https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/issue/feed
วารสารแก่นเกษตร
2025-12-18T11:45:44+07:00
บรรณาธิการวารสารแก่นเกษตร
agkasetkaj@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารแก่นเกษตรได้รับทุนสนับสนุนเป็นวารสารที่มีคุณภาพตามเกณฑ์วารสารวิชาการระดับชาติ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก สกอ. ประจำปี 2551, เป็นวารสารที่ยอมรับในการใช้เป็นผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. (ตั้งแต่รุ่นที่ 11 เป็นต้นไป) , มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index, TCI), และเผยแพร่บทคัดย่อภาษาอังกฤษในฐานข้อมูล AGRIS-FAO (http://agris.fao.org/agris-search/index.do)</p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267254
ประสิทธิภาพการใช้เอนไซม์รวมเพื่อปรับปรุงคุณภาพของกากถั่วเหลืองต่อคุณค่าทางโภชนการและประสิทธิภาพการย่อยได้ของสารอาหารในกุ้งขาวแวนนาไม (Litopenaeus vannamei)
2025-06-10T09:47:58+07:00
วริทธิ์ ไทยประสงค์
warit_t@kkumail.com
ศิริพร โทลา
siripto@kku.ac.th
เสจ ไชยเพ็ชร
sage.cha@biotec.or.th
บัณฑิต ยวงสร้อย
bundyu@kku.ac.th
<p>กากถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่นิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในอาหารสัตว์น้ำ เนื่องจากมีปริมาณโปรตีนสูง กรดอะมิโนที่จำเป็นและสารอาหารสำคัญหลายชนิด แต่กลับพบว่ามีสารต้านการใช้โภชนะ (Anti-nutritional factors; ANFs) ซึ่งไปขัดขวางการใช้ประโยชน์ได้ของสารอาหารทำให้ใช้ได้ในปริมาณจำกัดในอาหารสัตว์น้ำ การวิจัยนี้ได้ทำการใช้เอนไซม์รวม (Cocktail enzymes) ในการย่อยกากถั่วเหลือง (SBM-ENZ) ที่ความเข้มข้น 0, 10, 20 และ 30 กรัม/กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 0, 1, 2, 4 และ 6 ชั่วโมง โดยวางแผนการทดลองแบบ Factorial experiments in CRD (4x5) และทำการวิเคราะห์หาปริมาณกรดไฟติก และประสิทธิภาพการย่อยได้ของโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ด้วยเทคนิค <em>in vitro</em> digestibility จากผลการทดลองพบว่ากรดไฟติกลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ที่เวลา 1 ชั่วโมง เมื่อใช้เอนไซม์ 20 กรัม/กิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับความเข้มข้นของเอนไซม์ที่เหมาะสม องค์ประกอบทางเคมี พบว่าเยื่อใยลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ส่วนประสิทธิภาพการย่อยได้ของโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต พบว่ามีแนวโน้มสูงสุดที่ 4 และ 2 ชั่วโมง (P<0.05) ตามลำดับ เมื่อเทียบกับกากถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านย่อยด้วยเอนไซม์ จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการใช้เอนไซม์รวมทำการย่อยกากถั่วเหลือง สามารถช่วยปรับปรุงให้กากถั่วเหลืองมีปริมาณกรดไฟติกลดลง และส่งผลทำให้ประสิทธิภาพการย่อยได้โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตสูงขึ้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสามารถใช้กากถั่วเหลืองในสูตรอาหารสัตว์น้ำได้ในปริมาณที่สูงขึ้น เพื่อทดแทนการใช้ปลาป่นและสร้างความยั่งยืนทางด้านอาหารสัตว์น้ำในอนาคต</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267948
ผลของการใช้กากเรปซีดระดับต่างๆในอาหารกุ้งขาว (Litopenaeus vannamei) ต่อการย่อยได้ของอาหารและการเติบโต
2025-06-16T14:07:21+07:00
อธิวัฒน์ กะลาสี
athiwat.ka@ku.th
เรืองชาย ยุ้นพันธ์
`ffisrvy@nontri.ku.ac.th
ศุภวิทย์ ไตรวุฒานนท์
standing_tall32@hotmail.com
อรพินท์ จินตสถาพร
ffisora@ku.ac.th
<p>การศึกษาการใช้กากเรปซีดที่ระดับ 0, 5, 10 และ 15% ทดแทนกากถั่วเหลืองต่อการย่อยโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตของอาหารกุ้งขาวแวนนาไมผลการศึกษาพบว่าค่าการย่อยได้ของอาหารกุ้งที่ใช้กากเรปซีดในปริมาณ 5% ไม่ส่งผลต่อการปลดปล่อย กรดอะมิโน และการปลดปล่อยมอลโตส ไซโลส กลูโคสและแมนโนส เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของกากเรปซีด (0%) แต่การใช้กากเรปซีดในปริมาณ 10 และ 15% ส่งผลให้การปลดปล่อยกรดอะมิโน และการปลดปล่อยน้ำตาลมอลโตส กลูโกส และแมนโนส ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับอาหารที่ไม่มีส่วนผสมของกากเรปซีด (P<0.05) ส่วนการศึกษาผลการใช้กากเรปซีดทดแทนกากถั่วเหลืองต่อประสิทธิภาพการเติบโตของกุ้งขาวแวนนาไม ทำการศึกษาโดยใช้อาหารที่ผสมกากเรปซีดในปริมาณ 0, 5, 10 และ 15% ผลการศึกษาพบว่าการเติบโตของกุ้งขาวทุกกลุ่มทดลองมีสมรรถภาพการเติบโตใกล้เคียงกัน (P>0.05) เมื่อพิจารณาจากน้ำหนักกุ้งสุดท้ายตอนจับ น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น น้ำหนักเฉลี่ยต่อวัน อัตราการแลกเนื้อ และอัตรารอด (P>0.05) นอกจากนี้ยังมีการศึกษาผลการใช้กากเรปซีดทดแทนกากถั่วเหลืองต่อภูมิคุ้มกันของกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งทำการศึกษาโดยใช้อาหารที่ผสมกากเรปซีดในปริมาณ 0, 5, 10 และ 15% ผลการศึกษาพบว่าปริมาณเม็ดเลือดของกุ้งขาวที่ใช้กากเรปซีดในปริมาณ 15% มีปริมาณลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับอาหารชุดควบคุม (P<0.05) ส่วนผลต่อน้ำโปรตีนในน้ำเลือด และกิจกรรมฟีนอลออกซิเดสของกุ้งที่ได้รับอาหารทดลองที่ใช้กากเรปซีด 15% มีแนวโน้มลดลงแต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) ดังนั้น กากเรปซีดใช้ทดแทนกากถั่วเหลืองในอาหารกุ้งได้ 15% ในสูตรอาหารโดยไม่ส่งผลต่อการเติบโตและอัตรารอด (P>0.05) แต่การใช้กากเรปซีดในอาหารกุ้งขาวมากกว่า 10% ส่งผลต่อปริมาณเม็ดเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) อีกทั้งโปรตีนในน้ำเลือด และกิจกรรมฟีนอลออกซิเดส มีแนวโน้มลดลงเช่นเดียวกัน ส่วนการใช้กากเรปซีดในอาหารกุ้งขาวมากกว่า 5% มีผลทำให้ประสิทธิภาพการย่อยได้ของโปรตีน และคาร์โบไฮเดรตลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ดังนั้นกากเรปซีดที่ใช้ในอาหารกุ้งแนะนำที่ 5% ในสูตรอาหาร</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266819
ผลของระดับความหนาแน่นต่อการเจริญเติบโตของปลาดุกลูกผสมในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียนอัจฉริยะโดยใช้หนอนแมลงวันลายทดแทนปลาป่น
2025-05-15T11:52:59+07:00
โดม อดุลย์สุข
dome_fb@hotmail.com
เทพพิทักษ์ บุญทา
Teppitagboonta@gmail.com
จอมสุดา ดวงวงษา
Daungwongsa2000@gmail.com
ประเสริฐ ประสงค์ผล
nutkata@gmail.com
ดารชาต์ เทียมเมือง
daracha@mju.ac.th
<p>การศึกษาผลของระดับความหนาแน่นที่แตกต่างกันในการเลี้ยงปลาดุกลูกผสม (<em>Clarias macrocephalus x C. gariepinus</em>) ในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียนอัจฉริยะโดยใช้หนอนแมลงวันลาย (<em>Hermetia illucens</em>) ทดแทนปลาป่นในอัตรา 75% แบ่งการทดลองออกเป็น 3 ชุดการทดลองที่ระดับความหนาแน่น 50, 100 และ 150 ตัว/ตร.ม. ในระบบที่มีบ่อเลี้ยงขนาด 5 ลบ.ม. พร้อมกรองกายภาพ (Drum filter) กรองชีวภาพ (MBBR) และกรอง UV โดยควบคุมระบบผ่าน PLC ร่วมกับ IoT ผลการทดลองพบว่าปลาดุกที่ความหนาแน่น 50 และ 100 ตัว/ตร.ม. มีน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ย (325.56±9.75 และ 322.98±12.63 ก./ตัว) และอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ (4.78±0.03 %/วัน) ไม่ต่างกัน (P>0.05) แต่สูงกว่ากลุ่ม 150 ตัว/ตร.ม. (282.49±4.29 ก./ตัว และ 4.66±0.01%/วัน) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) อัตรารอดที่ระดับความหนาแน่น 50 และ 100 ตัว/ตร.ม. อยู่ที่ 91.56±3.36% และ 88.33±3.93% ตามลำดับ สูงกว่ากลุ่ม 150 ตัว/ตร.ม. (75.26±6.80%) อย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) โดยตลอดการเลี้ยงของทั้งสามชุดการทดลอง ระบบสามารถควบคุมค่า DO ได้ในช่วง 3.72–4.27 มก./ล., pH 7.11–7.56 และ TAN 0.36–0.45 มก./ล. อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนการลงทุน (ROI) พบว่าการเลี้ยงปลาที่ความหนาแน่น 100 ตัว/ตร.ม. ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยมีกำไรสุทธิและอัตราผลตอบแทนการลงทุน (ROI) สูงสุดที่ 53.55% สรุปได้ว่าการเลี้ยงปลาดุกลูกผสมในระบบ RAS ที่ใช้หนอนแมลงวันลายทดแทนปลาป่น 75% เหมาะสมที่ความหนาแน่น 100 ตัว/ตร.ม. เนื่องจากมีผลผลิตสูง คุณภาพน้ำเหมาะสม ประสิทธิภาพการใช้อาหารดีที่สุด และให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/265694
องค์ประกอบในกระเพาะอาหารของปลาเศรษฐกิจในพื้นที่ปากประ ทะเลสาบสงขลา
2025-07-15T13:34:53+07:00
ปรียาลักษณ์ โคหนองบัว
tuantar@yahoo.com
วิจิตรา อมรวิริยะชัย
tuantar@yahoo.com
จารุวรรณ ชูงสงค์
tuantar@yahoo.com
จรวยพร นุ่มน้อย
tuantar@yahoo.com
แจ่มจันทร์ เพชรศิริ
tuantar@yahoo.com
เตือนตา ร่าหมาน
tuantar@yahoo.com
<p>คลองปากประเป็นคลองสายหนึ่งบริเวณทะเลสาบสงขลาตอนบนเชื่อมต่อระหว่างระบบนิเวศน้ำจืดและน้ำกร่อย ทำให้มีความหลากหลายของทรัพยากรสัตว์น้ำสูงและเป็นแหล่งทำประมงที่สำคัญ แต่มีกิจกรรมของมนุษย์ส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างน่ากังวล การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบในกระเพาะอาหารของปลาและความสัมพันธ์เชิงอาหารของปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ 3 ชนิดคือปลากดหัวอ่อน (<em>Osteogeneiosus militaris</em>) ปลากดหัวโม่ง (<em>Arius maculatus</em>) และปลามะลิ (<em>Corica soborna</em>) ทำการศึกษาโดยการเก็บตัวอย่างปลาด้วยการซื้อจากชาวประมงพื้นบ้านจำนวนชนิดละ 30 ตัว/เดือน เก็บตัวอย่าง 2 เดือน/ครั้ง ตั้งแต่เดือนมีนาคม - กันยายน 2562 ทำการวิเคราะห์องค์ประกอบในกระเพาะอาหาร และคำนวณความหลากหลายและการซ้อนทับกันของอาหาร ผลการศึกษาพบว่า ปลาทั้ง 3 ชนิดเป็นปลากินสัตว์ มีอาหารในกระเพาะทั้งหมด 16 ชนิด ปลาแต่ละชนิดกินอาหารหลักต่างกัน ปลากดหัวอ่อนกินทาไนดาเซียนและหนอนริ้นน้ำจืด ปลากดหัวโม่งกินปลาและหนอนริ้น ส่วนปลามะลิกินแพลงก์ตอนสัตว์ เช่น โคพีพอดและไรน้ำจืด เป็นอาหารหลัก ปลากดหัวอ่อนมีค่าความกว้างของอาหารสูงสุด (0.67-0.94) และปลามะลิมีค่าความกว้างของอาหารต่ำสุด (0.04-0.12) ในขณะเดียวกันพบว่า ปลากดหัวอ่อนและปลากดหัวโม่งมีนิสัยการกินอาหารที่ซ้อนทับกันปานกลาง (0.44-0.51) และปลากดทั้งสองชนิดมีค่าการซ้อนทับกันของอาหารกับปลามะลิต่ำมาก นอกจากนี้ ปลาทั้งสามชนิดมีการเปลี่ยนชนิดของอาหารไปตามช่วงเวลาของการเก็บตัวยอย่าง แสดงให้เห็นว่า ปลาทั้งสามชนิดมีการเลือกกินอาหารคนละกลุ่มเพื่อลดการแก่งแย่งแข่งขันตามธรรมชาติ และมีแนวโน้มที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่อาศัยย่อย (micro-habitat) ต่างกันของระบบนิเวศนี้ จากข้อมูลสามารถใช้วางแผนและกำหนดนโยบายการใช้ประโยชน์ เช่น ห้ามจับสัตว์น้ำวัยอ่อน และสร้างแหล่งอาศัย เช่น การทำเขตอนุรักษ์ในบริเวณที่มีสัตว์น้ำจำนวนมาก และการพัฒนาไม่มุ่งพัฒนาเฉพาะปลาชนิดเดียว เพราะปลาในระบบนิเวศมีความสัมพันธ์กัน การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำควรเป็นแบบเชิงระบบนิเวศ (ecosystem-based)</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266456
สมบัติทางฟิสิกส์และเคมีของดินและเห็ดในวงศ์ Russulaceae ที่สำรวจพบในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
2025-06-06T15:06:06+07:00
ศุภณัฐ จะสนอง
sjasanong@gmail.com
แคทรียา สนธิยา
katthareeya3774@gmail.com
ณัฐฌลาภัทร์ ต่ายจันทร์
natchalaphatt@gmail.com
กวินธิดา สุขใส
kawinthida_suk@cmu.ac.th
ชุติมันต์ ใส่เสี้ยว
chootimun168@gmail.com
จีรนันท์ กวมอำไพ
jeeranan_kh@cmu.ac.th
พลกฤษณ์ มณีวระ
maniwara016@gamail.com
ณัฐวุฒิ ลือศักดิ์
nattawut.l@cmu.ac.th
ยุพา จอมแก้ว
yupa.c@cmu.ac.th
จุฑามาส คุ้มชัย
jutamas.k@cmu.ac.th
พิมพ์ใจ สีหะนาม
pimjai193@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางฟิสิกส์และเคมีของดินและเห็ดในวงศ์ Russulaceae ที่สำรวจพบในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผลการทดลองพบว่า ดินที่เห็ดในวงศ์ Russulaceae เจริญเติบโตอยู่ในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีสมบัติทางฟิสิกส์และเคมีแตกต่างกัน โดยดินส่วนใหญ่มี 5YR 3/3 dark reddish brown, 7.5R 4/8 red และ 7.5R 3/8 dark red คือ โทนสีแดงหรือสีส้มอมแดง เนื้อดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวและดินร่วนเหนียวปนทราย กรณีของความเป็นกรดด่าง พบว่า ดินที่สำรวจพบเห็ดมีค่าพีเอชระหว่าง 4.84-6.28 คือ เป็นกรดจัดมากไปจนถึงเป็นกรดเล็กน้อย นอกจากนี้ค่าอินทรียวัตถุภายในดินมีค่าระหว่าง 5.03-8.31% สำหรับเห็ดรับประทานได้ในวงศ์ Russulaceae ที่สำรวจพบภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริมีจำนวน 10 ชนิด คือ เห็ดข่าขาว เห็ดข่าเหลือง เห็ดแดง เห็ดแดงน้ำหมาก เห็ดแดงแพร เห็ดถ่าน เห็ดน้ำแป้ง เห็ดพุงหมู เห็ดหน้าม่วง และเห็ดหล่มกระเขียว ซึ่งแต่ละชนิดมีสารสีภายในหมวกดอกและก้านดอกแตกต่างกันไปตามชนิดและสีของดอกเห็ด สำหรับกิจกรรมของสารต้านอนุมูลอิสระมีความแตกต่างกันทั้งในหมวกดอกและก้านดอกของเห็ดแต่ละชนิด แต่ปริมาณสารประกอบฟินอลิกทั้งหมดและปริมาณโปรตีนทั้งหมดไม่มีความแตกต่างกัน</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267702
การระบุชนิดเชื้อราสาเหตุโรคทางใบและผลของกาแฟโรบัสตาในพื้นที่จังหวัดเลย
2025-05-24T19:18:58+07:00
จุฑามาศ สอนเมือง
Suwitsa@kku.ac.th
สุวิตา แสไพศาล
suwitsa@kku.ac.th
อนันต์ วงเจริญ
Suwitsa@kku.ac.th
<p>การเพาะปลูกกาแฟโรบัสตา (<em>Coffea canephora</em>) ได้ขยายตัวอย่างมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดเลย ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสตามากที่สุด การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและระบุเชื้อราที่ก่อให้เกิดโรคในกาแฟโรบัสตาในตำบลโคกขมิ้น อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ระหว่างปี พ.ศ. 2564–2565 ผลการสำรวจพบโรคหลักจำนวน 4 โรค ได้แก่ โรคใบจุด โรคใบไหม้ โรคผลเน่า และโรคราสนิม การแยกเชื้อจากตัวอย่างใบและผลที่มีอาการโรค ด้วยวิธี Tissue transplanting method สามารถแยกเชื้อราได้ทั้งหมด 103 ไอโซเลต โดยแยกเชื้อราจากโรคใบจุดได้จำนวน 47 ไอโซเลต โรคใบไหม้จำนวน 16 ไอโซเลต และโรคผลเน่าจำนวน 40 ไอโซเลต จากการทดสอบการก่อโรคพบว่าเชื้อราจำนวน 68 ไอโซเลต สามารถก่อโรคได้ในกาแฟโรบัสตา สำหรับโรคใบจุด เชื้อราไอโซเลต LS24, LS1 และ LS4 มีความรุนแรงในการก่อโรคมากที่สุด ขณะที่อาการใบไหม้ เชื้อราไอโซเลต LB4, LB23 และ LB10 มีขนาดแผลบนในกาแฟมากที่สุด และโรคผลเน่า เชื้อราไอโซเลต FR38, FR40, FR17 และ FR34 มีขนาดแผลสูงที่สุด จากการบ่งชี้สกุล (genus) ของเชื้อราที่ผ่านการทดสอบการเกิดโรคโดยอาศัยคุณสมบัติทางสัณฐานวิทยา สามารถจำแนกได้ 7 สกุล ได้แก่ <em>Colletotrichum</em> (39 ไอโซเลต), <em>Lasiodiplodia</em> (11 ไอโซเลต), <em>Phomopsis</em> (11 ไอโซเลต), <em>Corynespora</em> (3 ไอโซเลต), <em>Fusarium</em> (2 ไอโซเลต), <em>Pestalotiopsis</em> (1 ไอโซเลต) และ <em>Curvularia</em> (1 ไอโซเลต) คัดเลือกเชื้อราที่มีความรุนแรงในการก่อโรค จำนวน 7 ไอโซเลต มาทำการระบุชนิด (species) โดยเปรียบเทียบลำดับนิวคลีโอไทด์ในส่วน ITS, TEF-1α และ TUB2 กับฐานข้อมูล GenBank ผลการระบุชนิดได้เป็น <em>Corynespora cassiicola</em> (LS1), <em>Lasiodiplodia pseudotheobromae</em> (LS24 และ FR34) และ <em>Colletotrichum</em> จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ <em>C. theobromicola</em> (LB10), <em>C. siamense</em> (FR38), <em>C. fructicola</em> (FR40) และ <em>C. aenigma</em> (FR17) การศึกษานี้ให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวินิจฉัยและการจัดการโรคเชื้อราในการเพาะปลูกกาแฟโรบัสตาในประเทศไทย</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267327
ประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดแมลงต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดหลังขาวในนาข้าว
2025-04-23T10:42:13+07:00
กัลยา บุญสง่า
kunlaya.b@rice.mail.go.th
สุกัญญา อรัญมิตร
sukanya.a@rice.mail.go.th
พยอม โคเบลลี่
sukanya.a@rice.mail.go.th
อภิรดี มานะสุวรรณผล
sukanya.a@rice.mail.go.th
จิราพัชร ทะสี
sukanya.a@rice.mail.go.th
จิรนันท์ ปิยะพงษ์กุล
่่jxp816@gmail.com
<p>เพลี้ยกระโดดหลังขาว (<em>Sogatella furcifera</em> (Horváth)) เป็นแมลงศัตรูข้าวประจำท้องถิ่นในเขตภาคเหนือตอนบน ปัจจุบันพบการระบาดร่วมกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในหลายภูมิภาคของประเทศไทย การใช้สารเคมีเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูข้าว วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อทดสอบประสิทธิภาพสารป้องกันกำจัดแมลงที่ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายให้ใช้ในนาข้าวสำหรับควบคุมเพลี้ยกระโดดหลังขาวในสภาวะที่มีการระบาด ดำเนินการที่แปลงเกษตรกรจังหวัดเชียงราย ฤดูนาปรัง 2566 และ 2567 ข้าวพันธุ์สันป่าตอง 1 ฤดูนาปี 2566 ข้าวพันธุ์ กข6 โดยใช้แผนการทดลองแบบ randomized complete block มี 3 ซ้ำ เมื่อเพลี้ยกระโดดหลังขาวมีปริมาณใกล้เคียงหรือถึงระดับเศรษฐกิจ พ่นสารป้องกันกำจัดแมลง จำนวน 9 ชนิด (Fenobucarb 50% EC, Ethiprole 10% SC, Etofenprox 20% EC, Dinotefuran 20% SG, Dinotefuran 20% + Etofenprox 15% WP, Sulfoxaflor 50% WG, Pymetrozine 50% WG, Buprofezin 5% + Isoprocrab 20% WP และ Flonicamid 50% WG) ตามอัตราแนะนำข้างฉลากเปรียบเทียบกับการไม่พ่นสารป้องกันกำจัดแมลง (ควบคุม) ด้วยเครื่องยนต์พ่นสารสะพายหลังแบบใช้แรงลม จำนวน 2 ครั้ง หลังการพ่นสารครั้งสุดท้ายทั้งสามฤดู พบว่าสาร Sulfoxaflor 50% WG, Pymetrozine 50% WG และ Flonicamid 50% WG ซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดแมลงกลุ่มใหม่ มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมเพลี้ยกระโดดหลังขาวได้ร้อยละ 80 ขึ้นไป สำหรับสาร Dinotefuran 20% + Etofenprox 15% WP, Dinotefuran 20% SG, Buprofezin 5% + Isoprocrab 20% WP, Etofenprox 20% EC, Fenobucarb 50% EC และ Ethiprole 10% SC เป็นสารป้องกันกำจัดแมลงกลุ่มเก่า มีประสิทธิภาพในการควบคุมเพลี้ยกระโดดหลังขาว ร้อยละ 60-80 ดังนั้นเมื่อเกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดหลังขาวสามารถใช้เป็นคำแนะนำในการป้องกันกำจัด โดยคำนึงถึงต้นทุนและประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดแมลง และเป็นแนวทางในการลดความเสี่ยงต่อการพัฒนาความต้านทานของเพลี้ยกระโดดหลังขาว</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266464
การพัฒนาสูตรและประสิทธิภาพของเจลแอลจิเนตบรรจุไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง, Steinernema siamkayai EPNKU70 ที่มีต่อหนอนกระทู้ผัก, Spodoptera litura Fabricius และหนอนกระทู้หอม Spodoptera exigua Hübner
2025-06-12T10:36:46+07:00
ฉัตรเฉลิม อาขาล
chatchaloem.ar@ku.th
ประกาย ราชณุวงษ์
fagrpkt@ku.ac.th
อภิชาติ วิทย์ตะ
apichatv@nu.ac.th
ภาณุรักษ์ ประทับกอง
themanagron69@gmail.com
ขวัญฤดี คะชานันท์
kwanrudi.k@ku.th
รัตนาวดี อ่อนวงษ์
rattanawadee.onw@ku.th
อธิราช หนูสีดำ
fagrarn@ku.ac.th
<p>หนอนกระทู้ผัก (<em>Spodoptera litura</em>) และหนอนกระทู้หอม (<em>S. exigua</em>) เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจที่สามารถทำลายพืชหลากหลายชนิด การใช้ไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงเป็นอีกทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงทั้ง 2 ชนิด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเจลแอลจิเนตบรรจุไส้เดือนฝอยศัตรูแมลง<em> Steinernema siamkayai</em> EPNKU70 สำหรับใช้ควบคุมหนอนกระทู้ผักและหนอนกระทู้หอม การประเมินสูตรผสมต่างๆ ที่มีความเข้มข้นของโซเดียมแอลจิเนตและแคลเซียมคลอไรด์ระหว่าง 0.5–2% ในการสร้างโครงสร้างเจลทรงกลม พบว่าสูตรผสมที่มีโซเดียมแอลจิเนตและแคลเซียมคลอไรด์ในช่วงความเข้มข้น 1.0–2.0% สามารถสร้างเจลทรงกลมได้ เจลแอลจิเนตที่มีอัตราส่วนโซเดียมแอลจิเนตต่อแคลเซียมคลอไรด์ที่ 1.0:1.0% แสดงให้เห็นถึงความคงอยู่ของไส้เดือนฝอยศัตรูแมลงในระดับสูง (93.23±2.80%) และอัตราการรอดชีวิต (93.06±2.31%) หลังจากผ่านไปเจ็ดวัน เจลแอลจิเนตที่บรรจุ<em> S. siamkayai</em> EPNKU70 และเสริมด้วยน้ำตาลเป็นสารดึงดูดทำให้หนอนกระทู้ผักและหนอนกระทู้หอมวัย 3 ตายเท่ากับ 88.33±9.83 และ 81.66±14.72% ภายใน 72 ชั่วโมง ตามลำดับ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเจลแอลจิเนตที่มี <em>S. siamkayai</em> EPNKU70 เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับการควบคุมตัวอ่อนของหนอนกระทู้ผักและหนอนกระทู้หอม</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266539
การประเมินปริมาณแป้งและสารพฤกษเคมีของเนื้อฟักทองเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ฟักทองสำหรับการแปรรูปผงฟักทอง
2025-03-10T10:28:43+07:00
พิมพ์ชนก อิ่มทอง
pimchanok.aim@ku.th
จักรพงศ์ ภิญโญ
agrana@ku.ac.th
ธนวินท์ เกิดจงรักษ์
agrana@ku.ac.th
ศศิธร นาคทอง
agrana@ku.ac.th
ยงยุทธ พลับจะโปะ
agrana@ku.ac.th
อัญมณี อาวุชานนท์
agrana@ku.ac.th
<p>ฟักทองเป็นพืชผักเศรษฐกิจและเป็นที่นิยมของผู้บริโภค แต่ไม่มีการแปรรูปเป็นผงฟักทองในเชิงอุตสาหกรรมในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังไม่มีการประเมินและคัดเลือกสายพันธุ์เพื่อผลิตผงฟักทอง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ฟักทองสำหรับผลิตผงฟักทอง โดยใช้ฟักทอง 13 สายพันธุ์ ประเมินเนื้อฟักทองสด และผงฟักทองที่ได้จากการอบแห้งในโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่อุณหภูมิ 60-65 องศาเซลเซียส โดย พันธุ์ A02 มีเปอร์เซ็นต์ผงฟักทองสูงที่สุดคือ ร้อยละ 20.51 แป้งฟักทองจากเนื้อฟักทองสด ร้อยละ 3.69 ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ ร้อยละ 12.68 องศาบริกซ์ ปริมาณสารเบต้าแคโรทีนในฟักทองสด 1.220 และในผงฟักทอง 0.409 มก./100 ก. โดยน้ำหนักสด รวมทั้งมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิคและกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระในฟักทองสดและผงฟักทองที่สูง และ พันธุ์ PA04 มีเปอร์เซ็นต์ผงฟักทองคือ ร้อยละ 19.99 และเปอร์เซ็นต์แป้งฟักทองสูงที่สุด มีค่า ร้อยละ 4.28 จากการศึกษาครั้งนี้ พบว่า เปอร์เซ็นต์ผงฟักทองมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปริมาณแป้งจากเนื้อฟักทองสด (r=0.926**) และการวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก ของคุณภาพผลฟักทอง 9 ลักษณะ มีค่าเปอร์เซ็นต์ความแปรปรวนใน PC1 และ PC2 เท่ากับ ร้อยละ 51.53 และ 15.54 ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่า ฟักทองที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์มา 8 พันธุ์ ให้เปอร์เซ็นต์ผงฟักทอง ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ และสารพฤกษเคมีสูง และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นพันธุ์การค้าในอนาคต</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/257129
ผลของความหนาแน่นประชากรต่อผลผลิตเมล็ด และองค์ประกอบของกรดไขมันในเมล็ดกัญชง (Cannabis sativa L.)
2024-03-21T13:24:09+07:00
ปวริศา เประกันยา
p.pawarisa@kkumail.com
ชานนท์ ลาภจิตร
chanon.lapjit@gmail.com
คมสร ลมไธสง
kholom@kku.ac.th
<p>ความหนาแน่นประชากรเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ผลผลิตเมล็ด และคุณภาพกรดไขมันในเมล็ดกัญชง อย่างไรก็ตาม ระดับความหนาแน่นที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับพื้นที่ปลูก สภาพแวดล้อม และพันธุ์ที่ใช้ การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความหนาแน่นประชากรต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และองค์ประกอบกรดไขมันในเมล็ดกัญชงพันธุ์มอดินแดงเบอร์ 1 โดยใช้แผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ (RCBD) จำนวน 4 ซ้ำ ทดสอบ 3 ระดับความหนาแน่น คือ 666, 1,000 และ 2,000 ต้น/ไร่ ผลการศึกษาพบว่า ที่ความหนาแน่น 2,000 ต้น/ไร่ กัญชงมีความสูง (245.25 เซนติเมตร) และผลผลิตเมล็ดต่อไร่ (355.45 กิโลกรัม/ไร่) สูงสุด เนื่องจากจำนวนต้นต่อพื้นที่มาก ในทางกลับกันความหนาแน่น 666-1,000 ต้น/ไร่ ให้ผลผลิตเมล็ดต่อต้นสูงกว่า (226.05-261.03 กรัม/ต้น) มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น น้ำหนักแห้งรวม และสัดส่วนกรด Alpha-linolenic acid (omega-3) สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (15.93-16.79% เทียบกับ 12.80%) การวิเคราะห์องค์ประกอบกรดไขมันด้วยเทคนิค Gas Chromatography พบว่า ความหนาแน่นต่ำ (666-1,000 ต้น/ไร่) ส่งเสริมการสะสมกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งมีคุณค่าทางการแพทย์สูง ส่วนความหนาแน่นสูง (2,000 ต้น/ไร่) เหมาะสำหรับการผลิตเมล็ดเชิงปริมาณ จึงได้สรุปว่า สำหรับการผลิตเมล็ดเพื่อขาย แนะนำความหนาแน่น 2,000 ต้น/ไร่ แต่สำหรับการผลิตน้ำมันจากเมล็ดเพื่อการแพทย์ แนะนำความหนาแน่น 666-1,000 ต้น/ไร่ เพื่อให้ได้กรดไขมันโอเมก้า-3 ในสัดส่วนสูงสุด</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267013
การลดอาการสะท้านหนาวในใบโหระพาและใบกะเพราหลังการเก็บเกี่ยวด้วยเมลาโทนิน: การศึกษาความเสียหายจากออกซิเดชันและกิจกรรมของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับฟีนอลิกภายใต้การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ
2025-04-10T16:37:06+07:00
ธนากร วิชัยยา
thanakorn@aru.ac.th
สิรวิชญ์ โชติกะคาม
Sirawichcho@mcru.ac.th
<p><strong> </strong>โหระพา (<em>Ocimum basilicum</em>) และกะเพรา (<em>Ocimum tenuiflorum</em>) เป็นพืชที่ไวต่ออุณหภูมิต่ำ ซึ่งแสดงอาการสะท้านหนาวเป็นจุดสีน้ำตาลที่ผิวใบ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของเมลาโทนินต่อการลดอาการสะท้านหนาว ความเสียหายจากออกซิเดชัน และกิจกรรมของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับฟีนอลิกในใบโหระพาและกะเพรา โดยใช้เมลาโทนินความเข้มข้น 0, 50, 100, 200 และ 400 µM ฉีดพ่นก่อนการเก็บรักษาที่ 6 °C เป็นเวลา 8 วัน ผลการทดลองพบว่า ใบกะเพราเริ่มแสดงอาการสะท้านหนาวตั้งแต่วันที่ 2 และมีค่าเกินระดับที่ยอมรับได้ในวันที่ 4 ขณะที่ใบโหระพาเริ่มแสดงอาการในวันที่ 4 และเกินระดับที่ยอมรับได้ในวันที่ 6 การใช้เมลาโทนิน 200 µM สามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้ถึง 2 วัน และลดอาการสะท้านหนาวในพืชทั้งสองชนิดได้ 20–22% เทียบกับชุดควบคุมตลอดการเก็บรักษา นอกจากนี้ เมลาโทนินสามารถลดการรั่วไหลของสารอิเล็กโทรไลต์ 9% ในโหระพา และ 24% ในกะเพรา ลดระดับมาลอนไดแอลดีไฮด์ 12% และ 21% ลดปริมาณไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 18% และ 31% ตามลำดับ นอกจากนี้ เมลาโทนินยังช่วยรักษาศักยภาพต้านอนุมูลอิสระให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าชุดควบคุม 23% ในโหระพา และ 58% ในกะเพรา และเพิ่มปริมาณสารฟีนอลิก 13% และ 62% ตามลำดับ นอกจากนี้ เมลาโทนินยังลดกิจกรรมของเอนไซม์พอลิฟีนอลออกซิเดสและเพอร์ออกซิเดสในกะเพรา 19% และ 24% ตามลำดับ แม้โหระพาจะตอบสนองทางสรีรวิทยาได้ต่ำกว่ากะเพรา แต่ เมลาโทนินสามารถลดอาการสะท้านหนาวได้ใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นถึงกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันในแต่ละชนิดพืช</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267342
การคัดเลือกเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ Bacillus spp. ที่ควบคุมโรคผลเน่าแบคทีเรียและช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นกล้าแตงโม
2025-05-24T15:21:48+07:00
ฐิติญา ขุนเวียงจันทร์
titiya_k@kkumail.com
เพชรรัตน์ ธรรมเบญจพล
petsir@kku.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ <em>Bacillus</em> spp. ที่สามารถควบคุมโรคผลเน่าแบคทีเรียที่เกิดจากเชื้อ <em>Acidovorax citrulli</em> และช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นกล้าแตงโม ดำเนินการทดลองโดยนำเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ <em>Bacillus</em> spp. จำนวน 12 ไอโซเลต ได้แก่<em> Bacillus</em>-Ba029,<em> Bacillus</em>-Ba032,<em> Bacillus</em>-Ba033,<em> Bacillus</em>-Ba037N,<em> Bacillus</em>-BS, <em>Bacillus</em>-MS4,<em> Bacillus</em>-NTS3,<em> Bacillus</em>-PSK<em>,Bacillus</em>-S32,<em> Bacillus</em>-B1, <em>Bacillus</em>-K1 และ <em>Bacillus</em>-K2 มาทดสอบความสามารถในการยับยั้งเชื้อ <em>A. citrulli </em>ทั้งหมด 21 ไอโซเลต โดยวิธี Dual culture assay พบว่า มี 4 ไอโซเลต ที่สามารถยับยั้งเชื้อ <em>A. citrulli </em>ได้ดีที่สุด คือ <em>Bacillus</em>-Ba029, <em>Bacillus</em>-Ba033, <em>Bacillus</em>-MS4 และ <em>Bacillus</em>-NTS3 โดยมีค่าเส้นผ่านศูนย์กลางวงใสตั้งแต่ 7.60 – 17.73 มม. จากนั้นนำเชื้อบาซิลลัสทั้ง 4 ไอโซเลตในรูปแบบชีวภัณฑ์ชนิดผงละลายน้ำมาทดสอบระดับโรงเรือนทดลอง โดยวิธีการคลุกเมล็ด และพ่นต้นกล้า พบว่า กรรมวิธีที่สามารถควบคุมโรคผลเน่าแบคทีเรียในระยะต้นกล้าที่ 14 วัน ได้ดีที่สุด คือ กรรมวิธีที่ใช้ <em>Bacillus</em>-Ba029, <em>Bacillus</em>-MS4 และ <em>Bacillus</em>-Ba033 โดยค่าการเกิดโรค คือ 14.50%, 17.00% และ 18.25% ตามลำดับ ส่วนดัชนีความรุนแรงของโรค คือ 29.25%, 29.95% และ 32.75% ตามลำดับ ในขณะที่กรรมวิธีควบคุมที่ปลูกเชื้อ<em> A. citrulli </em>เพียงอย่างเดียว มีการเกิดโรค 40% และดัชนีความรุนแรงของโรคที่ 43.75 % ชีวภัณฑ์จากแบคทีเรียปฏิปักษ์ทั้ง 3 ไอโซเลตมีประสิทธิภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นกล้าแตงโม ได้แก่ ความสูงต้น, น้ำหนักสด, น้ำหนักแห้ง ดีกว่ากรรมวิธีควบคุมที่ไม่ได้ใช้ชีวภัณฑ์ เชื้อบาซิลลัสปฏิปักษ์ที่คัดเลือกไว้ ได้แก่ ไอโซเลต Ba029, Ba033 และ MS4 จึงมีศักยภาพสูงในการนำไปวิจัยและพัฒนาเป็นชีวภัณฑ์เพื่อควบคุมโรคผลเน่าแบคทีเรียของพืชวงศ์แตงและพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ในแปลงเกษตรกรต่อไป</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/265978
การศึกษาเทคนิคการถ่าย antisense ของยีน flavanone 3-hydroxylase (F3H) เข้าสู่บัวหลวงบุณฑริก (Nelumbo nucifera Geartn.) โดยใช้อะโกรแบคทีเรียมเป็นพาหะ เพื่อกดการแสดงออกด้วย RNA interference (RNAi)
2025-03-04T12:54:37+07:00
ชาตรี กอนี
chatree.162@hotmail.com
กัญจนา แซ่เตียว
Chatree.k@ku.ac.th
ศรันย์ หงษาครประเสริฐ
Chatree.k@ku.ac.th
จงกลลดา พลายดี
Chatree.k@ku.ac.th
ธนภักษ์ อินยอด
Chatree.k@ku.ac.th
ณัฐพงค์ จันจุฬา
Chatree.k@ku.ac.th
สาวิตรี ปราโมช ณ อยุธยา
Chatree.k@ku.ac.th
รุ่งอรุณ พูนสิน
Chatree.k@ku.ac.th
<p>การกดการแสดงออกของยีน <em>flavanone 3-hydroxylase</em> (<em>F3H</em>) มีผลไปขัดขวางการสังเคราะห์สารกลุ่มแอนโทไซยานินเกี่ยวข้องกับการเกิดสีของดอกไม้ จึงได้การศึกษาการถ่าย antisense ของยีน <em>F3H</em> ในพลาสมิด pJA8<em>F3H </em>โดยใช้อะโกรแบคทีเรียมเป็นพาหะ เพื่อกดการแสดงออกของยีน <em>F3H</em> ด้วยเทคนิค RNA interference (RNAi) ในบัวหลวงบุณฑริก (<em>Nelumbo nucifera</em> Geartn.) ในพลาสมิดมียีนคัดเลือกในพืช คือ <em>phosphinothricin acetyl transferase</em> (<em>bar gene</em>) ต้านทานต่อสารกำจัดวัชพืช Basta® (<em>glufosinate ammonium</em>) พบว่าความเข้มข้นที่เหมาะสมของ Basta® คือ 10 มิลลิกรัมต่อลิตร และสารปฏิชีวนะ augmentin ที่ความเข้มข้น 500 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นความเข้มข้นที่เหมาะสมในการกำจัดเชื้ออะโกรแบคทีเรียม สายพันธุ์ GV3101 ผลการเปรียบเทียบการแสดงออกของยีน <em>F3H</em> ด้วยวิธี RT-PCR ชุดไพรเมอร์ <em>F3H</em> sense F และ <em>F3H</em> sense R เกิดแถบ DNA ขนาด 300 คู่เบส ซึ่งมีความจำเพาะกับยีน <em>F3H</em> ซึ่งพบว่าในบัวหลวงต้นที่ได้รับการถ่ายโอนพลาสมิดมีการแสดงออกที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับต้นที่ไม่ได้รับการถ่ายยีน สอดคล้องกับผล qRT-PCR เมื่อคำนวณค่าการแสดงออกของยีน <em>F3H</em> (relative gene expression) พบว่าต้นควบคุมมีค่าการแสดงออกเท่ากับ 1 ในขณะที่ต้นที่ได้รับการถ่ายโอนพลาสมิดจำนวน 5 ต้น มีค่าการแสดงออกของยีนเฉลี่ยเพียง 0.149 เท่า ดังนั้น การถ่ายยีน <em>F3H</em> ในรูปแบบของ RNAi จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงพันธุ์สีของไม้ดอกในอนาคต</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266376
ผลของความยาววันและระยะเวลาที่ได้รับต่อการออกดอกของแวนดา 'ปากช่องบลู'
2025-03-10T15:20:36+07:00
ธนิดา ถาน้อย
thanida7723@gmail.com
ถกลวรรณ ศิริสวัสดิ์
thanida7723@gmail.com
กนกวรรณ ปัญจะมา
kanokwan.panjama@cmu.ac.th
ชัยอาทิตย์ อินคำ
chaiartid.i@cmu.ac.th
ภาณุพล หงษ์ภักดี
panupon@kku.ac.th
โสระยา ร่วมรังษี
sorayaruamrung@gmail.com
<p>ผู้ส่งออกแวนดาประสบกับปัญหาแวนดาไม่สามารถออกดอกได้ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่มีผลต่อการออกดอกมีจำกัด การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความยาววันต่อการออกดอกของแวนดา 'ปากช่องบลู' ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการควบคุมการออกดอก โดยให้ต้นแวนดาได้รับสภาพความยาววันตามธรรมชาตินาน 1 เดือนภายใต้สภาพความยาววัน 11-13 ชั่วโมง/วัน ในโรงเรือนพรางแสง 50% (ความเข้มแสงเฉลี่ย 350 µmol/m<sup>-2</sup>/s<sup>-1</sup> PPFD) การวิจัยศึกษา 2 ปัจจัย ได้แก่ สภาพวันสั้น 2 ระดับ ได้แก่ 7 และ 9 ชั่วโมงแสง ร่วมกับระยะเวลาที่ให้วันสั้น 2 ระดับ ได้แก่ นาน 3 และ 5 สัปดาห์ และชุดควบคุมที่ปลูกในสภาพความยาววันตามธรรมชาติ วางแผนการทดลองแบบแฟคทอเรียลในสุ่มสมบูรณ์ จำนวน (2x2)+1 กรรมวิธี ผลการทดลอง พบว่า ความยาววันร่วมกับระยะเวลาที่ได้รับสามารถทำให้แวนดา 'ปากช่องบลู' ออกดอกช้ากว่ากรรมวิธีที่ได้รับสภาพความยาววันตามธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ โดยต้นที่ได้รับสภาพความยาววัน 7 ชั่วโมงนาน 3 และ 5 สัปดาห์ และความยาววัน 9 ชั่วโมงนาน 5 สัปดาห์ ออกดอกช้าสุดเฉลี่ย 32.6, 27.7 และ 30.0 วันตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพตามธรรมชาติ และเมื่อให้ความยาววัน 9 ชั่วโมงนาน 5 สัปดาห์ ส่งผลให้มีความยาวใบเพิ่มขึ้นมากที่สุด 1.78 ซม. ความยาววัน 7 ชั่วโมงนาน 3 สัปดาห์ มีค่าความเขียวของใบเฉลี่ยมากที่สุด 74.42 SPAD unit นอกจากนี้ยังพบว่า สภาพความยาววันและระยะเวลาที่ได้รับไม่มี ผลต่อคุณภาพดอกและปริมาณความเข้มข้นของคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช่โครงสร้าง (TNC) ในลำต้น และใบ</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267373
ความพร้อมในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้านในจังหวัดชลบุรี
2025-05-30T16:17:07+07:00
ศิรดา จิตตวาที
s.chittawatee@gmail.com
พิไลวรรณ ประพฤติ
pilaiwan.p@psu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความพร้อมในการปฏิบัติงานของอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ในจังหวัดชลบุรี การเก็บข้อมูลดำเนินการด้วยแบบสอบถามกึ่งโครงสร้างจากกลุ่มตัวอย่าง อกม. จังหวัดชลบุรี จำนวน 248 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา สถิติไคสแควร์ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า อกม. ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 52.67 ปี ประกอบอาชีพหลักด้านเกษตรกรรม มีรายได้เฉลี่ยจากการเกษตร 17,179.56 บาท/เดือน รายได้เฉลี่ยนอกภาคเกษตร 17,522.18 บาท/เดือน และมีบทบาททางสังคมหลากหลาย เช่น ผู้นำชุมชน อสม. และหมอดินอาสา มีความรู้ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.54) มีระดับความพร้อมในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.74) โดยมีความพร้อมมากที่สุดในด้านการติดตามและรายงานสถานการณ์การเกษตร (ค่าเฉลี่ย 3.89) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับระดับความพร้อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ อาชีพหลัก การเป็นอาสาสมัครในสาขาอื่น และความรู้เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของ อกม. ขณะที่ปัจจัยประชากรศาสตร์ เช่น เพศ อายุ และระดับการศึกษา ไม่พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญ ความต้องการที่สำคัญของ อกม. คือการได้รับค่าตอบแทนในการปฏิบัติงาน (ร้อยละ 79.44) รองลงมาคือการจัดสัมมนาเครือข่าย และการสื่อสารข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ อกม. ในการสนับสนุนระบบส่งเสริมการเกษตรระดับชุมชน พร้อมทั้งเสนอแนวทางพัฒนา เช่น การเสริมทักษะถ่ายทอดความรู้ การดำเนินการด้านภัยพิบัติธรรมชาติ และการสนับสนุนสวัสดิการอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/264028
ความพึงพอใจของผู้บริโภคในการซื้อผลิตภัณฑ์อาหารดอยคำที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตร (GAP และอินทรีย์)
2025-06-25T09:14:51+07:00
ไตรเทพ เจริญพานิชสันติ
traithep.j@doikham.co.th
นิวัฒน์ ขันโท
niwat.k@doikham.co.th
จิตประภัสร์ คำมะนิด
jitparpat.k@doikham.co.th
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคในการซื้อผลิตภัณฑ์อาหารดอยคำ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตร และเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และวางแผนการตลาด เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารดอยคำในร้านดอยคำทั้งหมด 33 สาขา จำนวน 400 ราย โดยใช้แบบสอบถามในรูปแบบการสแกนคิวอาร์โค้ด (QR code) เพื่อทำแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุอยู่ในช่วง 30-39 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี อาชีพพนักงานบริษัท มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 20,001 บาท/เดือน ผู้บริโภคร้อยละ 75 รับรู้ว่าผลิตภัณฑ์อาหารดอยคำผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตร มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยด้านคุณภาพมากที่สุด เท่ากับ 4.52 คะแนน ซึ่งมีความพึงพอใจอยู่ในระดับพึงพอใจมาก ลักษณะส่วนบุคคลในเรื่อง เพศ มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจด้านความปลอดภัย ด้านคุณภาพ ด้านสุขภาพ และด้านรสชาติของผลิตภัณฑ์อาหารดอยคำ อายุของผู้บริโภค มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในด้านผลิตภัณฑ์มีมาตรฐาน GAP และอินทรีย์ และด้านความเชื่อมั่นและไว้วางใจผลิตภัณฑ์อาหารดอยคำ อีกทั้ง ความถี่ในการเข้าร้านดอยคำ มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในด้านผลิตภัณฑ์มีมาตรฐาน GAP และอินทรีย์ นอกจากนี้ ความพึงพอใจที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพึงพอใจโดยรวมจากการซื้อผลิตภัณฑ์อาหารดอยคำ ได้แก่ ความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์มีมาตรฐาน GAP และอินทรีย์ (B = 0.143) ด้านผลิตภัณฑ์ส่งผลดีต่อสุขภาพ (B = 0.124) ด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ (B = 0.173) และด้านความเชื่อมั่นและไว้วางใจผลิตภัณฑ์ (B = 0.256) จะเห็นได้ว่า ความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์มีมาตรฐาน GAP และอินทรีย์ มีความสัมพันธ์กับลักษณะส่วนบุคคลในหลายด้าน และมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพึงพอใจโดยรวมจากการซื้อผลิตภัณฑ์อาหารดอยคำ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมาตรฐานเกษตรจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคที่จะส่งผลให้ผู้บริโภคมีการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหาร</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น