทุเรียน 16-20 ต้นต่อไร่ ในฤดูกาลที่ผ่านมาเกษตรกรมีรายได้จากการทำสวนทุเรียนเฉลี่ย 2,231,769.23 บาท จากพื้นที่ที่ทุเรียนให้ผลผลิต 1,158 ไร่ และพื้นที่ที่ยังไม่ให้ผลผลิต 512 ไร่ เกษตรกรประสบปัญหาในแต่ละระยะการผลิตแตกต่างกัน โดยช่วงฟื้นต้นทำใบ (ค่าเฉลี่ย 3.14) และช่วงสะสมอาหารพบปัญหาในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 3.14 และ 2.83 ตามลำดับ) ขณะที่ช่วงออกดอกและระยะผลพบปัญหาในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.55 และ 2.42 ตามลำดับ) เกษตรกรมีความต้องการความรู้ในการเพิ่มผลผลิตทุเรียนอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.10) ได้แก่ การเตรียมการรับมือปัญหาสภาพอากาศอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.18) การทดสอบสมมติฐาน พบว่า มีเพียงประสบการณ์ในการปลูกทุเรียน มีผลต่อความต้องการความรู้ในการเพิ่มผลผลิตทุเรียนของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) โดยพบว่าเกษตรกรที่มีประสบการณ์ในการปลูกทุเรียนน้อยมีความต้องการในการความรู้มากกว่าเกษตรกรที่มีประสบการณ์มาก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อควรมีการจัดอบรมเกี่ยวกับการป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืชของทุเรียน โดยเฉพาะเกษตรกรมือใหม่ที่มีประสบการณ์น้อย เพื่อเป็นการให้ความรู้ในการผลิตทุเรียนที่ถูกต้องซึ่งนำไปสู่ผลผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพและการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรได้ในอนาคต</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268784 ความต้องการความรู้และข้อมูลข่าวสาร เพื่อการผลิตไผ่เชิงธุรกิจของเกษตรกร จังหวัดชลบุรี 2025-08-13T16:58:50+07:00 จุไรรัตน์ อินทรโอสถ juri.in74@gmail.com ณัฐพล รำไพ juri.in74@gmail.com สูติเทพ ศิริพิพัฒนกุล juri.in74@gmail.com ณรงค์ สมพงษ์ juri.in74@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ภาวะการผลิตไผ่เชิงธุรกิจของเกษตรกร (2) ความต้องการความรู้และข้อมูลข่าวสารด้านการผลิตไผ่เชิงธุรกิจ และ (3) คุณสมบัติของศูนย์เรียนรู้ชุมชนดิจิทัลด้านการผลิตไผ่เชิงธุรกิจ ในทัศนะของเกษตรกรผู้ผลิตไผ่เชิงธุรกิจ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 ราย คัดเลือกแบบเจาะจงจากเกษตรกรผู้มีฐานการผลิตไผ่ในจังหวัดชลบุรี และสมัครใจเข้าร่วมการศึกษา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถาม และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการเสวนากลุ่ม เครื่องมือวิจัยผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 60 เป็นเพศชาย และร้อยละ 40 เป็นเพศหญิง มีอายุ 35 – 70 ปี เฉลี่ย 51.1 ปี เป็นเกษตรกรผู้ผลิตไผ่เชิงการค้า 20 ราย และเป็นผู้ทำธุรกิจไผ่ ไม่เคยปลูกไผ่ 10 ราย ครัวเรือนกลุ่มตัวอย่างมีการผลิตไผ่ประมาณ 1 - 21 ปี ส่วนใหญ่เน้นใช้แรงงานในครัวเรือน จำนวน 1 – 5 คน เป็นหลัก มีจ้างบ้าง 1 – 3 คนในบางช่วง รายได้หลักส่วนใหญ่มาจากการผลิตไผ่ ค้าขาย และเพาะปลูกพืชอื่น ๆ เสริม ครัวเรือนมักเผชิญปัญหาและข้อจำกัดในการผลิตไผ่ใน 4 มิติหลัก ได้แก่ ด้านการเงิน ด้านสภาพพื้นที่ ด้านแรงงาน และด้านความรู้และข้อมูลข่าวสารในการผลิตไผ่เชิงธุรกิจ เกษตรกรมีความต้องการความรู้และข้อมูลข่าวสารใน 8 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) พันธุ์ไผ่ (2) การขยายพันธุ์ (3) การปลูก (4) การดูแลรักษา (5) การเก็บเกี่ยวผลผลิต (หน่อ กล้า ลำ) (6) การแปรรูป (7) การจำหน่าย และ (8) การพัฒนาการผลิตเชิงธุรกิจจากผู้ที่มีประสบการณ์ เกษตรกรเห็นว่า ศูนย์เรียนรู้ชุมชนดิจิทัลควรมีเนื้อหาครบถ้วน ครอบคลุมทุกขั้นตอนการผลิตไผ่เชิงธุรกิจ ข้อมูลถูกต้อง ทันสมัย กระชับ เข้าใจง่าย มีสื่อประกอบที่ชัดเจน และสามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย พร้อมระบบสืบค้นที่ไม่ซับซ้อน ผู้วิจัยเสนอว่า การออกแบบศูนย์เรียนรู้ฯ ควรเป็นแพลตฟอร์มที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การสื่อสารสองทาง และการแลกเปลี่ยนความรู้ และข้อมูลข่าวสารระหว่างเกษตรกรกับผู้รับซื้อ เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิต เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างความมั่นคงในอาชีพการผลิตไผ่เชิงธุรกิจอย่างยั่งยืน</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266758 Effects of composts made from different residues on growth and quality of Khao Dawk Mali 105 (Oryza sativa L.) in Chumphon Buri series 2025-04-08T05:52:19+07:00 Paweena Saleethong galapagos_19@hotmail.com Supatra Khabuanchalad paweena.sl@rmuti.ac.th Laddawan Kammapana paweena.sl@rmuti.ac.th Auemporn Junsongduang paweena.sl@rmuti.ac.th <p>This study compared the effects of composts made from various materials combined with the leaves of Samanea saman (rain tree) and Mimosa pudica (shy plant) on Khao Dawk Mali 105 rice’s growth and quality in Surin province, Thailand. The nine treatments include: T1-Rain tree, T2-Rain tree+Indian mulberry, T3-Rain tree +shellfish, T4-Rain tree+Wildbetal leafbush+Vietnamese mint, T5-Shy plant, T6-Shy plant+Indian mulberry, T7-Shy plant+shellfish, T8-Shy plant+Wildbetal leafbush+Vietnamese mint and T9-chemical fertilizers. Post-harvest soil analysis showed higher organic matter, P and Ca in compost-treated soils compared to soil that received chemical fertilizer. Rice yield was highest with composts containing Vietnamese mint and Wildbetal leafbush leaves. The 2-AP content in rice treated with Samanea saman and Morinda pudica L. (Indian mulberry) leaves compost was similar to chemically fertilized rice. All treatments had similar antioxidant content (Total phenolic, DPPH, FRAP). Nutrient analysis of the rice grains showed that N and Fe were highest in rice treated with chemical fertilizer, while Ca level was highest in rice treated with Samanea saman and Mimosa pudica leaves composts. P, K and Mn levels were similar across all treatments. The study concluded that compost made from leguminous plants provides crop quality that is comparable to chemical fertilizers in some aspects.</p> 2026-02-06T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น