วารสารแก่นเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj <p>วารสารแก่นเกษตรได้รับทุนสนับสนุนเป็นวารสารที่มีคุณภาพตามเกณฑ์วารสารวิชาการระดับชาติ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก สกอ. ประจำปี 2551, เป็นวารสารที่ยอมรับในการใช้เป็นผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. (ตั้งแต่รุ่นที่ 11 เป็นต้นไป) , มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index, TCI), และเผยแพร่บทคัดย่อภาษาอังกฤษในฐานข้อมูล AGRIS-FAO (http://agris.fao.org/agris-search/index.do)</p> คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น th-TH วารสารแก่นเกษตร 0125-0485 บทบาทของถ่านชีวภาพต่อการกักเก็บคาร์บอนในดินและการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่เกษตรกรรม https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251553 <p>ถ่านชีวภาพได้รับความสนใจในการประยุกต์ใช้เป็นวัสดุปรับปรุงดิน เนื่องจากเป็นวัสดุที่มีความพรุนสูงสามารถดูดซับน้ำ และธาตุอาหารได้ดี ถ่านชีวภาพผลิตจากมวลชีวภาพด้วยกระบวนการไพโรไลซิส หรือการเผาภายใต้สภาวะจำกัดออกซิเจน ซึ่งช่วยลดการสูญเสียคาร์บอนในสถานะก๊าซ ทำให้ถ่านชีวภาพมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสูง และมีความต้านทานต่อการย่อยสลายจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ในดิน ด้วยเหตุนี้ ถ่านชีวภาพจึงจัดว่าเป็นวัสดุที่ช่วยกักเก็บคาร์บอน และลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศได้ อย่างไรก็ตาม ถ่านชีวภาพไม่ได้จัดว่าเป็นการกักเก็บคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศโดยตรง แต่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของคาร์บอนที่<br />กักเก็บไว้ในมวลชีวภาพให้อยู่ในรูปแบบที่เสถียรมากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยในการกักเก็บคาร์บอนในดิน นอกจากนั้น ถ่านชีวภาพช่วยลด<br />การปลดปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ และมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ การลดการปลดปล่อยก๊าซเหล่านี้ลงเพียงเล็กน้อยก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากศักยภาพในการทำให้เกิดภาวะโลกร้อนของก๊าซไนตรัสออกไซด์ และก๊าซมีเทนสูงกว่า<br />ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 310 และ 25 เท่า ตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ ถ่านชีวภาพจึงจัดเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว และการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นปัญหาสำคัญของภาวะโลกร้อน</p> ประภา ธารเนตร พันทิภา โพธิ์พันธุ์ กชกร หล้าพรหม Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-12-14 2021-12-14 50 4 1233 1253 ผลของอุณหภูมิต่ำต่อการเก็บรักษาดักแด้แมลงวันบ้านเพื่อการเลี้ยงเพิ่มปริมาณ และการเบียนของแตนเบียนดักแด้แมลงวันบ้าน (Spalangia gemina Boucek) https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251796 <p>การศึกษาการเก็บดักแด้เพื่อชะลอการเจริญเติบโตของแมลงวันบ้านจำเป็นต่อการเลี้ยงเพิ่มปริมาณในห้องปฏิบัติการและการเลี้ยงเพิ่มปริมาณแตนเบียนดักแด้แมลงวันบ้าน การศึกษาในครั้งนี้ทดสอบการชะลอฟักของดักแด้แมลงวันบ้านเพื่อการเลี้ยงเพิ่มปริมาณ ด้วยอุณหภูมิต่ำ ได้แก่ 8, 12 และ 16°C โดยเปรียบเทียบข้อมูลทางชีววิทยากับแมลงวันบ้านที่เลี้ยงในอุณหภูมิ 25°C โดยทดสอบกับดักแด้อายุ 2 และ 4 วัน เป็นเวลา 1-4 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่า เมื่อระยะเวลาการเก็บดักแด้นานขึ้น อัตราการฟักเป็นตัวเต็มวัย และอายุของตัวเต็มวัยลดลง การเก็บรักษาดักแด้แมลงวันบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ มีอัตราการรอดชีวิตสูงกว่าระยะเวลาการเก็บอื่นๆ และดักแด้อายุ 4 วัน สามารถชะลอการฟักได้ทั้ง 3 อุณหภูมิ และมีการรอดชีวิตสูงกว่าดักแด้อายุ 2 วัน โดยอุณหภูมิ 12°C มีการรอดชีวิตใกล้เคียงกับตัวเต็มวัยมากที่สุด ส่วนการชะลอการเจริญเติบโตของดักแด้อายุ 1 วัน เพื่อใช้ในการเบียนของแตนเบียนดักแด้แมลงวันบ้าน โดยการเปรียบเทียบ ระหว่างอุณหภูมิ 0 และ 12°C พบว่า ดักแด้ที่เก็บรักษาในอุณหภูมิ 12°C มีอัตราการเบียนของแตนเบียนดักแด้แมลงวันบ้านสูงกว่าการเก็บที่อุณหภูมิ 0°C โดยการเก็บรักษาดักแด้ที่อุณหภูมิ 12°C เป็นเวลา 1 สัปดาห์ มีอัตราการเบียนสูงและสัดส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียของแตนเบียนในรุ่นลูกใกล้เคียงกับดักแด้ที่เลี้ยงในอุณหภูมิ 25°C ที่ไม่มีการชะลอฟัก โดยอัตราการเบียนลดลงเมื่อระยะเวลาการเก็บรักษาดักแด้นานขึ้น ดังนั้นการใช้อุณหภูมิต่ำในระดับ 12°C ระยะเวลา 1 สัปดาห์ ในการเก็บรักษาดักแด้แมลงวันบ้านจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยชะลอพัฒนาการของแมลงวันบ้านเพื่อการจัดการเลี้ยงเพิ่มปริมาณแมลงวันบ้าน และการผลิตแตนเบียน</p> วรัญญา อาจบุราย อุบล ตังควานิช Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-12-16 2021-12-16 50 4 922 931 การใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมด้วงหมัดผักแถบลาย (Phyllotreta sinauta Stephen) (Coleoptera: Chrysomelidae) ในกวางตุ้ง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251787 <p>ด้วงหมัดผักเป็นแมลงศัตรูสำคัญในกวางตุ้งที่มีรายงานการระบาดรุนแรงและต่อเนื่องในทุกปี การเปลี่ยนกลุ่มสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชเป็นแนวทางที่ควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความต้านทานของแมลงแต่การใช้สารป้องกันกำจัดแมลงที่ผิดวิธีสามารถส่งผลให้เกิดสารพิษตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมได้ ดังนั้นการศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการบูรณาการการใช้ชีวภัณฑ์ต่างชนิดเพื่อควบคุมประชากรด้วงหมัดผักในแปลงเกษตรกรผู้ปลูกผักบ้านโนนเขวา ตำบลดอนหัน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ดำเนินการทดสอบในฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดรุนแรง ตั้งแต่เดือน มกราคม-มีนาคม พ.ศ. 2563 วางแผนการทดลองแบบเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม (Two-sample t-test) จำนวน 2 กรรมวิธีๆละ 3 ซ้ำ ได้แก่ แปลงชีวภัณฑ์ (เชื้อราเขียว <em>Metarhizium anisopliae </em>และไส้เดือนฝอยก่อโรคแก่แมลง <em>Steinernema siamkayai</em>) และแปลงวิถีปฏิบัติเกษตรกร (สารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช) ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่ากรรมวิธีพ่นชีวภัณฑ์ก่อนปลูกช่วยส่งเสริมให้เกิดการงอกของเมล็ดได้ดีมีค่าเท่ากับ 25.82 ต้น/ตารางเมตร เมื่อเทียบกับแปลงวิถีปฏิบัติของเกษตรกร ที่มีค่าเพียง 12.86 ต้น/ตารางเมตร ขณะที่จำนวนประชากรด้วงหมัดผักที่ได้จากการนับโดยตรงจากต้นและกับดักกาวเหนียวและความเสียหายของใบพืชให้ค่าที่สอดคล้องในทิศทางเดียวกัน แปลงชีวภัณฑ์แสดงค่าเฉลี่ยของประชากรด้วงหมัดผักบนต้นพืชและบนกับดักกาวเหนียวอยู่ที่ 0.33 ตัว/ต้น และ 35.06 ตัว/กับดัก และความเสียหายของใบพืชอยู่ที่ระดับ 1 เมื่อเทียบกับแปลงวิถีปฏิบัติของเกษตรกรที่มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 0.92 ตัว/ต้น และ 43.59 ตัว/กับดัก และความเสียหายของใบพืชอยู่ที่ระดับ 2 ซึ่งค่าการลดลงของประชากรด้วงหมัดผักในแปลงพ่นชีวภัณฑ์เปรียบเทียบกับแปลงพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชอยู่ที่ 66% อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน (B/C ratio) ของแปลงพ่นชีวภัณฑ์แสดงค่าอยู่ที่ 1.77 ขณะที่แปลงวิถีปฏิบัติเกษตรกรที่ให้ค่าเพียง 0.26 ซึ่งผลตอบแทนที่ได้รับของแปลงวิถีปฏิบัติเกษตรกรมีค่าน้อยกว่าต้นทุนการผลิต</p> <p> </p> เบญจพร ชำนาญ ขวัญฤดี สุวะไกร ทิพย์สุคน อนุภาพ ทัศนีย์ แจ่มจรรยา นุชรีย์ ศิริ ยุวธิดา ศรีพลแท่น อุบล ตังควานิช ประกายจันทร์ นิ่มกิ่งรัตน์ Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-12-14 2021-12-14 50 4 932 344 ประสิทธิภาพสารสกัดหยาบพืชสมุนไพรท้องถิ่นต่อด้วงงวงข้าว (Sitophilus oryzae L.) https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252243 <p>ด้วงงวงข้าว (<em>Sitophilus oryzae</em> L.) สามารถทำลายธัญพืชได้เกือบทุกชนิด เป็นแมลงศัตรูพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสาเหตุทำให้คุณภาพและปริมาณของผลิตผลในโรงเก็บลดลง วัตถุประสงค์ในครั้งนี้เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการไล่ ความเป็นพิษทางสัมผัสและพิษทางรมของสารสกัดจากพืช 10 ชนิดได้แก่ ผักแขยง(<em>Limnophila aromatic</em> Merr.) ชะพลู(<em>Piper sarmentosum</em> Roxb.) ผักแพว(<em>Polygonum odoratum</em> Lour.) แมงลัก(<em>Ocimum americanum</em> L.) โหระพา (<em>Ocimum basilicum</em> L.) มะระขี้นก (<em>Momordica charantia</em> L.) ยี่หร่า (<em>Ocimum gratissimum</em> L.) บัวบก (<em>Centella asiatica</em> (Linn.) Urban.) ผักชีลาว (<em>Anethum graveolens</em> L) และมะกรูด (<em>Citrus hystrix</em> DC.) ด้วยตัวทำละลายเอทานอล ทดสอบประสิทธิภาพสารสกัดหยาบกับด้วงงวงข้าวระยะตัวเต็มวัยที่ระดับความเข้มข้นแตกต่างกัน ได้แก่ 0, 25, 50, 75, และ 100%(w/v)โดยประเมินประสิทธิภาพการออกฤทธิ์เป็นสารสัมผัส สารรมและสารไล่ ผลการทดสอบพบว่าหลังการทดสอบ 24 ชั่วโมงสารสกัดหยาบมะกรูดความเข้มข้น 100% (w/v ) มีประสิทธิภาพการไล่ด้วงงวงข้าวสูงสุด81.69%รองลงมาคือแมงลัก (73.56%) และโหระพา (71.75%) สำหรับสารสกัดหยาบที่มีประสิทธิภาพความเป็นพิษทางสัมผัสมากที่สุดคือโหระพาความเข้มข้น 100% (w/v)ทำให้ด้วงงวงข้าวตาย 100.00% มีค่า LC<sub>50 </sub>เท่ากับ 43.65ก./มล. หลังการทดสอบ 72 ชั่วโมง รองลงมาคือสารสกัดหยาบความเข้มข้น 100% (w/v) ของมะกรูด (80%)มีค่า LC<sub>50</sub> เท่ากับ 123.03 ก./มล. และผักแขยง (46%) มีค่า LC<sub>50</sub> เท่ากับ 151.36 ก./มล. และประสิทธิภาพการรมที่ดีที่สุดคือสารสกัดหยาบของโหระพาความเข้มข้น 100% (w/v) ที่เวลา 24, 48, และ 72 ชั่วโมง โดยพบการตายของด้วงงวงข้าว 24, 86, และ 100% ตามลำดับ ในการศึกษาครั้งนี้จึงเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนาสารสกัดจากพืชให้เหมาะสมต่อการจัดการควบคุมด้วงงวงข้าวในลำดับต่อไป</p> <p> </p> ประภาภรณ์ เพียงสุวรรณ์ ดวงรัตน์ ธงภักดิ์ Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-12-21 2021-12-21 50 4 945 958 การจำแนกชนิดของเชื้อราสาเหตุโรคเน่าดำของถั่วเขียวและการเข้าทำลายพืชเศรษฐกิจที่สำคัญบางชนิด https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251776 <p>โรคเน่าดำส่งผลกระทบต่อผลผลิตและคุณภาพของถั่วเขียวในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เชื้อราสาเหตุสามารถเข้าทำลายพืชได้ทุกระยะของการเจริญเติบโตตั้งแต่ระยะต้นกล้าจนถึงระยะเก็บเกี่ยว อีกทั้งสามารถอาศัยอยู่ในดินได้เป็นเวลานาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำแนกเชื้อราสาเหตุโรคเน่าดำของถั่วเขียว และศึกษาความสามารถในการเข้าทำลายพืชเศรษฐกิจที่สำคัญบางชนิด โดยนำเชื้อราจำนวน 26 ไอโซเลท ที่เก็บมาจาก 6 พื้นที่ปลูก ได้แก่จังหวัดชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ ลพบุรี เพชรบูรณ์ และน่าน มาศึกษาลักษณะสัณฐานวิทยาและลักษณะโคโลนีแบ่งได้เป็น 5 กลุ่ม นำตัวแทนแต่ละกลุ่มมาศึกษาทางอณูชีวโมเลกุล โดยการจำแนกชนิดของเชื้อราอาศัยการตรวจหาลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณ ITS (ITS1-5.8s-ITS2) และ TEF1-alpha พบความยาวประมาณ 800 และ 900 คู่เบส ตามลำดับ จำแนกได้เป็นเชื้อรา <em>Macrophomina phaseolina</em> เมื่อนำไปทดสอบความสามารถในการเกิดโรคกับพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 72 ถั่วลิสงพันธุ์กาฬสินธุ์ 2 ถั่วพุ่มเมล็ดดำพันธุ์อุบลราชธานี ข้าวโพดข้าวเหนียวลูกผสมพันธุ์บิ๊กไวท์ 852 F1 และงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 ด้วยวิธีการปลูกเชื้อรา <em>M. phaseolina</em> NAN203 บนเมล็ดและราก พบอาการบนพืชทั้ง 5 ชนิดคล้ายคลึงกัน โดยในระยะเริ่มต้นบริเวณต้นและรากเป็นแผลจุดช้ำ ฉ่ำน้ำ ต่อมาแผลขยายเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน และใบเหลืองยังคงติดกับต้น ต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีดำเข้ม ต้นเหี่ยวและพบว่าเชื้อราเจริญบนเนื้อเยื่อส่วนที่เหลืออย่างรวดเร็ว พบการสร้าง microsclerotium บริเวณส่วนที่เชื้อเข้าทำลายซึ่งเป็นสีดำ ผลการทดลองนี้ชี้ให้เห็นถึงความสามารถของเชื้อรา <em>M. phaseolina</em> ชนิดเดียว สามารถเข้าทำลายพืชได้หลายชนิด ดังนั้นการวางแผนในการจัดการโรคในแปลงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ</p> ประภาพร แพงดา รัติยา พงศ์พิสุทธา ชัยณรงค์ รัตนกรีฑากุล Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-11-17 2021-11-17 50 4 959 971 การระบุชนิดของเชื้อราสาเหตุโรคผลเน่าของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252686 <p>มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ปัญหาหลักในการผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกเกิดจากโรคผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยว จึงได้ทำการเก็บตัวอย่างโรคผลเน่าของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกจากอำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น นำตัวอย่างโรคจำนวน 30 ตัวอย่าง มาแยกเชื้อโดยวิธี tissue transplanting แยกได้เชื้อราจำนวน 20 ไอโซเลต เมื่อทำการทดสอบความสามารถในการเกิดโรคพบว่า ทุกไอโซเลตทำให้การเกิดโรคบนผลมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง และไอโซเลต NDM8 มีความรุนแรงในการก่อโรคสูงที่สุด มีขนาดแผลบนผลมะม่วงเท่ากับ 100.73 มม. คัดเลือกเชื้อราสาเหตุโรคจำนวน 11 ไอโซเลต เพื่อระบุชนิด (species) โดยอาศัยลักษณะทางสัณฐานวิทยาและเทคนิคชีวโมเลกุล ทำการเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอในส่วน internal transcribe spacer ของ rDNA (ITS1-5.8S-ITS2) และบริเวณ translation elongation factor 1-alpha (EF1-α) gene ด้วยเทคนิค PCR ทำการระบุชนิดของเชื้อราสาเหตุโรคผลเน่าได้ 5 ชนิด ได้แก่ <em>Lasiodiplodia theobromae </em>(NDM5, NDM7, NDM8, NDM17, NDM19, NDM20),<em> Lasiodiplodia pseudotheobromae</em> (NDM16, NDM18), <em>Botryosphaeria dothidea </em>(NDM10), <em>Colletotrichum gloeosporioides </em>(NDM12) และ <em>Diaporthe pascoei </em>(NDM13) ผลการศึกษาที่ได้ในครั้งนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการควบคุมโรคผลเน่าของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองให้มีประสิทธิภาพในระดับแปลงปลูกได้</p> ชฎาพร แก้วโนนเฮ้า สุวิตา แสไพศาล อนันต์ วงเจริญ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-01 2022-04-01 50 4 การยอมรับเทคโนโลยีการผลิตยาสูบเตอร์กิชตามแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่เหมาะสมของเกษตรกรในจังหวัดร้อยเอ็ด https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252512 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกร 2) สภาพการผลิตและปัญหาในการผลิตยาสูบเตอร์กิช 3) การยอมรับเทคโนโลยีการผลิตยาสูบเตอร์กิชตามแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่เหมาะสมของเกษตรกร และ 4) เปรียบเทียบการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตยาสูบเตอร์กิชตามแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่เหมาะสมของเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบในจังหวัดร้อยเอ็ดในฤดูการผลิต 2561/2562 ที่มีลักษณะพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจบางประการที่แตกต่างกัน ใช้การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 183 ราย ในเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2562 โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.79 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรผู้ให้ข้อมูลเป็นเพศชายร้อยละ 58.50 มีอายุเฉลี่ย 53.66 ปี มีขนาดพื้นที่ถือครองเฉลี่ย 13.63 ไร่ ในปี พ.ศ. 2561 มีรายได้เฉลี่ย 161,480.50 บาท มีรายได้จากการจำหน่ายยาสูบเฉลี่ย 36,110 บาท มีภาระหนี้สินเฉลี่ย 29,797 บาท เกษตรกรมีพื้นที่ปลูกยาสูบเฉลี่ย 2.70 ไร่ เกษตรกรทุกรายปลูกยาสูบโดยใช้พันธุ์แซมซูน เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกยาสูบบนพื้นที่ราบและปลูกยาสูบแบบแถวเดี่ยว เกษตรกรได้รับผลผลิตยาสูบเฉลี่ย 172.02 กก./ไร่ การยอมรับเทคโนโลยีการผลิตยาสูบเตอร์กิชตามแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่เหมาะสมของเกษตรกรพบว่า ภาพรวมมีการยอมรับเทคโนโลยีในระดับน้อย ค่าเฉลี่ย 1.16 โดยประเด็นที่เกษตรกรยอมรับในระดับน้อย ได้แก่ 1) การปลูกยาสูบในช่วงเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน 2) การพรางแสงก่อนตากแดด 3 – 5 วัน 3) การกองหมักใบยา โดยใช้วัสดุคลุมใบยาให้มิดชิด ตามลำดับ และประเด็นที่เกษตรกรไม่ยอมรับ ได้แก่ 1) การบันทึกผลผลิตและรายได้ 2) การบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงาน 3) การบันทึกการระบาดของโรคและแมลงศัตรู และ 4) การบันทึกปัญหาและอุปสรรคที่พบ ตามลำดับ และผลการเปรียบเทียบการยอมรับเทคโนโลยีพบว่า อายุ พื้นที่ปลูกยาสูบ และผลผลิตยาสูบเตอร์กิชเฉลี่ยต่อไร่ ที่แตกต่างกัน มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) โดยเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกยาสูบที่มากกว่ามีแนวโน้มจะยอมรับเทคโนโลยีที่สูงกว่าเกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกยาสูบที่น้อยกว่า ดังนั้นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมควรส่งเสริมให้ความรู้แบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้การส่งเสริมถ่ายทอดความรู้ประสบความสำเร็จ</p> อภิรักษ์ นพคุณ ฝากจิต ปาลินทร ไกรเลิศ ทวีกุล Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-01 2022-04-01 50 4 986 997 การเพิ่มปริมาณโซมาติคเอ็มบริโอและการพัฒนาเป็นพืชต้นใหม่ของกาแฟโรบัสต้าพันธุ์พื้นเมือง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252136 <p>กาแฟโรบัสต้าจัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของไทย ปัจจุบันมีการนำเทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาช่วยในการเพิ่มจำนวนต้นพันธุ์กาแฟโรบัสต้าผ่านกระบวนการเอ็มบริโอเจนิซิส อย่างไรก็ตามกาแฟโรบัสต้าพันธุ์พื้นเมืองยังคงมีการเพิ่มปริมาณได้น้อย จึงได้ศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพิ่มปริมาณและการพัฒนาเป็นพืชต้นใหม่ของโซมาติคเอ็มบริโอ โดยศึกษาจำนวนโซมาติคเริ่มต้นและชนิดของออกซิน โดยเพาะเลี้ยงโซมาติคเอ็มบริโอระยะรูปกลมจำนวนเริ่มต้น 10, 20 และ 30 เอ็มบริโอ ในอาหารเหลวสูตร Murashige and Skoog (MS) เติม 6-benzyladenine (BA) ความเข้มข้น 2 มก./ล. ร่วมกับออกซินต่างชนิดกัน ได้แก่ Indole-3-butyric acid (IBA) หรือ 2,4-dichlorophenoxy acetic acid (2,4-D) ความเข้มข้น 0.50 มก./ล. เพาะเลี้ยงเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่า จำนวนโซมาติคเอ็มบริโอเริ่มต้น 30 เอ็มบริโอที่เพาะเลี้ยงใน IBA ส่งเสริมการเพิ่มจำนวนโซมาติคเอ็มบริโอระยะตอร์ปิโดสูงสุด 20.67 เอ็มบริโอ จากนั้นนำโซมาติคเอ็มบริโอในระยะตอร์ปิโดไปเพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งหรืออาหารเหลวที่เติม BA ความเข้มข้น 2 มก./ล. ร่วมกับการ ไม่เติมหรือเติม gibberellic acids (GA<sub>3</sub>) ความเข้มข้น 0.50 มก./ล. พบว่า การเพาะเลี้ยงในอาหารเหลวร่วมกับการเติม GA<sub>3</sub> ความเข้มข้น 0.50 มก./ล. ส่งเสริมการพัฒนาเป็นพืชต้นใหม่สูงสุด โดยให้อัตราการรอดชีวิต 100 เปอร์เซ็นต์ อัตราการงอก 90 เปอร์เซ็นต์ ความสูงต้น 0.59 ซม. และจำนวนใบเลี้ยง 1.95 ใบ หลังจากเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 4 สัปดาห์</p> <p> </p> พรนภา แป้นไทย สุรีรัตน์ เย็นช้อน สมปอง เตชะโต Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-12-21 2021-12-21 50 4 998 1005 ผลของการลดปริมาณโพแทสเซียมต่อคุณภาพผลผลิตมะเขือเทศเชอรี่ที่ปลูกในระบบไฮโดรพอนิกส์ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251186 <p>ปริมาณโพแทสเซียมสำหรับผู้ป่วยโรคไตควรได้รับไม่เกิน 1,500 mg day<sup>-1</sup> การบริโภคผักและผลไม้จึงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากมีโพแทสเซียมสูง เพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าวจึงทำการทดลองในโรงเรือนเพื่อลดปริมาณโพแทสเซียมในมะเขือเทศเชอรี่พันธุ์ทับทิมแดง T2021 และพันธุ์สวีทบอย 1 วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วยโพแทสเซียม 4 ระดับ จำนวน 3 ซ้ำ ปลูกมะเขือเทศทั้งสองสายพันธุ์ในสารละลายธาตุอาหารที่มีระดับโพแทสเซียมแตกต่างกัน (3.0 1.5 0.75 0 mmol KNO<sub>3</sub>) ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ปริมาณโพแทสเซียมในพันธุ์ทับทิมแดง T2021 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกตำรับการทดลอง โดยตำรับ 0.75 และ 0 mmol KNO<sub>3</sub> มีปริมาณต่ำที่สุด ในทางตรงกันข้าม ระดับโพแทสเซียมในสารละลายธาตุอาหารไม่มีผลต่อปริมาณโพแทสเซียมในผลมะเขือเทศพันธุ์สวีทบอย 1 นอกจากนี้ ไม่ส่งผลต่อคุณภาพผลผลิตของมะเขือเทศทั้งสองสายพันธุ์ ได้แก่ กรด-ด่างและปริมาณของแข็งที่ละลายได้ อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมในการปลูกมะเขือเทศให้มีปริมาณโพแทสเซียมต่ำสำหรับผู้ป่วยโรคไต</p> กนกพร มานันตพงศ์ อนงนาฏ ศรีประโชติ ศิริรัตน์ อนุตระกูลชัย รัฐพล ไกรกลาง พรทิวา กัญยวงศ์หา Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-01 2022-04-01 50 4 1006 1018 ผลของวัสดุปลูกต่อการเจริญเติบโตของกระบองเพชร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251109 <p>การศึกษาหาวัสดุปลูกที่เหมาะสมในการปลูกกระบองเพชร ทั้ง 5 สกุล ได้แก่ <em>Gymnocalycium mihanovichii</em>, <em>Melocactus amoenus</em>, <em>Echinopsis calochlora</em>, <em>Mammillaria prolifera</em> และ <em>Opuntia elata </em>เพื่อลดต้นทุนในการผลิต โดยแบ่งเป็น 2 การทดลองดังนี้ การทดลองที่ 1 ผลของวัสดุปลูกที่แตกต่างกันต่อการเจริญเติบโตของกระบองเพชร วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จำนวน 4 กรรมวิธี ดังนี้ 1) ดินทางการค้า 2) ทราย:ดินใบก้ามปู:มูลไส้เดือน อัตรา 1:1:1 3) ขี้เถ้าแกลบ:ดินใบก้ามปู:มูลไส้เดือน อัตรา 1:1:1 4) ขุยมะพร้าว:ดินใบก้ามปู:มูลไส้เดือน อัตรา 1:1:1 ผลการทดลอง พบว่า การใช้ ขี้เถ้าแกลบ:ดินใบก้ามปู:มูลไส้เดือน อัตรา 1:1:1 ทำให้ความสูงของต้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น จำนวนราก และความยาวรากของกระบองเพชรทั้ง 5 สายพันธุ์ดีที่สุด การทดลองที่ 2 ผลของอัตราส่วนของวัสดุปลูกที่แตกต่างกันต่อการเจริญเติบโตของกระบองเพชร วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จำนวน 5 กรรมวิธี ดังนี้ 1) ขี้เถ้าแกลบ:ดินใบก้ามปู:มูลไส้เดือน อัตรา 1:1:1 2) อัตรา 0:2:1 3) อัตรา 1:0:2 4) อัตรา 2:1:0 และ 5) ขี้เถ้าแกลบ:ดินใบก้ามปู:ปุ๋ยออสโมโค้ท อัตรา 1:1:1 ผลการทดลอง พบว่า ขี้เถ้าแกลบ:ดินใบก้ามปู:ปุ๋ยออสโมโค้ท อัตรา 1:1:1 ส่งผลให้ความสูงของต้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น จำนวนราก และความยาวรากมากที่สุด ซึ่งไม่มีความแตกต่างกับการใช้ขี้เถ้าแกลบ:ดินใบก้ามปู:มูลไส้เดือน อัตรา 1:0:2 และยังสามารถลดต้นทุนของวัสดุปลูกกระบองเพชรในกระถางขนาด 3 นิ้วได้ เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยออสโมโค้ทหรือดินทางการค้า ประมาณ 2-3 บาทต่อกระถางอีกด้วย </p> ชมัยพร อนุวงศ์ ณภัทร สำราญ สุริยา ก่อสินวัฒนา Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-11-16 2021-11-16 50 4 1019 1032 อิทธิพลของปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และสารต้านอนุมูลอิสระในข้าวเหนียวดำ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251288 <p>การศึกษาอิทธิพลของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีต่อการเจริญเติบโต องค์ประกอบผลผลิต และสารต้านอนุมูลอิสระในข้าวเหนียวดำ ปลูกในสภาพเรือนทดลองโดยวางแผนการทดลองแบบ factorial in randomized complete block design มี 4 ซ้ำ โดยมี 2 ปัจจัย คือปัจจัย A ได้แก่ ข้าวเหนียวดำ 2 พันธุ์ และปัจจัย B ได้แก่ 5 วิธีใส่ปุ๋ย ผลการทดลองพบว่าข้าวก่ำเทพนามีน้ำหนักลำต้น จำนวนเมล็ดต่อรวง ความยาวราก ปริมาณสารแอนโทไซยานิน และความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าข้าวก่ำไร่ แต่อย่างไรก็ตามข้าวก่ำไร่มีความสูงของลำต้น จำนวนรวง และน้ำหนักเมล็ดมากกว่าข้าวก่ำเทพนา สำหรับผลของการใช้ปุ๋ยพบว่าการใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพียงอย่างเดียวมีแนวโน้มให้ข้าวเหนียวดำทั้งสองสายพันธุ์มีน้ำหนักลำต้น จำนวนรวงมากขึ้น และทำให้มีปริมาณสารฟีนอลิกมากที่สุดอีกด้วย นอกจากนี้การใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ส่งผลให้ข้าวมีความสูงของลำต้นและจำนวนเมล็ดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยเคมี25%+น้ำหมักชีวภาพ25%+ปุ๋ยอินทรีย์50% ทำให้จำนวนเมล็ดและน้ำหนักเมล็ดมากกว่าปุ๋ยอื่นๆ และปุ๋ยเคมี50%+ปุ๋ยอินทรีย์50% ทำให้ข้าวเหนียวดำทั้งสองสายพันธุ์มีปริมาณสารแอนโธไซยานินและความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระมากกว่าปุ๋ยอื่นๆ นอกจากนี้ข้าวที่ได้รับปุ๋ยอินทรีย์50%+น้ำหมักชีวภาพ50% ยังผลิตสารฟีนอลิกและผลผลิตได้มากที่สุด</p> <p> </p> ระพีพรรณ ประจันตะเสน คคนางค์ รัตนานิคม พนอจิต นิติสุข Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-11-17 2021-11-17 50 4 1033 1042 การประเมินประสิทธิภาพของน้ำยาสกัดในการตรวจวิเคราะห์ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินและการตอบสนองต่อข้าวปทุมธานี 1 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251175 <p>ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินปลูกข้าวผันแปรตามชนิดของน้ำยาสกัด สมบัติดิน และการตอบสนองของพืช งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของน้ำยาสกัดฟอสฟอรัสชนิดต่าง ๆ ต่อปริมาณฟอสฟอรัสที่สกัดได้และการตอบสนองต่ออัตราปุ๋ยฟอสฟอรัสของข้าวปทุมธานี 1 เพื่อสร้างสมการคาดคะเนอัตราปุ๋ยฟอสฟอรัสตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยทำการศึกษา 1) ประสิทธิภาพของน้ำยาสกัดฟอสฟอรัส ได้แก่ Mehlich 1, Mehlich 3, Bray 1, Bray 2, CaCl<sub>2</sub> และ BSES เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปสร้างสมการคาดคะเนผลผลิต 2) ผลของปุ๋ยฟอสฟอรัสต่อผลผลิตข้าวปทุมธานี 1 โดยทำการศึกษาใน 3 ชุดดิน ได้แก่ ชุดดินท่าเรือ เสนา และอยุธยา ผลการทดลองพบว่า น้ำยาสกัด Bray 2 ให้ปริมาณฟอสฟอรัสที่สกัดได้เฉลี่ยสูงที่สุด (16.62 มก./กก.) และพบสหสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างความเข้มข้นและการดูดใช้ฟอสฟอรัสในเมล็ดข้าวปทุมธานี 1 กับน้ำยาสกัด Bray 1 และ Bray 2 เท่านั้น โดยน้ำยาสกัด Bray 2 ให้ค่าสหสัมพันธ์เชิงเส้นกับฟอสฟอรัสในเมล็ดสูงสุด (<em>r</em> =0.914**) รองลงมาคือน้ำยาสกัด Bray 1 (<em>r</em> =0.727**) การให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสอัตราต่าง ๆ ทำให้ผลผลิตข้าวปทุมธานี 1 ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p&gt;0.05) เมื่อแทนค่าปริมาณฟอสฟอรัสที่สกัดได้จากน้ำยาสกัดทั้ง 2 ชนิด (b) และอัตราปุ๋ยฟอสฟอรัส (x) ในสมการ Mitscherlich Bray เพื่อคาดคะเนผลผลิต (y) ของข้าวปทุมธานี 1 พบว่าน้ำยาสกัด Bray 1 ให้ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตจริงกับผลผลิตทำนายสูงสุด (R<sup>2</sup> =0.847**) โดยสมการที่ได้คือ log (100-y) = 2-0.116b-0.139x เป็นสมการที่คาดคะเนอัตราปุ๋ยฟอสฟอรัสโดยการวิเคราะห์ดินที่จำเพาะต่อดินปลูกข้าวปทุมธานี 1 ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามากกว่าน้ำยาสกัดชนิดอื่น ๆ</p> สายชล สุขญาณกิจ ภารดี แซ่อึ้ง ยุพาภรณ์ วิริยะนานนท์ ธนวรรณ พาณิชพัฒน์ Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-10-15 2021-10-15 50 4 1043 1054 ผลกระทบของชนิดดินปลูกต่อลักษณะรากและลักษณะกายวิภาคของรากข้าวไร่เพื่อการคัดเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคกลาง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251349 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของชนิดดินปลูกต่อลักษณะการเจริญของรากและลักษณะกายวิภาคของรากข้าวไร่สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการคัดเลือกพันธุ์ข้าวไร่ให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกในเขตพื้นที่ราบภาคกลาง โดยวางแผนการทดลองแบบ 2 x 4 Factorial in completely randomize design (CRD) มี 2 ปัจจัย คือ ปัจจัยที่ 1 ชนิดดินปลูก และปัจจัยที่ 2 พันธุ์ข้าวไร่ คัดเลือกพันธุ์ข้าวไร่มาทดสอบจำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ลืมผัว พันธุ์ซิวเกลี้ยง พันธุ์เจ้าฮ่อ และพันธุ์เจ้าลีซอสันป่าตองสำหรับการประเมินลักษณะรากโดยวิธีตะกร้า (basket method) ข้าวทั้ง 4 พันธุ์ปลูกภายใต้สภาพแปลงทดลอง 2 แบบ ดังนี้ แปลงที่ 1 มีสภาพเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทราย และแปลงที่ 2 มีสภาพเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียว ผลการทดลองพบว่าที่ระยะแตกกอ พันธุ์ข้าวและเนื้อดินมีผลกระทบต่อลักษณะรากอย่างมีนัยสำคัญ โดยข้าวไร่ที่ปลูกในสภาพดินร่วนปนทรายมีจำนวนรากตื้น (19.92 ราก) จำนวนรากลึก (53.42 ราก) และจำนวนรากรวม (73.33 ราก) มากกว่าข้าวไร่ที่ปลูกในดินร่วนเหนียว โดยพันธุ์เจ้าลีซอสันป่าตองที่ปลูกภายใต้สภาพดินร่วนปนทรายมีจำนวนรากตื้น 29.00 ราก จำนวนรากลึก 93.00 ราก และจำนวนรากรวม 122.00 รากสูงสุด และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุ์ข้าวและเนื้อดินปลูกมีผลต่อจำนวนรากตื้น จำนวนรากลึก และจำนวนรากรวมอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ที่ระยะข้าวตั้งท้องพบว่า ปัจจัยด้านพันธุ์ เนื้อดิน และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุ์และเนื้อดินมีผลต่อจำนวนรากลึกและรากรวมอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง โดยข้าวไร่ที่ปลูกในดินร่วนปนทรายมีจำนวนรากลึกและจำนวนรากรวมสูงกว่าข้าวไร่ที่ปลูกในดินร่วนเหนียว (65.15 และ 86.85 รากตามลำดับ) ซึ่งพันธุ์เจ้าฮ่อมีจำนวนรากลึกสูงสุด(82.50 ราก) ในขณะที่พันธุ์ลืมผัวมีจำนวนรากรวมสูงสุด (109.67 ราก) รองลงมาคือพันธุ์เจ้าฮ่อ 100.75 ราก อย่างไรก็ตามไม่พบความแตกต่างของจำนวนรากในพันธุ์ซิวเกลี้ยงที่ปลูกในสภาพดินทั้งสองชนิด สำหรับการศึกษาลักษณะกายวิภาคของรากที่ระยะข้าวแตกกอพบว่า มีเพียงปัจจัยด้านพันธุ์ปัจจัยเดียวที่มีผลต่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของสตีลและจำนวนท่อน้ำอย่างมีนัยสำคัญ โดยพันธุ์เจ้าลีซอสันป่าตองมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของสตีลสูงสุดคือ 412.88 ไมครอน ในขณะที่พันธุ์เจ้าฮ่อมีจำนวนท่อน้ำมากสุดคือ 8.67 ท่อ ส่วนที่ระยะข้าวตั้งท้องพบว่า พันธุ์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุ์และเนื้อดินมีผลต่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพันธุ์ลืมผัวที่ปลูกในสภาพเนื้อดินร่วนเหนียวมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรากใหญ่สุด (1,471.83 ไมครอน) ในขณะที่พันธุ์ซิวเกลี้ยงที่ปลูกในสภาพเนื้อดินร่วนปนทรายมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางรากเล็กที่สุด (961.16 ไมครอน) อย่างไรก็ตามปัจจัยด้านเนื้อดินไม่มีผลกระทบต่อลักษณะกายวิภาคของรากทั้งระยะข้าวแตกกอและระยะข้าวตั้งท้อง จากผลการทดลองสามารถชี้ให้เห็นว่าชนิดดินปลูกมีผลต่อลักษณะราก ในขณะที่พันธุ์เป็นตัวกำหนดลักษณะกายวิภาคของราก</p> ปุณยวีร์ เดชครอง นฤภัทร ยังปรางค์ ศรสวรรค์ ศรีมา ศิริพรรณ สุขขัง ธนัญกรณ์ ใจผ่อง ทิวา พาโคกทม ทรงศักดิ์ ภัทราวุฒิชัย Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-11-24 2021-11-24 50 4 1055 1067 การสำรวจระยะไกลด้วยดาวเทียมเพื่อติดตามการเจริญเติบโตของต้นยางพาราและพยากรณ์ผลผลิตน้ำยาง กรณีศึกษาในพื้นที่ อ.เถิน จ.ลำปาง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251039 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของต้นยางพารา และการพยากรณ์ผลผลิตน้ำยางพาราโดยใช้ข้อมูลภาพดาวเทียมในแปลงปลูกยางพารา 2 พื้นที่ในอำเภอเถิน จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นเขตปลูกยางใหม่ โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลชุดดิน ข้อมูลภูมิอากาศ และข้อมูลภาพดาวเทียมจากดาวเทียม Landsat 8 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557-2562 จากข้อมูลดิน และข้อมูลภูมิอากาศแสดงให้เห็นว่า พื้นที่ศึกษาทั้ง 2 พื้นที่ไม่เหมาะสมกับการปลูกยางพารา ส่งผลให้ขนาดเส้นรอบวงลำต้นและการให้ผลผลิตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับข้อมูลภาพดาวเทียมในพื้นที่ศึกษาพบว่า ค่าการสะท้อนช่วงคลื่น RED (630-680 nm) ให้มีความสัมพันธ์สูงกับขนาดเส้นรอบวงลำต้นของยางพารา และดัชนีพืชพรรณ Difference Vegetation-Index (DVI) Soil-adjusted Vegetation Index (SAVI) Ratio Vegetation Index (RVI) Enhanced Vegetation Index (EVI) และ Modified Soil-Adjusted Vegetation Index (MSAVI) ให้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R) อยู่ในระดับปานกลางถึงสูงกับการให้ผลผลิตรายเดือนของยางพารา นอกจากนี้ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุแบบเป็นขั้นตอนระหว่างผลผลิตยางพารากับดัชนีพืชพรรณทั้ง 2 พื้นที่ พบว่า สามารถใช้ค่าดัชนี NDVI และ ค่าการสะท้อนช่วงคลื่น Near Infrared หรือ NIR (845-885 nm) ในการพยากรณ์ผลผลิตยางพาราได้ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R<sup>2</sup>) เท่ากับ 0.77 และ 0.63 และ ค่ารากที่สองของความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ยระหว่างค่าจริงกับค่าพยากรณ์ (Root Mean Square Error, RMSE) เท่ากับ 2.89 – 4.77 กก./ไร่</p> ณิชารีย์ ชาลีจังหาญ วุฒิดา รัตนพิไชย กรรณิการ์ สัจจาพันธ์ Yann Nouvellon พูนพิภพ เกษมทรัพย์ Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-10-19 2021-10-19 50 4 1068 1082 การศึกษาเวลาและอุปสรรคในการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบในไร่อ้อยด้วยโดรน รถแทรกเตอร์ และแรงงานคน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251705 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานฉีดพ่นให้ปุ๋ยทางใบในไร่อ้อยด้วยโดรนกับวิธีฉีดพ่นดั่งเดิมคือ การใช้รถแทรกเตอร์และคน การศึกษานี้ได้ตรวจสอบเวลาในการทำงาน พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงานฉีดพ่น ผลของการฉีดพ่นถูกเปรียบเทียบโดยใช้ความสูงที่เพิ่มขึ้นของอ้อยในแต่ละวิธี ผลการศึกษาพบว่า โดรนใช้เวลาในการทำงานน้อยที่สุดอยู่ที่ 21.19 นาที ซึ่งเมื่อทำงานซ้ำในพื้นที่เดิมเวลาจะเหลือเพียง 12.91 นาที เนื่องจากไม่จำเป็นต้องสร้างแผนการบินในการทำงานใหม่ รองลงมาคือ รถแทรกเตอร์อยู่ที่ 22.21 นาที และคนอยู่ที่ 39.49 นาที โดยปัญหาและอุปสรรคของโดรนคือ ลักษณะแปลงและอุปสรรคในแปลง ที่ส่งผลให้เวลาในการทำงานเพิ่มขึ้น ในขณะที่รถแทรกเตอร์ มีปัญหาเกี่ยวกับระยะแถวในการทำงาน ความสูงของอ้อยขณะฉีดพ่น และถนนรอบแปลงเพื่อเปลี่ยนแถวในการทำงาน และสุดท้ายคน มักพบปัญหาสารเคมีหมดขณะทำงานในแปลง ความเมื่อยล้า และอันตรายจากการสัมผัสสารเคมีโดยตรง ซึ่งผลวิเคราะห์ความสูงที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละเดือนหลังจากการฉีดพ่นจนถึงเดือนเก็บเกี่ยวพบว่าทั้ง 3 รูปแบบ รวมถึงแปลงที่ไม่มีการฉีดพ่นให้ปุ๋ยทางใบมีการเจริญเติบโตด้านความสูงที่ไม่แตกต่างกัน โดยผลของการศึกษาทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าการใช้โดรนในการให้ปุ๋ยเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีความเร็วในการทำงานสูง และให้ผลลัพธ์ของการฉีดพ่นไม่แตกต่างจากวิธีดั้งเดิม</p> พีส คูณดี ขวัญตรี แสงประชาธนารักษ์ เสรี วงส์พิเชษฐ มหิศร ว่องผาติ กิตติพิชญ์ อึงสถิตถาวร ศิโรรัตน์ พิลาวุธ อาทิตย์ ภูผาผุด ลลิตา พรรณดวงเนตร จีรวัฒน์ โนดไธสง Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-12-14 2021-12-14 50 4 1083 1096 อิทธิพลของพันธุ์ ความสูงและระยะเวลาการตัดยอดที่มีต่อคุณภาพใบหมักและผลผลิตหัวสดของมันสำปะหลัง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251743 <p>ใบมันสำปะหลังเป็นชีวมวลสดให้โปรตีนสูงและได้รับความสนใจนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของพันธุ์ ความสูงและระยะตัดยอดที่มีต่อผลผลิตพืชอาหารสัตว์ คุณภาพใบหมัก และองค์ประกอบผลผลิตหัวสด วางแผนการทดลองแบบ split-split plot in randomized complete block design 4 ซ้ำ main plot คือพันธุ์มันสำปะหลัง 2 พันธุ์ (เกษตรศาสตร์ 50 และระยอง 72) sub plot คือความสูงการตัด 2 ระดับ (30 และ 50 ซม. จากพื้นดิน) และ sub-sub plot คือระยะตัด 4 ระยะ (ตัดทุก 3, 4, 6 เดือน และที่ 12 เดือนหลังปลูก ซึ่งเป็นระยะเก็บเกี่ยวหัวมัน) ทำการศึกษาที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2559 จากการศึกษาพบว่า พันธุ์ และความสูงไม่มีอิทธิพลต่อผลผลิตและคุณภาพของใบหมัก รวมทั้งองค์ประกอบผลผลิตหัวสด ระยะตัดมีอิทธิพลต่อความสูงทรงพุ่ม ผลผลิตลำต้น ก้านใบและแผ่นใบแห้ง และผลผลิตหัวสด แต่ไม่มีผลต่อจำนวนและปริมาณแป้งของหัวสด การเพิ่มระยะตัดจากทุก 3 เดือน ถึง 12 เดือน ทำให้ผลผลิตแผ่นใบแห้งลดลงจาก 426.5 เป็น 24.2 กก./ไร่/ปี แต่ให้ผลผลิตหัวสดเพิ่มจาก 1,046.7 เป็น 1,710.2 กก./ไร่ อย่างไรก็ตาม พันธุ์ ความสูงและระยะตัดไม่มีอิทธิพลต่อปริมาณ neutral detergent fiber และ acid detergent fiber ของใบหมัก ขณะที่ปริมาณ acid detergent lignin เถ้า และโปรตีนลดลงตามระยะตัดที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น แนะนำได้ว่าระยะตัดทุก 6 เดือน ให้ผลผลิตและโปรตีนของใบหมักสูงกว่าระยะ 12 เดือน (ระยะปฏิบัติทั่วไป) โดยไม่กระทบต่อผลผลิตและปริมาณแป้งของหัวสด</p> นรุณ วรามิตร ปัทจิมา คงพลับ อนุรักษ์ อรัญญนาค ภูมพงศ์ บุญแสน จิราพร เชื้อกูล Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-01 2022-04-01 50 4 1097 1111 เครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด SSR ที่สัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณแอนโทไซยานิน และสีเยื่อหุ้มเมล็ดของข้าวในประชากรชั่วที่ 2 ของคู่ผสมระหว่างพันธุ์ปทุมธานี 1 กับก่ำน้อย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251539 <p>ข้าวก่ำพื้นเมืองของไทยมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงเกิดจากแอนโทไซยานินบริเวณเยื่อหุ้มเมล็ด การหาเครื่องหมายดีเอ็นเอที่สัมพันธ์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจะช่วยปรับปรุงข้าวพันธุ์ดีให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเครื่องหมายดีเอ็นเอชนิด SSR ที่ยึดติดกับยีน <em>OsB1&amp;B2, OsDFR </em>และ <em>OsMYB3</em> และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องหมายดีเอ็นเอกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในประชากร F<sub>2</sub> ของคู่ผสมระหว่างข้าวที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาวพันธุ์แม่ปทุมธานี 1 กับข้าวที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำพันธุ์พ่อก่ำน้อย จำนวน 300 ต้น พบเครื่องหมาย RM17321 (<em>OsB1&amp;B2</em>), RM11383 (<em>OsDFR</em>) และ RM15209 (<em>OsMYB3</em>) สามารถแยกความแตกต่างระหว่างข้าวที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีขาวและดำ เครื่องหมาย RM17321 และ RM15209 มีความสัมพันธ์กับค่าลอการิทึมของฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ R<sup>2</sup> มีค่าเท่ากับ 51.95% และ 3.93% ตามลำดับ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณของเครื่องหมายร่วมกัน พบว่า R<sup>2</sup> มีค่าสูงขึ้นเท่ากับ 55.11% นอกจากนี้เครื่องหมาย RM17321 มีความสัมพันธ์กับสีเยื่อหุ้มเมล็ดสูงมาก โดยจีโนไทป์ที่มีอัลลีลเหมือนพันธุ์พ่ออย่างน้อย 1 อัลลีล เยื่อหุ้มเมล็ดจะมีสี ในขณะที่เครื่องหมาย RM11383 ไม่มีความสัมพันธ์กับทุกลักษณะที่ศึกษา การวิเคราะห์ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในประชากร F<sub>2</sub> ด้วยวิธี DPPH พบต้นที่ 2 มีค่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดใกล้เคียงกับพันธุ์พ่อ ดังนั้น เครื่องหมาย RM17321 ร่วมกับ RM15209 ใช้คัดเลือกข้าวที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งเครื่องหมาย RM17321 ยังใช้คัดเลือกสีเยื่อหุ้มเมล็ดได้อย่างแม่นยำ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการคัดเลือกข้าวด้วยวิธีผสมกลับได้</p> ธัญพรรธน์ ทอง อนงค์นาฏ หรี่จินดา วราภรณ์ แสงทอง แสงทอง พงษ์เจริญกิต กฤษณะ ลาน้ำเที่ยง ช่อทิพา สกูลสิงหาโรจน์ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-01 2022-04-01 50 4 1112 1130 การถ่ายทอดลักษณะต้านออกซิเดชันของข้าวกล้องในประชากรข้าวรุ่น F2 จากคู่ผสม “RD41” × “Riceberry” https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/247972 <p>การศึกษาการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของลักษณะต้านออกซิเดชันในข้าวกล้องเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญเพื่อการประมาณความเป็นไปได้ของการคัดเลือกข้าวที่มีสารต้านออกซิเดชันสูง ในประชากรรุ่นลูกจากคู่ผสม “RD41” × “Riceberry” ประชากรนี้ได้ถูกสร้างขึ้นและปลูกที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีระหว่างเดือนสิงหาคม 2559 ถึงเดือนธันวาคม 2560 วัตถุประสงค์คือ ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะต้านออกซิเดชันของข้าวกล้องในประชากรรุ่น F<sub>2</sub> ที่ได้จากคู่ผสม “RD41” (P<sub>1</sub>) × “Riceberry” (P<sub>2</sub>) เมล็ดข้าวกล้องของ P<sub>1</sub> P<sub>2</sub> F<sub>1</sub> และ F<sub>2</sub> ถูกนำมาสกัดด้วย 1% HCl ในเมธานอล จากนั้น ปริมาณของลักษณะต้านออกซิเดชันที่ประกอบด้วย ปริมาณสารฟีโนลิคทั้งหมด (TPC) ปริมาณสารฟลาโวนอยด์ทั้งหมด (TFC) และปริมาณสารแอนโทไซยานินทั้งหมด (TAC) ส่วนฤทธิ์ต้านออกซิเดชันประกอบด้วยวิธี ABTS radical scavenging (ABTS) และ Ferric reducing antioxidant power (FRAP) ได้ถูกวิเคราะห์ ผลการศึกษา พบว่าสีของเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวควบคุมด้วยยีนด้อยสองคู่ ส่วนการกระจายความถี่ของลักษณะต้านออกซิเดชันของข้าวรุ่น F<sub>2</sub> เป็นการกระจายอย่างต่อเนื่องและไม่เป็นโค้งปกติ นอกจากนี้ การกระจายตัวยังแสดงว่าเกินขอบเขตของพ่อแม่ สหสัมพันธ์ในเชิงบวกต่อกันสูงระหว่างทุกลักษณะต้านออกซิเดชัน (r=0.910-0.973, p=0.01) ค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนเนื่องจากพันธุกรรม (GCV) สัมประสิทธิ์ความแปรปรวนของลักษณะปรากฏ (PCV) อัตราพันธุกรรม (<em>H<sup>2</sup></em>) และค่าร้อยละความก้าวหน้าทางพันธุกรรม (%GA) แสดงค่าสูงและอยู่ในช่วงจาก 40.08-117.62 44.13-124.35 0.82-0.94 และ 75.16-229.74 ตามลำดับ และความแตกต่างระหว่าง GCV และ PCV มีค่าต่ำและอยู่ในช่วงจาก 1.57-6.73 ผลการทดลองทั้งหมดเสนอให้เห็นว่าลักษณะต้านออกซิเดชันของประชากรนี้ถูกแสดงออกด้วยการถ่ายทอดเชิงปริมาณของยีนหลายตำแหน่ง ถูกควบคุมด้วยยีนด้อย และถูกบ่งชี้ว่าได้รับอิทธิพลจากยีนมากกว่าสภาพแวดล้อม ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ของการคัดเลือกพันธุ์ข้าวเพื่อให้มีลักษณะสารต้านออกซิเดชันสูงจากประชากรนี้ได้เป็นผลสำเร็จ</p> ศรัณยู ถาวร ชนิตา ปาลิยะวุฒิ วราลักษณ์ เกษตรานันท์ Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-12-16 2021-12-16 50 4 1131 1142 ค่าพารามิเตอร์ทางพันธุกรรมของลักษณะการเจริญเติบโตในไก่กระดูกดำเคยู-ภูพาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250949 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณค่าพารามิเตอร์ทางพันธุกรรมของลักษณะการเจริญเติบโตในไก่กระดูกดำเคยู-ภูพาน ชุดข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ประกอบด้วยพันธุ์ประวัติและข้อมูลลักษณะปรากฏ ได้แก่ น้ำหนักแรกเกิด (BW0), น้ำหนักที่อายุ 4 สัปดาห์ (BW4), น้ำหนักที่อายุ 8 สัปดาห์ (BW8) น้ำหนักที่อายุ 12 สัปดาห์ (BW12) ความยาวรอบอกที่อายุ 12 สัปดาห์ (Br12) และอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวันในช่วง 0-12 สัปดาห์ (ADG0-12) ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้แบบจำลองสัตว์หลายลักษณะ (multiple-trait) โดยจำแนกปัจจัยคงที่ออกเป็นอิทธิพลคงที่เนื่องจากเพศ และอิทธิพลเนื่องจากกลุ่มการจัดการ ได้แก่ ชั่วรุ่น และชุดฟัก ส่วนปัจจัยสุ่มจำแนกเป็นอิทธิพลสุ่มเนื่องจากตัวสัตว์และความคลาดเคลื่อน เทคนิค REML ถูกมาใช้เพื่อประมาณค่าองค์ประกอบความแปรปรวนเพื่อนำไปคำนวณค่าอัตราพันธุกรรมและสหสัมพันธ์ทางพันธุกรรม ผลการศึกษา พบว่า ค่าอัตราพันธุกรรมของลักษณะ BW0, BW4, BW8, BW12, Br12 และ ADG0-12 มีค่าในระดับปานกลางถึงสูง (0.24-0.73) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ทางพันธุกรรมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลางถึงสูง (0.25 – 0.98) ซึ่งจากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ในการปรับปรุงลักษณะการเจริญเติบโตในไก่กระดูกดำเคยู-ภูพานด้วยวิธีการคัดเลือกทางพันธุกรรมโดยสามารถพิจารณาปรับปรุงลักษณะน้ำหนักตัวได้ตั้งแต่อายุ 4 สัปดาห์ขึ้นไป</p> ภานุวัฒน์ คัมภีราวัฒน์ บดินทร์ วงศ์พรหม Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-10-15 2021-10-15 50 4 1143 1152 ผลของการใช้สมุนไพรกำลังช้างเผือก (Hiptage candicans) ต่อสมรรถนะการเจริญเติบโต และลดการตกค้างของยาปฏิชีวนะในไก่เนื้อ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250877 <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบการเพิ่มสมรรถนะการเจริญเติบโตของไก่เนื้อ และลดการตกค้างของยาปฏิชีวนะเอนโรฟลอกซาซิน (enrofloxacin) ไซโปรฟลอกซาซิน (ciprofloxacin) และด็อกซีไซคลิน (doxycycline) โดยการเสริมสารสกัดหยาบกำลังช้างเผือก (<em>Hiptage candicans</em>) ในอาหารไก่เนื้อ ที่ระดับ 0.5, 1.0, 1.5 และ 2.0% เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ โดยใช้ไก่เนื้อสายพันธุ์การค้าคละเพศ อายุ 26 วัน เลี้ยงจนครบ 39 วัน ทำการเปรียบเทียบการเจริญเติบโต ปริมาณอาหารที่กิน อัตราการแลกเนื้อ และวิเคราะห์หาการตกค้างของยาปฏิชีวนะหลังหยุดให้ยาปฏิชีวนะทันที และหลังการหยุด 2 วัน ผลการศึกษาพบว่าการเสริมสารสกัดไม่ส่งผลต่อปริมาณการกินได้ และอัตราการแลกเนื้อ แต่จะส่งผลดีต่ออัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่อวัน ในช่วงวันที่ 29-35 ส่วนผลการเสริมสารสกัดหยาบกำลังช้างเผือกในอาหารไก่เนื้อ พบว่าการเสริมสารสกัดหยาบกำลังช้างเผือกระดับความเข้มข้น 1.5% มีประสิทธิภาพในการลดความเป็นพิษของยาปฏิชีวนะชนิดเอนโรฟลอกซาซินและไซโปรฟลอกซาซินได้ดีและทำให้อาหารไม่มีเยื่อใยมากเกินไป ส่วนยาปฏิชีวนะด็อกซีไซคลินนั้นไม่พบการตกค้างในเนื้อไก่</p> สุรางค์รัตน์ พันแสง พวงผกา แก้วกรม Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-10-15 2021-10-15 50 4 1053 1161 การปรับปรุงคุณค่าทางโภชนะต้นข้าวโพดแห้งหมักด้วยเชื้อรา Trichoderma viride UP15 แบบเหลวที่ผลิตเอนไซม์ย่อยเยื่อใยพืชร่วมกับจุลินทรีย์ที่ผลิตกรดแลคติก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250902 <p>การคัดแยกเชื้อราที่ผลิตเอนไซม์ย่อยเยื่อใยพืชจากบริเวณที่ปลูกข้าวโพดพื่อนำมาประยุกต์ใช้เป็นหัวเชื้อหมักเพิ่มโภชนะต้นข้าวโพดแห้งหลังการเก็บเกี่ยวที่ไม่มีเมล็ดสำหรับเป็นอาหารสัตว์ ผลการทดลองพบว่าเชื้อรา <em>Trichoderma viride</em> UP15 สามารถผลิตเอนไซม์ย่อยเยื่อใยพืช (เซลลูเลส และไซแลนเนส) ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด การศึกษานี้ทำการปรับสภาวะที่เหมาะสมในการปรับปรุงโภชนะ ดังนี้ คือ ต้นข้าวโพดแห้งที่ความชื้นเริ่มต้น 70 เปอร์เซ็นต์ ค่า pH เริ่มต้น 6.0-7.0 เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ 0.2 เปอร์เซ็นต์ และหมักที่อุณหภูมิห้องซึ่งมีค่าเฉลี่ย 30 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 21 วัน โดยใช้การทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ซึ่งทำการทดลองโดยมีการเติมหัวเชื้อทั้งสี่แบบดังต่อไปนี้ คือ ไม่เติมจุลินทรีย์เป็นชุดควบคุม (T0) เติมจุลินทรีย์ <em>Lactobacillus</em> <em>plantarum</em> (T1) เติมจุลินทรีย์ <em>Trichoderma</em> <em>viride</em> UP15 (T2) และเติมจุลินทรีย์ผสมระหว่าง <em>L. plantarum</em> ร่วมกับ <em>T.</em> <em>viride</em> UP15 ในอัตราส่วน 1:1 (T3) ผลการทดลองพบว่า ต้นข้าวโพดแห้งหมักที่มีการเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ (T2 และ T3) มีปริมาณโปรตีนสูงขึ้น และมีค่าเยื่อใยต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุม (T0) (P&lt;0.05) ารวิเคราะห์กรดไขมันที่ระเหยได้จากต้นข้าวโพดแห้งหมักพบว่า กรดแลคติกมีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเฉพาะในต้นข้าวโพดแห้งหมักด้วยจุลินทรีย์ผสม T3 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่การหมักต้นข้าวโพดแห้งด้วยหัวเชื้อแบบเหลวที่ผลิตเอนไซม์ย่อยเยื่อใยพืชและจุลินทรีย์ที่ผลิตกรดแลคติกจึงเป็นวิธีการช่วยปรับปรุงคุณภาพและคุณค่าทางโภชนะต้นข้าวโพดแห้งได้</p> ศุภคม คล้ายโตนด เยาวลักษณ์ แหม่งปัง ชัยณรงค์ วงศ์สรรศรี โชค โสรัจกุล ขรรค์ชัย ดั้นเมฆ รวิสรา รื่นไวย์ Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-12-28 2021-12-28 50 4 1162 1173 ผลของทางใบปาล์มน้ำมันหมักแคลเซียมไฮดรอกไซด์ในอาหารผสมครบส่วน ต่อปริมาณการกินได้ และการย่อยได้ในแพะ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252002 <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของทางใบปาล์มน้ำมันหมักแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (calcium hydroxide treated oil palm frond, CTOPF) ในอาหารผสมครบส่วน (total mixed ration, TMR) ต่อปริมาณการกินได้ และการย่อยได้ในแพะ โดยศึกษาในแพะลูกผสมบอร์-พื้นเมือง 50% เพศผู้ อายุประมาณ 15-16 เดือน มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 20±2.1 kg จำนวน 4 ตัว สุ่มแพะให้ได้รับอาหารตามแผนการทดลองแบบ 4 x 4 จัตุรัสลาติน ประกอบด้วยอาหาร TMR 4 สูตร โดยใช้ CTOPF 0, 2, 4 และ 6% ตามลำดับ เพื่อเป็นแหล่งของอาหารหยาบ จากการศึกษาพบว่า ปริมาณการกินได้อย่างอิสระของวัตถุแห้ง (%DM) สัมประสิทธิ์การย่อยได้ของอินทรียวัตถุ (OM) ผนังเซลล์ (NDF) เปอร์เซ็นต์โภชนะรวมที่ย่อยได้ (TDN) และพลังงาน (ME) มีแนวโน้มลดลงในอาหาร TMR ที่มีระดับของ CTOPF สูงกว่า 4% แบบโค้งกำลังสอง (P&lt;0.01) อย่างไรก็ตาม ปริมาณการกินได้ของอินทรียวัตถุ (OM) โปรตีนรวม (CP) ผนังเซลล์ (NDF) และลิโนเซลลูโลส (ADF) ของแพะทุกกลุ่มใกล้เคียงกัน (P&gt;0.05) เช่นเดียวกับค่าเมแทบอไลท์ในกระแสเลือด (blood glucose, BUN and PCV) ของแพะทั้ง 4 กลุ่ม ไม่แตกต่างกัน (P&gt;0.05) ดังนั้น จากการศึกษาแนะนำให้ใช้ CTOPF 2% เพื่อเป็นแหล่งอาหารหยาบในอาหาร TMR เนื่องจากช่วยเพิ่มปริมาณการกินได้วัตถุแห้ง และทำให้การย่อยได้ของโภชนะสูงขึ้นในแพะ</p> ภูวดล เหมชะรา พีรวัจน์ ชูเพ็ง ณันญรัตน์ คุ้มครอง Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-01 2022-04-01 50 4 1174 1184 ผลของความชื้นและระยะเวลาหมักต่อคุณภาพอาหารข้นเปียกสำหรับโคเนื้อ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252061 <p>การควบคุมคุณภาพการหมักเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการใช้อาหารสัตว์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีความชื้นสูง งานวิจัยครั้งนี้ศึกษาผลกระทบของระดับความชื้นและระยะเวลาหมักต่อองค์ประกอบทางเคมีและคุณภาพการหมักของอาหารข้นเปียก จัดปัจจัยทดลองแบบ 3 x 5 แฟคทอเรียลในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (3 ซ้ำ/ปัจจัยทดลอง) ปัจจัยทดลอง A คือ ระดับความชื้น (a1 = 40% a2 = 50% และ a3 = 60%) ปัจจัยทดลอง B คือ ระยะเวลาหมัก (b1 = 0 วัน b2 = 7 วัน b3 = 14 วัน b4 = 21 วัน และ b5 = 28 วัน) ผสมวัตถุดิบตามสูตรที่กำหนด โดยบรรจุในถุงพลาสติกในสภาพไร้อากาศ (30 กิโลกรัม/ถุง) ผลการทดลองครั้งนี้พบว่า ระดับความชื้นและวันหมักไม่มีอิทธิพลร่วมกันต่อวัตถุแห้ง อินทรียวัตถุ โปรตีนรวมและเถ้า (P &gt; 0.05) ค่าการเปลี่ยนแปลงของวัตถุแห้ง (P &lt; 0.01) และอินทรียวัตถุ (P &lt; 0.05) มีแนวโน้มลดลงเมื่อวันหมักยาวนานขึ้น แต่โปรตีนมีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P &gt; 0.05) ค่าความเป็นกรด-ด่างมีค่าต่ำที่สุดเมื่ออาหารข้นถูกหมักนาน 7 วัน (P &lt; 0.01) อาหารข้นเปียกหมักทั้งหมดมีคุณภาพการหมักที่ดีมาก จากผลทดลองครั้งนี้บ่งบอกได้ว่า ความชื้นที่เหมาะสมสำหรับการทำอาหารข้นเปียกอยู่ในช่วง 40% ถึง 60% อาหารข้นเปียกควรหมักอย่างต่ำ 7 วัน และสามารถถูกรักษาคุณภาพได้ยาวนาน 28 วัน</p> <p> </p> สายัณห์ สืบผาง ฉัตรชัย แก้วพิลา วรุณ โคตะ สุวิทย์ ทิพอุเทน Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-04-01 2022-04-01 50 4 1185 1193 ผลของการเสริมใบบัวบกผงในอาหารต่อผลผลิตไข่และค่าโลหิตวิทยาในนกกระทาญี่ปุ่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250782 <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมใบบัวบกผงในอาหารต่อผลผลิตไข่และค่าโลหิตวิทยาในนกกระทาญี่ปุ่น วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ใช้นกกระทาญี่ปุ่นจำนวน 360 ตัว อายุ 84 วัน แบ่งการทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ซ้ำ ซ้ำละ 30 ตัว คำนวนสูตรอาหารที่มีการเสริมใบบัวบกผงที่ระดับ 0, 2, 4 และ 6% ในสูตรอาหาร ที่มีระดับโปรตีน 20% และพลังงานใช้ประโยชน์ได้ 2,800 kcal/kg ทำการบันทึกข้อมูลน้ำหนักตัว จำนวนนกตาย ปริมาณอาหารที่กิน ผลผลิตไข่ และคุณภาพไข่ เก็บตัวอย่างเลือดและวิเคราะห์ค่าโลหิตวิทยา ผลจากการทดลองพบว่าการเสริมใบบัวบกผงมีผลต่อปริมาณอาหารที่กินและอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักไข่ 1 กิโลกรัม (P&lt;0.01) แต่ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว (P&gt;0.05) การเสริมใบบัวบกผงไม่มีผลทำให้ผลผลิตไข่ น้ำหนักฟองไข่ มวลไข่ เปอร์เซ็นต์เปลือกไข่ เปอร์เซ็นต์ไข่แดง และความหนาเปลือกไข่แตกต่างกัน (P&gt;0.05) แต่มีผลทำให้เปอร์เซ็นต์ไข่ขาว และคะแนนสีของไข่แดงแตกต่างกัน การเสริมใบบัวบกผงมีผลทำให้สีของไข่แดงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) การเสริมใบบัวบกผงสามารถลดค่าน้ำตาลในเลือด ไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล และ LDL (Low Density Lipoprotein) ในเลือดนกกระทา ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการเสริมใบบัวบก 2% ในสูตรอาหารนกกระทาสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยรวมโดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพของนกกระทา</p> อารยา เจียรมาศ แขม ล่องนภา อภิชัย บัวชูก้าน สมนึก สอนนอก Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-12-14 2021-12-14 50 4 1194 1203 การทดแทนปลาป่นด้วยของเหลือใช้จากสัตว์บกในอาหารสำหรับปลานิล (Oreochromis niloticus Linn.) แปลงเพศที่เลี้ยงในกระชัง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249556 <p>ศึกษาผลการทดแทนปลาป่นด้วยของเหลือใช้จากสัตว์บกในอาหารสำหรับปลานิลแปลงเพศที่เลี้ยงในกระชังที่แขวนในบ่อดิน วางแผนการทดลองแบบ 3 x 2 แฟคทอเรียลแบบสุ่มสมบูรณ์ โดยศึกษา 2 ปัจจัย คือปัจจัยที่ 1 สูตรอาหาร มี 3 สูตร ได้แก่ สูตรใช้ปลาป่น 10%, สูตรใช้เศษไก่ป่นผสมเศษหมูป่นทดแทนปลาป่นทั้งหมดในสูตรอาหาร (w/w) และสูตรอาหารผสมสำเร็จรูป ส่วนปัจจัยที่ 2 คือความถี่ในการให้อาหารแบบให้วันละ 2 ครั้งหรือ 4 ครั้ง รวม 6 ชุดการทดลอง ๆ ละ 3 ซ้ำ น้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยของปลาคือ 33 ± 0.02 กรัมต่อตัว เลี้ยงปลานาน 153 วัน ปลามีน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ย 656.79 ± 42.46 กรัมต่อตัว ผลการทดลองไม่พบอิทธิพลร่วมระหว่าง 2 ปัจจัย รวมถึงไม่พบอิทธิพลหลักของแต่ละปัจจัยต่อการเจริญเติบโต, อัตรารอดตาย, อัตราแลกเนื้อ, ประสิทธิภาพอาหาร, Condition factor, hepatosomatic index และ viscerosomatic index โดยปลาทุกชุดการทดลองมีค่าดังกล่าวไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P&gt;0.05) แต่พบว่าปลาที่ได้รับอาหารสูตร 1 มีเปอร์เซ็นต์เนื้อแล่สูงที่สุด (P&lt;0.05) ส่วนปลาที่ได้รับอาหารสูตรที่ 2 และ 3 มีเปอร์เซ็นต์เนื้อแล่ไม่แตกต่างกัน (P&gt;0.05) และยังพบว่าปลาที่ได้รับอาหารที่ความถี่ 2 ครั้ง/วัน มีเปอร์เซ็นต์เนื้อแล่สูงกว่าปลาที่ได้รับอาหาร 4 ครั้ง/วัน (P&lt;0.05) การทดลองนี้จึงสรุปได้ว่าสามารถใช้เศษไก่ป่นผสมเศษหมูป่นทดแทนปลาป่นได้ทั้งหมด โดยไม่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของปลา และพบว่าความถี่ในการให้อาหารที่ 2 ครั้ง/วัน เป็นความถี่ที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลานิลแปลงเพศที่มีรูปแบบการเลี้ยงในลักษณะใกล้เคียงกับงานวิจัยครั้งนี้</p> สาวิตรี ศิลาเกษ ดาราวรรณ ยุทธยงค์ นเรศ นาเมืองรักษ์ จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-09-30 2021-09-30 50 4 1204 1219 Expression and promoter analysis of the hevein gene in rubber tree (Hevea brasiliensis) clones resistant and susceptible to Phytophthora spp. https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252125 <p>-</p> Tanida Cheung Unchera Viboonjun Jarunya Narangajavana Pisamai Chantuma Panida Kongsawadworakul Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2021-12-16 2021-12-16 50 4 1220 1232