วารสารแก่นเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj
<p>วารสารแก่นเกษตรได้รับทุนสนับสนุนเป็นวารสารที่มีคุณภาพตามเกณฑ์วารสารวิชาการระดับชาติ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก สกอ. ประจำปี 2551, เป็นวารสารที่ยอมรับในการใช้เป็นผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. (ตั้งแต่รุ่นที่ 11 เป็นต้นไป) , มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index, TCI), และเผยแพร่บทคัดย่อภาษาอังกฤษในฐานข้อมูล AGRIS-FAO (http://agris.fao.org/agris-search/index.do)</p>
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
th-TH
วารสารแก่นเกษตร
3027-6497
-
การใช้ประโยชน์จากเปลือกไข่ในการเพิ่มผลผลิตปูนานิ่มสายพันธุ์กำแพงเพชร (Sayamia bangkokensis)
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/269084
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเข้มข้นที่เหมาะสมของเปลือกไข่บดผสมอาหารต่อการผลิตปูนานิ่ม โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด แบ่งการทดลองออกเป็น 2 ชุดการทดลอง ได้แก่ ชุดการทดลองที่ 1 ใช้เปลือกไข่บดที่ไม่ผ่านความร้อนผสมอาหาร ชุดการทดลองที่ 2 ใช้เปลือกไข่บดที่ผ่านความร้อนผสมอาหาร ในการเลี้ยงปูนา ที่ความเข้มข้นต่าง ๆ ได้แก่ 0 (ชุดควบคุม) 10, 15, 20, 25 และ 30 เปอร์เซ็นต์ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ทั้ง 2 ชุดการทดลอง ๆ ละ 3 ซ้ำ ระยะเวลา 5 เดือน ผลการทดลอง พบว่า กลุ่มปูนาที่ได้รับอาหารผสมเปลือกไข่ทั้ง 2 ชุดการทดลอง มีผลต่อการเจริญเติบโตด้านน้ำหนัก ดีกว่าชุดควบคุม โดยชุดการทดลองที่ 1 ที่ความเข้มข้น 15 เปอร์เซ็นต์ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม มีค่าการเจริญเติบโตดีที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสิติ (P<0.05) ได้แก่ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (weight gain) เท่ากับ 9.54±0.90 กรัม และชุดการทดลองที่ 2 พบว่า ที่ความเข้มข้น 30 เปอร์เซ็นต์ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม มีค่าการเจริญเติบโตดีที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสิติ (P<0.01) ได้แก่ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (weight gain) ความกว้างของกระดองที่เพิ่มขึ้น (carapace width gain) เท่ากับ 10.28±1.70 กรัม และ 0.52±0.03 เซนติเมตร ตามลำดับ ส่วนอัตราการลอกคราบ (molting rate) และระยะเวลาการลอกคราบ (average time interval in molting) ช่วงเวลาการลอกคราบสั้นลง โดยเฉพาะปูนาที่ได้รับอาหารผสมเปลือกไข่ที่ผ่านความร้อน ที่ความเข้มข้น 25 เปอร์เซ็นต์ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม มีเปอร์เซ็นต์การลอกคราบสูงที่สุด และระยะเวลาการลอกคราบสั้นที่สุด (P<0.05) เท่ากับ 75.00±5.00 เปอร์เซ็นต์ และ 23.70±7.15 วัน ตามลำดับ สรุปได้ว่า ปูนาที่ได้รับอาหารผสมเปลือกไข่ที่ผ่านความร้อน มีผลต่อการเจริญเติบโต อัตราการลอกคราบและระยะเวลาการลอกคราบดีที่สุด</p>
วิจิตรตา อรรถสาร
จุฬาลักษณ์ จันทบาล
สราวุธ คำพุช
จิราวรรณ คำธร
ณัฐนันท์ เที่ยงธรรม
ศตพร โนนคู่เขตโขง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
261
271
-
ผลของสัดส่วนการใช้หนอนแมลงวันลาย (Hermetia illucens) ร่วมกับอาหารทางการค้าต่อค่าการเจริญเติบโต สุขภาพและองค์ประกอบทางเคมีของตัวปลาในปลานิลวัยอ่อน (Oreochromis niloticus)
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268507
<p>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาผลของสัดส่วนของการใช้หนอนแมลงวันลาย (Black soldier fly meal; BSFM) ร่วมกับอาหารทางการค้า ในการอนุบาลปลานิลที่มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 400±0.56 มิลลิกรัม (mg) ต่อค่าการเจริญเติบโต สุขภาพ และองค์ประกอบทางเคมีของตัวปลา โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design; CRD) แบ่งการทดลองเป็น 5 กลุ่มการทดลองๆ ละ 3 ซ้ำ คือกลุ่มทดลองที่ 1 กลุ่มอาหารสำเร็จรูปทางการค้า (Control) กลุ่มทดลองที่ 2 สัดส่วนหนอนแมลงวันลาย 25% กับอาหารสำเร็จรูปทางการค้า 75% (25%-BSFM) กลุ่มทดลองที่ 3 สัดส่วนหนอนแมลงวันลาย 50% กับอาหารสำเร็จรูปทางการค้า 50% (50%-BSFM) กลุ่มทดลองที่ 4 สัดส่วนหนอนแมลงวันลาย 75% กับอาหารสำเร็จรูปทางการค้า 25% (75%-BSFM) กลุ่มทดลองที่ 5 กลุ่มหนอนแมลงวันลาย 100% (100%-BSFM) เก็บตัวอย่างที่ระยะ 30 และ 60 วันหลังการกินอาหาร ผลการศึกษาพบว่าปลานิลที่ได้รับ 50%-BSFM ส่งผลต่อการเพิ่มสมรรถนะการเจริญเติบโต ประกอบด้วยค่าน้ำหนักสุดท้าย (BW) อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ (SGR) และลดอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนัก (FCR) (P<0.05) โดยไม่มีผลต่ออัตราการรอดของปลา (SR) (P>0.05) กลุ่มที่ได้รับอาหารผสมหนอนแมลงวันลายมีผลต่อการเพิ่มระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์และพลาสมาโปรตีนรวมที่สูงขึ้น (P<0.05) เช่นเดียวกับการเพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ (ตัวปลา กล้ามเนื้อปลาและตับปลา) และไขมันในตัวปลา ที่มีค่าเพิ่มสูงขึ้นสอดคล้องกับสัดส่วนของการใช้หนอนแมลงวันลายที่เพิ่มสูงขึ้น (25%-BSFM - 100%-BSFM) (P<0.05) การใช้หนอนแมลงวันลายร่วมกับอาหารทางการค้าตั้งแต่ระดับ 25%-BSFM ถึง 100%-BSFM มีผลต่อการเพิ่มประชากรจุลินทรีย์กลุ่ม <em>Bifidobacteria</em> spp. และการลดลงของประชากรจุลินทรีย์กลุ่ม <em>Vibrio</em> spp. เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่มีสัดส่วนของหนอนแมลงวันลาย (P<0.05) โดยสรุปสัดส่วนการใช้หนอนแมลงวันลายที่ระดับ 50%-BSFM เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมในการประยุกต์ใช้หนอนแมลงวันร่วมกับอาหารสำเร็จรูปทางการค้าที่มีผลต่อสมรรถนะการเจริญเติบโต สุขภาพและค่าองค์ประกอบทางเคมีในตัวปลานิล</p>
สุขสันต์ ขำคง
ณัฐนันท์ ศรีสกุลเตียว
พุทธพร พุ่มโรจน์
นิชนันท์ ชูเกิด
สุรินทร บุญอนันธนสาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
272
291
-
ความผันแปรของลักษณะปรากฏและข้อเสนอเชิงการคัดเลือกพันธุ์ด้านการเจริญเติบโตและความทนเค็มของปลานิล (Oreochromis niloticus) ภายใต้ระบบการเลี้ยงในน้ำเค็ม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268363
<p>ปลานิล (<em>Oreochromis niloticus</em>) เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งมีการเพาะเลี้ยงในเขตน้ำเค็มบริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกและภาคใต้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของการผลิตปลานิลทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงระบบเกี่ยวกับลักษณะฟีโนไทป์ของปลานิลภายใต้สภาวะน้ำเค็มยังมีจำกัด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความผันแปรของลักษณะฟีโนไทป์ด้านการเจริญเติบโตและความทนเค็มของปลานิลสายพันธุ์ปรับปรุงภายใต้ความเค็ม 32 ส่วนในพัน (ppt) โดยใช้ประชากรปลา 4,232 ตัว จาก 213 ครอบครัว (full-sib family) ที่ได้รับการติดเครื่องหมายด้วยไมโครชิป PIT และเลี้ยงในระบบที่ใกล้เคียงกับการจัดการเชิงพาณิชย์จริง การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยแบบจำลองเชิงเส้นทั่วไปและลอจิสติก พบว่า ปลานิลมีอัตรารอดชีวิตเฉลี่ยสูง (92.4%) โดยปลาชุดที่ 1 (อายุเฉลี่ย 150.8 วัน) มีอัตรารอดสูงกว่า (96.1%) แต่น้ำหนักตัวเฉลี่ยต่ำกว่า (507.9 ± 100.3 กรัม) เมื่อเทียบกับชุดที่ 2 (528.0 ± 142.0 กรัม, อายุเฉลี่ย 161.5 วัน) เพศผู้มีน้ำหนักมากกว่าเพศเมียประมาณ 10% นอกจากนี้ยังพบความผันแปรของน้ำหนักตัวในระดับครอบครัวค่อนข้างสูง (ช่วง 46–909 กรัม) แสดงถึง ศักยภาพในการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์เพื่อการปรับปรุงพันธุ์อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ฟีโนไทป์ระหว่างน้ำหนักตัวและอัตรารอดชีวิตมีค่าต่ำมาก (0.02 ± 0.01) สะท้อนว่าทั้งสองลักษณะมีความเป็นอิสระต่อกัน การคัดเลือกพันธุ์จึงควรใช้ดัชนีแบบหลายลักษณะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระบบเลี้ยงน้ำเค็มของประเทศไทยอย่างยั่งยืน</p>
ดนัย สมใจ
อมร เหลืองนฤมิตชัย
วาสนา สืบทรง
มาริสา มาหมวด ดี
กรรณิการ์ นิ่มนวล
ดนัย จัตวา
ธนาทิพย์ สุวรรณโสภี
ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
292
303
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกซื้ออาหารทะเลที่ได้มาตรฐาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267471
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารทะเลที่ได้มาตรฐาน ดำเนินการวิจัยโดยการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากประชาชนไทยที่บรรลุนิติภาวะทั้งหมด 421 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วย Hierarchical cluster analysis และ Binary logistic regression ผลการจัดกลุ่มผู้บริโภคแบ่งผู้บริโภคอาหารทะเลออกเป็น 3 กลุ่มตามช่วงอายุ พบว่า คนทั้งสามกลุ่มมีการค้นข้อมูลก่อนซื้อสินค้า โดยคนในกลุ่มที่ 1 มีอายุระหว่าง 46-60 ปี และกลุ่มที่ 3 ที่มีอายุระหว่าง 24-29 ปี นิยมค้นหาข้อมูลเรื่องราคาและช่องทางการซื้อ ขณะที่คนกลุ่มที่ 3 ที่มีอายุระหว่าง 24-29 ปี จะค้นข้อมูลเรื่องราคากับโปรโมชัน แต่ทั้งสามกลุ่มมีการค้นข้อมูลเรื่องที่มาของสินค้าน้อยที่สุด ในส่วนของช่องทางการค้นหาข้อมูล คนในกลุ่มที่ 1 จะค้นหาข้อมูลผ่านการสอบถามจากบุคคล (เพื่อน/คนรู้จัก/ญาติ) ขณะที่คนกลุ่มที่ 3 จะค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook และ TikTok ส่วนคนกลุ่มที่ 2 จะค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook และอ่านจากการรีวิวสินค้า ในการตัดสินใจซื้ออาหารทะเลของคนกลุ่มที่ 1 และ 2 จะให้ความสำคัญกับคุณภาพและรูปลักษณ์ของสินค้า ขณะที่คนกลุ่มที่ 3 ที่มีอายุน้อยกว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพและราคา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารทะเลที่ได้มาตรฐานได้แก่ ประสบการณ์การซื้ออาหารทะเล (ค่า Wald = 11.269, p = 0.001) และการรับรู้ข่าวสาร (ค่า Wald = 15.580, p = 7.90x10<sup>-5</sup>) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยหากผู้บริโภคมีประสบการณ์การซื้ออาหารทะเลที่ดีหรือมีการรับรู้ข่าวสารเพิ่มขึ้นจะทำให้มีโอกาสในการซื้ออาหารทะเลที่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้น ดังนั้น หน่วยงานรัฐนอกจากจะส่งเสริมมาตรฐานกับผู้ประกอบการแล้ว ควรต้องให้ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวกับผู้บริโภคด้วย เพื่อเพิ่มการรับรู้และความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของอาหารทะเลที่มาจากการรทำประมงอย่างมีความรับผิดชอบ</p>
ศศิวิมล คล่องอักขระ
ศันสนีย์ หวังวรลักษณ์
เณรตา ปิ่นเนตรหาญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
304
314
-
การประเมินสมรรถภาพการผลิตไข่ และการเจริญเติบโตของไก่กระดูกดำ(ฟ้าหลวง)
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267807
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสมรรถภาพการผลิตไข่ การฟักไข่ และการเจริญเติบโตของลูกไก่กระดูกดำ(ฟ้าหลวง) โดยใช้พ่อแม่พันธุ์ไก่กระดูกดำสายพันธุ์ฟ้าหลวง 1 (MA) และสายพันธุ์ฟ้าหลวง 2 (MJ) ที่มีอายุ 28 สัปดาห์ จัดคู่ผสมเป็น 4 กลุ่ม (เพศผู้ 1 ตัวต่อเพศเมีย 7ตัว) ได้แก่ MA×MA, MA×MJ, MJ×MA และ MJ×MJ จากนั้นบันทึกข้อมูลผลผลิตไข่ และอัตราการฟักไข่ โดยเก็บประสิทธิภาพการผลิตไข่ของแต่ละคู่ผสมเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ เปรียบเทียบแต่ละกลุ่มคู่ผสมโดยใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) พบว่ากลุ่ม MA×MA มีอัตราการให้ผลผลิตไข่เฉลี่ยสูงสุด (59.76%) และมวลไข่เฉลี่ยต่อวันสูงที่สุด (18.79 กรัม/วัน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ขณะที่กลุ่ม MJ×MA มีอัตราการฟักของไข่ที่มีเชื้อสูงที่สุด (80.98%) และอัตราการตายของตัวอ่อนต่ำที่สุด (18.89%) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) จากนั้นศึกษาประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของลูกไก่กระดูกดำที่เกิดจากแต่ละกลุ่มคู่ผสม พบว่าน้ำหนักลูกไก่แรกเกิดไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในทุกกลุ่มคู่ผสม (P>0.05) โดยมีค่าเฉลี่ยของน้ำหนักลูกไก่แรกเกิดอยู่ที่ 30.08–34.00 กรัม อย่างไรก็ตามด้านประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของลูกไก่จากแต่ละคู่ผสมพบว่าในช่วงอายุ 4–8 สัปดาห์ กลุ่ม MA×MA และ MA×MJ มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อวันสูงกว่ากลุ่มอื่น (P<0.05) จากผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า กลุ่มคู่ผสม MA×MA มีความเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในระบบการผลิตไข่เชิงพาณิชย์ เนื่องจากแสดงศักยภาพด้านการให้ผลผลิตไข่สูง ในขณะที่กลุ่มคู่ผสม MJ×MA แสดงศักยภาพที่โดดเด่นด้านอัตราการฟักที่สูงและอัตราการตายของตัวอ่อนที่ต่ำ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ไก่กระดูกดำ(ฟ้าหลวง)ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และส่งเสริมการพัฒนาสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองอย่างยั่งยืน</p>
กรรณิกา ฮามประคร
ประภากร ธาราฉาย
เถลิงศักดิ์ อังกุรเศรณี
กฤดา ชูเกียรติศิริ
จุฬากร ปานะถึก
ภาคภูมิ เสาวภาคย์
ครรชิต ชมภูพันธ์
สุภารักษ์ คำพุฒ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
315
328
-
ผลของการใช้ต้นข้าวโพดแห้งหมักด้วยเอนไซม์ย่อยเยื่อใยร่วมกับเชื้อจุลินทรีย์ Lactobacillus casei TH14 ต่อการใช้ประโยชน์ของโภชนะและกระบวนการหมักในกระเพาะรูเมนในหลอดทดลอง
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267927
<p>ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคและกระบือประสบปัญหาการขาดแคลนพืชอาหารหยาบ จึงมองเห็นการใช้ประโยชน์จากเศษเหลือทางการเกษตรโดยเฉพาะต้นข้าวโพดแห้งที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก สามารถนำมาใช้เป็นแหล่งอาหารหยาบ โดยต้นข้าวโพดแห้งหมักด้วยเอนไซม์ย่อยเยื่อใยและเชื้อจุลินทรีย์ <em>Lactobacillus casei</em> TH14 ช่วยเพิ่มโภชนะของต้นข้าวโพดแห้ง และช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้ ดังนั้น การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้ต้นข้าวโพดแห้งหมักด้วยเอนไซม์ย่อยเยื่อใยร่วมกับเชื้อจุลินทรีย์ <em>Lactobacillus casei</em> TH14 ต่อการใช้ประโยชน์ของโภชนะและกระบวนการหมักในกระเพาะรูเมนในหลอดทดลอง วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) โดยแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 9 กลุ่ม ใช้อาหารผสมครบส่วน (TMR) สัดส่วนอาหารหยาบต่ออาหารข้น คือ 60:40, โดยใช้ต้นข้าวโพดแห้งหมักทดแทนฟางข้าวที่สัดส่วน 0, 10, 20, 30, 40, 50 และ 60% ตามลำดับ พบว่าการย่อยสลายของวัตถุแห้งในหลอดทดลอง (<em>in vitro</em> dry matter degradability, IVDMD) ที่ 24 ชั่วโมง มีค่าการย่อยได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 65.63% (P<0.001) การย่อยสลายของอินทรียวัตถุ (<em>in vitro</em> organic matter degradability, IVOMD) ที่ 24 ชั่วโมง มีค่าการย่อยได้อยู่ที่ 66.70% (P<0.001) จากผลการทดลองสรุปได้ว่าต้นข้าวโพดหมักสามารถใช้ทดแทนฟางข้าวได้ และมีศักยภาพในการใช้เป็นแหล่งอาหารหยาบในอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง</p>
ฉัตรชัย ภักดีกลาง
อนุสรณ์ เชิดทอง
พงศธร กุนัน
ชานนท์ สุนทรา
ชุติกาญจน์ ศรทองแดง
สุบรรณ ฝอยกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
329
340
-
ผลของการใช้ยูเรียที่ปลดปล่อยช้าและแป้งที่ทนต่อการย่อยสลายในอาหารอัดก้อนต่อจลนศาสตร์การผลิตแก๊ส และค่าการย่อยได้ในหลอดทดลอง
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267926
<p>ยูเรียที่ปลดปล่อยช้าเป็นทางเลือกสำคัญในการเสริมไนโตรเจนในสูตรอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง เนื่องจากช่วยให้ไนโตรเจนถูกปลดปล่อยออกอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการใช้พลังงานของจุลินทรีย์ในกระเพาะหมัก ในขณะเดียวกัน แป้งที่ทนต่อการย่อยสลาย เช่น แป้งมันสำปะหลังที่ผ่านการดัดแปรด้วยความร้อนและความชื้น จะช่วยให้สัตว์สามารถใช้ประโยชน์จากคาร์โบไฮเดรตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการใช้ยูเรียที่ปลดปล่อยช้า (slow-release urea; SRU) ร่วมกับแป้งทนต่อการย่อยสลายในอาหารอัดก้อน ต่อจลนศาสตร์การผลิตแก๊สและค่าการย่อยได้ในหลอดทดลอง การศึกษาวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design; CRD) แบ่งเป็น 6 กลุ่ม โดยเติมยูเรียที่ปลดปล่อยช้า (Menogen®) ในระดับ 0, 3, 6, 9, 12 และ 15% และใช้แป้งมันสำปะหลังดัดแปรในระดับ 5% เท่ากันทุกกลุ่ม ผลการทดลองพบว่า กลุ่มที่ใช้ SRU15% มีค่า a (ส่วนที่ละลายทันที) สูงสุด และค่า b (ส่วนที่ละลายช้า) กลุ่มที่ใช้ SRU15% มีค่าต่ำที่สุด ส่วนค่า c (อัตราการผลิตแก๊ส) สูงสุดในกลุ่มที่ใช้ SRU9% ทั้ง 3 พารามิเตอร์มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ขณะที่ค่า a+b (ศักยภาพการผลิตแก๊สทั้งหมด) สูงสุดในกลุ่มที่ใช้ SRU6% สำหรับการสะสมแก๊สที่ 120 ชั่วโมง พบค่าสูงสุดในกลุ่ม SRU9% ของค่าการย่อยได้ของวัตถุแห้ง อินทรียวัตถุ และเยื่อใยที่ไม่ละลายในสารละลายที่เป็นกลาง มีค่าสูงสุดในกลุ่ม SRU15% ทั้ง 3 พารามิเตอร์มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) โดยสรุปได้ว่า การใช้ยูเรียปลดปล่อยช้าในระดับ 15% ร่วมกับแป้งที่ทนต่อการย่อยสลายในสูตรอาหารอัดก้อน มีประสิทธิภาพในการเพิ่มการหมักภายใต้การทดสอบในหลอดทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p>
วนราช ดารา
อนุสรณ์ เชิดทอง
ณรกมล เลาห์รอดพันธ์
นิราวรรณ กุนัน
สุบรรณ ฝอยกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
341
353
-
ผลของการใช้บัวตอง (Tithonia diversifolia) ทดแทนกากถั่วเหลืองในสูตรอาหารโคเนื้อ ต่อจลนศาสตร์การผลิตแก๊ส และการย่อยสลายได้ในหลอดทดลอง
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267930
<p>บัวตอง (Tithonia diversifolia) พบทั่วไปในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มักปลูกเพื่อความสวยงามสำหรับเป็นแหล่งท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม บัวตองมีคุณค่าทางโภชนะสูงโดยเฉพาะโปรตีน แต่ในเมืองไทยยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ด้านอาหารสัตว์ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้บัวตองทดแทนกากถั่วเหลืองในอาหารโคเนื้อ ต่อจลนศาสตร์การผลิตแก๊สและการย่อยสลายได้ในหลอดทดลอง ทำการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่มการทดลอง (T1-T6) กลุ่มละ 3 ซ้ำ โดยใช้บัวตองทดแทนกากถั่วเหลือง(วัตถุแห้ง) ในสัดส่วน 100:0, 80:20, 60:40, 40:60, 20:80 และ 0:100 ในสูตรอาหารข้น ตามลำดับ จากผลการทดลองพบว่า บัวตองมีวัตถุแห้ง 85.46% โปรตีนดิบ 18.39% เยื่อใย NDF 53.25% เยื่อใย ADF 42.29% ไขมัน 2.25% และเถ้า 13.4% ค่าจลนศาสตร์การผลิตแก๊สพบว่า ค่าของส่วนที่ละลายได้ช้า (b), ค่าศักยภาพในการผลิตแก๊ส (a+ b) และการผลิตแก๊สสะสมที่ 96 ชั่วโมง มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em><0.01) โดยกลุ่มที่มีค่า b สูงที่สุดคือกลุ่ม T1 (133.85 ml/0.5 g DM) และ ต่ำที่สุดคือ T6 (115.80 ml/0.5 g DM) ค่า a+b กลุ่มที่มีค่าสูงที่สุดคือกลุ่ม T3 (135.57 ml/0.5 g DM) และต่ำที่สุดคือ T6 (119.35 ml/0.5 g DM) และการผลิตแก๊สสะสมที่ 96 ชั่วโมงมีค่าสูงที่สุดใน T3 (130.97 ml/0.2 g DM) มีค่าต่ำที่สุดคือ T6 (114.33 ml/0.5 g DM) ค่าของส่วนที่ละลายได้ทันที (a) ค่าอัตราส่วนของการผลิตแก๊ส และการย่อยสลายของวัตถุแห้งและการย่อยสลายของอินทรียวัตถุในหลอดทดลอง พบว่าไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (<em>P</em>>0.05) จากผลการทดลองสรุปได้ว่า บัวตองสามารถใช้ทดแทนกากถั่วเหลืองได้ถึง 60% โดยไม่กระทบต่อกระบวนการหมักและการย่อยสลายได้ในหลอดทดลอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการนำมาใช้เป็นแหล่งวัตถุดิบอาหารสัตว์ทางเลือกได้</p>
รัฐพล พลเทียร
สินีนาฏ พลโยราช
อนุสรณ์ เชิดทอง
ณรกมล เลาห์รอดพันธ์
สุบรรณ ฝอยกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
354
365
-
ผลของความแตกต่างสารละลายเจือจางน้ำเชื้อและระยะเวลาในการเก็บรักษาต่อคุณภาพน้ำเชื้อสุกรที่อุณหภูมิ 17 องศาเซลเซียส
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267751
<p>ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการศึกษาความแตกต่างของสารละละลายเจือจางน้ำเชื้อร่วมกับระยะเวลาการเก็บรักษาน้ำเชื้อ โดยทำการรีดน้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์สุกร 2 ตัว ตัวละ 5 ครั้ง แล้วเจือจางด้วยสารละลายเจือจางน้ำเชื้อเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 17°C เป็นเวลา 7 วัน ออกแบบการทดลองแบบ Factorial in RCBD โดยมีปัจจัยคือความแตกต่างของสูตรสารละลายเจือจางน้ำเชื้อ (BTS, A และ B) และระยะเวลาในการเก็บรักษาน้ำเชื้อที่ 17°C (1, 3, 5 และ 7 วัน) ทำการประเมินคุณภาพน้ำเชื้อ ได้แก่ การเคลื่อนที่ ความผิดปกติ และจลศาสตร์การเคลื่อนที่ ผลการทดลองพบว่ามีอิทธิพลร่วมของความแตกต่างของสูตรสารเจือจางน้ำเชื้อและระยะเวลาในการเก็บรักษาน้ำเชื้อต่อค่าการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า (Progressive) และจลศาสตร์การเคลื่อนที่ ได้แก่ DAP, DSL, DCL, VAL, VCL, STR และ LIN อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ซึ่งกลุ่มน้ำเชื้อที่เจือจางด้วยสูตร BTS จากเก็บรักษาน้ำเชื้อในวันที่ 1, 3, 5 และ 7 ส่งผลให้เปอร์เซ็นต์ของการเคลื่อนที่โดยรวม, การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า, VAP, VSL และ VCL มีค่าสูงกว่ากลุ่มอื่น (P<0.05) ในกลุ่มสารละลาย A ส่งผลให้ค่า DSL, DCL และ ALH สูงกว่ากลุ่มอื่น (P<0.05) และในกลุ่มสารละลายเจือจาง B มีค่า Distal Droplet, STR, LIN และ WOB สูงกว่ากลุ่มอื่น (P<0.05) นอกจากนี้พบว่าระยะเวลาในการเก็บน้ำเชื้อที่แตกต่างกันส่งผลต่อค่าการเคลื่อนที่โดยรวม และการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเมื่อเก็บรักษาน้ำเชื้อในวันที่ 1 มีผลทำให้มีค่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับระยะเวลาอื่น (P<0.05) และพบว่า ระยะเวลาในการเก็บรักษาน้ำเชื้อยังส่งผลต่อค่า DMR, DAP, DSL, STR และ LIN เมื่อเก็บรักษาน้ำเชื้อในวันที่ 5 มีค่ามากกว่าเมื่อเทียบกับระยะเวลาอื่น (P<0.05) นอกจากนี้ยังพบว่าในการเก็บรักษาน้ำเชื้อวันที่ 7 มีค่าความผิดปกติของอสุจิแบบ distal droplet สูงกว่าการเก็บรักษาน้ำเชื้อในระยะเวลาอื่น (P<0.05)</p>
วรรณลักษณ์ ถาวร
นรบดี ศรีแดง
วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
366
377
-
ผลการใช้สารเสริมจากพืชแทนนินและฟีนอลิคสูงในอาหารโคขุนต่อจลนศาสตร์การผลิตแก๊สและการย่อยได้ในหลอดทดลอง
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267914
<p>ศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการใช้สารเสริมจากพืชบางชนิดที่มีสารประกอบแทนนินและโพลีฟีนอลสูงในอาหารโคระยะขุนที่ใช้อัตราส่วนของอาหารหยาบต่ออาหารข้นต่อจลนศาสตร์การผลิตแก๊ส การย่อยได้ในหลอดทดลอง และการสังเคราะห์จุลินทรีย์ การทดลองครั้งนี้ใช้แผนการทดลองแบบ 2 × 5 factorial in CRD จำนวน 5 ซ้ำ ประกอบด้วยปัจจัย A คือ อัตราส่วนอาหารข้น:อาหารหยาบ (A1 = 30:70 และ A2 = 70:30) และปัจจัย B คือ สารเสริมจากพืช 5 ชนิด ได้แก่ B1=ลูกมะกอกป่า, B2 = ลูกมะขามป้อม, B3 = ใบสะเดา, B4 = สารเสริมอัดเม็ด Cysteamine-nitrate- mangosteen peel, B5 = ไม่เสริม) จากการศึกษาพบว่ามีแนวโน้มของอิทธิพลร่วมระหว่างการเสริมพืชที่มีองค์ประกอบแทนนินและโพลีฟีนอลกับสัดส่วนอาหารหยาบต่ออาหารข้น (P=0.06) แต่การให้อาหารข้นในสัดส่วนสูง (R:C, 30:70) จะส่งผลให้ผลผลิตแก๊สสะสม ผลผลิตแก๊สจากส่วนที่ย่อยสลายได้ (a) ศักยภาพการผลิตแก๊ส (b) และการย่อยได้ของวัตถุแห้งในหลอดทดลองเพิ่มขึ้น (P<0.05) เมื่อทำการเสริมพืชที่มีองค์ประกอบแทนนินและฟีนอลิคสูงไม่ส่งผลผลิตแก๊สสะสม ผลผลิตแก๊สจากส่วนที่ย่อยสลายได้ ศักยภาพการผลิตแก๊ส และการย่อยได้ของอินทรียวัตถุของอาหารโคขุน (P>0.05) ขณะที่การการใช้อัตราส่วนอาหารข้นสูงร่วมกับสารเสริมจาก Cysteamine-nitrate- mangosteen peel และมะขามป้อมจะทำให้เพิ่มค่าการใช้ประโยชน์ได้พลังงาน กรดไขมันที่ระเหยได้และการสังเคราะห์จุลินทรีย์เพิ่มขึ้นแตกต่างจากกลุ่มควบคุม (P<0.05) ดังนั้น การใช้พืชที่มีแทนนินและฟีนอลิคสูงในท้องถิ่นสามารถนำมาใช้เป็นสารเสริมธรรมชาติที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนรูเมนได้ อย่างไรก็ตามควรศึกษาระดับที่เหมาะสมและผลของการใช้สารเสริมพืชที่มีสารประกอบแทนนินและฟีนอลสูงต่อสมรรถนะการเจริญเติบโตและคุณภาพซากของโคขุนในลำดับต่อไป</p>
พิชาด เขจรศาสตร์
สุขุมาภรณ์ ศรีเผด็จ
ธีระยุทธ จันทะนาม
วัชรวิทย์ มีหนองใหญ่
ประพจน์ มลิวัลย์
สมนึก สอนนอก
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
378
391
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระยะห่างการคลอดของกระบือปลักไทยในระบบเกษตรกรรายย่อย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268367
<p>ระยะห่างการคลอด (Calving Interval; CI) เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของสมรรถภาพการสืบพันธุ์และกำหนดประสิทธิภาพการผลิตกระบือในประเทศไทย กระบือปลักยังคงมีบทบาทสำคัญในระบบเกษตรกรรมของเกษตรกรรายย่อย อย่างไรก็ตาม CI ที่ยาวนานเกินไปเป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพการสืบพันธุ์และการสร้างผลผลิต งานวิจัยเกี่ยวกับความแปรผันของ CI ภายใต้เงื่อนไขของเกษตรกรรายย่อยยังมีอยู่อย่างจำกัด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอิทธิพลของฝูงและปี-ฤดูกาล (Year–Season: YS) ต่อ CI ในกระบือปลักไทยภายใต้การเลี้ยงของเกษตรกรรายย่อย ข้อมูล CI 861 รายการ ของแม่กระบือ 343 ตัว ที่คลอดระหว่างปี พ.ศ. 2552–2566 จาก 47 ฝูง ใน 7 จังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยถูกวิเคราะห์โดยใช้แบบจำลองเชิงเส้นผ่านโปรแกรม SAS (PROC GLM) พร้อมประมาณค่าเฉลี่ยแบบลีสแควร์และความคลาดเคลื่อนมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์พบว่า ค่าเฉลี่ยของ CI เท่ากับ 586.65±187.37 วัน โดยมีช่วงค่าระหว่าง 464.72 ถึง 855.85 วัน ในแต่ละฟาร์ม และมีความแปรผันสูงในแต่ละ YS (412.53 ถึง 1,107.24 วัน) สะท้อนอิทธิพลของปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการตามฤดูกาล เส้นแนวโน้มถดถอยมีความชันติดลบ (b = -5.25; R² = 0.1801) บ่งชี้แนวโน้มการลดลงของ CI อย่างช้า ๆ ทั้งนี้พบว่าฟาร์มมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแสดงให้เห็นถึงบทบาทของการจัดการฟาร์ม โภชนาการ และแนวทางการผสมพันธุ์ที่แตกต่างกันระหว่างฟาร์ม ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นถึง ความสำคัญของการบริหารจัดการระดับฟาร์มและการวางแผนตามฤดูกาลในการลดระยะห่างการคลอด และแนะนำให้มีการเสริมมาตรการด้านพันธุกรรมและโภชนาการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างยั่งยืนในระบบเกษตรกรรายย่อย</p>
สโรชิตา แสงจง
ธนาทิพย์ สุวรรณโสภี
สุพชัย ปัญญาเอก
ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
392
403
-
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแพะ ด้วยเทคโนโลยีการกำหนดเวลาผสมเทียม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267871
<p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเทคโนโลยีการกำหนดเวลาผสมเทียมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแพะ ดยใช้แม่พันธุ์แพะเนื้อ สายพันธุ์บอร์ จำนวน 40 ตัว อายุเฉลี่ย 2 ปี ที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 38.00±0.5 กิโลกรัม/ตัว วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 10 ตัว กลุ่มที่ 1 กลุ่มควบคุม (Control) แม่พันธุ์แพะที่ไม่ได้รับโปรแกรมฮอร์โมนเหนี่ยวนำและผสมแบบธรรมชาติ กลุ่มที่ 2 แม่พันธุ์ที่ได้รับโปรแกรมฮอร์โมนเหนี่ยวนำ และผสมแบบธรรมชาติ กลุ่มที่ 3 แม่พันธุ์ที่ได้รับโปรแกรมฮอร์โมนเหนี่ยวนำและกำหนดเวลาในการผสมเทียมโดยใช้น้ำเชื้อแช่แข็งผสมเทียม 1 ครั้ง กลุ่มที่ 4 แม่พันธุ์ที่ได้รับโปรแกรมฮอร์โมนเหนี่ยวนำ กำหนดเวลาในการผสมเทียมโดยใช้น้ำเชื้อแช่แข็งผสมเทียม 2 ครั้ง จากการศึกษาพบว่า แม่พันธุ์ที่ได้รับโปรแกรมฮอร์โมนเหนี่ยวนำและกำหนดเวลาในการผสมเทียม กลุ่มที่ 3 และ 4 มีการเป็นสัดของแพะช่วงวันที่ 6–8 โดยมีอัตราการเป็นสัดสูงสุด (100%) อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) และมีอัตราการตั้งท้องสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 นอกจากนี้ยังพบว่าแพะกลุ่มที่ 3 และ 4 ไม่มีการสูญเสียการตั้งท้อง และไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างการผสมเทียม 1 ครั้ง และ 2 ครั้ง จากผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ การใช้เทคโนโลยีการกำหนดเวลาผสมเทียมแพะ สามารถเพิ่มผลผลิตลูกแพะได้ โดยมีอัตราการเป็นสัด และอัตราการตั้งท้อง สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ทำการเหนี่ยวนำการเป็นสัด ซึ่งเป็นอีกวิธีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตแพะ และแก้ปัญหาการขาดแคลนลูกแพะขุน ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกร อันนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดลำปาง โดยองค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในระบบการผลิตแพะเชิงพาณิชย์ได้ต่อไป</p>
นิตยา ทองทิพย์
ปิยมาสฐ์ ตัณฑ์เจริญรัตน์
ผกาสินี ขาวแดง
พัชรี พรมตัน
วาที คงบรรทัด
วรรณลักษณ์ ถาวร
วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
404
415
-
ระบบติดตามและควบคุมอัตโนมัติบนแพลตฟอร์มระบบไซเบอร์กายภาพ เพื่อการผลิต ปุ๋ยมูลไส้เดือนดินอย่างมีประสิทธิภาพ
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268827
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับระบบไซเบอร์กายภาพและปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน 2) ออกแบบระบบสำหรับติดตามและควบคุมความชื้น อุณหภูมิ และระบบแจ้งเตือนศัตรูในฟาร์มไส้เดือนดิน 3) พัฒนาต้นแบบระบบบนแพลตฟอร์มระบบไซเบอร์กายภาพ และ 4) ประเมินประสิทธิภาพของระบบที่พัฒนาขึ้น การพัฒนาระบบอิงตามกระบวนการพัฒนาระบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่ การวางแผน ออกแบบ พัฒนา ทดสอบ และบำรุงรักษา โดยระบบประกอบด้วย 3 โมดูลหลัก ได้แก่ 1) ระบบควบคุมความชื้น 2) ระบบควบคุมอุณหภูมิ และ 3) ระบบแจ้งเตือนศัตรูไส้เดือนดิน ระบบใช้โหนดเอ็มซียู<br />เป็นไมโครคอนโทรลเลอร์หลักร่วมกับเซนเซอร์วัดน้ำหนักและอุณหภูมิ โดยควบคุมผ่านแอปพลิเคชันบลิ้ง และใช้แพลตฟอร์มซีร่าคอร์สำหรับประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ในระบบแจ้งเตือนศัตรูไส้เดือนดิน ผลงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ระบบสามารถควบคุมความชื้น และอุณหภูมิทำงานได้แม่นยำในช่วง 70-80% และ 15-28 °C ตามลำดับ ลดการใช้แรงงานได้ 900 นาที/เดือน ใช้ไฟฟ้าเพียง 2.17 kWh/เดือน และน้ำ 4 ล./เดือน น้ำหนักของไส้เดือนดินเพิ่มขึ้น 15% ใน 30 วัน ระบบแจ้งเตือนศัตรูไส้เดือนดินทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเวลาตอบสนองเพียง 3-5 วินาที ระบบต้นแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระบบไซเบอร์กายภาพในภาคเกษตรกรรม และสามารถนำไปต่อยอดในงานวิจัยเกี่ยวกับระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง เพื่อสร้างนวัตกรรมการเกษตรอัจฉริยะในอนาคต</p>
สุรศักดิ์ ก้องกิตติตระกูล
นิติเศรษฐ์ หมวดทองอ่อน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
416
429
-
การตรวจพิสูจน์และยืนยันการอาศัยอยู่ของเชื้อเห็ดเอคโตไมคอร์ไรซาบริเวณรากพืชอาศัย และเปอร์เซ็นต์การเกิดรากเอคโตไมคอร์ไรซา หลังใส่เชื้อและออกปลูกในสภาพแปลงธรรมชาติ
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268460
<p>การศึกษานี้ตรวจสอบการอาศัยอยู่ของเห็ดเอคโตไมคอร์ไรซาบริเวณรากพืชอาศัยและวัดเปอร์เซ็นต์การเกิดรากเอคโตไมคอร์ไรซาหลังการใส่เชื้อและปลูกในสภาพแปลงธรรมชาติพื้นที่แปลงธรรมชาติ โดยทดลองกับเห็ดตับเต่า (<em>Phlebopus portentosus</em>) เห็ดเผาะ (<em>Astraeus odoratus</em>) และเห็ดระโงกเหลือง (<em>Amanita hemibapha</em>) ใส่เชื้อปริมาตร 25 มิลลิลิตรต่อต้น หลังปลูกเป็นเวลา 1 ปี พบว่ารากพืชที่ได้รับการใส่เชื้อเห็ดตับเต่าและเห็ดเผาะมีการสร้างเอคโตไมคอร์ไรซาโดยมีเส้นใยเกาะที่ผิวรากและมีเปอร์เซ็นต์การเกิดรากเอคโตไมคอร์ไรซาเฉลี่ยระหว่าง 66.24% และ 63.79% และ 50.40-63.86% ตามลำดับ สำหรับเห็ดระโงกเหลืองที่ปลูกเป็นเวลา 6 เดือน มีเปอร์เซ็นต์การเกิดรากเอคโตไมคอร์ไรซาเฉลี่ย 31.60-39.24% ซึ่งสูงกว่าต้นควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ การตรวจสอบการมีอยู่ของ DNA เห็ดเผาะ เห็ดตับเต่า และเห็ดระโงกเหลืองในรากพืชอาศัยโดยวิธีพีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction) ด้วยชุดไพรเมอร์ที่มีความจำเพาะต่อเห็ดทั้ง 3 ชนิด ซึ่งพบแถบ DNA ที่สามารถยืนยันพิสูจน์ได้ว่าในรากพืชอาศัยมีเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซาทั้ง 3 ชนิดนี้อยู่ในรากพืชจริง การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้วิธีการทางชีวโมเลกุล สามารถยืนยันชนิดของเห็ดไมคอร์ไรซาได้อย่างแม่นยำ และเหมาะสมสำหรับระบุชนิดของตัวอย่างที่ไม่สามารถจำแนกด้วยการใช้ลักษณะทางสัณฐานวิทยาได้</p>
ธนภักษ์ อินยอด
ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ
ขนิษฐา ชวนะนรเศรษฐ์
ธนภัทร เติมอารมย์
ชาตรี กอนี
ณัฐพัชร์ ศรีหะนัลต
ปิยะดา เอี่ยมประสงค์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
430
445
-
การประเมินผลผลิต คุณภาพผลผลิตของมะเขือเทศสีดาสายพันธุ์ใหม่ และความสัมพันธ์ ของลักษณะทางการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/267717
<p>การปลูกประเมินผลผลิต และคุณภาพผลผลิต ของมะเขือเทศสีดาสายพันธุ์ BC<sub>2</sub>-1-15-9-9 และ 56-1-7-6-5 โดยเปรียบเทียบกับพันธุ์การค้าจำนวน 3 พันธุ์ ในกระถางขนาด 15 นิ้ว ภายใต้แผนการทดลอง CRD โดยบันทึกข้อมูลลักษณะทางการเกษตรและคุณภาพผลผลิตจำนวน 18 ลักษณะ และวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางการเกษตร จากการทดลองพบว่า สายพันธุ์ BC<sub>2</sub>-1-15-9-9 ให้จำนวนผลผลิต 1.30 กิโลกรัมต่อต้น สามารถเก็บผลผลิตครั้งแรกได้เร็ว (~64 วันหลังการย้ายปลูก) และมีคุณภาพผลผลิตไม่แตกต่างจากพันธุ์การค้า นอกจากนี้สายพันธุ์ BC<sub>2</sub>-1-15-9-9 มีลักษณะเด่น คือ ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายได้ (TSS) สูง (5.22 °Brix) และมีระดับสีชมพูเข้มกว่าพันธุ์การค้า (<em>L*</em>=35.48, <em>a*</em>=27.10, <em>b*</em>=24.34 และ <em>C</em>=36.55) ส่วนสายพันธุ์ 56-1-7-6-5 ให้จำนวนผลผลิต 1.92 กิโลกรัมต่อต้น สามารถเก็บผลผลิตครั้งแรกได้ช้า (~71 วันหลังการย้ายปลูก) มีคุณภาพผลผลิตไม่แตกต่างจากพันธุ์การค้า โดยมีลักษณะเด่น คือ มีจำนวนกิ่งต่อต้นสูง (8.17 กิ่ง) ปริมาณกรดน้อย (2.70%) และมีระดับสีชมพูอ่อนกว่าพันธุ์การค้า (<em>L*</em>=36.90, <em>a*</em>=19.04, <em>b*</em>=20.99 และ <em>C</em>=36.55) ซึ่งเมื่อพิจารณาลักษณะทางการเกษตรแล้วมะเขือเทศสีดาทั้งสองสายพันธุ์สามารถนำไปทดสอบตลาดและเผยแพร่พันธุ์สู่เกษตรกรต่อไป การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ด้วย Pearson correlation ระหว่าง 18 ลักษณะ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์สูงแบบผกผันระหว่างลักษณะวันแรกที่ติดผลหลังการย้ายปลูกกับปริมาณกรดจากการไทเทรท ลักษณะจำนวนกิ่งกับความแน่นเนื้อ ลักษณะน้ำหนักผลกับ fruit shape index (FSI) ลักษณะความสูงลำต้นหลักกับความแน่นเนื้อ และน้ำหนักผล ลักษณะ FSI กับปริมาณกรดจากการไทเทรท และความหนาเปลือก นอกจากนั้นยังพบความสัมพันธ์สูงแบบผันตรงระหว่างลักษณะจำนวนผลผลิตทั้งหมดกับจำนวนผลผลิตที่สามารถจำหน่ายได้ ลักษณะน้ำหนักผลกับความหนาเปลือก ระดับค่า TSS กับค่าสี <em>a*</em> และค่าสี <em>C</em> ลักษณะค่าสี <em>C</em> กับค่าสี <em>a*</em> และค่าสี <em>b*</em> จากความสัมพันธ์ของลักษณะทางการเกษตรเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการคัดเลือกในโครงการปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศสีดาได้</p>
มฆวัน ศรีจันทร์
รมิดา ดอนเส
อัครชัย โสมกุล
วินิตชาญ รื่นใจชน
อาวีวุฒิ ยงสุวรรณ
วิทยา เศรษฐวิทยา
ปวีณา ชื่นวาริน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
446
456
-
ปัจจัยสนับสนุนความหลากหลายและเงื่อนไขที่มีอิทธิพลต่อการลดภาระในการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรของเกษตรกรผู้สูงอายุบนพื้นที่สูงของประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268426
<p>ท่ามกลางบริบทสังคมสูงอายุที่ส่งผลให้แรงงานภาคเกษตรบนพื้นที่สูงมีแนวโน้มถดถอยและเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานทดแทน อันเนื่องมาจากข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมและสภาวะเศรษฐกิจนานัปการ เกษตรกรผู้สูงอายุจึงยังคงต้องแบกรับภาระในการประกอบอาชีพอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษา (1) ลักษณะการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตร และ (2) วิเคราะห์ปัจจัยเกื้อหนุนความหลากหลายและเงื่อนไขที่มีอิทธิพลต่อการลดภาระในการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตร จากตัวอย่างเกษตรกรผู้สูงอายุในพื้นที่ดำเนินงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จำนวน 402 ราย ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างอย่างเป็นระบบ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุ ผลการศึกษาเผยให้เห็นว่า ตัวอย่างเกษตรกรผู้สูงอายุดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรเฉลี่ย 4.15 กิจกรรม โดยมีบทบาทสำคัญในการให้คำปรึกษา (ร้อยละ 72.89) การเตรียมพื้นที่และเพาะปลูก (ร้อยละ 64.18) การดูแลผลผลิต (ร้อยละ 55.72) การเก็บเกี่ยว (ร้อยละ 53.23) และการจัดหาแรงงาน (ร้อยละ 51.00) ในการสร้างความหลากหลายของการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรมีปัจจัยที่สนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ประกอบด้วย การขยายช่องทางการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตร (β=0.314) การครอบครองเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น (β=0.170) การได้รับสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์ที่ดิน (β=0.152) และการเพิ่มขึ้นของรายได้ครัวเรือนในภาคเกษตร (β=0.088) ในขณะที่การลดภาระการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรได้รับอิทธิพลจากเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของแรงงานอายุ 15-44 ปี ที่สามารถทดแทนแรงงานสูงอายุ (β=-0.163) และการได้รับเงินสนับสนุนจากสวัสดิการ (β=-0.094) ดังนั้นจึงควรส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและสารสนเทศทางการเกษตรที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนสิทธิการถือครองที่ดินที่มั่นคงและเสถียรภาพทางรายได้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการปรับตัวของเกษตรกรผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับบทบาทของระบบสวัสดิการและการทดแทนแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการจ้างงานในกลุ่มเยาวชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการผลิตภาคเกษตรในบริบทสังคมสูงวัยบนพื้นที่สูง</p>
จันทร์จิรา รุ่งเจริญ
ปภพ จี้รัตน์
กชพร สุขจิตภิญโญ
ณิรินทร์พัชร์ ชยวงศ์ธร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
457
470
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติมาตรการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังของเกษตรกร ตำบลนาดี อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268093
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษา 1) ลักษณะพื้นฐานส่วนบุคคลของเกษตรกร 2) ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคใบด่างมันสำปะหลังของเกษตรกร 3) การปฏิบัติตามมาตรการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังของเกษตรกร และ 4) ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติตามมาตรการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังของเกษตรกร กลุ่มตัวอย่างคือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังตำบลนาดี อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร คัดเลือก 3 หมู่บ้านที่มีการปลูกมันสำปะหลังและพบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังมากที่สุด จำนวน 89 คน จากจำนวน 115 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยแบบสอบถามที่ผ่านการทดสอบความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาซ (Cronbach’s alpha coefficient) อยู่ที่ 0.848 ใช้สถิติเชิงพรรณนาและใช้การวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติคพหุกลุ่ม พบว่าเกษตรกรเป็นเพศชายมากที่สุด อายุเฉลี่ย 56.02 ปี จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา มีการติดต่อโดยตรงกับเจ้าหน้าที่เรื่องโรคใบด่างมันสำปะหลังเฉลี่ย 1.5 ครั้งต่อปี มีแรงงานภาคการเกษตรเฉลี่ย 2.75 คนต่อครัวเรือน ประสบการณ์การปลูกเฉลี่ย 12.57 ปี ต้นทุนการผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ย 3,648 บาทต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 3.9 ตันต่อไร่ รายได้จากการขายผลผลิตเฉลี่ย 7,205 บาทต่อไร่ เกษตรกรมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคใบด่างมันสำปะหลังอยู่ในระดับสูง มีการปฏิบัติตามมาตรการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังอยู่ในระดับปานกลางและปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติมาตรการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ได้แก่ ผลผลิตมันสำปะหลังซึ่งมีความสัมพันธ์ในทิศทางบวก การที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น 1 หน่วย จะมีโอกาสที่เกษตรกรจะอยู่ในกลุ่มที่มีการปฏิบัติระดับปานกลางและระดับสูงเพิ่มขึ้น 4.88 และ 5.45 เท่า ตามลำดับ และแรงงานในครัวเรือนซึ่งมีความสัมพันธ์ในทิศทางลบ การมีแรงงานในครัวเรือนเพิ่มขึ้น 1 คน โอกาสที่จะมีการปฏิบัติระดับสูงจะลดลง 0.336 เท่า ดังนั้น ครัวเรือนควรกำหนดบทบาทหน้าที่ของแรงงานอย่างชัดเจน เน้นการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตเพื่อก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบร่วมกันจะช่วยยกระดับการปฏิบัติมาตรการจัดการโรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
ฉัตรมณี จิตรหาญ
ไชยธีระ พันธุ์ภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
471
484
-
การวิเคราะห์การเจริญเติบโตของงาดำสายพันธุ์ปรับปรุงใหม่ในจังหวัดนครพนม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/268436
<p>งา (<em>Sesamum indicum</em> L.) เป็นพืชน้ำมันที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นพืชทางเลือกที่มีศักยภาพในการส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดนครพนมปลูกเพื่อเพิ่มรายได้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการเจริญเติบโตและผลผลิตของงาดำสายพันธุ์ปรับปรุงใหม่โดยคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จำนวน 5 สายพันธุ์ ได้แก่ B15-1-3 B15-2-1 B17-2-4 B15-3-1 และ B15-3-3 เปรียบเทียบกับพันธุ์แนะนำ (อุบลราชธานี 3) โดยใช้แผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ (RCBD) มี 3 ซ้ำ ที่มหาวิทยาลัยนครพนม ผลการศึกษาพบว่า สายพันธุ์ B15-2-1 และ B15-3-3 ให้ผลผลิตเมล็ดสูงที่สุด (652.87 และ 513.81 กก./ไร่ ตามลำดับ) สายพันธุ์ B15-2-1 มีอัตราการเจริญเติบโตของพืช (CGR) อัตราการเจริญเติบโตของใบ (LGR) อัตราการเจริญเติบโตของต้น (SGR) อัตราการเจริญเติบโตสัมพัทธ์ (RGR) ความคงทนของพื้นที่ใบ (LAD) และอัตราการสังเคราะห์สุทธิ (NAR) สูงในช่วง 40-60 วันหลังปลูก ส่วนสายพันธุ์ B15-3-3 มีการสะสมชีวมวลในช่วงปลายฤดูปลูกสูงที่สุด และยังพบว่าดัชนีพื้นที่ใบมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลผลิตเมล็ด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการใช้เป็นลักษณะในการคัดเลือกพันธุ์ที่มีผลผลิตสูง นอกจากนี้ สายพันธุ์งาดำทั้งหมดมีอายุดอกบาน 50% และวันเก็บเกี่ยวไม่แตกต่างจากพันธุ์แนะนำ แสดงถึงความเหมาะสมในการนำไปใช้ในระบบการผลิตของเกษตรกร ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าสายพันธุ์ B15-2-1 และ B15-3-3 มีศักยภาพสูงในการใช้เป็นพันธุ์ทางเลือกในจังหวัดนครพนม และสามารถเป็นสายพันธุ์งาทางเลือกให้เกษตรกรเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต</p>
ภาณุพงศ์ ผลเจริญ
มุกดา คำพิลา
วิมลสิริ หลาบเงิน
นทีทิพย์ สวัสดิ์รักษา
อริยาภรณ์ พงษ์รัตน์
อนนท์ จันทร์เกตุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
485
498
-
ประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดแมลงในการควบคุมแมลงบั่ว (Orseolia oryzae (Wood-Mason)) ในนาข้าวภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/269034
<p>แมลงบั่ว <em>Orseolia oryzae</em> (Wood-Mason) เป็นแมลงศัตรูข้าวที่สำคัญ เริ่มพบการระบาดรุนแรงเพิ่มขึ้นในพื้นที่นาชลประทานภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพสารป้องกันกำจัดแมลงที่ขึ้นทะเบียนให้ใช้ในนาข้าวสำหรับนำมาใช้ควบคุมแมลงบั่วที่พบระบาดมากขึ้น ดำเนินการในแปลงเกษตรกร ฤดูนาปรัง 2567 ที่จังหวัดนครนายก และฤดูนาปรัง 2568 ที่จังหวัดชัยนาท ใช้แผนการทดลองแบบ randomized complete block design (RCBD) มี 3 ซ้ำ ในข้าวพันธุ์ กข85 อายุ 25-40 วันหลังหว่าน เมื่อพบต้นข้าวมีลักษณะเป็นหลอดบั่ว มีเปอร์เซ็นต์การทำลายถึงระดับเศรษฐกิจ พ่นสาร ethiprole 10% SC, fipronil 5% SC, acetamiprid 20% SP, clothianidin 16% SG, thiamethoxam 25% WG, spinosad 12% SC,novaluron 5.67% + indoxacarb 4.86% SC, chlorantraniliprole 5.17% SC, flubendiamide 20% WG และน้ำกลั่น ด้วยเครื่องยนต์พ่นสารสะพายหลังแบบใช้แรงลม พบว่าทั้งสองฤดูหลังการพ่นครั้งสุดท้ายมีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงบั่ว เท่ากับ 55-79% ทุกกรรมวิธีที่พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงได้ผลผลิตข้าว 747-1,050 กก./ไร่ แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับกรรมวิธีควบคุมที่ให้ผลผลิตข้าวต่ำที่สุด เท่ากับ 502-521 กก./ไร่ ดังนั้นการป้องกันกำจัดแมลงบั่วด้วยสารป้องกันกำจัดแมลง หากพบการระบาดถึงระดับเศรษฐกิจ สารที่มีประสิทธิภาพและมีต้นทุนต่ำ สามารถใช้เป็นคำแนะนำประกอบการตัดสินใจโดยเลือกใช้ในกรณีที่จำเป็น ได้แก่ thiamethoxam 25% WG, clothianidin 16% SG, acetamiprid 20% SP, novaluron 5.67% + indoxacarb 4.86% SC และ flubendiamide 20% WG โดยเลือกใช้สารป้องกันกำจัดแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งตามคำแนะนำและสลับกลุ่มสารเพื่อลดการสร้างความต้านทานของแมลง</p>
สุกัญญา อรัญมิตร
กัลยา บุญสง่า
ไอลดา ชุมแสง
ชัยรัตน์ จันทร์หนู
บังอร ธรรมสามิสรณ์
นฤมล ดุนสุข
ศิริภรณ์ ต้องประสงค์
ณัฏฐ์นรี สอนทรัพย์
เกวลิน จงสมชัย
ณัฐกมล สิงห์นวล
จิรนันท์ ปิยะพงษ์กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
499
513
-
Chemical refinement of smoke water and wood vinegar and identification of catechol as a phenolic compound inhibiting rice root growth under low-phosphorus conditions
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/269587
<p>Smoke-derived liquids such as smoke water (SW) and wood vinegar (WV) contain diverse pyrolysis products with potential bioactivity in plants, yet their chemical determinants of growth promotion and inhibition remain unclear. Our previous work showed that SW promotes rice root elongation under phosphorus deficiency, but whether WV exerts similar effects has not been examined. Here, we compared the physicochemical properties, chemical composition, and biological activity of SW, WV, and their activated-carbon-treated forms (AC-SW and AC-WV) under low-phosphorus (LP) conditions. Both SW and WV stimulated root growth at low concentrations but inhibited it at higher doses, with WV showing stronger phytotoxicity. Activated-carbon (AC) refinement mitigated this inhibition, restoring root elongation and reducing root darkening. GC-MS analysis revealed that acetic acid was the dominant compound across all samples, while WV exhibited higher proportions of phenolic compounds, particularly catechol, syringol, and related dimethoxyphenols, which were largely removed following AC treatment. Bioassays confirmed that catechol alone inhibited rice root growth and induced darkening under LP conditions, identifying it as a key inhibitory constituent of WV. These results demonstrate that phenolic enrichment underlies the phytotoxicity of concentrated WV and that simple AC treatment can effectively reduce these compounds, improving the plant compatibility of smoke-derived biostimulants.</p>
Lalichat Ariyakulkiat
Ananya Romyanon
Sompop Pinit
Juthamas Chaiwanon
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-09
2026-04-09
54 2
514
528