https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/issue/feed
วารสารแก่นเกษตร
2026-08-24T13:53:05+07:00
บรรณาธิการวารสารแก่นเกษตร
agkasetkaj@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารแก่นเกษตรได้รับทุนสนับสนุนเป็นวารสารที่มีคุณภาพตามเกณฑ์วารสารวิชาการระดับชาติ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก สกอ. ประจำปี 2551, เป็นวารสารที่ยอมรับในการใช้เป็นผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. (ตั้งแต่รุ่นที่ 11 เป็นต้นไป) , มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index, TCI), และเผยแพร่บทคัดย่อภาษาอังกฤษในฐานข้อมูล AGRIS-FAO (http://agris.fao.org/agris-search/index.do)</p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/269425
ผลของรูปแบบยีน cGH, IGF-I, VIPR-1 และ PRL ต่อลักษณะการเจริญเติบโตในไก่ขาวค้ำคูณ
2026-01-12T16:13:41+07:00
อนุวัฒน์ จันดามุก
palm_pp07@hotmail.com
ธนวรรณ อุปสัย
ksajee@kku.ac.th
สจี กัณหาเรียง
ksajee@kku.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ตรวจหารูปแบบของยีน <em>cGH, IGF-I, PRL</em> และ <em>VIPR-1</em> และความสัมพันธ์ของรูปแบบยีนต่อน้ำหนักตัว, อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน, รอบอก และความกว้างอก ในไก่ขาวค้ำคูณ จำนวน 511 ตัวอย่าง หาความหลากหลายทางพันธุกรรมของยีน <em>cGH, IGF-I, </em>และ <em>VIPR-1</em> โดยใช้เทคนิค PCR-RFLP ยีน <em>PRL </em>ใช้เทคนิค AS-PCR วิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้ Proc GLM ผลการศึกษาพบประชากรไก่ที่ศึกษามีความถี่จีโนไทป์ของยีน <em>cGH</em> คือ AA, AG, และ GG มีค่าเท่ากับ 0.098, 0.528 และ 0.378 ตามลำดับ ความถี่จีโนไทป์ของยีน <em>IGF-I</em> คือ AA, AC และ CC มีค่าเท่ากับ 0.235, 0.485 และ 0.280 ตามลำดับ ความถี่จีโนไทป์ของยีน <em>VIPR-1 </em>คือ CC, CT และ TT มีค่าเท่ากับ 0.229, 0.148 และ 0.623 ตามลำดับ และความถี่จีโนไทป์ของยีน <em>PRL </em>คือ II, ID และ DD เท่ากับ 0.008, 0.104 และ 0.888 ตามลำดับ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบความสัมพันธ์รูปแบบจีโนไทป์ของยีน<em> cGH,</em> <em>IGF-I</em> และ <em>PRL </em>กับลักษณะการเจริญเติบโตในไก่ขาวค้ำคูณ (P<em><</em>0.05) โดยยีน <em>cGH </em>พบกลุ่มไก่ที่มีจีโนไทป์ AA มีน้ำหนักแรกเกิดสูงสุด (39.51 ± 0.85 กรัม) เมื่อเทียบในกลุ่มจีโนไทป์ AG (39.02 ± 0.69 กรัม) และ GG (37.90 ± 0.71 กรัม) ยีน <em>IGF-I </em>พบกลุ่มไก่ที่มีจีโนไทป์ AC มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวไก่, รอบอก และ อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันที่ 10 สัปดาห์สูงสุด (1,843.46 ± 40.02 กรัม, 28.93 ± 0.42 ซม. และ 25.62 ± 0.34 กรัม) เมื่อเทียบในกลุ่มจีโนไทป์ AA (1,814.42 ± 44.26 กรัม, 28.31 ± 0.47 ซม. และ 25.28 ± 0.42 กรัม) และ CC (1,748.52 ± 43.17 กรัม, 28.31 ± 0.46 ซม. และ 24.32 ± 0.38 กรัม) ตามลำดับ ยีน <em>PRL </em>พบกลุ่มไก่ที่มีจีโนไทป์ ID มีค่าเฉลี่ยน้ำหนักตัวไก่ที่ 6 และ 8 สัปดาห์สูงสุด (966.71 ± 40.32 กรัม, 1,537.79 ± 56.86 กรัม) เมื่อเทียบในกลุ่มจีโนไทป์ DD (825.41 ± 16.48 กรัม, 1,388.15 ± 23.25 กรัม) ในไก่ขาวค้ำคูณ แต่จากการศึกษาไม่พบความสัมพันธ์รูปแบบจีโนไทป์ของยีน <em>VIPR-1 </em>กับลักษณะการเจริญเติบโต (P<em>></em>0.05) ในไก่ขาวค้ำคูณ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ายีน <em>cGH</em> และ <em>IGF-I</em> น่าจะมีบทบาทเกี่ยวข้องกับลักษณะการเจริญเติบโต ดังนั้นรูปแบบจีโนไทป์ของทั้ง 2 มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเครื่องหมายทางพันธุกรรมสำหรับการปรับปรุงการเจริญเติบโตในไก่ขาวค้ำคูณ</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/271320
ผลของอุณหภูมิน้ำดื่มต่อการตอบสนองทางพฤติกรรมและการปรับตัวของแพะเนื้อลูกผสมทรัพย์ มอ.1 ที่ให้นมและไม่ให้นมภายใต้สภาวะความเครียดจากความร้อน
2026-04-07T15:14:23+07:00
สดายุทธ สายสวาท
sadayut.s@kkumail.com
ยุพิน ผาสุข
yuplua@kku.ac.th
สจี กัณหาเรียง
ksajee@kku.ac.th
สราวุธ ศรีงาม
sarsri@kku.ac.th
วชิรวิทย์ ศรีสุวรนันท์
yuplua@kku.ac.th
ศุภกร ชนะภักดิ์
yuplua@kku.ac.th
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการลดอุณหภูมิน้ำดื่มต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมของแพะเนื้อลูกผสมทรัพย์ มอ.1 ภายใต้สภาวะความเครียดจากความร้อน วางแผนการทดลองแบบ 2×2 factorial arrangement with repeated measures in a completely randomized design (CRD) ระยะเวลาดำเนินการทดลอง 63 วัน เก็บข้อมูลพฤติกรรมทุก 7 วัน มีแพะเพศเมียจำนวน 8 ตัว แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ๆ ละ 4 ตัว คือ แพะไม่ให้นม 2 ตัวและแพะให้นม 2 ตัว ได้แก่ กลุ่มที่ 1 แพะได้รับน้ำดื่มอุณหภูมิปกติ 26±2 °C และกลุ่มที่ 2 แพะได้รับน้ำดื่มเย็นอุณหภูมิ 21±2 °C เฉพาะในช่วงเวลา 14.00–16.00 น. ภายหลังจากการได้รับความเครียดจากความร้อน 6 ชั่วโมง เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดื่มน้ำ การลดเวลาในการกินอาหาร การยืนกางขา การนอนยืดเหยียดขา และการส่งเสียงร้องเมื่อเกิดความเครียดจากความร้อน ผลการศึกษาพบว่า อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ตลอด 9 สัปดาห์ส่งผลให้แพะเกิดความเครียดจากความร้อน โดยเฉพาะช่วงเวลา 14.00–16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีค่า THI อยู่ในระดับรุนแรง อุณหภูมิน้ำดื่มมีผลต่อพฤติกรรม โดยแพะที่ได้รับน้ำดื่มเย็นมีปริมาณการดื่มน้ำน้อยกว่า ระยะเวลาการกินอาหารเพิ่มขึ้น และพบอิทธิพลร่วมระหว่างอุณหภูมิน้ำกับสถานะการให้นมต่อพฤติกรรมการกิน โดยแพะให้นมใช้เวลากินอาหารมากกว่าแพะไม่ให้นม (P<0.05) นอกจากนี้ พฤติกรรมการยืนกางขาและการนอนยืดเหยียดขามากขึ้นในกลุ่มแพะให้นมที่ได้รับน้ำเย็น (P<0.05) โดยสรุป แม้ว่าน้ำดื่มเย็นจะทำให้แพะใช้เวลากินอาหารนานขึ้น แต่กลับดื่มน้ำน้อยลง และมีพฤติกรรมยืนกางขาและนอนเหยียดขานานขึ้น ภายใต้ค่า THI สูงในช่วงเวลา 14.00–16.00 น. การให้น้ำดื่มอุณหภูมิปกติจึงเหมาะสมกว่า เนื่องจากไม่กระทบต่อการดื่มน้ำและช่วยลดพฤติกรรมที่เกิดจากความเครียดจากความร้อน ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดการอุณหภูมิน้ำดื่ม โดยคำนึงถึงช่วงเวลาและสถานะการให้นมของแพะ เพื่อช่วยลดความเครียดจากความร้อน และส่งเสริมสุขภาพ สวัสดิภาพ และประสิทธิภาพการผลิตภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูง</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270326
ศักยภาพของแคลเซียมคาร์บอเนตและแคลเซียมออกไซด์จากเปลือกหอยกัน (Geloina expansa) ในการดูดซับฟอสเฟตจากน้ำเสียในระบบจำลอง
2026-04-27T08:09:56+07:00
จินตนา สและน้อย
ffisjid@ku.ac.th
ศักดิ์สิทธิ์ ฤกษ์หริ่ง
ffisjid@ku.ac.th
ศรัณย์ สและน้อย
ffisjid@ku.ac.th
สุธิดา มะสกุล
ffisjid@ku.ac.th
<p>การศึกษาประสิทธิภาพของวัสดุดูดซับที่ผลิตจากเปลือกหอยกัน (<em>Geloina expansa</em>) โดยเปรียบเทียบระหว่างแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO<sub>3</sub>) และแคลเซียมออกไซด์ (CaO) เพื่อประเมินความสามารถในการดูดซับฟอสเฟตภายใต้เงื่อนไขของ เวลา ปริมาณวัสดุดูดซับ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) และพฤติกรรมการดูดซับตามแบบจำลองไอโซเทอม พบว่า เปลือกหอยกันมีองค์ประกอบของ CaCO<sub>3</sub>, CaO และสารอนินทรีย์รวม เท่ากับ 96.23±1.94, 55.54±0.17 และ 96.95±0.44% โดยน้ำหนัก ตามลำดับ ซึ่ง CaO จากเปลือกหอยมีประสิทธิภาพในการดูดซับฟอสเฟตสูงกว่า CaCO<sub>3</sub> อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ในทุกสภาวะที่ศึกษา โดยสามารถดูดซับฟอสเฟตได้สูงถึง 98.19% ภายในเวลา 150 นาที และยังแสดงประสิทธิภาพดีมากในช่วง pH เป็นกลางถึงด่าง ในขณะที่ CaCO<sub>3</sub> มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่ากับ 31.02% ที่ pH 4 และประสิทธิภาพจะลดลงเมื่อค่า pH สูงขึ้น เมื่อพิจารณาในด้านปริมาณของวัสดุดูดซับ พบว่า CaO ในปริมาณต่ำก็สามารถดูดซับฟอสเฟตได้ในระดับสูง (93.81% ที่ 0.02 g/50 mL) ขณะที่ CaCO<sub>3</sub> ยังด้อยกว่าในด้านปริมาณและความคงที่ของประสิทธิภาพ จากการวิเคราะห์สมการ Langmuir และ Freundlich isotherm แสดงให้เห็นว่า CaO มีคุณสมบัติการดูดซับแบบผิวเดียวที่มีประสิทธิภาพ (q<sub>max </sub>= 131.58 mg/g, R² = 0.9637) และเหมาะสมต่อการดูดซับในระบบที่มีลักษณะพื้นผิวไม่สม่ำเสมอ ส่วน CaCO<sub>3</sub> มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ผิวและตำแหน่งดูดซับ การศึกษาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนโครงสร้างของเปลือกหอยกันจาก CaCO<sub>3 </sub>ให้เป็น CaO จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูดซับฟอสเฟตได้อย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงแนวทางในการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งทางทะเลเพื่อการจัดการมลพิษอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270308
แนวทางการจัดการซากบรรจุภัณฑ์เคมีทางการเกษตรแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกรเพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารเคมีลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี
2026-01-26T17:51:04+07:00
สุภาดา ขุนณรงค์
supada.khu@mail.pbru.ac.th
ณัชชานุช พุ่มทอง
Natchanuch.poo@mail.pbru.ac.th
ศิริพรรณ ศรัทธาผล
siriphan.sat@mail.pbru.ac.th
<p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ <strong>(1)</strong> ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกร <strong>(2)</strong> เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้และการจัดการซากบรรจุภัณฑ์เคมีทางการเกษตร (3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการจัดการซากบรรจุภัณฑ์เคมีทางการเกษตร และ (4) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการซากบรรจุภัณฑ์เคมีทางการเกษตร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) เกษตรกร 391 ครัวเรือน ได้จากการสุ่มแบบบังเอิญจาก 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง อำเภอบ้านลาด และ อำเภอเมือง เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และ 2) ผู้นำชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 12 คน ประกอบด้วยผู้นำชุมชน ตัวแทนเกษตรกร เกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้จากการคัดเลือกแบบเจาะจง เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง หลังจากนั้นนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งสองกลุ่มมาพัฒนาร่างแนวทางการจัดการซากบรรจุภัณฑ์เคมีทางการเกษตร และตรวจสอบร่างโดยการประชุมที่ประกอบด้วยเกษตรกร ผู้นำชุมชน และนักวิชาการจากสำนักงานเกษตรอำเภอ รวมจำนวน 60 คน เพื่อร่วมพิจารณาและปรับปรุงร่างดังกล่าว ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรใช้สารเคมีกำจัดแมลงมากที่สุด 24.8% เป็นสารเคมีชนิดน้ำ 57.1% ส่วนใหญ่บรรจุในภาชนะพลาสติก ขนาดน้อยกว่า 1 กก./ล. 20.6% ส่วนพฤติกรรมการคัดแยกและจัดเก็บซากบรรจุภัณฑ์เคมีทางการเกษตรอยู่ในระดับ “บางครั้ง” ( ±S.D. = 2.33±0.54 และ ±S.D. = 2.30±0.55 ตามลำดับ) ขณะที่พฤติกรรมการกำจัดซากบรรจุภัณฑ์เคมีทางการเกษตรอยู่ในระดับ “ไม่เคยปฏิบัติ” ( ±S.D. = 1.58±0.43) โดยเฉพาะขั้นตอนการกำจัดที่ไม่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล การได้รับความรู้หรือการฝึกอบรมมีผลต่อพฤติกรรมการกำจัดซากบรรจุภัณฑ์เคมีทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.05) แต่ไม่ส่งผลต่อการคัดแยกและจัดเก็บซากบรรจุภัณฑ์เคมีทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ และได้แนวทางการจัดการซากบรรจุภัณฑ์เคมีทางการเกษตรแบบมีส่วนร่วม 6 ขั้นตอน ที่สอดคล้องกับบริบทและสภาพปัญหาในพื้นที่ ได้แก่ <strong>(1)</strong> การวิเคราะห์สถานการณ์และสร้างความตระหนัก <strong>(2)</strong> การคัดแยกที่ต้นทางอย่างเป็นระบบ <strong>(3)</strong> การจัดเก็บอย่างปลอดภัยในระดับครัวเรือน <strong>(4)</strong> การจัดตั้งจุดรวบรวมระดับชุมชน <strong>(5)</strong> การส่งต่อไปยังสถานที่รับกำจัดอย่างถูกต้อง และ <strong>(6)</strong> การติดตาม ประเมินผล และสร้างแรงจูงใจ</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270654
ผลของการพัฒนาตลาดชุมชนของกลุ่มเกษตรกรในอำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
2026-02-22T17:37:46+07:00
อัญธิฌา วงค์การณ์
antichawongkarn@gmail.com
บุศรา ลิ้มนิรันดร์กุล
budsara.l@cmu.ac.th
จุฑาทิพย์ เฉลิมผล
juthathip.c@cmu.ac.th
ประทานทิพย์ กระมล
prathanthip.k@cmu.ac.th
<p>จากการดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาตลาดชุมชนเพื่อการยกระดับศักยภาพเกษตรกรผ่านกลไกตลาดชุมชนในพื้นที่อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาตลาดชุมชนต่อทุนดำรงชีพของเกษตรกร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจำนวน 104 ราย และรวบรวมข้อมูลในช่วง พ.ศ. 2566-2567 ซึ่งเป็นช่วงที่สะท้อนการปรับตัวภายหลังการพัฒนาตลาดชุมชนอย่างต่อเนื่อง รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่ม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างสำหรับการรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้เทคนิคการระลึกข้อมูลย้อนหลังของเกษตรกร เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการพัฒนาตลาด วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอ้างอิง T-Test (Paired-Sample T-Test) พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 51 ปี มีรายได้จากตลาดชุมชนเฉลี่ย 42,894.23 บาท/ปี และมีต้นทุนเฉลี่ย 16,235.72 บาท/ปี ผลวิจัยเชิงคุณภาพพบว่าตลาดชุมชนทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และกลไกขัดเกลาทางสังคมที่เปลี่ยนบทบาทเกษตรกรให้สามารถกลายเป็นผู้จัดการตลาดผ่านระบบเครือข่ายดิจิทัล สอดคล้องกับผลการวิจัยเชิงปริมาณที่พบว่า ภายหลังการพัฒนาตลาด ทุนดำรงชีพทั้ง 5 ด้านมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยเฉพาะทุนด้านสังคม (x̄ เพิ่มขึ้นจาก 2.99 เป็น 4.17) และด้านมนุษย์ (x̄ เพิ่มขึ้นจาก 2.83 เป็น 3.91) ที่มีการยกระดับทักษะการจัดการและการรวมกลุ่มอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งการสนับสนุนให้เกษตรกรได้รับการอบรมและส่งเสริมเกี่ยวกับการพัฒนาตลาดชุมชนเฉลี่ย 2.5 ครั้งต่อปี ควบคู่ไปกับด้านเศรษฐกิจ (x̄ เพิ่มขึ้นจาก 3.02 เป็น 3.90) ที่พบผลกำไรจากการมีส่วนต่างรายได้เฉลี่ยที่สูงกว่าต้นทุนการผลิตอันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน รวมไปถึงทุนด้านกายภาพ (x̄ เพิ่มขึ้นจาก 3.00 เป็น 3.89) และทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติ (x̄ เพิ่มขึ้นจาก 3.13 เป็น 3.84) ตามลำดับ การศึกษาสรุปได้ว่าการพัฒนาตลาดชุมชนถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับทุนในการดำรงชีพของเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268566
การใช้ถ่านชีวภาพเป็นวัสดุพาหะสำหรับพัฒนาปุ๋ยไนโตรเจนละลายช้า
2025-11-14T11:00:23+07:00
เสาวคนธ์ เหมวงษ์
saowakon@hotmail.com
ชนพิชา กาลสุข
saowakon@hotmail.com
<p>การสูญเสียไนโตรเจนจากปุ๋ยยูเรียในดินผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น การชะล้าง การระเหิด และการเปลี่ยนรูปโดยจุลินทรีย์ เป็นปัจจัยที่ลดประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสมรรถนะของถ่านชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ ถ่านแกลบ ถ่านใบลิ้นจี่ และถ่านไม้ไผ่ ในการดูดซับและปลดปล่อยไนโตรเจนจากปุ๋ยยูเรียภายใต้สภาวะควบคุมในห้องปฏิบัติการ โดยใช้การออกแบบการทดลองแบบแฟกทอเรียลในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จำนวน 4 ซ้ำ การทดลองประกอบด้วยสองปัจจัย ได้แก่ ชนิดของถ่านชีวภาพ (3 ชนิด) และระยะเวลาในการเขย่า (1, 2, 6 และ 24 ชั่วโมง) ผลการวิจัยพบว่า ถ่านแกลบมีความสามารถในการดูดซับได้สูงสุดในชั่วโมงแรก แต่ลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากนั้น ส่วนถ่านใบลิ้นจี่ และถ่านไม้ไผ่มีการดูดซับในอัตราที่คงที่และช้ากว่า โดยถ่านใบลิ้นจี่ปลดปล่อยไนโตรเจนได้เร็วที่สุดในช่วง 1-2 ชั่วโมงแรก แสดงให้เห็นว่าการดูดยึดด้วยแรงที่อ่อน ขณะที่ถ่านไม้ไผ่สามารถปลดปล่อยได้เร็วในช่วงแรกแต่สามารถรักษาไนโตรเจนไว้ได้ดีกว่าในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ถ่านแกลบมีการดูดซับได้รวดเร็วแต่ปลดปล่อยไนโตรเจนได้ช้ากว่า ปัจจัยด้านระยะเวลาเขย่า พบว่า การเขย่า 1 ชั่วโมง มีผลทำให้การดูดซับไนโตรเจนสูงสุด และระยะเวลา 6 ชั่วโมง มีการปลดปล่อยไนโตรเจนมากที่สุด งานวิจัยนี้สรุปได้ว่า ถ่านแกลบมีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการควบคุมการปลดปล่อยไนโตรเจนและเหมาะในการนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาปุ๋ยไนโตรเจนละลายช้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยของพืช ลดการสูญเสียไนโตรเจน และส่งเสริมการเกษตรอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/271841
คุณลักษณะทางกายภาพเคมีและศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของถ่านชีวภาพจากวัสดุชีวมวลทางการเกษตรที่หลากหลาย ในพื้นที่ วนเกษตรของจังหวัดอุตรดิตถ์
2026-05-01T19:08:59+07:00
จันทร์เพ็ญ ชุมแสง
1chumsang@gmail.com
พิชัย ถิ่นสันติสุข
1chumsang@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพเคมีของถ่านชีวภาพจากชีวมวลเหลือทิ้ง 8 ชนิดในจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้แก่ เปลือกทุเรียน กิ่งไม้รวม เหง้ามันสำปะหลัง ไม้มะขาม เปลือกมะม่วงหิมพานต์ เปลือกแมคคาเดเมีย ข้อไม้ไผ่ และแกนข้าวโพด ผ่านกระบวนการไพโรไลซิสแบบช้า (300-600 °C) ด้วยเตาเผาระบบถังซ้อนถัง เพื่อประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนและปรับปรุงดินกรดจัดในพื้นที่วนเกษตร ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบโดยประมาณพบว่าถ่านทุกชนิดมีปริมาณคาร์บอนคงตัว (Fixed Carbon) สูงร้อยละ 70-90 โดยเปลือกแมคคาเดเมียสูงสุด (90±0.53%) ตามด้วยข้อไม้ไผ่ (85±0.42%) ด้านประสิทธิภาพการดูดซับน้ำ แกนข้าวโพดให้ค่าสูงสุดร้อยละ 70 รองลงมาคือเปลือกทุเรียนร้อยละ 65 ผลการศึกษาทางเคมีพบว่าถ่านชีวภาพส่วนใหญ่เป็นด่างจัด (pH 6.56±0.76–10.42±0.98) ถ่านจากเปลือกทุเรียนมีศักยภาพโดดเด่นด้านการปรับปรุงดิน โดยมีค่าความจุในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (CEC) สูงสุด (86.50±0.34 cmol/kg) และอุดมด้วยธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (2.24±0.28%) ฟอสฟอรัส (0.30±0.02%) และโพแทสเซียม (8.47±0.85%) ขณะที่อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N Ratio) แปรผันกว้างตั้งแต่ 27.57±0.19 (เปลือกทุเรียน) ถึง 275.28±2.45 (เปลือกแมคคาเดเมีย) สรุปผลการศึกษาจำแนกถ่านชีวภาพได้เป็น 3 กลุ่ม 1) แหล่งธาตุอาหาร (เปลือกทุเรียน เหง้ามันสำปะหลัง) 2) ศักยภาพเฉพาะด้าน เช่น แกนข้าวโพดที่โดดเด่นด้านสังกะสี (250.82±0.34 mg/kg) และ 3) การกักเก็บคาร์บอนระยะยาว (เปลือกแมคคาเดเมีย กลุ่มเนื้อไม้) ข้อมูลนี้เป็นแนวทางสำคัญในการฟื้นฟูดินกรดจัด (pH 3.5–5.0) และปรับปรุงสมบัติของดินหินดินดานผุพังที่ขาดความสามารถในการรักษาความชื้นและธาตุอาหาร เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่ลาดชันอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267172
การประเมินศักยภาพและมูลค่าของการกักเก็บคาร์บอนในป่าชุมชน: กรณีศึกษาป่าชุมชนบ้านท่าใหม่ จังหวัดอุตรดิตถ์
2026-03-17T11:32:32+07:00
ชาติทนง โพธิ์ดง
chattanong.pod@uru.ac.th
กฤษณะ คำฟอง
chattanong.pod@uru.ac.th
จันทร์เพ็ญ ชุมแสง
chattanong.pod@uru.ac.th
สุกัญญา หมอนอิง
chattanong.pod@uru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจของการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านท่าใหม่ ตำบลจริม อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมุ่งเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ระบบโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจของประเทศไทย (T-VER) ซึ่งดำเนินการโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) การศึกษาดำเนินการตามระเบียบวิธี T-VER-S-METH-13-01 ซึ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซจากการการปลูกป่าอย่างยั่งยืน ข้อมูลภาคสนามเก็บจากแปลงตัวอย่างขนาด 40×40 เมตร จำนวน 3 แปลง จากพื้นที่ศึกษา 293.2 ไร่ พบไม้ยืนต้นจำนวน 980 ต้น จาก 28 ชนิด โดยมีไม้เด่น ได้แก่ แต้ว (<em>Cratoxylum maingayi</em>) กระพี้จั่น (<em>Millettia brandisiana</em>) เสี้ยว (<em>Bauhinia malabarica</em>) ถ่อน (<em>Albizia procera</em>) เปล้าใหญ่ (<em>Croton oblongifoliu</em>s) และยางนา (<em>Dipterocarpus alatus</em>) การประเมินผลพบว่าพื้นที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ยได้ 152.82 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และสามารถกักเก็บคาร์บอนได้เฉลี่ย 170.99 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจจากคาร์บอนเครดิตรวมตลอด 20 ปีอยู่ระหว่าง 178,688.81–6,497,774.92 บาท ขึ้นอยู่กับราคาตลาดต่อหน่วย ผลการศึกษานี้สะท้อนถึงศักยภาพของป่าชุมชนในการสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับพื้นที่ และเป็นทางเลือกด้านเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/271356
วงจรชีวิตและพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของด้วงหนวดยาวอ้อย Dorysthenes buqueti (Coleoptera: Cerambycidae)
2026-03-30T12:08:49+07:00
จันทร์เพ็ญ แก่นคง
chanphenk@mitrphol.com
ชฎารัตน์ ใจดี
chadarat.n@kkumail.com
ปพิชญา เตียวกุล
papit@kku.ac.th
<p>ด้วงหนวดยาวอ้อย (<em>Dorysthenes buqueti</em>) เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญในแหล่งปลูกอ้อยของประเทศไทย ระยะหนอนทำลายรากและลำต้นอ้อย การศึกษาวงจรชีวิตของด้วงหนวดยาวอ้อยภายใต้สภาพห้องปฏิบัติการพบว่ามีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ (complete metamorphosis) ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ ระยะไข่ ระยะหนอน ระยะดักแด้ และระยะตัวเต็มวัย โดยระยะไข่มีอายุ 14 – 30 (21.4 ± 5.78) วัน ระยะหนอนเป็นระยะที่ใช้เวลานานที่สุดมีอายุ 294 – 513 วัน ระยะดักแด้มีอายุ 8 – 13 (10.4 ± 2.28) วัน และระยะตัวเต็มวัยมีอายุ 10 – 14 (12.0 ± 1.57) วัน การศึกษาพฤติกรรมการผสมพันธุ์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อการวางไข่และการแพร่ขยายพันธุ์ จากการสังเกตพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของด้วงหนวดยาวอ้อยในห้องปฏิบัติการ สามารถแบ่งพฤติกรรมการผสมพันธุ์ออกได้เป็น 4 ขั้นตอน คือ 1. การขึ้นคร่อม 2. การพยายามสอดอวัยวะสืบพันธุ์ 3. การผสมพันธุ์ 4. การเฝ้าระวังหลังการผสมพันธุ์ โดยมีอัตราการผสมพันธุ์สำเร็จ 25% (9 คู่ จากจำนวนคู่ทั้งหมด 36 คู่) และผสมพันธุ์ไม่สำเร็จ 75% (27 คู่จากจำนวนคู่ทั้งหมด 36 คู่) เพศเมียที่มีการผสมพันธุ์สำเร็จหลังจากนั้น 2 – 3 ชั่วโมงจะเริ่มวางไข่ในดิน 100 – 500 (309.75 ± 148.51) ฟอง/ตัว ใช้เวลาวางไข่ประมาณ 3 – 6 (4.5 ± 1.11) วัน การศึกษาพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของด้วงหนวดยาวอ้อยในห้องปฏิบัติการมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการศึกษาพฤติกรรมการผสมพันธุ์ในสภาพธรรมชาติเป็นไปได้ยากมาก ข้อมูลเหล่านี้จึงมีความสำคัญต่อด้านชีววิทยาเพื่อการประยุกต์ใช้ในการควบคุมด้วงหนวดยาวอ้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270073
ผลของสารเคมีป้องกันกําจัดโรคพืชในการยับยั้งเชื้อสาเหตุโรคแส้ดำและโรคพกกะบองในอ้อยในสภาพห้องปฏิบัติการ
2026-04-17T11:38:11+07:00
วีรกรณ์ แสงไสย์
weerakorn.saengsai@gmail.com
ณัฐมนต์ ละอองศรี
weerakorn.saengsai@gmail.com
เบญจวรรณ รัตวัตร์
weerakorn.saengsai@gmail.com
<p>โรคแส้ดำเกิดจากเชื้อรา <em>Sporisorium scitamineum</em> และโรคพกกระบองในอ้อยเกิดจากเชื้อรา <em>Fusarium moniliforme</em> โดยโรคทั้งสองทำความเสียรุนแรงให้อุตสาหกรรมอ้อย ปัจจุบันโรคนี้เป็นสาเหตุหลักที่กระทบต่อการปลูกอ้อยทั่วโลก สารเคมีที่ได้รับการแนะนำในการควบคุมโรคนั้นพบว่าไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างกว้างขวาง งานวิจัยนี้เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืช 10 ชนิด ในการควบคุมโรคแส้ดำ โดยสารเคมีที่ใช้ทดสอบ ได้แก่ difenoconazole + propiconazole, propiconazole + azoxystrobin, azoxystrobin, dimethomorph, fluopyram + tebuconazole, kazugamycin hydrochloride hydrate + tricyclazole, prochloraz, dipotassium phosphite, mancozeb และ copper hydroxide ทดสอบกับเชื้อรา <em>S. scitamineum</em> และเชื้อ <em>Fusarium moniliforme</em> โดยวิธี poisoned food technique ในอาหาร PDA ในสภาพห้องปฏิบัติการ ข้อมูลที่ได้จากผลการทดลองนี้สามารถนำไปเลือกใช้คำนวณเปอร์เซ็นต์การยับยั้งการเจริญของเส้นใย พบว่า สารป้องกันกำจัดโรคพืช ได้แก่ difenoconazole + propiconazole, propiconazole + azoxystrobin, azoxystrobin, tebuconazole + fluopyram และ อัตรา 25 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร มีประสิทธิภาพสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อรา <em>S. scitamineum</em> สาเหตุโรคแส้ดำได้ 100% พบว่า สารป้องกันกำจัดโรคพืช ได้แก่ difenoconazole + propiconazole, fluopyram + tebuconazole, kazugamycin hydrochloride hydrate + tricyclazole, prochloraz, mancozeb, และ copper hydroxide มีประสิทธิภาพสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อรา <em>F. moniliforme</em> สาเหตุโรคพกกะบองได้ 100% ข้อมูลที่ได้จากผลการทดลองนี้สามารถนำไปเลือกใช้สารป้องกันกําจัดโรคพืชให้มีประสิทธิภาพและลดปัญหาการดื้อยาของเชื้อโรคแส้ดำและโรคพกกระบอง และจะคัดเลือกสารเคมีที่มีประสิทธิภาพไปควบคุมโรคทั้งสองในสภาพโรงเรือนทดลองต่อไป</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270071
ประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ในการชักนำภูมิต้านทานของอ้อยต่อโรคใบขาว
2026-02-18T10:20:26+07:00
วีรกรณ์ แสงไสย์
weerakorn.saengsai@gmail.com
ไตรเดช ข่ายทอง
weerakorn.saengsai@gmail.com
<p>โรคใบขาวของอ้อย (sugarcane white leaf disease) ที่เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำความเสียหายต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตอ้อย โดยอ้อยที่ติดเชื้อสาเหตุโรคใบขาวในระดับเชื้อประมาณ 100 copies/ไมโครลิตร จะยังไม่แสดงอาการของโรค แต่เชื้อจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นและทำความเสียหายต่ออ้อยในระยะเวลาต่อมา การชักนำให้พืชสร้างภูมิต้านทานเพื่อต่อต้านการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุโรคโดยใช้จุลินทรีย์เป็นสารชักนำภูมิต้านทานทางชีวภาพเป็นแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการทดสอบประสิทธิภาพในการควบคุมโรคใบขาวโดยแบคทีเรีย <em>Bacillus subtilis</em> No.15 และ <em>Streptomyces</em> No.8 ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ได้มาจากการคัดเลือกที่สามารถชักนำภูมิต้านทานของอ้อย เปรียบเทียบกับปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 ผลการทดลอง พบว่าแบคทีเรียทั้ง 2 ชนิดสามารถลดการเพิ่มปริมาณเชื้อสาเหตุโรคใบขาวในอ้อยได้ โดยการแช่ท่อนพันธุ์และพ่นด้วยเชื้อ <em>B. subtilis</em> No.15 ความเข้มข้น 10<sup>8 </sup>โคโลนี/มิลลิลิตร พบปริมาณเชื้อไฟโตพลาสมา 256.7 copies/ไมโครลิตร ส่วนการแช่ท่อนพันธุ์และพ่นด้วยเชื้อ <em>Streptomyces</em> No.8 ความเข้มข้น 10<sup>8</sup> โคโลนี/มิลลิลิตร พบปริมาณเชื้อไฟโตพลาสมา คือ 357.7 copies/ไมโครลิตร การแช่ท่อนพันธุ์และพ่นด้วย PGPR-3 พบปริมาณเชื้อไฟโตพลาสมา 494.7 copies/ไมโครลิตร เปรียบเทียบกับกรรมวิธีควบคุมที่แช่ท่อนพันธุ์และพ่นด้วยน้ำเปล่า ซึ่งพบปริมาณเชื้อไฟโตพลาสมา 12,540 copies/ไมโครลิตร จากปริมาณเชื้อเริ่มต้นที่เท่ากันที่ประมาณ 158 copies/ไมโครลิตร การแช่ท่อนพันธุ์และพ่นด้วยปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 สามารถเพิ่มความสูง 22.30% จำนวนราก 60.73% ความยาวราก 97.68% และปริมาณคลอโรฟิลล์ 97.68% การใช้จุลินทรีย์ทั้งสองชนิดและปุ๋ยชีวภาพ PGPR-3 สามารถสามารถกระตุ้นการผลิตสารชีวเคมีที่เกี่ยวข้องกับการชักนำภูมิต้านทาน เช่น สารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 35% เอนไซม์ ascorbate peroxidase 90.8% และ guaiacol peroxidase 92.3% และลดการผลิตสาร malondialdehyde ที่ก่อความเสียภายในเซลล์พืชได้ 93.4% จากการวิเคราะห์การแสดงออกของยีน PRs พบว่า การแช่ท่อนพันธุ์และพ่นด้วยเชื้อ <em>B. subtilis</em> No.15 แสดงออกของยีนเพิ่มขึ้น ได้แก่ <em>PR6-4</em> 92.7% และ <em>PR10-11</em> 92.5%</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/269889
การคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวก่ำเจ้าเพื่อลักษณะความหอมและผลผลิตสูงในลูกผสมชั่วที่ 5 ถึงชั่วที่ 7 ระหว่างข้าวก่ำเจ้าสายพันธุ์ก้าวหน้าและพันธุ์ปทุมธานี 1
2026-01-08T15:37:26+07:00
ภาณุพงค์ สมนัญชัย
panupongsnc@gmail.com
ชนากานต์ เทโบลต์ พรมอุทัย
sansanee.j@cmu.ac.th
ต่อนภา ผุสดี
sansanee.j@cmu.ac.th
ศันสนีย์ จำจด
sansanee.j@cmu.ac.th
<p>ข้าวก่ำเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองของประเทศไทย ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบด้วยสารที่สำคัญหลายชนิดช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ แต่ในปัจจุบันพบว่าข้าวก่ำยังขาดความหอม ซึ่งเป็นลักษณะที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ การปรับปรุงและพัฒนาข้าวก่ำให้มีคุณสมบัติด้านความหอมจึงมีความสำคัญทั้งเชิงเศรษฐกิจและการตลาด นอกจากนี้แล้วข้าวก่ำยังมีลักษณะที่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ปีละครั้ง ต้นสูง ผลผลิตต่ำ เมื่อเทียบกับข้าวพันธุ์ปรับปรุงสมัยใหม่ที่ต้นเตี้ย ให้ผลผลิตสูง ดังนั้นโครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวก่ำเจ้าเพื่อได้ลักษณะความหอมและผลผลิตสูง โดยการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวก่ำเจ้าสายพันธุ์ก้าวหน้า (KDK10) ซึ่งมีลักษณะไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย แต่ไม่หอม กับข้าวพันธุ์สมัยใหม่ปทุมธานี 1 (PTT1) ที่มีกลิ่นหอม ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นเตี้ย และให้ผลผลิตสูง คัดเลือกความหอมและผลผลิตสูงจากสายพันธุ์ลูกผสมชั่วที่ 5 ฤดูนาปี พ.ศ. 2564 ได้สายพันธุ์ก้าวหน้าทั้งหมด 9 สายพันธุ์ จากนั้นปลูกประเมินและคัดเลือกในชั่วที่ 6 ฤดูนาปรัง พ.ศ. 2565 สามารถคัดเลือกได้ทั้งหมด 7 สายพันธุ์ และในชั่วที่ 7 ปลูกประเมินและคัดเลือก ฤดูนาปี พ.ศ. 2565 สามารถคัดเลือกข้าวก่ำเจ้าสายพันธุ์ก้าวหน้าดีเด่น ได้ทั้งหมด 3 สายพันธุ์ โดยมีค่าความหอม ระหว่าง 1.4-1.8 คะแนน มีปริมาณความเข้มข้นสารหอม 2AP ระหว่าง 1.0-1.9 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และมีผลผลิต ระหว่าง 30.7-41.5 กรัม/ต้น สายพันธุ์ก้าวหน้าที่คัดเลือกได้จากการทดลองนี้ จะนำไปปลูกขยายและปลูกเพื่อทดสอบขยายผล เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ในแปลงเกษตรกรต่อไป</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270635
การประเมินความเสียหายของข้าวจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Nilaparvata lugens (Stål)) ด้วยเทคโนโลยีภาพถ่ายหลายช่วงคลื่นจากอากาศยานไร้คนขับ
2026-02-10T09:17:01+07:00
พลอยไพลิน ธนิกกุล
ploypilin.t@rice.mail.go.th
จินตนา ไชยวงค์
jintana.c@rice.mail.go.th
ปรมาภรณ์ เนตรสว่าง
paramaporn.n@rice.mail.go.th
ปกรณ์ เผ่าธีระศานต์
p.pakorn5319@gmail.com
นัทธพงศ์ พันธ์ศรี
ph.nattapong2499@gmail.com
อิงค์ อิงคนินันท์
aingaing2001@gmail.com
นรินทร์ บำรุงกิจ
subbusbie@gmail.com
สุกัญญา อรัญมิตร
sukanya.a@rice.mail.go.th
นพดล ประยูรสุข
noppadol.p@rice.mail.go.th
นิตยา รื่นสุข
nittaya.r@rice.mail.go.th
<p>เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (<em>Nilaparvata lugens</em> (Stål)) (Hemiptera: Delphacidae) เป็นแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อระบบการผลิตข้าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินศักยภาพของภาพถ่ายหลายช่วงคลื่นจากอากาศยานไร้คนขับในการประเมินความเสียหายของข้าวจากการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในสภาพแปลงนา ดำเนินการทดลองในฤดูนาปรัง พ.ศ. 2565 และ พ.ศ. 2566 ณ แปลงนาทดลองสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ โดยชักนำให้เกิดความเสียหายที่เกิดจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในระดับต่างๆ จากนั้นเก็บข้อมูลภาคสนามและข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับที่ติดตั้งกล้องถ่ายภาพแบบหลายช่วงคลื่น ทุก 7 วันหลังปล่อยแมลง และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างค่าดัชนีพืชพรรณ ได้แก่ NDVI, SAVI และ GNDVI กับ ระดับคะแนนบ่งชี้อาการผิดปกติของต้นข้าว และร้อยละความเสียหายเชิงพื้นที่จากการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ผลการศึกษาพบว่า ภาพถ่ายทางอากาศที่ความละเอียด 1 ซม./พิกเซล ไม่สามารถมองเห็นจำนวนประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่สามารถประเมินความผิดปกติของต้นข้าวและบริเวณที่ถูกทำลายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ เมื่อต้นข้าวแสดงอาการผิดปกติตั้งแต่ระดับคะแนน 5 เป็นต้นไป แต่ไม่ปรากฏบริเวณของต้นข้าวที่ถูกเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายในระยะเริ่มต้น (ระดับคะแนน 1-3) โดยค่าดัชนีพืชพรรณมีแนวโน้มลดลงเมื่อระดับคะแนนบ่งชี้ความผิดปกติของต้นข้าวและร้อยละความเสียหายเชิงพื้นที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่า NDVI มีความสัมพันธ์กับความเสียหายของต้นข้าวสูงที่สุด และให้ประสิทธิภาพในการทำนายดีที่สุด (r² = 0.506–0.512) รวมทั้งมีค่า RMSE ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับ SAVI และ GNDVI ชี้ให้เห็นว่า ภาพถ่ายหลายช่วงคลื่นจากอากาศยานไร้คนขับมีศักยภาพในการประเมินความเสียหายของต้นข้าวจากการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และสามารถประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการติดตามการระบาดและการจัดการศัตรูข้าวแบบแม่นยำในนาข้าวได้</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270935
การรับรู้และการปฏิบัติในการจัดการตอซังและฟางข้าวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวภายใต้การรณรงค์หยุดเผา ตำบลโพนทราย อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด
2026-03-23T06:01:51+07:00
ปริญญาพร วิเชียรศรี
w.parinyaporn@kkumail.com
ศศิพิมพ์ พุ่มพิมล
sasipim@kku.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้และการปฏิบัติในการจัดการตอซังและฟางข้าวของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวภายใต้การรณรงค์หยุดเผาในตำบลโพนทราย อำเภอโพนทราย จังหวัดร้อยเอ็ด และเปรียบเทียบความแตกต่างของการปฏิบัติตามลักษณะพื้นฐาน สภาพการผลิต และระดับการรับรู้ที่แตกต่างกัน เก็บข้อมูลจากเกษตรกรจำนวน 190 ราย โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา independent t-test และ one-way ANOVA ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีการรับรู้เกี่ยวกับการรณรงค์และผลกระทบของการเผาอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่การปฏิบัติด้านการจัดการตอซังและฟางข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังอยู่ในระดับจำกัด นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์พบว่า เกษตรกรที่มีอายุ การเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกร การมีเครื่องจักรทางการเกษตร ต้นทุนการผลิต และระดับการรับรู้แตกต่างกัน มีรูปแบบการจัดการตอซังและฟางข้าวบางประการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า ข้อจำกัดด้านทรัพยากรของครัวเรือนเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของช่องว่างระหว่างการรับรู้กับการปฏิบัติ ดังนั้น มาตรการลดการเผาควรดำเนินควบคู่ทั้งการสื่อสารสร้างความตระหนักรู้และการสนับสนุนด้านทรัพยากรที่เหมาะสมกับบริบทของเกษตรกรรายย่อย</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270222
กระบวนการทำนาอินทรีย์และการจัดการความรู้ของชุมชน : การวิเคราะห์และแนวทางการพัฒนา กรณีศึกษาตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา
2025-12-29T10:54:53+07:00
อภิญญา รัตนไชย
ekkaphon.th@kmitl.ac.th
เอกพล ทองแก้ว
ekkaphon.th@kmitl.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) กระบวนการทำนาอินทรีย์ 2) แหล่งความรู้และการจัดการความรู้ในกระบวนการทำนาอินทรีย์ของเกษตรกร และ 3) วิเคราะห์ช่องว่างของการจัดการความรู้ของชุมชน ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจง จากเกษตรกรสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มโรงสีข้าวชุมชนบ้านหนองโอน หมู่ที่ 6 ตำบลควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เกี่ยวกับกระบวนการทำนาอินทรีย์ของชุมชน จำนวน 22 ราย และแหล่งความรู้และการจัดการความรู้ในการทำนาอินทรีย์ของชุมชน จำนวน 10 ราย โดยใช้วิธีการจัดเวทีประชุมกลุ่มย่อย การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตและการบันทึกภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงประเด็น เปรียบเทียบกับแนวคิดการจัดการความรู้ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการทำนาอินทรีย์ของเกษตรกร ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน คือ 1) เตรียมดิน จะไถแปลงนา 3 ครั้ง คือ ไถดะ ไถแปร ไถคราด 2) เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว จะเตรียมเมล็ดพันธุ์ให้งอกก่อนจะนำไปหว่านในนา แหล่งที่มาของเมล็ดพันธุ์ ได้จากการเก็บเมล็ดพันธุ์เองและซื้อจากหน่วยงาน 3) ดำนา ใช้ต้นกล้าอายุ 30-45 วันไปปักดำในแปลงนาที่มีระดับน้ำสูงประมาณ 5 เซนติเมตร ระยะปลูก 30x30 ซม. มีต้นกล้าประมาณ 3-4 ต้นต่อกอ 4) ดูแลรักษาข้าวในแปลงนา ระดับน้ำในแปลงนาสูงจากพื้นดินประมาณ 5 เซนติเมตร ตลอดระยะปลูก ใส่ปุ๋ยหลังปักดำ 15 วัน 5) การเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว ก่อนทำการเก็บเกี่ยวประมาณ 7-10 วัน ระบายน้ำออกจากแปลงนา เพื่อให้สะดวกในการเก็บเกี่ยว นิยมใช้รถเกี่ยวและนวดข้าว 6) ดูแลรักษาผลผลิตข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ตากเมล็ดข้าวบนลานหรืออบด้วยตู้อบ ความหนาของข้าวที่ตากไม่ควรเกิน 5-7 เซนติเมตร ควรมีวัสดุรองพื้นบริเวณที่จะตาก ตากประมาณ 1-2 ครั้ง เมื่อเมล็ดข้าวแห้งดี เก็บใส่ภาชนะที่ปิดมิดชิดเพื่อใช้บริโภคหรือจำหน่ายต่อไป แหล่งความรู้และการจัดการความรู้ในการทำนาอินทรีย์ ได้แก่ 1) กำหนดความรู้ จากการพูดคุยกับผู้มีประสบการณ์และจากประสบการณ์ตรงของตนเอง 2) ค้นหาความรู้ จากการพูดคุย สอบถามบุคคลที่มีประสบการณ์ 3) สร้างและแสวงหาความรู้ จากบุคคล เอกสารต่าง ๆ ทั้งที่เป็นภูมิปัญญาและเทคโนโลยีสมัยใหม่ 4) จัดเก็บความรู้ ใช้การจดจำ ไม่มีการบันทึก 5) จัดระบบความรู้ ไม่มีการเรียบเรียงหรือจัดระบบความรู้ 6) ถ่ายโอนและเผยแพร่ ภายในชุมชนด้วยการพูดคุย สาธิต ภายนอกชุมชนด้วยการ บรรยายบอกเล่า สาธิต ให้ลงมือทำ เมื่อเปรียบเทียบกับแนวคิดการจัดการความรู้พบว่า ในขั้นตอนของการจัดเก็บและจัดระบบความรู้ ชุมชนยังขาดความสมบูรณ์ในการเก็บรวบรวมและบันทึกเป็นหลักฐาน จึงเสนอแนะให้ชุมชนเร่งดำเนินการจัดเก็บความรู้อย่างเป็นระบบ มีการบูรณาการความรู้ดั้งเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ความรู้ของชุมชนสามารถถ่ายทอดสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืน</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270740
ผลของการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยสารละลายเกลือแคลเซียมคลอไรด์ต่อความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์กัญชงเชื้อพันธุ์พืช
2026-03-05T10:37:31+07:00
พิจิตรา แก้วสอน
pichittra.k@ku.th
รักศักดิ์ เสริมศักดิ์
raksak.s@ku.th
ศุภสิทธิ์ สิทธาพานิช
csnsss@ku.ac.th
<p>การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์กัญชงเพื่อการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชมักมีความงอกต่ำและงอกไม่สม่ำเสมอ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์กัญชงด้วยสารละลายเกลือแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl<sub>2</sub>) เพื่อกระตุ้นการงอกและลดระยะเวลาในการงอก วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ มี 6 ทรีตเมนต์ ได้แก่ เมล็ดที่ไม่เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ (ชุดควบคุม) การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้ำ reverse osmosis (RO) สารละลาย CaCl<sub>2</sub> ความเข้มข้น 0.25, 0.50, 0.75 และ 1.00% ที่อุณหภูมิ 20°ซ เป็นเวลา 24 ชม. จากนั้นลดความชื้นลงให้เท่ากับความชื้นเริ่มต้น 9.0% บันทึกข้อมูล ได้แก่ การมีรากงอก (%) ความงอก (%) เวลาที่ใช้ในการงอกรากถึง 50% (วัน) เวลาที่ใช้ในการงอกถึง 50% (วัน) และเวลาเฉลี่ยในการงอก (วัน) ผลการทดลองพบว่า การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์กัญชงทุกวิธีการไม่มีผลต่อการมีรากงอกและความงอก แต่เมล็ดที่ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้ำใช้เวลาในการงอกรากถึง 50% เร็วที่สุด นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้ำและสารละลาย CaCl<sub>2</sub> ความเข้มข้น 0.75% ทำให้เมล็ดใช้เวลาในการงอกถึง 50% และมีเวลาเฉลี่ยในการงอกเร็วที่สุด ดังนั้น การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์กัญชงด้วยสารละลายเกลือ CaCl<sub>2</sub> ความเข้มข้น 0.75% เป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะเมล็ดมีความงอกสูงและยังพัฒนาเป็นต้นอ่อนปกติได้เร็วและสม่ำเสมอกว่าเมล็ดที่ไม่ผ่านการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270629
ระบบการผลิต การตลาด และกลยุทธ์การส่งเสริมการเกษตร ของเกษตรกรผู้ปลูกมะขามหวาน สมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ
2026-01-28T11:49:23+07:00
ธิษลิณณ์ ชัยเสนสุข
nattawadee.chai@kkumail.com
ศศิพิมพ์ พุ่มพิมล
sasipim@kku.ac.th
สุกัลยา เชิญขวัญ
sukanl@kku.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อธิบายระบบการผลิต และการตลาดมะขามหวาน ของกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่มะขามหวาน อำเภอภักดีชุมพล จังหวัดชัยภูมิ และ 2) เสนอกลยุทธ์การส่งเสริมการผลิตมะขามหวานที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เก็บรวบรวมข้อมูลการผลิตมะขามหวาน ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2568 ถึง กันยายน 2568 โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และใช้การสนทนากลุ่ม จากเกษตรกรสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่มะขามหวาน ตำบลเจาทอง จำนวน 30 ราย ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 58.43 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และประสบการณ์ในการทำสวนมะขามหวาน เฉลี่ย 12.77 ปี ระบบการผลิตมะขามหวานอำเภอภักดีชุมพล เป็นระบบการผลิตมะขามหวานฝักสด ผลผลิตเฉลี่ย 770.83 กิโลกรัม/ไร่ ระบบการตลาดมะขามหวานมีรูปแบบการจำหน่ายหลัก คือ การจำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยราคาจำหน่ายขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพผลผลิต โดยเฉลี่ยราคากิโลกรัมละ 50 - 120 บาท ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 32,456 บาท/ไร่ ปัญหาหลักสำคัญในการผลิตมะขามหวาน ได้แก่ เกษตรกรขาดการวางแผนและการจัดการโรคและแมลงอย่างเหมาะสม ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น การแปรรูปมีต้นทุนสูงแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ การกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และการขาดการจัดทำบัญชีครัวเรือน กลยุทธ์การส่งเสริมการผลิตมะขามหวานอำเภอภักดีชุมพลที่สำคัญ ได้แก่ ระยะสั้น มุ่งเน้นการลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ระยะกลาง เน้นการแปรรูปเพิ่มมูลค่า และสร้างความแตกต่างของสินค้า และระยะยาว สร้างความยั่งยืนของระบบการผลิตและการตลาด เสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของมะขามหวานอำเภอภักดีชุมพลในตลาดระดับสูง</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270690
ความต้องการการส่งเสริมด้านการเพิ่มมูลค่าและการตลาดผลผลิตลำไยของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่
2026-02-13T16:16:59+07:00
คณิน ขีดขั้น
panuphan.p@cmu.ac.th
ภาณุพันธุ์ ประภาติกุล
panuphan69@gmail.com
ณฐิตากานต์ พยัคฆา
panuphan.p@cmu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการการส่งเสริมด้านการเพิ่มมูลค่าและการตลาดผลผลิตลำไยของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรที่เป็นสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกลำไยในจังหวัดเชียงใหม่ที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2568 จำนวน 20 กลุ่ม ครอบคลุม 13 อำเภอ รวมจำนวน 128 ราย ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างระหว่างเดือนมีนาคมถึงมิถุนายน พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยวิธี t-test และ F-test ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 55.53 ปี และ จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีตำแหน่งในกลุ่มวิสาหกิจชุมชน มีพื้นที่ถือครองเพื่อเพาะปลูกลำไยเฉลี่ย 7.13 ไร่ มีประสบการณ์ในการผลิตลำไยเฉลี่ย 10.46 ปี และส่วนใหญ่เน้นการผลิตลำไยในฤดูและจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลางเป็นหลัก ทั้งนี้ เกษตรกรต้องการการส่งเสริมด้านการเพิ่มมูลค่าและการตลาดผลผลิตลำไยภาพรวมอยู่ในระดับต้องการมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.22) โดยด้านการเพิ่มมูลค่ามีความต้องการสูงสุดในการใช้วัตถุดิบและวัสดุแปรรูปที่มีคุณภาพ ในขณะที่ด้านการตลาดมีความต้องการสูงสุดในการออกแบบผลิตภัณฑ์และการกำหนดราคา ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เกษตรกรที่มีตำแหน่งในกลุ่ม ประสบการณ์ในการผลิตลำไย และขนาดพื้นที่เพาะปลูกที่แตกต่างกันจะมีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริม โดยเน้นการพัฒนาตามศักยภาพเฉพาะกลุ่ม ทั้งด้านบริหารสำหรับผู้นำ การตลาดสมัยใหม่สำหรับรุ่นใหม่ และยกระดับเกษตรกรรายใหญ่สู่เชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการให้ความรู้พื้นฐานด้านการแปรรูปแก่สมาชิกทุกคนอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็งและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/271293
การยอมรับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรสวนทุเรียนที่เข้าร่วมโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร จังหวัดนครศรีธรรมราช
2026-03-23T06:04:39+07:00
ธีรพงค์ เพชรบูรณ์
teerapong_nana@hotmail.com
พิไลวรรณ ประพฤติ
pilaiwan.p@psu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการยอมรับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agricultural Practices: GAP) ทั้งในเชิงทัศนคติและเชิงปฏิบัติ และ 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการยอมรับ GAP เชิงปฏิบัติของเกษตรกรสวนทุเรียนที่เข้าร่วมโครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร จังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 218 ราย สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้อำเภอเป็นชั้นภูมิและใช้บัญชีรายชื่อเกษตรกรในแต่ละอำเภอเป็นกรอบในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบ Fisher's Exact Test หรือ Fisher–Freeman–Halton Exact Test พร้อมปรับค่าความน่าจะเป็นด้วยวิธี Benjamini–Hochberg ผลการศึกษาพบว่า การยอมรับ GAP เชิงทัศนคติอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.10) ขณะที่การยอมรับเชิงปฏิบัติอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 2.64) โดยด้านการบันทึกข้อมูลมีค่าเฉลี่ยการปฏิบัติต่ำที่สุดและอยู่ในระดับปานกลาง รองลงมาคือด้านสุขลักษณะส่วนบุคคล ภายหลังการปรับค่าความน่าจะเป็น พบว่า การรับรู้ว่าการปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP ช่วยลดต้นทุนการผลิตทุเรียน เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติ GAP ด้านการเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (BH-adjusted p = .022; Cramér’s V = .342) ผลการศึกษานี้จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาการสื่อสารประโยชน์เชิงเศรษฐกิจของการปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP ควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการบันทึกข้อมูลและสุขลักษณะส่วนบุคคล เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270093
การวิเคราะห์ช่องว่างสมรรถนะและการพัฒนาโมเดลการส่งเสริมการเกษตรเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการจัดการธุรกิจผักปลอดภัย
2026-01-08T17:29:32+07:00
กฤติยา ศรีศักดา
k.sisakda.ann@gmail.com
จินดา ขลิบทอง
k.sisakda.ann@gmail.com
เฉลิมศักดิ์ ตุ้มหิรัญ
k.sisakda.ann@gmail.com
สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ
k.sisakda.ann@gmail.com
<p>ในปัจจุบัน เกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดภัยต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่สำคัญด้านการปรับตัว และขาดกลไกการเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบ แม้ว่าความต้องการของตลาดจะอยู่ในระดับสูง แต่เกษตรกรมักขาดสมรรถนะด้านการจัดการธุรกิจที่เป็นรูปธรรม งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สมรรถนะและช่องว่างสมรรถนะของเกษตรกรต้นแบบในการจัดการธุรกิจผักปลอดภัย และพัฒนาโมเดลการส่งเสริมการเกษตรที่บูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรในการบริหารจัดการธุรกิจให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยรูปแบบกรณีศึกษาพหุคูณ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตการณ์ โดยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง จากเกษตรกรต้นแบบและเก็บข้อมูลต่อเนื่องจนกระทั่งถึงจุดอิ่มตัว โดยได้จุดอิ่มตัวของข้อมูลที่จำนวน 12 ราย ในช่วงวันที่ 1-31 กรกฎาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์ข้ามกรณี และการสังเคราะห์โมเดล ผลการศึกษาพบช่องว่างสมรรถนะสำคัญ 4 ประการ คือ ความอ่อนแอด้านการจัดการตลาด นวัตกรรมที่จำกัด การเป็นผู้ตั้งรับราคา และการเรียนรู้โดยลำพัง จึงนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านโมเดลการส่งเสริมที่ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก คือ 1) การเสริมสร้างองค์กรกลุ่มมีส่วนร่วมเพื่อสร้างทุนทางสังคม 2) การจัดการผลิตบนฐานความรู้และความพอประมาณ 3) การยกระดับนวัตกรรมและความฉลาดทางธุรกิจ และ 4) การสื่อสารเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างอัตลักษณ์ โมเดลนี้ปรับเปลี่ยนบทบาทนักส่งเสริมจาก “ผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี” สู่ “ผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้” และ “ผู้เชื่อมโยงเครือข่าย” เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/271354
Comparative laboratory evaluation of insecticide susceptibility in two striped flea beetle (Phyllotreta striolata) populations from Chinese cabbage fields
2026-03-30T20:21:40+07:00
Sarawut Chuayaurachon
SarawutChu@cmu.ac.th
Yaowaluk Chanbang
lukksu@hotmail.com
Chun-I Chiu
chuni.chiu@cmu.ac.th
Korrawat Attasopa
k.attasopa@gmail.com
<p>Despite extensive insecticide use in crucifer production systems, information on local susceptibility of <em>Phyllotreta striolata</em> in northern Thailand remains limited. This study evaluated the susceptibility of adult <em>P. striolata</em> collected from Mae Na Chon, Chiang Mai Province, and Ban Huai Pong, Chiang Rai Province, Thailand, to eight insecticides using a laboratory leaf-dip bioassay. A total of 3,280 adults were tested in 41 treatments per population, with four replicates of 10 insects per treatment. Mortality was recorded at 24, 48, and 72 h after exposure and analyzed using dose-response models, Fisher's exact tests, and binomial generalized linear models. Susceptibility differed among active ingredients, exposure times, and populations. Chlorantraniliprole showed contrasting LC<sub>50</sub> values between populations, with 24-h LC<sub>50</sub> values of 2757.29 ppm in Mae Na Chon and 1.73 ppm in Ban Huai Pong. Fipronil showed low LC<sub>50</sub> values in both populations (2.27 and 3.35 ppm at 24 h), whereas cartap hydrochloride showed similar LC<sub>50</sub> values between populations at 72 h (96.59 and 97.88 ppm). Several compounds, including chlorantraniliprole, lambda-cyhalothrin, carbaryl, and acetamiprid, showed population-dependent responses. These results provide baseline data for resistance monitoring and support insecticide selection based on local susceptibility rather than assuming uniform efficacy across production areas.</p>
2026-08-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น