วารสารแก่นเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj <p>วารสารแก่นเกษตรได้รับทุนสนับสนุนเป็นวารสารที่มีคุณภาพตามเกณฑ์วารสารวิชาการระดับชาติ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก สกอ. ประจำปี 2551, เป็นวารสารที่ยอมรับในการใช้เป็นผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. (ตั้งแต่รุ่นที่ 11 เป็นต้นไป) , มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index, TCI), และเผยแพร่บทคัดย่อภาษาอังกฤษในฐานข้อมูล AGRIS-FAO (http://agris.fao.org/agris-search/index.do)</p> คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น th-TH วารสารแก่นเกษตร 0125-0485 การประเมินพริกพันธุ์ปรับปรุง (Capsicum annuum L.) ที่ได้รับยีนต้านทานโรคแอนแทรกโนสจากพริกพันธุ์ PBC80 และ PBC932 ต้านทานต่อเชื้อ Colletotrichum acutatum https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251857 <p>โรคแอนแทรกโนสส่งผลให้พริกเกิดอาการผลเน่าเสียทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินพันธุ์พริกต้านทานต่อโรคแอนแทรกโนสในพริกพันธุ์ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ (progressive line) ที่ได้รับยีนจากแหล่งเชื้อพันธุกรรมต้านทาน 2 แหล่งคือ PBC80 และ PBC932 เปรียบเทียบกับพันธุ์การค้า และพันธุ์อ่อนแอ จำนวน 21 สายพันธุ์ ในระยะผลเขียว ผลสุกห่าม และผลแดง ด้วยเชื้อแอนแทรกโนส <em>C. acutatum</em> (Ca_KK) โดยวิธีการปลูกเชื้อแบบพ่นสปอร์เชื้อแขวนลอย (spore suspension) ลงบนต้นพริกที่อายุ 75 วันหลังย้ายปลูก วางแผนการทดลองแบบ randomized complete block design (RCBD) จำนวน 3 ซ้ำ ๆ ละ 3 ต้น ประเมินการเกิดโรคที่ 14 วันหลังปลูกเชื้อ และนำค่าคะแนนการเกิดโรคมาคำนวณค่าเปอร์เซ็นต์ดัชนีการเกิดโรค (DI) สำหรับการตรวจสอบยีนต้านทานโรคโดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลชนิด SSR-HpmsE032 และ SCAR-Indel ผลการทดลองพบว่าพริก 21 สายพันธุ์มีการตอบสนองต่อเชื้อ Ca_KK ในระยะผลเขียว ผลสุกห่าม และผลแดง แตกต่างกันในทางสถิติ โดยพบจำนวนพันธุ์ต้านทานในระยะผลเขียว จำนวน 5 สายพันธุ์ คือ ANT4 ANT6 ANT9 ANT17 และ ANT18 และระยะผลแดงจำนวน 2 สายพันธุ์ คือ ANT4 และ ANT12 ในขณะที่ระยะผลสุกห่ามไม่พบพันธุ์ที่ต้านทาน และเมื่อศึกษาสหสัมพันธ์ของการเกิดโรคแอนแทรกโนสในระยะสุกแก่ของผลพริก 3 ระยะคือ ระยะผลเขียว ผลห่าม และระยะผลแดงพบว่ามีความสัมพันธ์กับในทางบวกแต่มีค่าต่ำอยู่ระหว่าง 0.41-0.56 การตรวจสอบยีนต้านทานพบพริกจำนวน 2 สายพันธุ์คือ ANT4 ANT17 ที่แสดงยีนต้านทานโดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลชนิด SSR-HpmsE032 และ พริกจำนวน 3 สายพันธุ์คือ ANT1 ANT9 และ ANT10 ที่แสดงยีนต้านทานด้วย เครื่องหมายโมเลกุลชนิด SCAR-Indel และเครื่องหมายโมเลกุลมีประสิทธิภาพในการคัดเลือกอยู่ระหว่างร้อยละ 71.42-90.47</p> หทัยภัทร อินทร์ประเสริฐ พัชราภรณ์ สุวอ สุชีลา เตชะวงค์เสถียร นครินทร์ จี้อาทิตย์ อรวรรณ ชัชวาลการพาณิชย์ น้ำทิพย์ พิรณฤทธิ์ สมศักดิ์ ครามโชติ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1254 1265 ความต้านทานของพริกพันธุ์ปรับปรุง (Capsicum annuum L.) ที่ได้รับยีนต้านทานโรคแอนแทรคโนสพริกจาก PBC80 และ PBC932 ต่อเชื้อ Colletotrichum 3 สปีชีส์ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252503 <p>การผลิตพริกในประเทศไทยได้รับความเสียหายจากการระบาดเชื้อ <em>Colletotrichum </em>spp. หลายสปีชีส์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตและคุณภาพของผลพริกสดและพริกแห้ง ดังนั้นงานทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินพันธุ์หาสายพันธุ์พริกต้านทานต่อโรคแอนแทรคโนสจากกลุ่มพริกที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ จำนวนทั้งหมด 65 สายพันธุ์ (ได้รับยีนต้านทานโรคแอนแทรคโนสจากพริก PBC932 และ PBC80) เปรียบเทียบกับพันธุ์การค้า มาประเมินความต้านทานต่อโรคแอนแทรคโนส <em>Colletotrichum</em> จำนวน 3 สปีชีส์ คือ <em>C. capsici </em>(CC)<em> <sup> </sup>และ </em><em>C. acutatum</em> (CA) <em>C. gloeosporioides </em>(CG)<em> </em>ในพริกระยะแก่ผลเขียว (G) และระยะผลสุกสีแดง (R) วางแผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ จำนวน 3 ซ้ำ ๆ ละ 10 ผล และประเมินการเกิดโรคด้วยวิธีการฉีดเชื้อเข้าที่ผิวผล ด้วยเชื้อสปอร์แขวนลอยความเข้มข้น 5x10<sup>5</sup> สปอร์ต่อมิลลิลิตร ปริมาตร 2 ไมโครลิตรต่อผล ประเมินความรุนแรงของโรคโดยวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของแผลในวันที่ 5 หลังจากปลูกเชื้อ ผลการทดลองพบว่าพริกสายพันธุ์ KM6-4-1 แสดงความต้านทานต่อเชื้อทั้ง 3 สปีชีส์ ทั้งในระยะผลเขียวและผลแดง ในขณะที่พันธุ์ KM6-2-1 และ KM1-9-1 ต้านทานต่อเชื้อ CA-G, CA-R, CC-G, CC-R และ CG-G อย่างไรก็ตามยังพบว่ามีพันธุ์ที่ต้านทานต่อเชื้อ CA-G จำนวน 11 สายพันธุ์ ต้านทานต่อ CA-R จำนวน 36 สายพันธุ์ ต้านทานต่อเชื้อ CG-G จำนวน 42 สายพันธุ์ ต้านทานต่อเชื้อ CG-R จำนวน 29 สายพันธุ์ ต้านทานต่อเชื้อ CC-G จำนวน 15 สายพันธุ์ และต้านทานต่อเชื้อ CC-R จำนวน 20 สายพันธุ์ นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อ CA มีความรุนแรงมากกว่าเชื้อ CC และ CG ดังนั้นเชื้อพันธุกรรมพริกที่ผ่านการประเมินความต้านทานจะถูกนำไปประเมินลักษณะทางการเกษตรและผลผลิตเพื่อพัฒนาเป็นพันธุ์พ่อแม่ในการสร้างลูกผสมพริกพันธุ์การค้าต้านทานโรคแอนแทรคโนสต่อไป</p> ชนิตา อ่างรัมย์ พัชราภรณ์ สุวอ อรวรรณ ชัชวาลการพาณิชย์ น้ำทิพย์ พิรณฤทธิ์ สุชีลา เตชะวงค์เสถียร ภาสกร เขียวขจี สมศักดิ์ ครามโชติ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1266 1275 การประเมินและการศึกษาประสิทธิภาพของการใช้เครื่องหมายโมเลกุลช่วยในการคัดเลือกเชื้อพันธุกรรมมะเขือเทศต้านทานต่อโรคไวรัสใบหงิกเหลือง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251568 <p>เครื่องหมายดีเอ็นเอ (DNA marker) ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและย่นระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์โดยเฉพาะกับลักษณะเชิงปริมาณที่ควบคุมด้วยยีนหลายคู่ ดังนั้นวัตถุประสงค์นี้เพื่อประเมินลักษณะต้านทานต่อโรคไวรัสใบหงิกเหลืองสายพันธุ์ไทย (TYLCTHV-NP) ในเชื้อพันธุกรรมมะเขือเทศ และศึกษาประสิทธิภาพของการใช้เครื่องหมายโมเลกุล SCAR-P1-16 และ SCAR-P6-25 ที่วางอยู่ใกล้ตำแหน่งยีน <em>Ty-2</em> และ <em>Ty-3</em> ตามลำดับ ประเมินในมะเขือเทศ 32 สายพันธุ์ ด้วยวิธีการปลูกเชื้อแบบเสียบยอด (grafting) ประเมินการเกิดโรคทุกสัปดาห์ที่ 7 ถึง 42 วันหลังเสียบยอด (DAI) และให้คะแนนการเกิดโรค 5 ระดับ (0-4) ผลการประเมินพบว่ามะเขือเทศ 32 สายพันธุ์ตอบสนองต่อเชื้อ TYLCTHV-NP แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติตั้งแต่ 7,14, 21, 28, 35 และ 42 DAI ผลการเกิดโรคที่ 42 DAI พบมะเขือเทศ 4 สายพันธุ์ ที่แสดงระดับความต้านทาน (R) ได้แก่พันธุ์ AVTO1008 AVTO1314 AVTO1422 และ KKU-T14009 แสดงค่าดัชนีความรุนแรง 1.00 1.13 1.25 และ 1.33 ตามลำดับ ผลการคัดเลือกด้วยเครื่องหมายโมเลกุล SCAR-P1-16 พบชิ้นส่วนดีเอ็นเอ 300 bp (ตำแหน่งอ้างอิงของยีน <em>Ty-2</em>) ในมะเขือเทศ 11 สายพันธุ์ และ SCAR-P6-25 พบชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่ขนาด 450 bp (ตำแหน่งอ้างอิงของยีน <em>Ty-3</em>) จำนวน 12 สายพันธุ์ และตำแหน่งอ้างอิงทั้งสองนี้สัมพันธ์กับลักษณะความต้านทานต่อเชื้อ TYLCTHV-NP 81.25% และ 84.38% ตามลำดับ ดังนั้นเครื่องหมายโมเลกุลทั้ง 2 ชนิดมีประสิทธิภาพช่วยคัดเลือกในงานปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศ</p> สุดารัตน์ ผาใต้ พัชราภรณ์ สุวอ กฤษนัย แก้วบุญเรือง ลำใย โกวิทยากร สุชีลา เตชะวงค์เสถียร สมศักดิ์ ครามโชติ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1276 1286 การสร้างแบบจำลองของการประมวลผลภาพเพื่อประเมินความแข็งแรงของต้นกล้า มะเขือพวงที่ผ่านการไพร์มิงเมล็ดพันธุ์ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252448 <p>เมล็ดพันธุ์มะเขือพวงมักมีปัญหาความงอกต่ำและไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นวัตถุประสงค์การทดลองเพื่อศึกษาผลของวิธีการไพร์มิงเมล็ดพันธุ์ต่อคุณภาพเมล็ดและความแข็งแรงของต้นกล้า รวมทั้งการสร้างแบบจำลองของการประมวลผลภาพเพื่อประเมินความแข็งแรงของต้นกล้ามะเขือพวง วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ มี 3 ทรีตเมนต์ ได้แก่ เมล็ดที่ไม่ผ่านการไพร์มิง (control) การไพร์มิงเมล็ดพันธุ์ด้วยน้ำ และการไพร์มิงเมล็ดพันธุ์ด้วยสารควบคุมแรงดันออสโมซิส พบว่าวิธีการไพร์มิงเมล็ดพันธุ์ไม่มีผลต่อความงอกในสภาพห้องปฏิบัติการและในสภาพโรงเรือน แต่การไพร์มิงเมล็ดพันธุ์ด้วยสารควบคุมแรงดันออสโมซิสมีผลทำให้เมล็ดมีเวลาเฉลี่ยในการงอกและเวลาที่ใช้ในการงอกถึง 50% ในสภาพโรงเรือนเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้ต้นกล้าเจริญและแข็งแรงมากกว่าต้นกล้าจากเมล็ดที่ไม่ผ่านการไพร์มิง การสร้างแบบจำลองของการประมวลผลภาพ โดยถ่ายภาพเหนือทรงพุ่มของต้นกล้าที่ความสูง 30 ซม. จำนวน 120 ต้นกล้า ประมวลผลภาพเพื่อคำนวณจำนวนจุดภาพ (pixel) ต่อต้น ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified random sampling) สุ่มตัวอย่าง 60 ต้นกล้า สำหรับสร้างแบบจำลอง และ 60 ต้นกล้า สำหรับทดสอบแบบจำลอง วิเคราะห์โดยใช้สมการถดถอย กำหนดให้ y คือ ดัชนีความแข็งแรงของต้นกล้า และ x คือจำนวนจุดภาพต่อต้น สมการที่ได้ คือ y=0.36x + 42.86 ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ คือ 0.77 นำสมการดังกล่าวมาทดสอบแบบจำลอง พบว่าดัชนีความแข็งของต้นกล้ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญยิ่งกับดัชนีความแข็งแรงของต้นกล้าจากการจำลอง โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เท่ากับ 0.88</p> พิจิตรา แก้วสอน กฤษฎา ศรีประเสริฐ รักศักดิ์ เสริมศักดิ์ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1287 1300 ระดับการพรางแสงและการให้ปุ๋ยที่เหมาะสมต่อการผลิตผักกูดเพื่อการค้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252680 <p>งานวิจัยนี้ศึกษาผลของการพรางแสงและการใส่ปุ๋ยต่อการผลิตผักกูดแบบปลอดภัยเพื่อการค้า ทำการทดลอง ณ แปลงของเกษตรกรจังหวัดพัทลุง วางแผนการทดลองแบบสปลิทพลอทแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อค (Split plot in RCBD) จำนวน 4 ซ้ำ ประกอบด้วยปัจจัยหลักเป็นระดับการพรางแสง 3 ระดับ ได้แก่ ไม่พรางแสง และพรางแสงด้วยตาข่ายสีดำกรองแสง 50 และ 80 เปอร์เซ็นต์ และปัจจัยรองเป็นการใส่ปุ๋ย 5 รูปแบบ ได้แก่ ไม่ใส่ปุ๋ย (ควบคุม) ใส่ปุ๋ยเคมี (15-15-15<sub>30 กก./ไร่</sub> และ 46-0-0<sub>22.5 กก./ไร่</sub>) อัตรารวม 52.5 กิโลกรัมต่อไร่ และใส่ปุ๋ยมูลโคอัตรา 700, 1,400 และ 2,100 กิโลกรัมต่อไร่ จากผลการทดลองพบว่า ดินก่อนและหลังปลูกมีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ในช่วง 4.60-4.97 ซึ่งมีสภาพเป็นกรดจัดมาก และพบว่า การพรางแสงที่เพิ่มขึ้นทำให้การลดลงของปริมาณอินทรียวัตถุในดินหลังปลูกช้ากว่าการไม่พรางแสง ในขณะที่การใส่ปุ๋ยมูลโคในปริมาณที่เพิ่มขึ้นทำให้ดินหลังปลูกมีปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้การพรางแสงที่ระดับ 50 เปอร์เซ็นต์ร่วมกับการใส่ปุ๋ยมูลโคอัตรา 1,400 กิโลกรัมต่อไร่ ทำให้ผักกูดมีปริมาณผลผลิตทั้ง 3 เดือน (เดือนที่ 3-6 หลังปลูก) สูงที่สุด คือ 125.45, 177.10 และ 152.43 กิโลกรัมต่อไร่ คิดเป็นค่าเฉลี่ยผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 152 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน เมื่อพิจารณาราคาขายตลอดทั้งปีอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท จะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 1.5 ปี หลังปลูก ซึ่งสามารถคืนทุนได้เร็วกว่าการไม่พรางแสงและไม่ใส่ปุ๋ยถึง 8.1 ปี</p> อรประภา เทพศิลปวิสุทธิ์ รัญธิญา เอียดเอก พฤกษ์ ชุติมานุกูล Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1301 1316 การศึกษาปริมาณเพคตินในน้ำส้มสายชูหมักจากเปลือกกล้วยน้ำว้า (Musa sapientum L.) ที่ระยะสุกแก่ต่าง ๆ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/253023 <p>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ เพื่อศึกษาปริมาณเพคตินในการผลิตน้ำส้มสายชูหมักจากเปลือกกล้วยน้ำว้า และศึกษาการหมักน้ำส้มสายชูของกล้วยน้ำว้าในระยะการสุกที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าของเปลือกกล้วยน้ำว้า นอกจากนี้ได้วิเคราะห์ปริมาณเพคตินในน้ำส้มสายชูที่หมักได้ โดยเปรียบเทียบกับน้ำส้มสายชูหมักจากแอปเปิ้ลที่มีจำหน่ายในท้องตลาด จากการหมักเปลือกกล้วยที่ 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเขียว ระยะเหลืองมากกว่าเขียว และระยะมีจุดดำ โดยเชื้อ <em>Acetobacter aceti</em> TISTR 5918 พบว่า สามารถผลิตกรดอะซิติกเฉลี่ยเท่ากับ 7.33%, 7.57% และ 6.91% ตามลำดับ โดยไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ เมื่อนำน้ำส้มสายชูหมักจากเปลือกกล้วยทั้ง 3 ระยะมาสกัดเพคติน พบว่าปริมาณเพคตินที่ได้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.42 ± 0.03, 0.58 ± 0.02 และ 0.43 ± 0.18 กรัม (0.18%,0.24% และ 0.18% w/v) ตามลำดับ ซึ่งปริมาณเพคตินของน้ำส้มสายชูหมักจากเปลือกกล้วยระยะเหลืองมากกว่าเขียวนั้นมีปริมาณสูงสุดแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิ้ลทางการค้าจำนวน 2 ยี่ห้อ ซึ่งมีค่าเพคตินเฉลี่ย เท่ากับ 0.34 กรัม (0.14% w/v) อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำส้มสายชูหมักจากเปลือกกล้วยนี้ พบว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน มผช. 326/2547 (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม, 2547)</p> กฤตพร รำจวนเกียรติ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1317 1326 การพัฒนาและทดสอบสมรรถนะเครื่องต้นแบบเครื่องผสมวัสดุปลูกและบรรจุกระถางสำหรับการผลิตพืชโรงเรือน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250985 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องผสมวัสดุปลูกและบรรจุกระถางสำหรับการผลิตพืชโรงเรือน เครื่องผสมที่ออกแบบมีการทำงานเป็นแบบกะ มีปริมาตรบรรจุของถังผสม 0.5 ลบ.ม. ใช้ใบกวนแบบใบพาย หมุนด้วยความเร็วรอบ 36 รอบ/นาที สามารถใช้กับวัสดุปลูก 4 ชนิดคือ ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าวสับ แกลบดิบ และผงถ่านแกลบ เครื่องผสมมีระบบสกรูลำเลียงวัสดุปลูกที่ผสมแล้วขึ้นมาบรรจุใส่กระถางและลำเลียงด้วยสายพานลำเลียงเพื่อส่งเข้าโรงเรือน การทดสอบความต้องการกำลังขับที่ปริมาตรวัสดุ 25%, 50% และ 75% ของปริมาตรสูงสุด และที่ความเร็วรอบเพลาใบกวน 24, 36 และ 48 รอบ/นาที พบว่าสำหรับวัสดุปลูกทั้ง 4 ชนิด มีความต้องการกำลังขับที่แปรผันตรงกับปริมาตรวัสดุในถังผสมความเร็วรอบใบกวนที่เหมาะสมเท่ากับ36รอบ/นาทีต้องการกำลังขับ 1.63กิโลวัตต์ โดยผงถ่านแกลบเป็นวัสดุปลูกที่ต้องการกำลังขับสูงสุด การทดสอบสมรรถนะการผสมพบว่าเครื่องผสมมีอัตราเร็วในการผสมเข้ากันได้ดีในเวลา 2 นาที และจะผสมเข้ากันได้ดีที่สุดภายในเวลา 5 นาที ได้ค่าสัมประสิทธิ์การผันแปรต่ำสุดเท่ากับ 11.06% และค่าดัชนีการผสมสูงสุดเท่ากับ 0.99 เครื่องต้นแบบมีอัตราการบรรจุกระถางขนาด 10 ลิตร 360 กระถาง/ชม. ที่การผสมกะละ 5 นาที</p> วันรัฐ อับดุลลากาซิม เชาว์ อินทร์ประสิทธิ์ วิชัย หมอยาดี Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1327 1341 ผลของวันปลูกต่อผลผลิตข้าวสาลีสายพันธุ์ดีเด่นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252423 <p>ข้าวสาลีเป็นพืชที่มีพันธุกรรมที่หลากหลายทำให้มีการใช้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน โดยมีลักษณะดีเด่นที่ถูกปลูกและคัดเลือกในประเทศไทย แต่ละสายพันธุ์มีความต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแตกต่างกัน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดวันปลูกที่เหมาะสมสำหรับข้าวสาลีที่มีลักษณะดีเด่นแต่ละสายพันธุ์ที่ปลูกในแต่ละพื้นที่ โดยปลูกทดสอบในวันปลูกที่ต่างกัน 4 ช่วง ประกอบด้วย 1) กลางเดือนพฤศจิกายน 2) ต้นเดือนธันวาคม 3) กลางเดือนธันวาคม และ 4) ต้นเดือนมกราคม จำนวน 12 สายพันธุ์/พันธุ์ ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย 4 พื้นที่ ประกอบด้วย 1) บ้านศรีดอนชัย ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน 2) บ้านป่าบงเปียง ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ 3) ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ และ 4) บ้านทุ่งหลวง ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ดอนอาศัยน้ำฝน บ้านศรีดอนชัยควรปลูกพันธุ์/สายพันธุ์ PMPBWS89013, LARTC-W89011 และ Samerng 2 ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน พื้นที่สูงอาศัยน้ำฝน (800-1,000 m. MLS) บ้านป่าบงเปียงและศูนย์วิจัยข้าวสะเมิงควรปลูก SMGBWS88008, PMPBWS89013 และ LARTC-W89011 ในช่วงกลางเดือนธันวาคม และที่สูงอาศัยน้ำฝน (1,000-1,200 m. MLS) บ้านทุ่งหลวงควรปลูก PMPBWS89013 และ FNBW8301-5-5 ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนมกราคม เนื่องจากสามารถให้ค่าเฉลี่ยของผลผลิตสูงสุด</p> สิปปวิชญ์ ปัญญาตุ้ย สาธิต ปิ่นมณี สุมาลี มีปัญญา นิพนธ์ บุญมี อาทิตยา ยอดใจ นงนุช ประดิษฐ์ สุรพล ใจวงศ์ษา วาสนา วิรุญรัตน์ สุธีระ เหิมฮึก เนตรนภา อินสลุด Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1342 1352 การตรวจสอบถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมด้วย Tetraplex Real-time PCR เพื่อรับรองการนำเข้าสินค้าเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252679 <p>ถั่วเหลืองเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิต แต่ไทยไม่สามารถผลิตได้เพียงพอจำเป็นต้องนำเข้าถั่วเหลือง ดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อบริโภคในประเทศ ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าเฉพาะสายพันธุ์ที่ผ่านการประเมินเท่านั้น อย่างไรก็ตามห้องปฏิบัติการทั่วไปทำการตรวจยีนคัดกรองด้วยวิธี Simplex Real-time PCR ซึ่งไม่สามารถตรวจจำแนกยีนถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมหลาย สายพันธุ์ได้อย่างครอบคลุมในคราวเดียว ใช้เวลาทดสอบนาน สิ้นเปลืองสารเคมีและวัสดุวิทยาศาสตร์ ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวิธีตรวจจำแนกถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมที่ผ่านการประเมินและอนุญาตให้นำเข้า ได้แก่ สายพันธุ์ Mon87701, A2704-12, GTS 40-3-2, Mon87705, Mon87769 และ Mon89788 โดยใช้เทคนิค Tetraplex Real-time PCR โดยออกแบบ ทดสอบความจำเพาะและศึกษาความเข้มข้นที่เหมาะสมของไพรเมอร์-โพรบ จากนั้นทดสอบขีดจำกัดการตรวจวิเคราะห์ ปริมาณดีเอ็นเอต้นแบบ และขยายผลการตรวจวิเคราะห์ในตัวอย่างต่าง ๆ ผลการศึกษาพบว่า การตรวจยีนคัดกรองและยีนจำเพาะด้วยไพรเมอร์-โพรบ 2 ชุด ได้แก่ 1) <em>CaMV35S</em> Promoter, <em>Nos</em> terminator, <em>Cy1Ac</em> และ <em>Lectin</em> 2) <em>rbcS E9</em> terminator, event Mon87705, event Mon89788 และ <em>Lectin</em> ด้วยวิธี Tetraplex Real-time PCR สามารถจำแนกถั่วเหลืองดัดแปลงพันธุกรรมทุกสายพันธุ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชุดไพรเมอร์-โพรบมีความจำเพาะและมีความเข้มข้นเหมาะสมที่ระดับ 1 เท่า ขีดจำกัดการตรวจวิเคราะห์ต่ำสุดเท่ากับ 0.1% มีปริมาณดีเอ็นเอต้นแบบที่เหมาะสมในช่วง 100 – 150 ng/reaction และผลการทดสอบอื่น ๆ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อขยายผลตรวจวิเคราะห์ในตัวอย่างพบว่าให้ผลการทดสอบถูกต้อง 100% นอกจากนี้ยังช่วยลดต้นทุน และระยะเวลา เพื่อรองรับการตรวจวิเคราะห์ในการนำเข้าพืชดัดแปลงพันธุกรรม</p> ฐิติรัตน์ อัศวมงคลศิริ สุธานันทน์ นาคประนม พงศกร สรรค์วิทยากุล ศิริพร เสนดำ ปิยนุช ศรชัย วีระศักดิ์ พิทักษ์ศฤงคาร ปิยรัตน์ ธรรมกิจวัฒน์ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1353 1372 ผลของปุ๋ยโพแทสเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน และสังกะสีต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตอ้อยตอ 1 พันธุ์ขอนแก่น 3 ที่ปลูกบนชุดดินชุมพวง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252662 <p>ศึกษาผลการใส่ปุ๋ยโพแทสเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน และสังกะสีต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตอ้อยตอ 1 พันธุ์ขอนแก่น 3 ภายใต้สภาพน้ำฝนที่ปลูกในชุดดินชุมพวง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา โดยวางแผนการทดลองแบบ randomized complete block (RCB) จำนวน 3 ซ้ำ โดยใส่ปุ๋ยอัตรา 100 กก./ไร่ ประกอบด้วย 7 ตำรับการทดลอง ดังนี้ (1) 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-18K<sub>2</sub>O (2) 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-18K<sub>2</sub>O+6MgO+4S (3) 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-25K<sub>2</sub>O+6MgO+4S (4) 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-18K<sub>2</sub>O+0.1Zn (5) 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-25K<sub>2</sub>O+0.1Zn (6) 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-18K<sub>2</sub>O+0.2Zn และ (7) 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-25K<sub>2</sub>O+0.2Zn ผลการทดลอง พบว่า ปุ๋ยไม่มีผลต่อความยาวลำ เส้นผ่าศูนย์กลางลำ และความหวาน แต่การใส่ปุ๋ย 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-18K<sub>2</sub>O+0.1Zn ทำให้ได้ผลผลิตอ้อยตอและผลผลิตน้ำตาลเพิ่มขึ้นเป็น 16.8 ตัน/ไร่ และ 2.26 ตัน CCS/ไร่ ตามลำดับ นอกจากนี้การใส่ปุ๋ย 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-18K<sub>2</sub>O+6MgO+4S หรือ 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-25K<sub>2</sub>O+6MgO+4S หรือ 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-25K<sub>2</sub>O+0.1Zn หรือ 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-18K<sub>2</sub>O+0.2Zn ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและกำไรเพิ่มขึ้นจากการใส่ปุ๋ย 21-7-18 เพียงอย่างเดียว ดังนั้นการใส่ปุ๋ยอ้อยตอ 1 ในดินเนื้อหยาบควรใส่ปุ๋ย 21N-7P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-18K<sub>2</sub>O+0.1Zn อัตรา 100 กก./ไร่ หรือเลือกปุ๋ยที่มีโพแทสเซียม 18-25 กก.K<sub>2</sub>O/ไร่ และเพิ่มแมกนีเซียม 6% MgO กำมะถัน 4%S หรือสังกะสี 0.1-0.2%Zn จะทำให้ผลผลิตอ้อยตอ 1 และกำไรเพิ่มขึ้น</p> วิภาวรรณ ท้ายเมือง สุชาดา กรุณา นภาพร พันธุ์กมลศิลป์ อัญธิชา พรมเมืองคุก จำเนียร ชมภู ทิมทอง ดรุณสนธยา Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1373 1381 การใช้ประโยชน์น้ำกากส่าและน้ำเสียบำบัดจากโรงงานผลิตเอทานอลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของอ้อยที่ปลูกในชุดดินกำแพงแสน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/253209 <p>ศึกษาการใช้ประโยชน์น้ำกากส่าและน้ำเสียบำบัดจากโรงงานผลิตเอทานอลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของอ้อยพันธุ์กำแพงแสน 01-4-29 ที่ปลูกในชุดดินกำแพงแสน โดยวางแผนการทดลองแบบ randomized complete block (RCB) จำนวน 3 ซ้ำ 11 ตำรับทดลอง ผลการทดลอง พบว่า การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใช้น้ำกากส่าอัตรา 20 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ และน้ำเสียบำบัดอัตรา 20 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ (CF<sub>DOA</sub>+SWL<sub>20 m3</sub>+TWW<sub>20 m3</sub>) มีผลให้ความสูงต้น ความยาวลำ ความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่สะสมในท่อนลำของอ้อยมากที่สุด ไม่แตกต่างกับการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใช้น้ำกากส่าอัตรา 10 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ และน้ำเสียบำบัดอัตรา 10 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ (CF<sub>DOA</sub>+SWL<sub>10 m3</sub>+TWW<sub>10 m3</sub>) การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใช้น้ำกากส่าอัตรา 20 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ (CF<sub>DOA</sub>+SWL<sub>20 m3</sub>) และการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใช้น้ำกากส่าอัตรา 40 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ และน้ำเสียบำบัดอัตรา 40 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ (CF<sub>DOA</sub>+SWL<sub>40 m3</sub>+TWW<sub>40 m3</sub>) นอกจากนี้ CF<sub>DOA</sub>+SWL<sub>20 m3</sub>+TWW<sub>20 m3</sub> มีผลให้ผลผลิตน้ำตาลของอ้อยมากที่สุด ไม่แตกต่างกับ CF<sub>DOA</sub>+SWL<sub>10 m3</sub>+TWW<sub>10</sub><sub> m3</sub> และ CF<sub>DOA</sub>+SWL<sub>20 m3</sub></p> อัจฉริกา สินธพานินท์ ชัยสิทธิ์ ทองจู ธวัชชัย อินทร์บุญช่วย ทศพล พรพรหม ชาลินี คงสุด ธีรยุทธ คล้ำชื่น Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1382 1391 การกำหนดเขตการใช้ที่ดินสำหรับไม้ผลเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนทางเลือกการใช้ที่ดินของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในจังหวัดบึงกาฬและนครพนม https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/253355 <p>ข้อมูลเชิงพื้นที่ความเหมาะสมของที่ดินสำหรับไม้ผลเศรษฐกิจหลายชนิดเป็นข้อมูลสนับสนุนยุทธศาสตร์การปรับลดพื้นที่ปลูกยางพาราและวางแผนการใช้ที่ดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหมาะสมของที่ดินสำหรับปลูกไม้ผลเศรษฐกิจ 4 ชนิด ได้แก่ ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก (ทุเรียน, มังคุด, ลองกอง, เงาะ) ลิ้นจี่ ส้มเขียวหวาน และ มะพร้าวน้ำหอม ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศศาสตร์ และกำหนดเขตทางเลือกแบบผสมผสานพื้นที่ศักยภาพสำหรับปลูกไม้ผลเศรษฐกิจทดแทนพื้นที่ปลูกยางพารา โดยคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม พื้นที่ศึกษาครอบคลุมจังหวัดบึงกาฬและนครพนม ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของปรเทศไทย เนื้อที่ประมาณ 9,800 ตารางกิโลเมตร การประเมินความเหมาะสมของที่ดินดำเนินการตามหลักการประเมินค่าที่ดินของ FAO เพื่อสร้างแบบจำลองผลคูณจากการบูรณาการคุณภาพที่ดินที่ไม้ผลเศรษฐกิจต้องการ ได้แก่ น้ำที่เป็นประโยชน์ คุณสมบัติของดิน และ สภาพภูมิประเทศ จากนั้นผสมผสานทางเลือกการใช้ที่ดินจากการบูรณาการข้อมูลพื้นที่เหมาะสมมากและปานกลาง สำหรับปลูกไม้ผลเศรษฐกิจแต่ละชนิด และกำหนดแผนทางเลือกสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ผลการศึกษาสามารถสร้างข้อสนเทศเชิงพื้นที่ และแผนที่ความเหมาะสมของที่ดินสำหรับปลูกไม้ผลเศรษฐกิจทั้ง 4 ชนิด และกำหนดเขตการใช้ที่ดินสำหรับปลูกไม้ผลเศรษฐกิจออกเป็น 7 เขต จังหวัดบึงกาฬและนครพนม มีพื้นที่ปลูกยางพารา 2,427.34 ตารางกิโลเมตร แบ่งออกเป็น พื้นที่ปลูกยางพาราอายุ &lt; 5 ปี, 5-20 ปี และ &gt; 20 ปี คิดเป็นร้อยละ 2.72 21.16 และ 1.49 ของพื้นที่ศึกษา ข้อมูลเขตทางเลือกการใช้ที่ดินสำหรับปลูกไม้ผลเศรษฐกิจสามารถสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราใกล้ตัดโค่นที่มีอายุ &gt; 20 ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และพบว่าการผลิตไม้ผลเศรษฐกิจทั้ง 4 ชนิดในจังหวัดบึงกาฬและนครพนม มีความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์</p> วาสนา พุฒกลาง อุราวรรณ จันทร์เกษ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1392 1412 การถอดบทเรียนกระบวนการพัฒนาระบบรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษา เครือข่ายเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) แปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249668 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) บทเรียนกระบวนการพัฒนาระบบรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม(ระบบพีจีเอส) และ 2) ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาระบบรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม วิธีการวิจัยได้แก่ การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 18 คน จากการศึกษาพบว่า กระบวนการพัฒนาระบบพีจีเอส เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาเครือข่าย แบ่งเป็น 3 กระบวนการ คือ 1) การจัดตั้งเครือข่ายเกษตรกรปลูกผักอินทรีย์เพื่อพัฒนาระบบพีจีเอส 2) การเคลื่อนไหวเครือข่ายและการกำหนดมาตรฐานระบบพีจีเอส โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การตรวจประเมินแปลงสมาชิก อบรมให้ความรู้ เป็นต้น และ 3) การเจริญเติบโตของเครือข่ายและการขยายผลระบบพีจีเอส ด้วยการขยายการรับสมาชิกใหม่และการขยายช่องทางการตลาดในการจำหน่ายผลผลิต รวมถึงภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ส่วนปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาระบบพีจีเอสของเครือข่ายนี้ ได้แก่ 1) สมาชิกที่ให้ความสำคัญกับการจัดตั้งเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ 2) การมีส่วนร่วมของทุกภาคี 3) ผู้นำและการบริหารระบบการรับรองและเครือข่าย 4) การพัฒนาความสัมพันธ์และการใช้ประโยชน์จากเครือข่าย และ 5) การรักษาความสัมพันธ์และความต่อเนื่องในการดำเนินงาน</p> อดิศักดิ์ อ่ำเทศ สุณีพร สุวรรณมณีพงศ์ ดวงกมล ปานรศทิพ ธรรมาธิวัฒน์ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1413 1428 ความรู้ และความคิดเห็นต่อการผลิตขมิ้นชันตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหาร (GMP) ของเกษตรกร อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250735 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลส่วนบุคคลของเกษตรกร 2) ความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐาน GAP และหลักเกณฑ์ GMP 3) การผลิตขมิ้นชันตามมาตรฐาน GAP และหลักเกณฑ์ GMP 4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของข้อมูลส่วนบุคคล ความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรฐาน GAP และหลักเกณฑ์ GMP กับการผลิตขมิ้นชันตามมาตรฐาน GAP และหลักเกณฑ์ GMP ของเกษตรกร ในพื้นที่อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ผลิตขมิ้นชัน 104 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ สถิติพรรณนา และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัย พบว่า 1) เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 81.7 อายุเฉลี่ย 51.45 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 68.3 มีประสบการณ์ปลูกขมิ้นชันเฉลี่ย 12.45 ปี มีพื้นที่ปลูกขมิ้นชันเฉลี่ย 1.87 ไร่ แรงงานในครัวเรือนผลิตขมิ้นชัน 2 คน ผลผลิตขมิ้นชันเฉลี่ย 1,239.62 กก./ไร่ รายจ่ายเฉลี่ยในการผลิตขมิ้นชัน 5,107.69 บาท/ไร่ รายได้เฉลี่ยจากขมิ้นชัน 22,581.70 บาท/ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้เงินทุนตนเองในการปลูกขมิ้นชัน ร้อยละ 97.1 และร้อยละ 73.1 เป็นสมาชิกกลุ่มทางการเกษตร 2) เกษตรกรมีความรู้ระดับมากเกี่ยวกับมาตรฐาน GAP และหลักเกณฑ์ GMP โดยมีคะแนนเฉลี่ย 11.01 และ 13.13 ตามลำดับ และเกษตรกรเห็นด้วยระดับมากเกี่ยวกับมาตรฐาน GAP และหลักเกณฑ์ GMP โดยมีค่าเฉลี่ย 2.72 และ 2.91 ตามลำดับ 3) เกษตรกรส่วนใหญ่ ร้อยละ 85.6 ผลิตขมิ้นชันตามมาตรฐาน GAP ในระดับปานกลาง และร้อยละ 54.8 ผลิตขมิ้นชันตามหลักเกณฑ์ GMP ในระดับมาก 4) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ความคิดเห็นของเกษตรกรเกี่ยวกับมาตรฐาน GAP มีความสัมพันธ์กับการผลิตขมิ้นชันตามมาตรฐาน GAP ดังนั้นหน่วยงานของภาครัฐควรมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP และหลักเกณฑ์ GMP อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันควรมีการใช้ช่องทางจากสื่อเทคโนโลยี เช่น อินเตอร์เน็ต (Internet) เฟสบุ๊ค (Facebook) ไลน์ (Line) เพื่อให้เกษตรกรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตขมิ้นชันตามมาตรฐาน GAP และหลักเกณฑ์ GMP จากแหล่งข้อมูลสื่อเทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อขอการรับรองมาตรฐานต่อไป</p> มณฑิรา สังขจร พัฒนา สุขประเสริฐ พนามาศ ตรีวรรณกุล Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1429 1442 การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทางเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมจังหวัดกับเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดนราธิวาส https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250868 <p>ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทางเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การย้ายเข้า การย้ายออก อัตราการว่างงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดภาคเกษตรกรรมที่แท้จริง ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดภาคอุตสาหกรรมที่แท้จริง ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดภาคการค้าและบริการที่แท้จริง ราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริง และราคาน้ำยางพาราที่แท้จริง กับเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดนราธิวาส โดยใช้ข้อมูลทั้งจากหน่วยงานราชการ และรัฐวิสากิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทดสอบ 1) คุณสมบัติความนิ่ง 2) ความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะสั้น 3) ความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะยาว และ 4) การทดสอบสมมติฐานเชิงเป็นเหตุเป็นผล ผลการศึกษา 1) การทดสอบยูนิทรูท พบว่า ตัวแปรทางเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมจังหวัดที่เกี่ยวข้อง และตัวแปรเหตุการณ์ความไม่สงบบางตัวมีลักษณะนิ่งที่ระดับข้อมูลพื้นฐาน หรือ I(0) และมีลักษณะนิ่งที่ผลต่างของข้อมูลหนึ่งระดับ หรือ I(1) 2) การทดสอบความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะสั้น พบว่าตัวแปรทางเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมจังหวัดที่เกี่ยวข้องบางตัว ได้แก่ การอพยพออก และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่แท้จริง มีผลกระทบในทิศทางเดียวกันกับการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดนราธิวาสอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 90 3) การทดสอบความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะยาว พบว่าไม่มีตัวแปรทางเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมจังหวัดที่เกี่ยวข้องใดมีผลกระทบต่อเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดนราธิวาส และ 4) การทดสอบสมมติฐานเชิงเป็นเหตุเป็นผล พบว่า ตัวแปรทางเศรษฐกิจการเกษตรและสังคมจังหวัดที่เกี่ยวข้องบางตัว ได้แก่ การอพยพออก และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่แท้จริงเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ความไม่สงบ อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และมีความสัมพันธ์แบบสองทาง ผลการศึกษานี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมีความเข้าใจสถานการณ์และสามารถวางนโยบายด้านการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปรับตัวของเกษตรกรต่อเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น</p> <p> </p> อภิสิทธิ์ ไชยลาภ อยุทธ์ นิสสภา Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1443 1458 ศักยภาพในการควบคุมแมลงวันแตง Zeugodacus cucurbitae Coquillett (Diptera: Tephritidae) โดยไส้เดือนฝอยและเชื้อราก่อโรคแก่แมลง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/253257 <p>การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงวันแตง (<em>Zeugodacus cucurbitae </em>Coquillett) เป็นแนวทางปฏิบัติที่เกษตรกรนิยมใช้ แต่เนื่องจากหนอนวัยสุดท้ายและดักแด้อาศัยอยู่ในดิน ทำให้ละอองสารเคมีไม่สามารถสัมผัสทำให้แมลงตายได้ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการผสมผสานการใช้ศัตรูธรรมชาติ 2 ชนิด คือ ไส้เดือนฝอยก่อโรคแก่แมลง จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ <em>Steinernema carpocapsae</em> Weiser, <em>Steinernema siamkayai </em>Stock, Somsook and Reid, <em>Heterorhabditis indica </em>Poinar, Karunakar and David, <em>Heterorhabditis bacteriophora</em> Poinar และเชื้อราเขียวเมตาไรเซียม <em>Metarhizium anisopliae</em> (Metchnikoff) Sorokin ไอโซเลต PSUM02 ที่ระดับความเข้มข้นของไส้เดือนฝอยก่อโรคแก่แมลง 7 ระดับ คือ น้ำกลั่น (ควบคุม), 1,000, 5,000, 10,000, 15,000, 20,000 และ 25,000 ตัว/แมลงอาศัย ขณะที่ความเข้มข้นของสารแขวนลอยสปอร์เชื้อราเขียว คือ น้ำกลั่น (ควบคุม), 1x10<sup>5</sup>, 1x10<sup>6</sup>, 1x10<sup>7</sup> และ 1x10<sup>8</sup> สปอร์/มล. ผลการศึกษาพบว่าไส้เดือนฝอย <em>S. carpocapsae</em> ที่อัตราพ่น 25,000 ตัว/แมลงอาศัย ทำให้หนอนวัยสุดท้ายและดักแด้ของแมลงวันแตงตายดีที่สุด เท่ากับ 97.50 และ 95.00% ตามลำดับ การตายของหนอนวัยสุดท้าย (61.25%) และดักแด้ (59.38%) ลดลงหลังพ่นด้วยเชื้อราเขียว <em>M</em><em>. </em><em>anisopliae</em> PSUM02 (1×10<sup>8</sup> สปอร์/มล.) เมื่อทดสอบการผสมร่วมกันระหว่างไส้เดือนฝอยก่อโรคแก่แมลงและเชื้อราเขียว ส่งผลให้หนอนวัยสุดท้ายและดักแด้ตายสูงถึง 100.00 และ 85.00% ตามลำดับ ซึ่งให้ผลดีเทียบเท่ากับการใช้ไส้เดือนฝอยเพียงอย่างเดียวที่ 87.50 และ 80.00% ตามลำดับ ผลจากการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเลือกชนิดและอัตราพ่นที่เหมาะสมของไส้เดือนฝอยเพื่อควบคุมแมลงวันแตงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> จุรีพร สุคติภูมิ นริศ ท้าวจันทร์ ประกายจันทร์ นิ่มกิ่งรัตน์ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1459 1471 การศึกษาระดับความสูงของผลบนทรงต้นและปัจจัยทางกายภาพต่อการเข้าทำลายของแมลงวันแตง Zeugodacus cucurbitae Coquillett (Diptera: Tephritidae) ในแตงกวา https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/253676 <p>แมลงวันแตง <em>Zeugodacus cucurbitae</em> Coquillett เป็นแมลงศัตรูสำคัญทางเศรษฐกิจของพืชตระกูลแตงและสร้างความเสียหายอย่างสูงในเชิงคุณภาพและปริมาณ ปัจจัยทางชีวภาพและกายภาพส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มปริมาณประชากรและการแพร่ระบาดของแมลง ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตำแหน่งความสูงของผลบนทรงต้นและปัจจัยกายภาพต่อปริมาณประชากรแมลงวันแตงและความเสียหายในสภาพแปลงเกษตรกร จังหวัดขอนแก่น จำนวน 2 ปีปลูก คือ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 และระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 - มกราคม พ.ศ. 2563 ผลการศึกษาในปีปลูกแรกพบจำนวนประชากรตัวเต็มวัยแมลงวันแตงเฉลี่ย 136.81±14.83 ตัว/ต้น และจำนวนผลเสียเฉลี่ย 12.33±22.72 ผล/ต้น ในตำแหน่งกลางลำต้นสูงที่สุดโดยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) กับจำนวนประชากรแมลงวันแตง ตำแหน่งบนและล่างของลำต้นที่ 106.50±6.15 ตัว/ต้น และ 102.29±7.87 ตัว/ต้น และจำนวนผลเสียที่ 3.65±8.75 ผล/ต้น และ 4.16±10.95 ผล/ต้น ตามลำดับ ในปีปลูกที่สองมีแนวโน้มของจำนวนประชากรแมลงวันแตงและจำนวนผลเสียคล้ายคลึงกับฤดูกาลแรก แมลงวันแตงเริ่มมีการแพร่ระบาดในแปลงเริ่มจากสัปดาห์ที่ 3 หลังปลูกและเพิ่มสูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ 5 และ 6 (ระยะติดดอก-ออกผล) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 161±16.74 และ 186±16.79 ตัว/10 กับดัก ในปีปลูกที่ 1 และในปีปลูกที่ 2 เฉลี่ยเท่ากับ 178±19.62 และ 159±5.83 ตัว/10 กับดัก ตามลำดับ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation, r) ของจำนวนประชากรและปัจจัยทางกายภาพ ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณน้ำฝน ในปีปลูกที่ 1 มีค่าเท่ากับ -0.47, 0.19 และ 0.29 ตามลำดับ ขณะที่ในปีปลูกที่ 2 มีค่าเท่ากับ -0.32, 0.69 และ 0.01 ผลจากการศึกษานี้ช่วยให้ทราบตำแหน่งผลบนทรงต้นที่แมลงวันแตงชอบเข้าทำลายและช่วงเวลาที่เหมาะสมในการป้องกันกำจัดแมลงวันแตงในสภาพแปลง</p> จุรีพร สุคติภูมิ นริศ ท้าวจันทร์ ประกายจันทร์ นิ่มกิ่งรัตน์ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1472 1485 การป้องกันโรคกิ่งแห้งของแก้วมังกรที่เกิดจากรา Neoscytalidium dimidiatum ด้วยราปฏิปักษ์ Beauveria bassiana และเกลือซิลิกอน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252986 <p>โรคกิ่งแห้งของแก้วมังกรเกิดจากรา <em>Neoscytalidium dimidiatum </em>ทำความเสียหายอย่างมากในประเทศไทยและทั่วโลก การวิจัยนี้เกี่ยวข้องกับความสามารถการเป็นปฏิปักษ์ของรา <em>Beauveria bassiana</em> บนอาหารเลี้ยงเชื้อ ประสิทธิภาพการปกป้องพืชในเรือนทดลอง และผลการใช้เกลือซิลิกอนต่อโรคกิ่งแห้ง วิธีการศึกษาโดยเพาะเลี้ยงราปฏิปักษ์ <em>B. bassiana </em>และรา <em>N. dimidiatum</em> ในจานเลี้ยงเชื้อเดียวกัน คำนวณเปอร์เซ็นต์การยับยั้ง ตรวจสอบการระเหยได้ของสารยับยั้ง ฉีดพ่นสปอร์แขวนลอยเชื้อ <em>B. bassiana</em> ตรวจสอบการเป็นอีพิไฟต์ เอนโดไฟต์ ความสามารถป้องกันการเกิดโรคกิ่งแห้งในต้นกล้าและกิ่งพันธุ์แก้วมังกรรวมถึงผลการแช่หรือฉีดพ่นเกลือซิลิกอนต่อการเกิดโรคกิ่งแห้ง ผลการศึกษาพบว่าราปฏิปักษ์ <em>B. bassiana</em> ยับยั้งการเจริญของราสาเหตุโรคได้อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (P&lt;0.01) เปอร์เซ็นต์ยับยั้งเฉลี่ย 65.22±2.38 % การยับยั้งเกิดจากสารเมตาโบไลต์ที่ปล่อยลงมาในอาหาร สปอร์แขวนลอยของรา <em>B. bassiana</em> มีชีวิตได้ทั้งแบบอิพิไฟต์บนผิวพืชและแบบเอนโดไฟต์ในเนื้อเยื่อพืช ได้เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน มีผลยับยั้งโรคกิ่งแห้งตั้งแต่ 1 วันแรกและส่งผลต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 14 วัน อย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.05) การแช่กิ่งแก้วมังกรหรือการฉีดพ่นต้นแก้วมังกรด้วยเกลือซิลิกอน ความเข้มข้น 500, 1,000 และ 1,500 มิลลิกรัมต่อลิตร ป้องกันและลดโรคกิ่งแห้งได้ตามความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้ <em>B. bassiana</em> และเกลือซิลิกอน มีแนวโน้มใช้เป็นทางเลือกหนึ่งในกระบวนการป้องกันความเสียหายจากโรคกิ่งแห้งแก้วมังกร</p> ณัฐวรรณ ทีรวม นิวัฒ เสนาะเมือง Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1486 1495 การพัฒนาต้นแบบเครื่องตรวจติดตามเชื้อแบคทีเรีย อุปกรณ์อัจฉริยะเพื่อตรวจการเจริญเติบโตของแบคทีเรียวิบริโอในบ่อเลี้ยงกุ้ง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252245 <p>เชื้อแบคทีเรียมีความสำคัญในบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งมีทั้งเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์และเชื้อแบคทีเรียก่อโรค งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบเครื่องตรวจหาปริมาณของเชื้อแบคทีเรียในบ่อเลี้ยงกุ้ง ที่สามารถตรวจได้โดยเกษตรกร สามารถรู้ผลการตรวจได้อย่างรวดเร็ว เพื่อนำผลการตรวจที่ได้ไปใช้ในการบริหารจัดการบ่อเลี้ยงได้อย่างทันท่วงที การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต้นแบบการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม <em>Vibrio</em> ในบ่อเลี้ยงกุ้ง ต้นแบบดังกล่าวเกิดจากจากการพัฒนาอาหารเลี้ยงเชื้อแบบเหลวสำหรับเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม <em>Vibrio</em> เรียกว่า modified TCBS (MTCBS) โดยทำการทดสอบความจำเพาะของอาหารเลี้ยงเชื้อแบบเหลว MTCBS ต่อเชื้อ <em>Vibrio </em>พบว่ามีเพียงเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม <em>Vibrio</em> เท่านั้นที่เจริญเติบโตในอาหาร MTCBS ที่พัฒนาขึ้นได้ ร่วมกับการพัฒนาเครื่องตรวจติดตามวัดเชื้อแบคทีเรียอัตโนมัติ bacterial growth tracker (BGT) ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะในการอ่านผลการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรียด้วยเทคโนโลยีแสง และบันทึกข้อมูลการเพิ่มจำนวนเชื้อแบคทีเรียในอาหารเลี้ยงเชื้อแบบอัตโนมัติ ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ส่วนคือ (1) ส่วนที่เป็น incubator shaker ที่มีช่องสำหรับใส่หลอดอาหารเลี้ยงเชื้อ ที่ 30 องศาเซลเซียส และ (2) ส่วนอ่านผลที่เป็นเซ็นเซอร์วัดค่าการส่องผ่านของแสงเพื่อวัดความขุ่นของอาหารเหลว MTCBS ที่เกิดจากการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในกลุ่ม <em>Vibrio</em> ส่งไปแสดงที่หน้าจอโดยแปลงผลความขุ่นที่ได้เป็นความเข้มข้นของเชื้อที่มีอยู่ สามารถอ่านผลแบบ real time ได้ การศึกษานี้ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาต้นแบบเครื่อง BGT ในระดับห้องปฏิบัติการ ใช้อาหารเลี้ยงเชื้อ MTCBS ทดสอบการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม <em>Vibrio</em> ในตัวอย่างน้ำ เปรียบเทียบระหว่างเครื่อง BGT กับการอ่านผลด้วยเครื่อง spectrophotometer ให้ผลการทดสอบไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; 0.01) โดยการศึกษาต่อไปจะนำต้นแบบเครื่อง BGT ไปทดลองใช้ในงานภาคสนาม</p> บรรพต แซ่โค้ว สุกัญญา จิตร์ชนะ วัชราภรณ์ ช่างเก็บ ศุภนิจ พรธีระภัทร กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา รุ่งกานต์ สืบสิงห์ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1496 1507 ผลของไบคาร์บอเนตที่แตกต่างกันต่อการเจริญเติบโต การสะสมแคโรทีนอยด์ และปริมาณไอโซเมอร์เบต้าแคโรทีนในสาหร่าย Dunaliella salina NUAC09 สายพันธุ์ไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251834 <p><em>Dunaliella</em> เป็นสาหร่ายสีเขียวขนาดเล็กที่มีความสำคัญสำหรับการผลิตสารรงควัตถุเบต้าแคโรทีนธรรมชาติ ซึ่งเป็นสารที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ และมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง โดยสารกลุ่มนี้ถูกนำไปใช้ทั้งในอุตสาหกรรมที่หลากหลายเช่น ด้านโภชนาการ เภสัชศาสตร์ และเครื่องสำอาง เป็นต้น งานวิจัยนี้มุ่งเน้นเพื่อตรวจสอบการเจริญเติบโต การสะสมรงควัตถุและปริมาณไอโซเมอร์ <em>cis </em>และ <em>trans</em> เบต้าแคโรทีนของสาหร่าย <em>Dunaliella salina</em> NUAC09 สายพันธุ์ไทย ภายใต้ปริมาณที่แตกต่างกัน (0.000, 0.022, 0.043, 0.065 และ 0.086 g NaHCO<sub>3</sub>/L) ของไบคาร์บอเนต (HCO<sub>3</sub><sup>–</sup>) ในสูตรอาหาร Johnson ผลการทดลองพบระดับการเจริญเติบโต (1.42×10<sup>6</sup> cell/mL) ปริมาณคลอโรฟิลล์เอ (1.75 µg/mL) และปริมาณแคโรทีนอยด์ (5.36 µg/mL) ที่เหมาะสมในสาหร่ายสายพันธุ์ทดสอบภายใต้การเลี้ยงในอาหารที่มีไบคาร์บอเนต 0.043 g NaHCO<sub>3</sub>/L เมื่อตรวจสอบปริมาณไอโซเมอร์เบต้าแคโรทีน (<em>all–trans</em> และ <em>9–</em><em>cis</em>) และกิจกรรมการยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH radical พบสูงที่สุดในสาหร่ายที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีไบคาร์บอเนต 0.086 g NaHCO<sub>3</sub>/L ดังนั้นการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าปริมาณไบคาร์บอเนตมีผลต่อการเจริญเติบโต ปริมาณรงควัตถุและปริมาณไอโซเมอร์เบต้าแคโรทีนของสาหร่าย <em>Dunaliella salina</em> NUAC09</p> ปฏิพัทธ์ สันป่าเป้า วิทยา ทาวงศ์ ปิยวัฒน์ ปองผดุง สุพัฒน์ พลซา Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1508 1518 การตรวจหารูปแบบจีโนไทป์ของยีน IGF-I, SCD, FABP4 และยีน FASN ในโคพื้นเมืองไทยและบราห์มัน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/252905 <p>โคพื้นเมืองไทยและโคบราห์มัน เป็นสายพันธุ์โคที่เกษตรกรรายย่อยนิยมเลี้ยง จึงมีการจัดการคัดเลือกพันธุ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่พบปัญหาขาดการบันทึกพันธุ์ประวัติ และเก็บข้อมูลลักษณะที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การใช้เทคโนโลยีด้านอณูพันธุศาสตร์ เข้ามามีบทบาทช่วยในการคัดเลือกพันธุ์เพื่อการพัฒนาลักษณะการเจริญเติบโต และคุณภาพเนื้อในโค เป็นแนวทางช่วยเพิ่มมูลค่าของการผลิตโคเนื้อสำหรับเกษตรกร ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบจีโนไทป์ของยีน <em>IGF</em>-I, <em>SCD</em>, <em>FABP</em>4 และยีน <em>FASN</em> ในโคพื้นเมืองอีสาน จำนวน 110 ตัวอย่าง และโคบราห์มัน จำนวน 50 ตัวอย่าง ด้วยเทคนิค Polymerase Chain reaction Restriction Fragment Length Polymorphism (PCR-RFLP) ผลการศึกษาพบจีโนไทป์ 2 รูปแบบในยีน <em>IGF</em>-I (CT และ CC) และยีน <em>FASN</em> (AG และ GG) สำหรับยีน <em>SCD</em> พบจีโนไทป์ 3 รูปแบบ คือ CC, CT และ TT ส่วนยีน <em>FABP</em>4 พบจีโนไทป์เพียงรูปแบบเดียว (GG) ค่าความถี่อัลลีลของยีน <em>IGF</em>-I มีค่าความถี่อัลลีล C อยู่ในช่วง 0.930-1.000 ส่วนยีน <em>SCD</em> มีค่าความถี่อัลลีล T อยู่ในช่วง 0.720-0.775 และยีน <em>FASN</em> มีค่าความถี่อัลลีล G อยู่ในช่วง 0.970-0.995 ในโคพื้นเมืองและบราห์มัน สำหรับยีน <em>FABP</em>4 มีค่าความถี่อัลลีล G เท่ากับ 1.000 ในโคทั้งสองพันธุ์ ผลวิเคราะห์ค่า H<sub>O</sub>, H<sub>E</sub>, uH<sub>E</sub>, PIC พบความหลากหลายพันธุกรรมระดับปานกลางในยีน <em>SCD</em> และมีความหลากหลายพันธุกรรมต่ำในยีน <em>IGF</em>-I และยีน <em>FASN</em> และผลทดสอบภาวะสมดุลของยีน พบว่ายีน <em>IGF</em>-I, <em>SCD</em> และยีน <em>FASN</em> อยู่ในภาวะสมดุลตามกฎ Hardy–Weinberg Equilibrium (HWE) ดังนั้นยีน <em>SCD</em> มีความเป็นไปได้ในการนำไปศึกษาหาความสัมพันธ์กับลักษณะคุณภาพเนื้อและองค์ประกอบกรดไขมัน เพื่อพัฒนาการผลิตโคเนื้อต่อไปในอนาคตได้</p> รัตติกาล สุวรรณสิงห์ พงศธร กุนัน ปิยวิทย์ เกษร ฉัตรชัย แก้วพิลา ไพโรจน์ ภัทรปรีชา ทองสา บัวสุข Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1519 1531 ห่วงโซ่อุปทานเพื่อพัฒนาธุรกิจการเลี้ยงแพะเนื้อใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/247761 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสภาพธุรกิจการเลี้ยงแพะเนื้อของเกษตรกรและห่วงโซ่อุปทานเพื่อพัฒนาธุรกิจการเลี้ยงแพะเนื้อใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ทำการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ มีเครื่องมือ คือ แบบสอบถามและแบบประเด็นคำถาม สำหรับการสัมภาษณ์จาก 1) เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) ที่ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิ 396 ราย 2) ผู้บริโภคเนื้อแพะ 150 ราย 3) ร้านอาหารหรือภัตตาคารเนื้อแพะ 30 ราย 4) พ่อค้าแพะเนื้อ 30 ราย ที่ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ จาก 5) นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและการตลาด จำนวน 15 ราย ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลมีทั้งเชิงปริมาณและเชิงพรรณนา โดยใช้สถิติ คือค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนและวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ ผลการวิจัย พบว่า 1) เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 49.00 ปี มีรายได้จากการเลี้ยงแพะเนื้อเฉลี่ย 13,808.48 บาท/ปี ผู้เลี้ยงแพะเนื้อส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย และมีการเลี้ยงแพะเพื่อการจำหน่าย เกษตรกรมีความต้องการส่งเสริมการเลี้ยงแพะเนื้อ ในระดับมาก การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และสภาพการเลี้ยงแพะเนื้อกับจำนวนแพะเนื้อทั้งหมด พบว่า อายุ พื้นที่ใช้ทำการเกษตร พันธุ์แพะเนื้อ การเลี้ยงดูแพะรุ่นหนุ่มสาว การจัดตั้งตลาดแพะในอำเภอ แปลงหญ้าใช้เลี้ยงแพะเนื้อ อาหารข้นใช้เลี้ยงแพะเนื้อ และประสบการณ์เลี้ยงแพะเนื้อมีความสัมพันธ์กับจำนวนแพะเนื้อทั้งหมด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 2) ห่วงโซ่อุปทานของแพะเนื้อประกอบด้วย หน่วยธุรกิจตั้งแต่ระดับต้นน้ำ คือ เกษตรกรทำหน้าที่ผลิตแพะเนื้อ โดยการจัดหาปัจจัยการผลิต การจัดการคุณภาพการผลิตแพะเนื้อ จนได้แพะเนื้อที่มีคุณภาพพร้อมส่งไปจำหน่าย ระดับกลางน้ำ คือ ผู้รวบรวมแพะเนื้อและผลิตภัณฑ์การแปรรูป เคลื่อนย้ายผลผลิตสู่ตลาด ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ แล้วนำผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์จำหน่ายให้ผู้บริโภคต่อไป จนถึงระดับปลายน้ำ คือ กระบวนเคลื่อนย้ายแพะเนื้อหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปสู่ตลาด โดยถูกจำหน่ายให้พ่อค้าระดับท้องที่/พ่อค้าระดับท้องถิ่น/พ่อค้าระดับจังหวัดและพ่อค้าส่งออก ทำหน้าที่จำหน่ายหรือกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค โดยใช้กิจกรรมห่วงโซ่อุปทานหรือเครือข่ายโลจิสติกส์ ซึ่งกระบวนการของการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสามารถพัฒนาเป็นระบบธุรกิจการเลี้ยงแพะเนื้อได้ชัดเจนต่อไป</p> ณฤทธิ์ ไทยบุรี ฐิตินันท์ โสระบุตร สมนึก ลิ้มเจริญ Copyright (c) 2022 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-06-30 2022-06-30 50 5 1532 1548