วารสารแก่นเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj
<p>วารสารแก่นเกษตรได้รับทุนสนับสนุนเป็นวารสารที่มีคุณภาพตามเกณฑ์วารสารวิชาการระดับชาติ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก สกอ. ประจำปี 2551, เป็นวารสารที่ยอมรับในการใช้เป็นผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. (ตั้งแต่รุ่นที่ 11 เป็นต้นไป) , มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index, TCI), และเผยแพร่บทคัดย่อภาษาอังกฤษในฐานข้อมูล AGRIS-FAO (http://agris.fao.org/agris-search/index.do)</p>
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
th-TH
วารสารแก่นเกษตร
3027-6497
-
การใช้ประโยชน์จากกากเมล็ดกัญชงเหลือใช้: การหมักด้วย Aspergillus niger เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนะสำหรับสัตว์กระเพาะเดี่ยว
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270244
<p>กากเมล็ดกัญชงเป็นผลพลอยได้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่มีปริมาณเยื่อใยในระดับสูง ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการย่อยได้และการใช้ประโยชน์ในสัตว์กระเพาะเดี่ยว การหมักด้วยเชื้อรา <em>Aspergillus niger</em> ที่มีความสามารถในการสร้างเอนไซม์ย่อยเยื่อใยและโปรตีน จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมต่อการปรับปรุงคุณค่าทางโภชนะของกากเมล็ดกัญชง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการหมักกากเมล็ดกัญชงด้วยเชื้อรา <em>A. niger</em> TBRC 2330 ต่อการเปลี่ยนแปลงคุณค่าทางโภชนะ โดยใช้การทดลองแบบแฟกทอเรียล 3 × 4 ในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วยระยะเวลาการหมัก 3, 5 และ 7 วัน และความเข้มข้นของสปอร์ 4 ระดับ ได้แก่ 0, 10<sup>6</sup>, 10<sup>8</sup> และ 10<sup>10</sup> สปอร์/มล. กากเมล็ดกัญชงถูกหมักแบบแข็งที่ความชื้น 50% อุณหภูมิ 30°C และวิเคราะห์องค์ประกอบทางโภชนะตามวิธี AOAC ผลการทดลองพบอิทธิพลร่วมระหว่างระยะเวลาและความเข้มข้นสปอร์ต่อปริมาณเยื่อใยและไขมัน (P< 0.01) โดยการหมัก 5 วัน ที่ความเข้มข้น 10<sup>8</sup> สปอร์/มล. ให้ค่าเยื่อใยและไขมันต่ำสุด ได้แก่ 23.03% และ 1.07% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ส่วนโปรตีนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามระยะเวลาการหมักและระดับความเข้มข้นของสปอร์ (P<0.001) โดยสูงสุดที่การหมัก 7 วัน ที่ระดับ 10<sup>6 </sup>สปอร์/มล. ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการหมัก 5 วัน ที่ระดับ 10<sup>8</sup> สปอร์/มล. เป็นสภาวะที่เหมาะสมในการลดเยื่อใยซึ่งเป็นข้อจำกัดหลักของกากเมล็ดกัญชง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบอาหารสำหรับสัตว์กระเพาะเดี่ยว</p>
มูซัมมิล สาและ
ณัฐา จริยภมรกุร
แพรว เที่ยงพิมล
ฤทธิเกียรติ ประชุมชัย
นิภารัตน์ ศรีธเรศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
529
542
-
ลักษณะซากและคุณภาพเนื้อของไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ ไก่เบตง (สายเคยู) และไก่ลูกผสม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270112
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินลักษณะซาก คุณภาพของเนื้อ และคุณค่าทางโภชนะของไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ (commercial broiler, CB) ไก่เบตง (สายเคยู; Betong KU line, BT), ไก่ลูกผสม 2 กลุ่ม โดยไก่ลูกผสมแบบที่ 1 (crossbred chicken I, CCI) ได้จากการผสมของพ่อพันธุ์ไก่เนื้อเชิงพาณิชย์กับแม่พันธุ์ไก่เบตง (สายเคยู) และไก่ลูกผสมแบบที่ 2 (crossbred chicken II, CCII) ได้จากการผสมของพ่อพันธุ์ไก่เบตง (สายเคยู) กับแม่พันธุ์ไก่เนื้อเชิงพาณิชย์ ไก่แต่ละกลุ่มถูกชำแหละในช่วงน้ำหนักที่สามารถนำไปจำหน่ายได้โดยมีอายุที่ 6, 16, 10 และ 10 สัปดาห์ ตามลำดับ ไก่ทุกกลุ่มได้รับการเลี้ยงภายใต้สภาพการจัดการและการให้อาหารที่เหมือนกัน บันทึกน้ำหนักตัว น้ำหนักซากอุ่น และน้ำหนักชิ้นส่วนต่าง ๆ กล้ามเนื้ออก (Pectoralis major) ถูกนำมาวิเคราะห์ค่า pH การสูญเสียน้ำหลังการละลายและทำให้สุก ค่าแรงตัดผ่านเนื้อ และองค์ประกอบทางเคมีพื้นฐาน ทำการวิเคราะห์สถิติพรรณนาสำหรับกลุ่ม CB และ BT และวิเคราะห์ความแปรปรวนโดยมีแบบหุ่นที่พิจารณาถึงปัจจัยกำหนดได้แก่ กลุ่มพันธุ์ เพศ และชุดการฟักไข่เป็นปัจจัยกำหนด และส่วนที่เหลือพิจารณาเป็นปัจจัยสุ่ม ผลการศึกษาพบว่า ไก่กลุ่ม BT มีความแปรปรวนของน้ำหนักซากสูงกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่ม CB ไก่กลุ่ม CCI มีน้ำหนักซากอุ่น และชิ้นส่วนต่าง ๆ ใกล้เคียงกับ CCII (P>0.05) แต่อย่างไรก็ตามไก่กลุ่ม CCI มีเปอร์เซ็นต์เนื้ออกมากกว่า (P<0.05) ไก่ CB มีเปอร์เซ็นต์สะโพก น่อง แข้ง ปีกบน และปีกกลางรวมปลายปีกน้อยที่สุด (P<0.05) ไก่ BT มีเปอร์เซ็นต์ปีกบน และปีกกลางรวมปลายปีกมากกว่าลูกผสมทั้งสองกลุ่ม (P<0.05) เนื้อไก่กลุ่ม CB มีเปอร์เซ็นต์ไขมันในเนื้อมากสุด (P<0.05) และเนื้อไก่กลุ่ม BT มีเปอร์เซ็นต์ไขมันในเนื้อน้อยสุด (P<0.05) สำหรับคุณภาพเนื้อ เนื้อไก่กลุ่ม BT มีการสูญเสียน้ำภายหลังการทำละลายและการทำให้สุกน้อยสุด (P<0.05) ค่าแรงตัดผ่านเนื้อของกลุ่ม CCI และ CCII สูงกว่ากลุ่ม BT และ CB (P<0.05) สรุปได้ว่า ไก่ลูกผสมสามารถเลี้ยงถึงขนาดที่สามารถจำหน่ายได้ภายในอายุ 10 สัปดาห์ เนื้อของไก่ CCI และ CCII มีความเหนียวกว่า BT และ CB และควรมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาอายุที่เหมาะสมสำหรับการผลิตไก่ลูกผสมให้เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค</p>
พนัดดา บึงศรีสวัสดิ์
กนก เชาวภาษี
วิศาล อดทน
สมบัติ ประสงค์สุข
อัญชลี บวดขุนทด
พรรณวดี โสพรรณรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
543
554
-
รูปแบบและความสัมพันธ์ของยีน MYF5 ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและลักษณะซากในไก่พื้นเมืองไทยและไก่พื้นเมืองไทยลูกผสม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270137
<p>การศึกษารูปแบบและความสัมพันธ์ของยีน <em>MYF5</em> ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตและลักษณะซากในไก่พื้นเมืองไทยและไก่พื้นเมืองไทยลูกผสม ด้วยเทคนิค PCR-RFLP ตัดเอนไซม์จำเพาะ <em>Hha</em>l เก็บตัวอย่างเลือดทั้งหมด 311 ตัวอย่าง ในไก่ 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ไก่พื้นเมืองไทยพันธุ์ชี (100NT) ไก่พื้นเมืองไทยลูกผสมระดับเลือด 50% (50NT), 25% (25NT) และไก่เนื้อทางการค้า (0NT) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของรูปแบบยีนที่ศึกษากับลักษณะการเจริญโตและซากโดยใช้ Proc GLM ผลการศึกษาพบรูปแบบจีโนไทป์ของยีน <em>MYF</em>5 จำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ AA, AB และ BB มีความถี่จีโนไทป์ AA อยู่ในช่วง 0.000-0.041, AB ในช่วง 0.108-0.432 และ BB อยู่ ในช่วง 0.527-1.000 นอกจากนี้พบจีโนไทป์ AB มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักตัวเฉลี่ยที่อายุ 2 สัปดาห์ ที่เพิ่มขึ้นในไก่พื้นเมืองไทยลูกผสมระดับเลือด 25% มีค่าเท่ากับ 196.13±8.93 กรัม และรูปแบบจีโนไทป์ AB มีความสัมพันธ์ต่อการเพิ่มเปอร์เซ็นต์ซากตลาดเท่ากับ 80.75±0.68 และเปอร์เซ็นต์น่องเท่ากับ 12.04±0.76 ในไก่พื้นเมืองไทยลูกผสมระดับเลือด 50% รวมถึงจีโนไทป์ AB มีผลเพิ่มเปอร์เซ็นต์เนื้ออกในไก่พื้นเมืองไทยพันธุ์ชีเท่ากับ 15.67±0.33 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงรูปแบบของยีน <em>MYF5</em> มีความสัมพันธ์ต่อน้ำหนักตัวในช่วงอายุ 0-2 สัปดาห์ และลักษณะซากในไก่พื้นเมืองไทยและไก่พื้นเมืองไทยลูกผสมระดับเลือด 50% และ 25% แสดงให้เห็นว่าความหลากหลายรูปแบบยีน <em>MYF5</em> มีศักยภาพที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นเครื่องหมายพันธุกรรมช่วยในการคัดเลือกพันธุ์ไก่พื้นเมืองไทยให้มีประสิทธิภาพการเจริญเติบโตและลักษณะที่ดีขึ้นได้</p>
ธนวรรณ อุปสัย
ยุวเรศ มลิลา
อนุวัฒน์ จันดามุก
ภัทรวรรณ กีฬา
ทองสา บัวสุข
สจี กัณหาเรียง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
555
568
-
ผลของการเสริมโปรไบโอติกในอาหารต่อปริมาณจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารและประสิทธิภาพการเจริญเติบโตในสุกรอายุ 5-22 สัปดาห์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267939
<p>การทดลองนี้ศึกษาผลการเสริมโปรไบโอติก (โปรไบโอส์<sup>®</sup>) ในอาหารของสุกรตลอดช่วงการเลี้ยงต่อประสิทธิภาพการเจริญเติบโตและปริมาณจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม กลุ่ม T1 (อาหารที่มีระดับโปรตีน 18%) กลุ่ม T2 (อาหารที่มีระดับโปรตีน 17%) กลุ่ม T3 (อาหารที่มีระดับโปรตีน 17% + โปรไบโอติก 200 กรัมต่อตัน) กลุ่ม T4 (อาหารที่มีระดับโปรตีน 17% + โปรไบโอติก 300 กรัมต่อตัน) กลุ่ม T5 (อาหารที่มีระดับโปรตีน 17% + โปรไบโอติก 400 กรัมต่อตัน) โดยเก็บข้อมูลในสุกรตลอด 3 ช่วงอายุ 5-22 สัปดาห์ ผลการทดลอง พบว่าผลการเสริมโปรไบโอติกในกลุ่ม T4 และ T5 (ระดับ 300 และ 400 กรัมต่อตัน) ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเจริญเติบโตในสุกรรุ่นและขุน (P<0.05) โดยส่งผลต่อน้ำหนักตัวสุดท้าย (BW) น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นต่อวัน (ADG) ปริมาณอาหารที่กินต่อตัวต่อวัน (ADFI) และค่าการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัว (FCR) ที่ดีที่สุด (P<0.05) และส่งผลต่อต้นทุนอาหารต่อการเพิ่มน้ำหนัก (FCG) ในระยะรุ่นและขุนที่ต่ำที่สุด โดยจากการศึกษาปริมาณจุลินทรีย์ในทางเดินอาหารในสุกรแต่ละช่วงอายุ พบว่า กลุ่ม T4 และ T5 มีแนวโน้มส่งผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ทางเดินอาหารของลูกสุกรได้ดีที่สุด โดยส่งผลต่อการลดจำนวนเชื้อ <em>E. coli</em> (3.24 log CFU/g) <em>Enterobacteriaceae</em> (2.69 log CFU/g) ที่อายุสุกร 20 สัปดาห์ และกลุ่ม T4 ยังส่งผลต่อคะแนนมูลที่ดีที่สุดในสัปดาห์ที่ 5 (2.00 ± 0.00) ดังนั้น การเสริมโปรไบโอติกในระดับ 300-400 กรัม/ตัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการเจริญเติบโตและยังส่งผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ทางเดินอาหารในสุกรได้ ซึ่งอาจนำมาเป็นทางเลือกในการเลือกใช้โปรไบโอติกและสามารถนำพัฒนาการใช้ในระดับอุตสาหกรรมสุกรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดการใช้ยาปฏิชีวนะในอนาคตได้</p>
กิตติพงษ์ ทิพยะ
ณัฏฐา วิกาศ
วิละกร หลวงมะนีวงขาว
ลือชัย อิพภูดม
กฤดา ชูเกียรติศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
569
587
-
ผลของทางใบปาล์มน้ำมันหมักร่วมกับกระถินในอาหารผสมครบส่วน ต่อสมรรถภาพการเจริญเติบโต เมแทบอไลท์ในกระแสเลือด และลักษณะซากในแพะขุน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270133
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสัดส่วนทางใบปาล์มน้ำมันหมักร่วมกับกระถิน (oil palm frond silage with<em> Leucaena leucocephala</em>, OPFSL) ต่อสัดส่วนของอาหารข้นในอาหารผสมครบส่วน (total mixed ration, TMR) ที่แตกต่างกัน 4 สูตร คือ OPFSL 30, 40, 50 และ 60% ตามลำดับ ต่อสมรรถภาพการเจริญเติบโต เมแทบอไลท์ในกระแสเลือด และองค์ประกอบซากในแพะขุน ทำการทดลองโดยใช้แพะลูกผสมบอร์-พื้นเมือง 50% เพศผู้ น้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 15.0±3.4 kg จำนวน 16 ตัว แบ่งแพะออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 4 ซ้ำๆ ละ 1 ตัว สุ่มแพะให้ได้รับปัจจัยที่ศึกษาตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design; CRD) พบว่า น้ำหนักตัวเพิ่ม (weight gain) อัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย/วัน (ADG) ประสิทธิภาพการใช้อาหาร (FCR) และค่าความเข้มข้นของ BUN ของแพะที่ได้รับอาหาร TMR ที่มี OPFSL 30% และ OPFSL 40% สูงกว่าแพะที่ได้รับอาหาร TMR ที่มี OPFSL 50% และ OPFSL 60% (P<0.05) และเมื่อระดับของ OPFSL ในอาหาร TMR สูงกว่า 40% ส่งผลให้สมรรถภาพการเจริญเติบโตของแพะมีแนวโน้มลดลงแบบเส้นตรง (P<0.05) ขณะที่ปริมาณการกินได้ของโภชนะ ค่า PCV ค่า blood glucose คุณภาพซากและสัดส่วนซากของแพะทั้ง 4 กลุ่ม ใกล้เคียงกัน (P>0.05) อย่างไรก็ตาม อาหาร TMR ที่มี OPFSL 40% มีมูลค่ากำไรจากการขายแพะสุทธิสูงกว่าแพะทุกกลุ่ม ดังนั้น อาหาร TMR ที่มี OPFSL40% เป็นสูตรอาหาร TMR ต้นทุนต่ำที่เหมาะสมกับฟาร์มแพะภายในชุมชน</p>
ภูวดล เหมชะรา
ณันญรัตน์ คุ้มครอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
588
600
-
การประเมินความสามารถในการปรับตัวของโคนมลูกผสมในประเทศไทยจากความแปรปรวนของผลผลิตน้ำนม: แนวทางการคัดเลือกพันธุ์และการจัดการในสภาพเขตร้อน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268547
<p>ภาวะโลกร้อนและความผันแปรของสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบการผลิตโคนม โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น เช่น ประเทศไทย ซึ่งมีความท้าทายด้านความเครียดจากสิ่งแวดล้อม การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความสามารถในการปรับตัว (resilience) ของโคนมลูกผสมในประเทศไทย โดยใช้ค่าลอการิทึมธรรมชาติของความแปรปรวน (natural logarithm of the variance; LnVar) ของค่าคลาดเคลื่อนจากเส้นโค้งการให้น้ำนมรายตัวเป็นดัชนีชี้วัด ซึ่งอิงจากข้อมูลปริมาณน้ำนมรายวันแบบรายเดือน จำนวน 122,305 ข้อมูล จากโคนม 12,030 ตัว ที่คลอดลูกระหว่างปี พ.ศ. 2540–2566 วิเคราะห์ด้วยแบบจำลองเชิงเส้นทั่วไป โดยมีปัจจัยคงที่ ได้แก่ ฟาร์ม-ปี-ฤดูกาลที่คลอด ระดับสายเลือดโฮลสไตน์ และอายุคลอดลูกครั้งแรก ผลการวิเคราะห์พบว่า ฟาร์ม-ปี-ฤดูกาลที่คลอดส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าความสามารถในการปรับตัว (P<0.0001) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (P<0.0001) ขณะที่ระดับสายเลือดโฮลสไตน์ (P=0.05) และอายุคลอดลูกครั้งแรก (P=0.40) ไม่มีผลอย่างชัดเจน ค่าเฉลี่ย LnVar อยู่ที่ –0.88±1.37 ซึ่งเทียบเท่ากับคะแนนความสามารถในการปรับตัว 28.90±15.46% ผลการศึกษาชี้ว่า ความสามารถในการปรับตัวของโคนมได้รับอิทธิพลจากปัจจัยเฉพาะตัวของสัตว์และการจัดการฟาร์ม มากกว่าระดับสายเลือดเพียงอย่างเดียว แม้มีข้อจำกัดจากความถี่ของข้อมูลแบบรายเดือน แต่ดัชนี LnVar มีศักยภาพสูงในการเป็นเครื่องมือเชิงปริมาณสำหรับใช้ในระบบการคัดเลือกพันธุ์ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโคนมที่มีความทนทานต่อความแปรปรวนของสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนความยั่งยืนของอุตสาหกรรมโคนมในเขตร้อนชื้นอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
รัชพล พลสงฆ์
ดนัย จัตวา
พีรยุทธ นิลชื่น
แพรว เที่ยงพิมล
จุฬานีย์ น่วมจิตร์
ธนาทิพย์ สุวรรณโสภี
ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
601
614
-
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิลในการล้างทำความสะอาดอุปกรณ์รีดน้ำนมโค
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270977
<p>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฟองอากาศขนาดเล็กระดับไมโครเมตรและนาโนเมตร หรือไมโครนาโนบับเบิล (Micro-Nano Bubbles; MNBs) ในการทำความสะอาดชุดอุปกรณ์รีดนมโค โดยได้ออกแบบและสร้างเครื่องผลิตไมโครนาโนบับเบิล จากนั้นศึกษาประสิทธิภาพการล้างอุปกรณ์รีดนม ประเมินผลจากปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ที่เหลือบนพื้นผิวชุดอุปกรณ์รีดนม 4 จุด ได้แก่ ถังนม ยางรีดนมด้านในลึก 1 ซม. และ 10 ซม. และท่อนม เป็นระยะเวลา 3 เดือน รวมถึงตรวจสอบความกระด้างยางรีดนมก่อนและหลังใช้งาน ในการทดลองแรกทำการทดสอบหาระยะเวลาที่เหมาะสมในการล้างทำความสะอาดโดยใช้ไมโครนาโนบับเบิลร่วมกับน้ำเปล่า (MNBs-W) แบ่งชุดอุปกรณ์รีดนมตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ออกเป็น 4 กลุ่ม ตามระยะเวลาที่ทำความสะอาดคือ 0, 5, 10 และ 20 นาที จากนั้นเก็บตัวอย่างจากพื้นผิวอุปกรณ์ทั้ง 4 จุด โดยทำการทดสอบซ้ำ 3 ครั้ง ผลการทดลองพบว่าการล้างด้วยไมโครนาโนบับเบิล สามารถลดจำนวนเชื้อจุลินทรีย์บนพื้นผิวอุปกรณ์รีดนมได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระยะเวลา 5 นาที (3.64 Log<sub>10</sub> CFU/swab), 10 นาที (3.61 Log<sub>10</sub> CFU/swab) และ 20 นาที (3.73 Log<sub>10</sub> CFU/swab) เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ 0 นาที (4.69 Log<sub>10</sub> CFU/swab) (P<0.05) อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างระหว่างระยะเวลาการล้าง 5, 10 และ 20 นาที (P>0.05) ดังนั้นจึงเลือกใช้ระยะเวลา 5 นาที สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพการล้างทำความสะอาดชุดอุปกรณ์รีดนมในฟาร์มโคนม จากนั้นทำการทดสอบประสิทธิภาพการล้างชุดอุปกรณ์รีดนมในฟาร์มเกษตรกรโดยแบ่งชุดอุปกรณ์รีดนมตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ชุดรีด ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ล้างด้วยวิธีการเดิมของเกษตรกร (Conventional) และ กลุ่มที่ 2 ล้างด้วยไมโครนาโนบับเบิลร่วมกับน้ำเปล่าเป็นเวลา 5 นาที (MNBs-W) ทำการทดสอบการล้างอุปกรณ์รีดนมต่อเนื่องทุกวันเป็นระยะเวลา 3 เดือน (ม.ค. - มี.ค.) ผลการทดลองพบว่าจำนวนเชื้อจุลินทรีย์บนพื้นผิวอุปกรณ์รีดนมของทั้งสองกลุ่มไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) และผลความกระด้างของยางรีดนมเปรียบเทียบหลังการใช้งาน 3 เดือน พบว่ากลุ่ม MNBs-W มีค่าความกระด้างของยางรีดนมส่วนกลางและส่วนปลายต่ำกว่าวิธีการล้างด้วยวิธีการเดิมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไมโครนาโนบับเบิลร่วมกับน้ำเปล่าในการล้างอุปกรณ์รีดนมมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างจากวิธีการเดิมที่ล้างด้วยแปรงขัดร่วมกับการแช่น้ำยาคลอรีน ซึ่งสามารถลดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ในชุดอุปกรณ์รีดนม เป็นทางเลือกหนึ่งในการทำความสะอาดอุปกรณ์รีดนมภายในฟาร์มโดยไม่ใช้แปรงขัดร่วมกับน้ำยาชะล้าง และไม่ใช้คลอรีนในขั้นตอนการล้างหลัก รวมถึงการล้างด้วยไมโครนาโนบับเบิลช่วยลดความกระด้างของยางรีดนมได้</p>
มานิตา เนตรพรม
วัชรพงศ์ นรพัลลภ
สงวนศักดิ์ ธนาพรพูนพงษ์
ทฤษฎี คำหล่อ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
615
628
-
ผลของวิตามินอีที่เสริมในอาหารต่อการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ของกุ้งฝอย (Macrobrachium lanchesteri)
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266410
<p>กุ้งฝอย (<em>Macrobrachium lanchesteri</em>) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความสำคัญและเป็นที่ต้องการของตลาดสูง การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยศึกษาผลของการเสริมวิตามินอีในอาหารที่ระดับความเข้มข้น 0 100 และ 200 มิลลิกรัม/100 กรัมอาหาร ต่อการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ ผลการศึกษาพบว่า กุ้งฝอยในทุกชุดการทดลองมีอัตราการเจริญเติบโต อัตรารอดตาย การพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ และจำนวนไข่ ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (p>0.05) อย่างไรก็ตาม การศึกษาลักษณะทางมิญชวิทยาของรังไข่พบความแตกต่างที่สำคัญโดยชุดการทดลองที่เสริมวิตามินอี 100 และ 200 มิลลิกรัม/100 กรัมอาหาร ตรวจพบระยะพัฒนาการของเซลล์สืบพันธุ์จำนวน 7 และ 6 ระยะ ตามลำดับ ในขณะที่ชุดควบคุมที่ไม่ได้รับการเสริมวิตามินอีพบเพียง 5 ระยะ จากทั้งหมด 8 ระยะ ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าการเสริมวิตามินอีส่งผลดีต่อระบบสืบพันธุ์โดยช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาของเซลล์สืบพันธุ์อย่างต่อเนื่องซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการวางไข่ได้หลายครั้ง จึงสรุปได้ว่าการเสริมวิตามินอีที่ระดับ 100 มิลลิกรัม/100 กรัมอาหาร เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการส่งเสริมประสิทธิภาพการพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์ในกุ้งฝอย ทั้งนี้ เพื่อการพัฒนาสูตรอาหารสำหรับการเลี้ยงกุ้งฝอยเชิงพาณิชย์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านการเจริญเติบโตและการสืบพันธุ์ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมถึงผลของการใช้วิตามินอีร่วมกับสารอาหารชนิดอื่น ๆ เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การประยุกต์ใช้จริงต่อไป</p>
จุลทรรศน์ คีรีแลง
เชาวลีย์ ใจสุข
อมรชัย ล้อทองคำ
ขนิษฐา หอมจันทร์
บุษบา มะโนแสน
จิรรัชต์ กันทะขู้
พัชรา นิธิโรจน์ภักดี
ยุพา บุญมี
จีรนันท์ ธรรมณวโสฬส
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
629
638
-
ผลของการเสริมสาหร่ายอาร์โธรสไปร่า (สไปรูลินา) ในอาหารต่อประสิทธิภาพการเจริญเติบโตและการพัฒนารังไข่ของแม่พันธุ์กุ้งฝอย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/271179
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับการเสริมสาหร่ายอาร์โธรสไปร่า <em>Arthrospira platensis</em> (AP) ในอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และการพัฒนารังไข่ของแม่พันธุ์กุ้งฝอย <em>Macrobrachium lanchesteri</em> โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จำนวน 4 ชุดการทดลอง ชุดละ 3 ซ้ำ เลี้ยงในตู้ขนาด 50 ลิตร ความหนาแน่น 100 ตัว/ตู้ ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง อัตรา 3% ของน้ำหนักตัว ด้วยอาหารที่เสริมสาหร่ายอาร์โธรสไปร่าที่ระดับ 0, 3, 5 และ 7% (T1–T4) เป็นเวลา 49 วัน ผลการทดลอง พบว่า การเสริม AP ระดับ 7% (T4) ให้ผลดีที่สุดด้านการเจริญเติบโต โดยมีอัตราน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (12.46±0.32%) อัตราการเจริญเติบโตต่อวัน (2.14±0.15 มิลลิกรัม/วัน) อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ (0.39±0.04%/วัน) สูงสุด และมีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (1.02±0.12) ดีที่สุด และดีกว่าทุกชุดการทดลองอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) ขณะที่ความยาวลำตัวและอัตราการรอดไม่แตกต่างกัน ด้านความสมบูรณ์เพศและการพัฒนารังไข่ พบว่าการเสริม AP ระดับ 7% (T4) มีค่าดัชนีความสมบูรณ์เพศ (GSI) สูงสุด (10.63±1.75%) มีการพัฒนารังไข่ระยะไข่เจริญเต็มที่ (S3) และระยะไข่พัฒนาสมบูรณ์ (S4) มากที่สุด (P<0.01) โดยไข่กุ้งมีรูปทรงรีและมีขนาดใหญ่ที่สุด (0.36±0.08 × 0.27±0.06 มิลลิเมตร) และการเสริม AP ระดับ 5% (T3) ให้ค่าสัมประสิทธิ์ความสมบูรณ์ (K) สูงสุด โดยพบแม่พันธุ์กุ้งฝอยที่มีขนาดแรกเริ่มเจริญพันธุ์ (L<sub>m</sub>) เล็กที่สุด (2.98±0.01 เซนติเมตร) และการเสริม AP ระดับ 7% (T4) มีความดกไข่เฉลี่ย 184.40±45.00 ฟอง/ตัว ด้านเศรษฐศาสตร์ พบว่าต้นทุนการผลิตมีความสัมพันธ์เชิงลบกับอัตราผลตอบแทนต่อการลงทุน (ROI) ตามระดับการเสริมสาหร่ายที่สูงขึ้น (R² = 0.9880) โดยการเสริม AP ระดับ 7% (T4) มีต้นทุนการผลิตรวมสูงสุด (209.14±1.55 บาท/กิโลกรัม) ขณะที่ชุดควบคุม (T1) มีต้นทุนต่ำที่สุด ซึ่งให้กำไรสุทธิสูงสุด (112.59±6.25 บาท/กิโลกรัม) และมีผลตอบแทนต่อการลงทุน (ROI) สูงที่สุด เมื่อจำหน่ายกิโลกรัมละ 375 บาท จึงสรุปได้ว่า การเสริม AP ในอาหารที่ระดับ 7% เหมาะสมต่อการเพิ่มการเจริญเติบโตและส่งเสริมการพัฒนารังไข่และคุณภาพไข่ ขณะที่การเสริม AP ระดับ 5% เหมาะสมต่อการกระตุ้นการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์และการจัดการแม่พันธุ์กุ้งฝอยเพื่อการเจริญเติบโต แต่การจัดการต้นทุนการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของการเลี้ยงจึงควรพิจารณาเลือกระดับการเสริมตามวัตถุประสงค์ของการผลิตแม่พันธุ์กุ้งฝอยเป็นสำคัญ</p>
ณัฏฐกานต์ มุกดาจตุรพักตร์
จงกล พรรมยะ
ชนกันต์ จิตมนัส
ขจรเกียรติ์ ศรีนวลสม
จอมสุดา ดวงวงษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
639
657
-
ผลของชนิดอาหารที่แตกต่างกันต่อการเจริญเติบโต อัตราการรอด อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ และต้นทุนผลตอบแทนของการเลี้ยงปลาซิวควาย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270125
<p>การใช้อาหารต่างชนิดกันในการเลี้ยงปลาซิวควายในถังพลาสติกขนาด 500 ลิตร แบ่งกลุ่มการทดลองออกเป็น 4 กลุ่มการทดลองๆ ละ 3 ซ้ำ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design) ทดลองเลี้ยงด้วยอาหารต่างชนิด ได้แก่ อาหารสำหรับปลากินพืช (T1) อาหารสำหรับปลากินเนื้อ (T2) อาหารสำหรับปลาสวยงาม (T3) และอาหารสำหรับลูกปลาวัยอ่อน (T4) ทำการทดลองเลี้ยงเป็นระยะเวลา 90 วัน เมื่อสิ้นสุดการทดลอง พบว่าน้ำหนักเฉลี่ยของปลาซิวควายที่เลี้ยงด้วยอาหารปลากินเนื้อ (T2) และการเลี้ยงด้วยอาหารสำหรับลูกปลาวัยอ่อน (T4) มีน้ำหนักเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากับ 2.68±0.02 และ 2.76±0.60 กรัม ส่วนความยาวเฉลี่ย พบว่า ปลาซิวควายที่เลี้ยงอาหารสำหรับลูกปลาวัยอ่อน (T4) มีความยาวเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากับ 6.98±0.07 เซนติเมตร (p<0.05) น้ำหนักเพิ่มต่อวัน เปอร์เซ็นต์น้ำหนักเพิ่ม ความยาวเพิ่มต่อวัน เปอร์เซ็นต์ความยาวเพิ่ม อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ พบว่ากลุ่มการเลี้ยงปลาซิวควายด้วยอาหารสำหรับลูกปลาวัยอ่อน (T4) มีค่าสูงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ในส่วนของอัตราการรอด พบว่า กลุ่มที่เลี้ยงด้วยอาหารสำหรับปลากินพืช อาหารสำหรับปลากินเนื้อ และอาหารสำหรับลูกปลาวัยอ่อนมีค่าเท่ากับ 100 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ปลาที่ใช้อาหารสำหรับปลาสวยงาม มีอัตราการรอด 93.33 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการเลี้ยงปลาซิวควายด้วยอาหารปลากินพืช (T1) อาหารปลากินเนื้อ (T2) และอาหารสำหรับลูกปลาวัยอ่อน (T4) มีต้นทุนการผลิตทั้งหมด รายได้สุทธิ กำไร จุดคุ้มทุนของการผลิต และผลตอบแทนต่อการลงทุนมีค่าใกล้เคียงกัน ในขณะที่การเลี้ยงปลาซิวควายด้วยด้วยอาหารปลาสวยงาม พบว่ามีกำไร จุดคุ้มทุนของการผลิต และผลตอบแทนต่อการลงทุนมีค่าต่ำกว่าทุกกลุ่มการทดลอง ซึ่งผลตอบแทนต่อการลงทุนเท่ากับ 23.99 (T1), 23.76 (T2), 12.75 (T3) และ 22.67 (T4) เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการเลี้ยงปลาซิวควายที่เหมาะสมควรเลี้ยงด้วยอาหารปลากินพืช เนื่องจากมีต้นทุนต่ำและได้รับผลตอบแทนต่อการลงทุนสูงที่สุด</p>
กษมา ด่านวันดี
กฤติมา กษมาวุฒิ
สำเนาว์ เสาวกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
658
670
-
ศึกษาการเพาะพันธุ์ปลามูดหน้านอ (Garra fuliginosa Fowler, 1934) เพื่อการอนุรักษ์โดยชุมชนมีส่วนร่วม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268376
<p>ปลามูดหน้านอตามธรรมชาติได้ลดจำนวนลงเนื่องจากการถูกจับขึ้นมาเป็นจำนวนวนมากและความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม ส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งอาหารของชุมชน และปลาชนิดนี้ยังไม่มีการวิจัยการเพาะพันธุ์ ดังนั้นการเพาะพันธุ์ปลามูดหน้านอจึงเป็นอีกหนทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเพาะพันธุ์ การพัฒนาคัพภะ และการปล่อยลูกปลามูดหน้านอที่ทำการอนุบาลครบ 7 วัน โดยชุมชนมีส่วนร่วม ทำการเพาะพันธุ์ปลาด้วยวิธีการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ (Buserelin acetate) ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ (Domperidone) เพื่อกระตุ้นการตกไข่และน้ำเชื้อ โดยทำการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design, CRD) 3 กลุ่มทดลอง ๆ ละ 2 ซ้ำ ตามระดับความเข้มข้นของฮอร์โมนสังเคราะห์ที่ 10, 15 และ 20 ไมโครกรัม/น้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม/ปลา 1 กิโลกรัมในทุกระดับความเข้มข้นของฮอร์โมนสังเคราะห์ พร้อมทำการศึกษาการพัฒนาคัพภะ และปล่อยลูกปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติ ผลการทดลองพบว่า ระยะเวลาในการวางไข่ ระยะเวลาการฟักไข่ อัตราการปฏิสนธิ อัตราการฟักเป็นตัว และอัตราการรอดตายเมื่ออนุบาลลูกปลาครบ 7 วัน ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติทั้ง 3 กลุ่มทดลอง (p>0.05) การพัฒนาคัพภะใช้เวลาฟักออกเป็นตัวในเวลา 19 ชั่วโมง 48 นาที ที่อุณหภูมิน้ำระหว่าง 26-27 องศาเซลเซียส ลูกปลาที่ฟักออกเป็นตัวมีความยาวเหยียด 3.2 มิลลิเมตร ส่วนกิจกรรมปล่อยลูกพันธุ์ปลาหน้านอจำนวนประมาณ 580,000 ตัวในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้มีคนในชุมชนเข้ามาร่วมจำนวน 35 คน </p>
อมรชัย ล้อทองคำ
เชาวลีย์ ใจสุข
สุภัทรชา ธุระกิจ
จุลทรรศน์ คีรีแลง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
671
683
-
ระดับความเป็นพิษ การแสดงออกของอะซิทิลโคลีนเอสเทอเรส และการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อทางเดินอาหารในหอยเชอรี่ที่ได้รับสัมผัสสารกำจัดวัชพืช 2, 4-D ไดเมทิลแอมโมเนียม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267557
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบของสารกำจัดวัชพืช 2,4-D ไดเมทิลแอมโมเนียมในหอยเชอรี่ (<em>Pomacea canaliculata</em>) โดยประเมินจากการเปลี่ยนแปลงของสัณฐานวิทยา การตอบสนองทางชีวเคมี และการเปลี่ยนแปลงเนื้อเยื่อ โดยพิจารณาจากอัตราการตายสะสม การทำงานของเอนไซม์อะซิทิลโคลีนเอสเทอเรส (AChE) และการเปลี่ยนแปลงทางเนื้อเยื่อของทางเดินอาหาร เมื่อได้รับสัมผัสกับสารที่ระดับความเข้มข้นต่าง ๆ เป็นเวลา 24, 48, 72 และ 96 ชั่วโมง พบว่าอัตราการตายสะสมเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นและระยะเวลาที่สัมผัส โดยมีค่า LC<sub>50</sub> ที่เวลา 24, 48, 72 และ 96 ชั่วโมงเท่ากับ 2,821.95 2,218.20 1,651.24 และ 1,218.98 µL/L ตามลำดับ กิจกรรมของเอนไซม์อะซิทิลโคลีนเอสเทอเรสลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อได้รับสารในระยะเวลานานขึ้น และตรวจพบการลดลงของการแสดงออกของโปรตีนอะซิทิลโคลีนเอสเทอเรสขนาด 71 kDa จากการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคเจลอิเลคโทรโฟรีซีสและเวสเทิร์นบลอท (Western blot) ขณะเดียวกันเมื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเนื้อเยื่อพบการเปลี่ยนแปลงอย่างหลายอย่าง เช่น เม็ดสีชนิด c ที่สีจางลง (c corpuscles - c cps), เม็ดสีชนิด k ที่สีเข้ม (k corpuscles – k cps), การขยายตัวของลูเมน (distention of lumen - DL), การยุบตัวของเยื่อแผ่นบุ (lamellar collapse - LC), การลดลงและผิดรูปของเม็ดสี (reduction & deformation of corpuscles - RDC), และสีเม็ดสีที่จางลง (faded pigmentation - FP) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในระดับโมเลกุลและโครงสร้างทางเนื้อเยื่อเมื่อหอยเชอรี่สัมผัสกับสารนี้ในระยะยาวและความเข้มข้นสูง จากข้อมูลทั้งหมดสารกำจัดวัชพืช 2,4-D ไดเมทิลแอมโมเนียมส่งผลกระทบต่อหอยเชอรี่ได้ ดังนั้นจึงควรมีการเฝ้าระวังในการใช้เพื่อลดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและการสะสมในหอยเชอรี่ซึ่งหากมนุษย์นำมาบริโภคอาจจะก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพได้</p>
กัลย์ทิมา รักแก้ว
จิรกาล กิ่งเกตุ
นันทการณ์ จันดี
เถลิงเกียรติ สมนึก
พวงเพชร พิมพ์จันทร์
กอบกุล นงนุช
ชุติมา ถนอมสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
684
697
-
ผลของความถี่การให้อาหารด้วยเครื่องให้อาหารอัตโนมัติเชิงพาณิชย์ต่อการเจริญเติบโตผลผลิต และอัตราการรอดตายของไรน้ำนางฟ้าไทย (Branchinella thailandensis)
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270347
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยด้วยเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ และเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับการให้อาหารด้วยแรงงานคนในด้านการเจริญเติบโต ผลผลิต อัตราการรอด คุณค่าทางโภชนาการ และปริมาณแคโรทีนอยด์ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design: CRD) ประกอบด้วย 2 ชุดการทดลอง ชุดละ 4 ซ้ำ โดยชุดการทดลองที่ 1 ให้อาหารด้วยแรงงานคน (3 ครั้ง/วัน) และชุดการทดลองที่ 2 ให้อาหารด้วยเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ (5 ครั้ง/วัน) ทำการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยในบ่อซีเมนต์ขนาด 2 × 3 × 0.6 เมตร ให้อาหารด้วยสาหร่ายคลอเรลลา (<em>Chlorella</em> sp.) ที่ความหนาแน่น 1 × 10<sup>7</sup> เซลล์/มิลลิลิตร ปริมาตรรวม 300 ลิตร/บ่อ/วัน ทำการชั่งน้ำหนักและวัดความยาวทุก 5 วัน เป็นระยะเวลา 15 วัน พบว่าไรน้ำนางฟ้าไทย ทั้งสองชุดการทดลองมีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาการเลี้ยง โดยในช่วง 10 วันแรก น้ำหนักเฉลี่ยไม่แตกต่างกันทางสถิติ (<em>p</em>>0.05) อย่างไรก็ตามเมื่ออายุ 15 วัน ไรน้ำนางฟ้าไทยในชุดการทดลองที่ใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ มีการเจริญเติบโต อัตราการรอด และผลผลิตต่อลิตรสูงกว่าชุดที่ให้อาหารด้วยแรงงานคนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><0.05) ในขณะที่คุณค่าทางโภชนาการและปริมาณแคโรทีนอยด์รวมของทั้งสองชุดการทดลองไม่แตกต่างกันทางสถิติ (<em>p</em>>0.05) โดยมีโปรตีนประมาณ 61–62% ไขมัน 3–4% และแคโรทีนอยด์รวม 223–224 ไมโครกรัม/กรัมน้ำหนักแห้ง สรุปได้ว่าการใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัติช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยในด้านการเจริญเติบโต ผลผลิต และอัตราการรอด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณค่าทางโภชนาการ และสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยเชิงพาณิชย์ เพื่อลดหรือทดแทนภาระแรงงานและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ธนบดี ปิ่นทศิริ
จามรี เครือหงษ์
ภานุพล ไตรรัตน์
จอมสุดา ดวงวงษา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
698
711
-
ผลของสูตรปุ๋ยผสมต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายผักกาดทะเล
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/269142
<p><em>rigida</em> ที่เพาะเลี้ยงด้วยปุ๋ย 3 สูตร ได้แก่ สูตรควบคุม (Control: ปุ๋ย 16-16-16), สูตร T1 (ปุ๋ย 46-0-0 ผสม ปุ๋ย 16-20-0) และสูตร T2 (ปุ๋ย 46-0-0 ผสม ปุ๋ย 16-16-16) ผลการทดลองพบว่า สาหร่ายที่เลี้ยงด้วยสูตรควบคุม และ สูตร T2 ซึ่งมีธาตุโพแทสเซียม (K) เป็นองค์ประกอบ มีน้ำหนักเฉลี่ย (1,024.70 ± 25.46 กรัม และ 1,022.26 ± 40.85 กรัม ตามลำดับ) สูงกว่าสาหร่ายที่เลี้ยงด้วยสูตร T1 (850.16 ± 34.56 กรัม) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) แสดงให้เห็นว่าโพแทสเซียมมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายผักกาดทะเล ในด้านองค์ประกอบทางโภชนาการ พบว่าสาหร่ายที่เลี้ยงด้วยสูตรควบคุม และสูตร T1 มีปริมาณโปรตีนเฉลี่ยสูงกว่าสูตร T2 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 25.35 ± 0.66% และ 24.59 ± 0.33% ตามลำดับ ส่วนปริมาณไขมัน เถ้า และความชื้นของสาหร่ายในทุกชุดการทดลองไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) โดยมีปริมาณไขมันในช่วง 0.28-0.39%, ปริมาณเถ้าในช่วง 3.70-4.21% และความชื้นในช่วง 85.78-88.68% สรุปได้ว่า สาหร่ายผักกาดทะเลสามารถเจริญเติบโตได้ดีในปุ๋ยสูตรที่มีธาตุโพแทสเซียมเป็นส่วนประกอบซึ่งส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</p>
ธีญาภรณ์ แก้วทวี
อัมรินทร์ ทองเสนอ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
712
723
-
วิธีการเพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณและการใช้ประโยชน์แตนเบียนไข่เพลี้ยกระโดด Anagrus spp. เพื่อควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/270397
<p>เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (<em>Nilaparvata lugens</em> (Stål)) เป็นแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญและพบระบาดรุนแรงบ่อยครั้งในพื้นที่ปลูกข้าว การควบคุมโดยชีววิธีด้วยศัตรูธรรมชาติเป็นแนวทางที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีการเลี้ยงเพิ่มปริมาณแตนเบียนไข่ <em>Anagrus</em> spp. ให้เพียงพอต่อการนำไปใช้ประโยชน์ และเพื่อทดสอบอัตราการปล่อยแตนเบียนไข่ <em>Anagrus</em> spp. ที่เหมาะสมในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว โดยเก็บแตนเบียนไข่ <em>Anagrus</em> spp. จากแปลงนาในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดชัยนาท ระหว่างปี พ.ศ. 2565-2566 ด้วยกับดักไข่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล นำมาเพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณในห้องปฏิบัติการ ด้วยต้นกล้าข้าวที่มีไข่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล พร้อมให้น้ำผึ้งเป็นอาหาร สามารถเพิ่มปริมาณแตนเบียนได้เฉลี่ย 509.96 ตัว/แก้วพลาสติกขนาด 16 ออนซ์ มีอัตราการฟัก เฉลี่ย 162.15 ตัว/วัน แตนเบียนเพศเมียหนึ่งตัวสามารถเบียนไข่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เฉลี่ย 22.33 ฟอง และมีอัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียเท่ากับ 1:3.3 การทดสอบประสิทธิภาพของแตนเบียนไข่ <em>Anagrus</em> spp. ในการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพื่อหาอัตราการปล่อยในแปลงนา ฤดูนาปี พ.ศ. 2567 ฤดูนาปรังและฤดูนาปี พ.ศ. 2568 วางแผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ (RCBD) 4 กรรมวิธี 5 ซ้ำ พบว่า การปล่อยแตนเบียนเพศผู้และเพศเมีย จำนวน 5 คู่/ต้นข้าวที่มีไข่เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (อายุ 15-20 วันหลังปักดำ) จำนวน 10 ต้น แตนเบียนมีอัตราการเบียนร้อยละ 48.97-68.24 และให้ประชากรแตนเบียนรุ่นลูกสูงสุด ดังนั้น เมื่อเริ่มสำรวจพบตัวเต็มวัยเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าว แนะนำให้ปล่อยแตนเบียนไข่ <em>Anagrus</em> spp. จำนวน 76-265 คู่/ตร.ม. ในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงสภาพอากาศร้อน สำหรับควบคุมประชากรของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดในนาข้าว</p>
พลอยไพลิน ธนิกกุล
กัลยา บุญสง่า
สุกัญญา อรัญมิตร
จินตนา ไชยวงค์
ไอลดา ชุมแสง
พยอม โคเบลลี่
ปกรณ์ เผ่าธีระศานต์
นรินทร์ บำรุงกิจ
นัทธพงศ์ พันธ์ศรี
อิงค์ อิงคนินันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
724
737
-
ลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์แสง การเจริญเติบโต และผลผลิตของอ้อยคั้นน้ำพันธุ์ต่างกันภายใต้การจัดการปุ๋ยไนโตรเจนที่ต่างกัน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268296
<p>พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การจัดการปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาพันธุ์อ้อยที่เหมาะสม จะช่วยยกระดับผลผลิตและคุณภาพผลผลิตของอ้อยคั้นน้ำได้ในอนาคต การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการปุ๋ยไนโตรเจน (N) ต่อลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์แสง การเจริญเติบโต องค์ประกอบผลผลิต ผลผลิต และประสิทธิภาพการใช้ไนโตรเจน (NUE) ของอ้อยคั้นน้ำสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน วางแผนการทดลองแบบ 2 x 5 Factorial in RCBD จำนวน 4 ซ้ำ กำหนดให้ปัจจัย A คือพันธุ์อ้อย ได้แก่ พันธุ์สุพรรณบุรี 50 และศรีสำโรง 1 ปัจจัย B คือการจัดการปุ๋ยไนโตรเจน ได้แก่ ไม่ใส่ปุ๋ย N ครั้งที่ 2 (N0), ใส่ปุ๋ย N ตามอัตราแนะนำ (N1), ใส่ปุ๋ย N สองเท่าของอัตราแนะนำ (N2), ใส่ปุ๋ย N ตามอัตราแนะนำร่วมกับฉีดพ่นทางใบ (N3) และใส่ปุ๋ย N ตามอัตราแนะนำร่วมกับปุ๋ยคอกอัตรา 1,000 กิโลกรัม/ไร่ (N4) โดยทุกกรรมวิธีได้รับปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 30 กิโลกรัม/ไร่ หลังย้ายปลูก จากการศึกษาพบว่าพันธุ์อ้อยที่ต่างกันส่งผลต่อลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์แสงที่อายุ 6 เดือนหลังย้ายปลูก (MAT) ได้แก่ อัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิ การชักนำปากใบ การคายน้ำ และส่งผลต่อความสูง จำนวนหน่อ/กอ จำนวนลำ/กอ เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น น้ำหนักแห้งลำ ปริมาณน้ำอ้อย และค่า brix โดยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 มีศักยภาพโดยรวมสูงกว่าศรีสำโรง 1 สำหรับการจัดการปุ๋ยที่ต่างกันพบว่า N2 และ N3 ส่งผลให้อัตราการสังเคราะห์แสงสุทธิสูงที่สุด (4 และ 6 MAT) และการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทุกกรรมวิธีเพิ่มปริมาณน้ำคั้นที่ระยะเก็บเกี่ยว อีกทั้งยังพบปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุ์อ้อยและการจัดการปุ๋ยไนโตรเจนต่อสัดส่วนใบเขียว น้ำหนักแห้งลำ มวลชีวภาพ และ NUE ของมวลชีวภาพ พบว่าเมื่อได้รับปุ๋ยตามกรรมวิธี N1 และ N2 ส่งผลให้พันธุ์สุพรรณบุรี 50 มีน้ำหนักแห้งลำ และมวลชีวภาพสูงสุด ขณะที่การให้ปุ๋ยไนโตรเจนที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อความแตกต่างของน้ำหนักแห้งลำ และมวลชีวภาพของพันธุ์ศรีสำโรง 1</p>
นีรนุช ผิวแดง
นิยกร แขกรัมย์
มานิตา ก้อนเงิน
วัชราภรณ์ จิตรโคตร
นทีทิพย์ สวัสดิ์รักษา
อนนท์ จันทร์เกตุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
738
753
-
ผลของอายุพืชและการให้ปุ๋ยต่อการเติบโตและธาตุอาหารในแวนดา ‘Wirat x Gordon’
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266375
<p>ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกกล้วยไม้อันดับต้นๆ ของโลก การผลิตกล้วยไม้ให้มีคุณภาพนั้นการให้ปุ๋ยเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่งผลต่อการเติบโตและคุณภาพดอก อายุพืชมีความสัมพันธ์กับการให้ปุ๋ยและส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกล้วยไม้ อย่างไรก็ตามงานวิจัยเรื่องนี้ยังมีอยู่จำกัด ดังนั้นการวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาผลของอายุพืชและการให้ปุ๋ยต่อการเติบโตและธาตุอาหารในกล้วยไม้แวนดา ‘Wirat x Gordon’ โดยวางแผนการทดลองแบบแฟคทอเรียลในสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 3x4 กรรมวิธี ให้พืชได้รับกรรมวิธีที่กำหนด จำนวน 2 ปัจจัย ดังนี้ ปัจจัยที่ 1 อายุพืช ได้แก่ อายุ 1, 2 และ 3 ปี ปัจจัยที่ 2 วิธีการให้ปุ๋ย ได้แก่ 1) ไม่ได้รับปุ๋ย (กรรมวิธีควบคุม) 2) ได้รับปุ๋ยสูตร 21-21-21 สัปดาห์ละครั้ง 3) ได้รับปุ๋ยสูตร 13-27-27 สัปดาห์ละครั้ง 4) ได้รับปุ๋ยสูตร 21-21-21 สัปดาห์ละครั้ง จำนวน 3 ครั้ง สลับกับสูตร 13-27-27 จำนวน 2 ครั้ง โดยทุกกรรมวิธีที่ได้รับปุ๋ยจะให้ปุ๋ยในอัตรา 60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร นำมาปลูกเลี้ยงในโรงเรือนกันฝน ที่มีการพรางแสง 50 % อุณหภูมิเฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80 เปอร์เซ็นต์ ความเข้มแสงเฉลี่ย 350 ไมโครโมล/ตารางเมตร/วินาที ผลการทดลองพบว่าแวนดาอายุ 3 ปี มีอัตราการเติบโตและความเข้มข้นธาตุอาหารมากกว่าแวนดาอายุ 1 และ 2 ปี การให้ปุ๋ย 21-21-21 สลับกับ 13-27-27 ทำให้มีอัตราการเติบโตที่ดีกว่ากรรมวิธีอื่น และผลของปัจจัยร่วมระหว่างอายุพืชและปุ๋ยพบว่า แวนดาอายุ 3 ปีในทุกกรรมวิธีที่ได้รับปุ๋ย มีอัตราการเติบโตด้านความสูงต้น ค่าความเขียวใบ และความเข้มข้นของฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมากกว่ากรรมวิธีอื่น</p>
ชาลีรักษ์ เพชรรักษ์
กนกวรรณ ปัญจะมา
ชัยอาทิตย์ อิ่นคำ
ภาณุพล หงษ์ภักดี
โสระยา ร่วมรังษี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
754
766
-
Effects of different diets and salinities on the production of the calanoid copepod Parvocalanus crassirostris
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/266841
<p><em>Parvocalanus crassirostris</em> is one of first-feeding marine ornamental fish larvae with small mouths. Two experiments were conducted to examine the effects of diets and salinities on population growth, growth rate and population composition of <em>P. crassirostris</em> under controlled laboratory. Experiment 1: Four different diets (<em>Isochrysis galbana</em>, <em>I. galbana</em> & <em>Chaetoceros</em> sp., fermented rice bran, fermented soybean meal) were fed to the copepod. In addition, Experiment 2: Four different salinity levels (28, 30, 32, 35 ppt) on the production of <em>P. crassirostris</em> were investigated. The results showed that different diets had no effect on <em>P. crassirostris</em>. On day two, the maximum densities of the copepod were achieved when fed <em>I. galbana</em> (3.33±0.51 individuals/mL, 0.09±0.01 days.), fermented rice bran (3±0.19 individuals/mL, 0.08±0.20 days.), and fermented soybean meal (2.44±0.11 individuals mL<sup>-1</sup>, 0.04±0.18 days.) while the maximum density of copepod fed with mixed algae (3.44±0.56 individuals/mL, 0.34±0.01 days.) was attained on the fourth day of the experiment. Though, diets had no effect on growth of <em>P. crassirostris</em>, but the results reveal that feeding the copepod fed with algae significantly extended culture periods from only 8.00 days compared fermented rice bran or fermented soybean meal which had culture periods of 18 ±2.31 and 19.33±2.67 days, respectively. The effects of different salinity show that low salinity (28 ppt) exhibited maximum density and growth rate (5.67±0.38 individuals/mL, 0.33±0.04 days.) with the highest significance (p<0.01) than other salinity levels (30, 32, and 35 ppt) producing 3.33±0.33 individuals/mL and 0.16±0.08 days., 4.22±0.49 individuals mL<sup>-1 </sup>and 0.02±0.09 days., and 3.33±0.33 individuals/mL and 0.24±0.08 days., respectively. In conclusion, <em>P. crassirostris</em> prefers feeding with <em>I. galbana</em> & <em>Chaetoceros</em> sp. and salinity level at 28 ppt. for maximum production.</p>
Doungtip Ourgern
Vorathep Muthuwan
Jakkrapong Sripanoyom
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
767
782
-
Stem water potential as a drought stress indicator in Durian cv. Monthong under farmer best practice irrigation
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/269302
<p>Durian (<em>Durio zibethinus</em> Murray) cv. ‘Monthong’ cultivated in Chanthaburi, Thailand, faces water management challenges from unpredictable rainfall, making sufficient water during reproductive stages essential for flower initiation, fruit set, and yield. This study evaluated plant–soil water relations and physiological responses to identify reliable drought stress indicators in Durian cv. Monthong under Farmer best practice irrigation method. Pre-dawn soil water potential (PSWP) showed a strong dependence on volumetric soil water content (<em>Ө</em><em>v</em>), with values below 0.19 m³/m³ causing sharp declines in PSWP (<–48 kPa) and visible drought symptoms. Stem water potential (STWP) was more consistent than leaf water potential (LWP), exhibiting clear thresholds of –0.66 to –0.90 MPa at 11:00 AM and –0.80 to –0.98 MPa at 1:00 PM during stop watering for flower bud initiation, which coincided with significant reductions in net photosynthetic rate (<em>A</em>), stomatal conductance (<em>g<sub>s</sub></em>), and transpiration rate (<em>E</em>). In contrast, LWP values were variable and weakly correlated with soil parameters, limiting its use as a drought indicator. STWP was strongly associated with PSWP and pre-dawn volumetric soil water content (P<em>Ө</em><em>v</em>) under drought condition, while <em>g<sub>s</sub></em> was highly responsive to soil moisture changes, with values below 0.06 mol H₂O/m²/s effectively signaling drought stress. These findings show that the integration of STWP, soil water indicators, and leaf gas exchange provides an effective approach for early drought detection and precise irrigation management in durian orchards.</p>
Wasuthorn Buakom
Nathalie Wuyts
Teera Phatrapornnant
Khongpan Rungprateepthaworn
Buppha Simma
Chanissara Ruangyos
Panupon Hongpakdee
Sasima Muangkaew
Anoma Dongsansuk
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-24
2026-06-24
54 3
783
798