วารสารแก่นเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj <p>วารสารแก่นเกษตรได้รับทุนสนับสนุนเป็นวารสารที่มีคุณภาพตามเกณฑ์วารสารวิชาการระดับชาติ กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จาก สกอ. ประจำปี 2551, เป็นวารสารที่ยอมรับในการใช้เป็นผลงานตีพิมพ์เรื่องที่ 2 ของนักศึกษาทุน คปก. (ตั้งแต่รุ่นที่ 11 เป็นต้นไป) , มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Citation Index, TCI), และเผยแพร่บทคัดย่อภาษาอังกฤษในฐานข้อมูล AGRIS-FAO (http://agris.fao.org/agris-search/index.do)</p> th-TH [email protected] (บรรณาธิการวารสารแก่นเกษตร) [email protected] (เจ้าหน้าที่วารสารแก่นเกษตร) Mon, 18 Mar 2024 12:42:32 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลกระทบของนโยบายการให้นำเข้าเนื้อสุกรที่ไม่ปลอดสารเร่งเนื้อแดง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249612 <p>งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาผลกระทบในของนโยบายการให้นำเข้าและไม่ให้นำเข้าสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดง โดยวัดนโยบายเป็นเชิงปริมาณผ่านอัตราเทียบเท่าภาษี และวิเคราะห์ผลของนโยบายดังกล่าวต่อตลาดระดับขายส่งและขายปลีกสุกร โดยประยุกต์ใช้แบบจำลองตลาดสุกรหลายตลาด ผลการศึกษาพบว่า กรณีที่หากรัฐบาลยังคงนโยบายไม่ให้มีการนำเข้าสุกรที่มีสารเร่งเนื้อแดงนั้น ราคาสุกรมีชีวิตหน้าโรงงาน ราคาสุกรหน้าโรงงาน และราคาขายปลีกเนื้อสุกร ส่วนเหลื่อมการตลาดระดับฟาร์มและระดับตลาดขายปลีกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่การบริโภค การผลิต และการการนำเข้าเนื้อสุกรเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน แต่เมื่อมีการเปิดให้นำเข้าเนื้อสุกรที่ไม่ปลอดสารเร่งเนื้อแดง พบว่าอัตราเทียบเท่าภาษีศุลกากรลดลงทันทีร้อยละ&nbsp; 7.88 ณ ช่วงเวลาดังกล่าวทำให้มีการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น 3,725.38 ตันและทำให้มีการนำเข้าเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น 650 ตันทันทีเมื่อมีการเปิดให้นำเข้า เนื่องจากราคาเนื้อสุกรนำเข้ามีราคาต่ำกว่าเมืองไทย ทำให้เนื้อสุกรนำเข้าทดแทนเนื้อสุกรที่ผลิตในประเทศ ส่งผลให้ปริมาณการผลิตสุกรในประเทศลดลง 6,560 ตันในเวลาต่อมาจากการเปิดให้นำเข้า เมื่อมีประมาณอุปทานเนื้อสุกรมากขึ้น ทำให้ราคาสุกรมีชีวิต ราคาสุกรหน้าโรงงาน และราคาขายปลีกเนื้อสุกร ลดลง 0.75 0.95 และ 1.36 บาทต่อกิโลกรัม ตามลำดับ ส่วนเหลื่อมการตลาดในระดับฟาร์มและระดับขายปลีกลดลง 0.2 และ 0.41 บาทต่อกิโลกรัมตามลำดับ&nbsp;</p> ณัฐพล พจนาประเสริฐ, เออวดี เปรมัษเฐียร, ณัฐวุฒิ รัตวณิชย์โรจน์ Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249612 Tue, 10 Aug 2021 00:00:00 +0700 ผลของการเสริมสมุนไพรผสมน้ำดื่มต่อสมรรถภาพการผลิต คุณภาพซาก และจุลินทรีย์ ในไส้ตันของไก่เนื้อ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250676 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเสริมสมุนไพรผสมน้ำดื่มต่อสมรรถภาพการผลิต คุณภาพซาก และจุลินทรีย์ในไส้ตันของไก่เนื้อ ใช้ไก่คละเพศอายุ 7 วัน จำนวน 160 ตัว วางแผนทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ แบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 4 ซ้ำๆ ละ 10 ตัว กลุ่มการทดลองประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 (T1) เสริมไวตามินทางการค้าในน้ำดื่ม 5 กรัม/ลิตร (กลุ่มควบคุม) กลุ่มที่ 2 และ 3 (T2, T3) เสริมสมุนไพรเมล็ดผักชีปริมาณ 5 กรัม และ 10 กรัม/น้ำ 1 ลิตร ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ 4 (T4) เสริมสารสกัดสมุนไพรออริกาโนทางการค้า 5 มล./น้ำ 1 ลิตร ไก่ทุกกลุ่มได้รับอาหารสำเร็จรูปทางการค้าตลอดการทดลอง ผลการทดลองพบว่า กลุ่มที่ 2 - 4 มีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นดีกว่ากลุ่มควบคุม (P&lt;0.01) ปริมาณการกินอาหาร ค่าประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนักตัว และปริมาณการบริโภคน้ำดื่มของทุกกลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน (P&gt;0.05) เปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตทุกกลุ่มไม่แตกต่างกัน (P&gt;0.05) ผลตอบแทนจากการลงทุนในกลุ่มที่ 2 สูงกว่าทุกกลุ่ม (P&lt;0.01) แม้ว่าลักษณะคุณภาพซากของไก่เนื้อของทุกกลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน (P&gt;0.05) แต่ปริมาณจุลินทรีย์ในไส้ตันของไก่ที่ใช้สมุนไพรในน้ำดื่ม (กลุ่มที่ 2 - 4) มีผลปริมาณจำนวนจุลินทรีย์ Lactic acid bacteria สูงกว่ากลุ่มควบคุม (P&lt;0.01)</p> ปวีณอิศรัชต์ เคนจันทน์, อนันทญา แสนสวัสดิ์, จารุนันท์ ไชยนาม, ฉัตรชัย เสนขวัญแก้ว, ชณุดี แสบงบาล Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250676 Wed, 18 Aug 2021 00:00:00 +0700 แนวทางการสร้างเนื้อไก่ฟังก์ชันด้วยอัตลักษณ์ไก่พื้นเมืองไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249678 <p>การเขียนบทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อค้นหาสารสำคัญที่โดดเด่นและมีศักยภาพในการบ่งชี้อัตลักษณ์ด้านการเป็นอาหารสุขภาพของไก่พื้นเมือง 2) เพื่อเสนอแนวทางการสร้างเนื้อฟังก์ชันของไก่พื้นเมือง เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนเป้าหมายการปรับปรุงพันธุ์ไก่พื้นเมืองให้ตอบโจทย์ด้านการเป็นอาหารสุขภาพและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่รักสุขภาพในอนาคตต่อไป จากการรวบรวมผลงานวิจัยพบว่า ACE-I inhibitor, anserine และ พิวรีน เป็นสารสำคัญที่มีความโดดเด่นและมีศักยภาพในการเป็นอัตลักษณ์ด้านการเป็นอาหารสุขภาพของไก่พื้นเมือง เนื่องจาก anserine มีคุณสมบัติที่โดดเด่นทำหน้าที่เป็น anti-oxidant, anti-aging และ anti-lactic acid ส่วน ACE-I inhibitor เป็นโปรตีนตัวหลักในการควบคุมเมแทบอลิซึมป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ขณะที่พิวรีนมีปริมาณสูงในเนื้อไก่เมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่น ดังนั้นจึงเป็นโจทย์วิจัยที่น่าสนใจและท้าทายในการพัฒนาปริมาณ ACE-I inhibitor และ anserine ในเนื้อไก่ให้เพิ่มขึ้น และปรับปรุงปริมาณพิวรีนในเนื้อไก่ให้ลดลง บทความวิชาการฉบับนี้ จึงนำสารสำคัญทั้ง 3 ชนิด มาเป็นแนวทางในการพัฒนาเนื้อไก่ฟังก์ชัน ซึ่งมีความเป็นไปได้ทั้งหมด 4 แนวทาง ได้แก่ แนวทางที่ 1: High ACE-I inhibitor line แนวทางที่ 2: High-anserine line และแนวทางที่ 3: Low purine line และแนวทางที่ 4: 2High (high anserine-high ACE-I inhibitor peptidase)+1Low (Low purine) line ซึ่งแนวทางที่ 4 น่าจะเป็นแนวทางที่น่าจะตอบโจทย์ผู้บริโภคมากที่สุด เนื่องจากเป็นแนวทางที่ทำการคัดเลือกทั้ง 3 ลักษณะไปพร้อมกัน เพื่อเน้นสร้างจุดขายเนื้อไก่ 2High+1Low ให้มีความพิเศษกับคนเป็นโรคเกาต์หันกลับมาบริโภคเนื้อไก่ได้ตามความเหมาะสมและยังสามารถช่วยต้านโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจที่สำคัญ เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ซึ่งจากข้อมูลข้างต้นน่าจะเป็นประโยชน์ในการเปิดตลาดใหม่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับกลุ่มนักกีฬาและคนที่ชอบออกกำลังกายตามฟิตเนตต่างๆ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเน้นประชาสัมพันธ์เป็นอกไก่ 2High+1Low กินแล้วเพิ่ม endurance ในการออกกำลังกาย ไม่เกิดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ หรือแปรรูปเป็นอกไก่สกัด (chicken breast extract) เพื่อยกระดับการแข่งขันตลาดอาหารสุขภาพของไก่พื้นเมืองไปในระดับอุตสาหกรรมต่อไป</p> สุกัญญา เจริญศิลป์, วุฒิไกร บุญคุ้ม, ศุภมิตร เมฆฉาย, มนต์ชัย ดวงจินดา Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249678 Fri, 03 Sep 2021 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการผลิต ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่เพื่อการค้าของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน, ประเทศไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249924 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการผลิตไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่เพื่อการค้าของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน จำนวน 200 ราย คำนวณโดยใช้สูตรทาโร่ ยามาเน่ ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ที่ระดับ 0.05 เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ และทดสอบสมมติฐานโดยใช้การวิเคราะห์โลจิสติก ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นชาย อายุเฉลี่ย 46.50 ปี การศึกษาประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสบการณ์ในการเลี้ยงไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่เฉลี่ย 4.55 ปี มีรายได้จากการเลี้ยงไก่เฉลี่ยปีละ 67,628.30 บาท โดยจะจำหน่ายในระยะไก่รุ่นแบบชั่งตามน้ำหนัก ราคาเฉลี่ย 101.33 บาท/กิโลกรัม ในปี พ.ศ.2562 เกษตรกรเลี้ยงไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่เฉลี่ย 439.70 ตัว เลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อยอิสระโดยใช้อาหารสัตว์สำเร็จรูปเป็นหลักและทำวัคซีนสม่ำเสมอ ทั้งนี้บุตรของเกษตรกรส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะสืบทอดอาชีพการเลี้ยงไก่ต่อรุ่นพ่อแม่ อย่างไรก็ตามเกษตรกรประสบปัญหาพื้นที่โรงเรือนคับแคบ การไม่มีพ่อแม่พันธุ์ที่ดี และไม่มีเงินทุนหมุนเวียน โดยเกษตรกรต้องการให้มีการกำหนดราคาจำหน่ายที่แน่นอน มีแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และการส่งเสริมช่องทางการตลาด ทั้งนี้เกษตรกรส่วนใหญ่มีความรู้และการปฏิบัติในการเลี้ยงไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ที่ถูกต้องอยู่ในระดับมาก นอกจากนี้ยังพบว่า ลักษณะวิธีการเลี้ยงไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่และความยั่งยืนในการประกอบอาชีพของเกษตรกรมีผลต่อความสำเร็จในการดำเนินโครงการฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 0.01 ตามลำดับ</p> ภาณุพันธุ์ ประภาติกุล, วุฒิชัย คำดี Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249924 Thu, 07 Oct 2021 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรในอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249845 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรในอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษา คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในอำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อกับสำนักงาน<br />ปศุสัตว์อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา จำนวน 100 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Taro Yamane ที่ความคลาดเคลื่อนร้อยละ 10 ใช้แบบสัมภาษณ์และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 50.97 ปีจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือปวช.ในปี พ.ศ. 2562 เกษตรกรได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับการเลี้ยงโคเนื้อเฉลี่ย1.29 ครั้ง มีต้นทุนการเลี้ยงโคเนื้อต่อตัว 1,331.16 บาท มีความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับการเลี้ยงโคเนื้ออยู่ในระดับปานกลาง มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ภาพรวมมีความต้องการการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้ออยู่ในระดับปานกลางปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อมี 7 ปัจจัยแบ่งออกเป็น ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อในเชิงบวก (P&gt;0.05) ได้แก่ 1) ความรู้ในการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกร 2) การเข้าร่วมกลุ่มโคเนื้อ 3) อาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ 4) การปฏิบัติในการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรและปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อในเชิงลบ ได้แก่ 1) ระดับการศึกษาของเกษตรกร 2) จำนวนหนี้สินเฉพาะมาเลี้ยงโคเนื้อ และ 3) รูปแบบการเลี้ยงโคเนื้อ ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกรต้องเริ่มต้นจากการฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกร ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น ลักษณะเด่นของโคเนื้อแต่ละสายพันธุ์ การทำแปลงพืชอาหารสัตว์ การสำรองอาหารสัตว์ และการถนอมอาหารสัตว์ เป็นต้น ทำให้เกษตรกรได้มีความรู้ที่ถูกต้องตามหลักการเลี้ยงโคเนื้อ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนการปฏิบัติเกี่ยวกับการเลี้ยงโคเนื้อของเกษตรกร โดยมีสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ในการสนับสนุนหรือช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสมตามความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร</p> เสกสรรค์ ดวงสิงห์ธรรม, อภิญญา รัตนไชย, ภาณุพันธุ์ ประภาติกุล Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249845 Fri, 03 Sep 2021 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนจากการผลิตถั่วเหลืองฤดูแล้งในนาข้าวของเกษตรกรในจังหวัดขอนแก่น https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/247312 <p>ถั่วเหลืองเป็นพืชที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายซึ่งมีประโยชน์มากมาย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลืองฤดูแล้งในนาข้าว และวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนเบื้องต้นของผลผลิตถั่วเหลืองฤดูแล้งในนาข้าวของเกษตรกร โดยได้ดำเนินการเลือกพื้นที่ที่เกษตรกรปลูกถั่วเหลืองฤดูแล้ง ในอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น การเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นการเลือกแบบสุ่มตัวอย่างเกษตรกรจำนวน 122 ราย ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 59 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรสและจบการศึกษาสูงสุดระดับประถมศึกษา เกษตรกรมีต้นทุนรวมเฉลี่ยต่อไร่ในการปลูกถั่วเหลืองเท่ากับ 2,483.49 บาท ผลผลิตถั่วเหลืองเฉลี่ยต่อไร่เท่ากับ 206.42 กิโลกรัม รายได้จากการขายถั่วเหลืองของเกษตรกรเฉลี่ยต่อไร่เท่ากับ 3,319.23 บาท กำไรสุทธิเฉลี่ยต่อไร่เท่ากับ 835.76 บาท และจุดคุ้มทุนเท่ากับ 116.21 กิโลกรัม/ไร่ จากผลการศึกษาพบว่าต้นทุนส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นต้นทุนค่าแรงงานเก็บเกี่ยวและค่าเมล็ดพันธุ์ เกษตรกรอาจจะพิจารณาการลดต้นทุนโดยการส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร เพื่อลดต้นทุนค่าจ้างแรงงาน และควรส่งเสริมให้เกษตรกรมีการคัดเมล็ดพันธุ์ไว้เพื่อปลูกในปีต่อไปด้วย เพื่อลดการซื้อเมล็ดพันธุ์เมื่อต้องการปลูกถั่วเหลืองฤดูแล้งหลังนาข้าว</p> ปริชาติ แสงคำเฉลียง, ยุวรัตน์ บุญเกษม Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/247312 Fri, 03 Sep 2021 00:00:00 +0700 ความต้องการการส่งเสริมการผลิตเส้นไหมไทยสาวมือตามมาตรฐาน มกษ. 8000-2555 ของเกษตรกรในจังหวัดชัยภูมิ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249766 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความต้องการการส่งเสริมการผลิตเส้นไหมไทยสาวมือตามมาตรฐาน มกษ. 8000-2555 ของเกษตรกร และเปรียบเทียบความต้องการการผลิตเส้นไหมไทยสาวมือตามมาตรฐาน มกษ. 8000-2555 ของเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลิตเส้นไหมหัตถกรรมในจังหวัดชัยภูมิ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 129 ราย ที่เคยได้รับการฝึกอบรมโครงการพัฒนานวัตกรรมการผลิตและจำหน่ายเส้นไหมให้ได้มาตรฐาน มกษ. 8000-2555 ในปี 2562 วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มด้วยวิธี Scheffe' test ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรมีความต้องการการส่งเสริมมาตรฐาน มกษ. 8000-2555 ทั้งหมด 13 รายการ ได้แก่ การสนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตเส้นไหม อุปกรณ์ที่ใช้หาขนาดเส้นไหม ความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์การขอรับรองมาตรฐาน มกษ. 8000-2555 ความรู้เรื่องอุปกรณ์และวิธีการใช้ที่เหมาะสม เทคนิคและวิธีการผลิตเส้นไหมให้ได้มาตรฐาน การจัดหาตลาดรองรับเส้นไหม การประชาสัมพันธ์มาตรฐานเส้นไหม มกษ. 8000-2555 ให้เป็นที่รู้จัก การเชื่อมโยงตลาดโดยจัดหาคู่ค้าให้หรือจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายระหว่างผู้ผลิตและผู้ประกอบการ การกำหนดราคากลางและการประกันราคาไหม การพัฒนาฉลากติดบรรจุภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นทันสมัย การส่งเสริมแบบบุคคล การส่งเสริมแบบกลุ่ม และการส่งเสริมมวลชน จากการเปรียบเทียบความต้องการการส่งเสริมมาตรฐาน มกษ. 8000-2555 พบว่า เกษตรกรที่มีอายุ ประสบการณ์ รายได้จากการขายเส้นไหม ที่แตกต่างกัน มีความต้องการส่งเสริมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05)</p> สุกัลยา เชิญขวัญ, นภัส เหมะธร Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249766 Thu, 16 Dec 2021 00:00:00 +0700 ปัจจัยความสำเร็จของเกษตรกรผู้ผลิตผ้าครามในอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249525 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และสังคม การปฏิบัติในการเตรียมการผลิตผ้าคราม และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสำเร็จของเกษตรกรผู้ผลิตผ้าครามในอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร จากกลุ่มตัวอย่างผู้ผลิตผ้าครามจำนวน 115 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิชนิดสุ่มเป็นสัดส่วน และขั้นสุดท้ายใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานค่าไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรผู้ผลิตผ้าครามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 52.82 ปี สำเร็จการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ประสบการณ์ในการผลิตผ้าครามเฉลี่ย 9.48 ปี อาชีพหลักเป็นเกษตรกร มีแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 1 คน และไม่มีการจ้างแรงงาน มีรายได้เฉลี่ย 55,504.34 บาท/ปี รายจ่ายเฉลี่ย 25,661.73 บาท/ปี ใช้เงินสะสมส่วนตัวในการผลิต ได้รับข้อมูลข่าวสารจากสื่อบุคคล คือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนทางโทรทัศน์และวิทยุ การปฏิบัติในการเตรียมการผลิตผ้าครามพบว่า ด้านการย้อมสีครามมีการปฏิบัติมากสุด และด้านบำรุงรักษามีการปฏิบัติน้อยสุด ความสำเร็จของเกษตรกรผู้ผลิตผ้าครามพบว่า ด้านดำเนินงานกลุ่มมีมากที่สุด และด้านการเงินมีน้อยที่สุด การทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประสบการณ์ รายได้ รายจ่าย สื่อบุคคล และสื่อมวลชน มีความสัมพันธ์กับปัจจัยความสำเร็จของเกษตรกรผู้ผลิตผ้าครามในอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (P&lt;0.01 และ P&lt;0.05) ปัญหาที่ได้พบคือ การเปิดรับข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์</p> วณัฐญา งอยผาลา, ชลาธร จูเจริญ, ธานินทร์ คงศิลา, สุภาภรณ์ เลิศศิริ Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249525 Tue, 16 Nov 2021 00:00:00 +0700 ปัจจัยการตัดสินใจเข้าร่วมเกษตรแปลงใหญ่โกโก้ ของเกษตรกรในอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249524 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล ปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและสังคม ความรู้เกี่ยวกับการปลูกโกโก้แปลงใหญ่ และปัจจัยการตัดสินใจเข้าร่วมเกษตรแปลงใหญ่โกโก้ ของเกษตรกรในอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้แปลงใหญ่ จำนวน 98 คน ใช้แบบสัมภาษณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ทดสอบค่า t-test, F-test ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกโกโก้แปลงใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 55.04 ปี มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีประสบการณ์การปลูกโกโก้เฉลี่ย 2.39 ปี พื้นที่ปลูกโกโก้เฉลี่ย 2.4 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่จ้างแรงงาน แต่เกษตรกรใช้งานแรงงานภายในครัวเรือนและแหล่งเงินทุนตนเอง เกษตรกรมีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อบุคคลมากที่สุด และเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มสถาบันเกษตรกรนอกเหนือจากการเป็นสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่โกโก้ ทั้งนี้เกษตรกรมีความรู้เกี่ยวกับการปลูกโกโก้แปลงใหญ่ (ค่าเฉลี่ย 0.69) และปัจจัยการตัดสินใจเข้าร่วมเกษตรแปลงใหญ่โกโก้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 2.82) พบว่า การตัดสินใจด้านการตลาดมากที่สุด เกษตรกรยังพบปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เกษตรกรที่มีประสบการณ์การปลูกโกโก้ และการเป็นสมาชิกกลุ่มแตกต่างกัน มีการตัดสินใจเข้าร่วมเกษตรแปลงใหญ่โกโก้แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ P&lt;0.05 และ P&lt;0.01</p> ฉวีวรรณ เจริญผ่อง, ชลาธร จูเจริญ, สุภาภรณ์ เลิศศิริ Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249524 Fri, 03 Sep 2021 00:00:00 +0700 ความรู้และการปฏิบัติในการผลิตกระวานของเกษตรกร อำเภอนาหม้อ จังหวัดอุดมไซ สปป.ลาว https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249365 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้และการปฏิบัติในการผลิตกระวานของเกษตรกร กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้ผลิตกระวานในอำเภอนาหม้อ จังหวัดอุดมไซ สปป.ลาว จำนวน 168 คน เก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ธันวาคม ปี พ.ศ. 2563 ถึงมกราคม ปี พ.ศ. 2564 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุ ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรร้อยละ 87.50 เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 41.88 ปี สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา มีจำนวนแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 3.2 คน มีพื้นที่ปลูกกระวานเฉลี่ย 12.04 ไร่/ครัวเรือน มีผลผลิตกระวานเฉลี่ยต่อไร่ 23.50 กก. และมีรายได้สุทธิจากการผลิตกระวานเฉลี่ยต่อไร่ 3,273.14 บาท ทั้งนี้เกษตรกรเกือบทั้งหมดไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารหรือได้รับการอบรมเกี่ยวกับการผลิตกระวาน โดยภาพรวมเกษตรกรมีความรู้ในการผลิตกระวานระดับปานกลางและมีการปฏิบัติในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ความรู้ในการผลิตกระวานของเกษตรกรมีความสัมพันธ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) กับระดับการศึกษา จำนวนแรงงานในครัวเรือน (ความสัมพันธ์เชิงบวก) และขนาดพื้นที่ปลูกกระวาน (ความสัมพันธ์เชิงลบ) ในขณะที่การปฏิบัติในการผลิตกระวานของเกษตรกรมีความสัมพันธ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) กับเพศ ระดับการศึกษา จำนวนแรงงานในครัวเรือน และรายได้สุทธิจากการผลิตกระวานต่อไร่ ข้อเสนอแนะสำคัญที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรถ่ายทอดเทคนิคการผลิตกระวานให้แก่เกษตรกร สนับสนุนการตลาดกระวานให้มีความมั่นคง และสนับสนุนการสร้างเตาอบให้เกษตรกรได้ใช้ในการอบแห้งกระวาน</p> ดำดวน อำไพทิบ, ภาณุพันธุ์ ประภาติกุล, วรทัศน์ อินทรัคคัมพร, จุฑามาส คุ้มชัย Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249365 Wed, 18 Aug 2021 00:00:00 +0700 ผลของชนิดภาชนะบรรจุและระยะเวลาเก็บรักษาต่อความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ข้าว https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248274 <p>การศึกษาเรื่องผลของชนิดภาชนะบรรจุและระยะเวลาเก็บรักษาต่อความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ทำการทดสอบที่สาขาเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ช่วงเวลาเดือนมิถุนายน ถึงเดือนกันยายน 2562 ทดสอบโดยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ กข.49 วางแผนการทดลองแบบ Split Plot Design จำนวน 4 ซ้ำ ประกอบด้วย 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยที่ 1 ภาชนะบรรจุเมล็ดพันธุ์ 5 ชนิด คือ ถุงกระดาษ, ถุงพลาสติก, ถุงฟอยด์ (Aluminium foil) , ถุงพลาสติกสาน และ ถุงกระสอบป่าน ปัจจัยที่ 2 คือ ระยะเวลาการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง ที่ระยะเวลา 3 ระยะเวลา คือ 1 เดือน 2 เดือนและ 3 เดือน ผลการทดลองพบว่า ภาชนะบรรจุเมล็ดพันธุ์แบบพลาสติกสานมีความเหมาะสมในการเก็บเมล็ดพันธุ์มากที่สุด โดย ให้ค่าความงอก และความยาวรากสูงที่สุด ส่วนระยะเวลาการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสม คือ ระยะเวลา 2 เดือน เนื่องจากมีค่าความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์สูงที่สุด </p> ภารดี แซ่อึ้ง, พชรพล พยัคฆ์ Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248274 Fri, 10 Sep 2021 00:00:00 +0700 ผลของระยะเวลาการเก็บรักษาและชนิดภาชนะบรรจุต่อคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดสายพันธุ์แท้ภายใต้โรงเก็บแบบเปิด https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249939 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของระยะเวลาการเก็บรักษาและชนิดภาชนะบรรจุต่อคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดสายพันธุ์แท้ KWSTL6001 ภายใต้โรงเก็บแบบเปิด วางแผนการทดลองแบบ split plot in completely randomized design (CRD) จำนวน 4 ซ้ำ main plot คือระยะเวลาเก็บรักษา 5 ระยะ ได้แก่ 0, 3, 6, 9 และ 12 เดือน sub plot คือภาชนะบรรจุ 3 ชนิด ได้แก่ WPP, HDPE และ PLV เก็บรักษาในสภาพโรงเก็บแบบเปิด วัดปริมาณ O<sub>2</sub> ในภาชนะบรรจุและทดสอบความชื้นของเมล็ดพันธุ์หลังการเก็บรักษา พบว่า ภาชนะบรรจุชนิด HDPE สามารถป้องกันการซึมผ่านของ O<sub>2</sub> ได้ดีกว่า WPP และ PLV และเมล็ดพันธุ์ที่เก็บรักษาในภาชนะบรรจุทั้ง 3 ชนิดมีการแลกเปลี่ยนความชื้นกับบรรยากาศภายนอกได้ ผลการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ พบว่า ความงอกของเมล็ดพันธุ์ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตลอดระยะเวลาการเก็บรักษา ในขณะที่ความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ลดลงตามระยะเวลาการเก็บรักษา การประเมินการเสื่อมสภาพของเมล็ดพันธุ์ด้วยวิธีการเร่งอายุสามารถเห็นผลได้เร็วกว่าวิธีการวัดค่าการนำไฟฟ้าและการงอกของราก การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในภาชนะบรรจุชนิด PLV สามารถรักษาความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ได้เป็นระยะเวลา 6 เดือน ในขณะที่การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในภาชนะบรรจุชนิด WPP สามารถรักษาความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์ได้นาน 3 เดือน โดยที่เมล็ดพันธุ์มีความงอกและความแข็งแรงสูงกว่า 90 และ 80% ตามลำดับ</p> เพ็ญนภา อนุรักษ์, แสงทิวา สุริยงค์, สงวนศักดิ์ ธนาพรพูนพงษ์ Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249939 Tue, 17 Aug 2021 00:00:00 +0700 อิทธิพลของความชื้นและตำแหน่งรวงข้าวที่มีผลต่อแรงดึงเมล็ดข้าวออกจากรวงของข้าวพันธุ์พิษณโลก 2 ขาวดอกมะลิ 105 และ กข6 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248886 <p>การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของความชื้นและตำแหน่งรวงข้าวที่มีผลต่อแรงดึงเมล็ดข้าวออกจากรวงของข้าว 3 สายพันธุ์ คือ พิษณุโลก 2 ขาวดอกมะลิ 105 และ กข6 โดยแบ่งออกเป็น 3 การทดลองย่อยตามสายพันธุ์ข้าว การทดลองที่ 1 มีปัจจัยที่ศึกษา คือ ความชื้นข้าวพันธุ์พิษณุโลก 2 จำนวน 5 ระดับ การทดลองย่อยที่2 ความชื้นข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 6 ระดับ และ การทดลองย่อยที่3 ความชื้นข้าวพันธุ์กข6 จำนวน 7 ระดับ ทุกการทดลองย่อยมีปัจจัยตำแหน่งเมล็ดของรวงข้าว จำนวน 3 ระดับ ได้แก่ ส่วนล่างรวงข้าว ส่วนกลางของรวงข้าว และ ส่วนปลายรวงข้าว ผลการศึกษา พบว่า การทดลองย่อยของข้าวทั้ง 3 สายพันธุ์ มีค่าแรงดึงเมล็ดข้าวเพิ่มขึ้นเมื่อความชื้นสูงขึ้น ปริมาณความชื้น และตำแหน่งของรวงข้าวมีผลต่อแรงดึงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างปริมาณความชื้น และตำแหน่งรวงข้าวไม่มีผลต่อแรงดึง แรงดึงเมล็ดข้าวเพิ่มขึ้นเมื่อความชื้นสูงขึ้น ข้าวพันธุ์พิษณุโลก 2 ความชื้นเพิ่มขึ้นจาก 12.72 ถึง 37.43 % w.b. มีช่วงค่าแรงดึงเมล็ดข้าวออกจากรวงเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1.07 ถึง 1.64 นิวตัน ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ความชื้นเพิ่มขึ้นจาก 11.77 ถึง 38.36 % w.b. มีช่วงค่าแรงดึงเมล็ดข้าวออกจากรวงเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0.95 ถึง 1.47 นิวตัน และ ข้าวพันธุ์ กข6 ความชื้นเพิ่มขึ้นจาก 13.54 ถึง 38.98 % w.b. มีช่วงค่าแรงดึงเมล็ดข้าวออกจากรวงเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1.02 ถึง 1.63 นิวตัน นอกจากนี้ยังพบว่าที่ตำแหน่งส่วนล่างรวงข้าวมีค่าแรงดึงสูงสุด และส่วนปลายรวงข้าวมีค่าแรงดึงต่ำสุดทุกการทดลองย่อย</p> สมโภชน์ สุดาจันทร์, สิงห์รัญ ชารี, ชัยยันต์ จันทร์ศิริ, กิตติพงษ์ ลาลุน, พีรณัฐ อันสุรีย์ Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248886 Tue, 21 Sep 2021 00:00:00 +0700 ทางเลือกการใช้สารกำจัดวัชพืชในการจัดการหญ้าข้าวนกต้านทานสารพีน็อกซูแลมในนาข้าว https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248915 <p>หญ้าข้าวนกเป็นวัชพืชหลักที่เป็นปัญหาสำคัญและก่อให้เกิดความเสียหายในนาข้าวได้มากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จากการสำรวจของเกษตรกร พบว่า การใช้สารกำจัดวัชพืชในกลุ่มที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ALS ไม่สามารถควบคุมหญ้าข้าวนกได้ การศึกษาในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่า ประชากรของหญ้าข้าวนกในพื้นที่ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี มีการพัฒนาความต้านทานต่อสาร penoxsulam ซึ่งเป็นสารในกลุ่มที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ALS จริงหรือไม่ เก็บตัวอย่างเมล็ดหญ้าข้าวนกจากแปลงเกษตรกรที่มีการรายงานว่าพบปัญหาที่เกิดจากการใช้สาร penoxsulam เพื่อทำการศึกษาตอบสนองทางสรีรวิทยาของหญ้าข้าวนกที่มีต่อสาร penoxsulam วางแผนการทดลองแบบ split plot design in CRD จำนวน 4 ซ้ำ ปัจจัยหลัก คือ อัตราการใช้สาร penoxsulam มี 6 อัตรา คือ (0, 7.03, 14.06, 28.12, 56.24 และ 112.48 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อเฮกตาร์) และปัจจัยรอง คือ หญ้าข้าวนกไบโอไทป์ที่อ่อนแอและต้านทานสาร พ่นสารที่ 12 วันหลังหว่าน เมื่อพิจารณาค่า <em>I<sub>50</sub></em> จากความเป็นพิษ และค่า <em>GR<sub>50</sub></em> จากความสูงและน้ำหนักสด พบว่า ไบโอไทป์ต้านทานสารมีค่าดัชนีของความต้านทานสารสูงกว่าไบโอไทป์ที่อ่อนแอมากถึง 18.08-84.87 เท่า ต่อมาทำการศึกษาความต้านทานข้ามของหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสารไปยังสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่นๆ ในกลุ่มที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ALS วางแผนการทดลองแบบ CRD จำนวน 4 ซ้ำ พบว่า การใช้สาร bispyribac-sodium, pyribenzoxim และ triafamone ตามอัตราแนะนำ ซึ่งเป็นสารในกลุ่มที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ALS ไม่สามารถควบคุมหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสาร penoxsulam ได้ จากนั้น ทำการศึกษาความต้านทานสารหลายกลุ่มของหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานไปยังสารในกลุ่มอื่นๆ ที่มีตำแหน่งการเกิดปฏิกิริยาภายในพืชที่แตกต่างกัน พบว่า สาร profoxydim (สารที่ยับยั้งงานของเอนไซม์ ACCase), propanil (สารที่ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ในระบบแสง II) และ florpyrauxifen-benzyl (สารที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนพืช) มีประสิทธิภาพควบคุมหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสาร penoxsulam ได้ตามอัตราแนะนำ จากข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ เกษตรกรควรมีการสลับหรือหมุนเวียนการใช้สารกำจัดวัชพืชที่มีตำแหน่งการเกิดปฏิกิริยาภายในพืชที่แตกต่างกัน เพื่อควบคุมและลดจำนวนประชากรของหญ้าข้าวนกไบโอไทป์ต้านทานสาร penoxsulam ในนาข้าวต่อไป</p> <p> </p> มงคล ศรีเพียงจันทร์, จำเนียร ชมภู, ทศพล พรพรหม Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248915 Fri, 03 Sep 2021 00:00:00 +0700 เสถียรภาพผลผลิตช่อดอกของข้าวฟ่างไม้กวาด (Sorghum bicolor var. technicum) 11 สายพันธุ์ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249258 <p>ผลผลิตของพืชมักแปรปรวนตามสภาพแวดล้อม พืชพันธุ์ดีนอกจากให้ผลผลิตสูงในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแล้วต้องมีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตด้วย ข้าวฟ่างไม้กวาดสายพันธุ์ใหม่แม้ว่าได้ผ่านการคัดเลือกอย่างประณีตในระหว่างการพัฒนาสายพันธุ์โดยวิธีจดบันทึกประวัติแล้ว แต่เพื่อตรวจสอบเสถียรภาพในการให้ผลผลิตหรือการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของสายพันธุ์ จึงได้ทำการทดสอบผลผลิตช่อดอกข้าวฟ่างไม้กวาดสายพันธุ์ใหม่ 10 สายพันธุ์ ในปี (Y) พ.ศ. 2561 และ 2562 ที่ (L) จ.นครราชสีมา จ.นครสวรรค์ จ.อุทัยธานี จ.กำแพงเพชร และจ.บุรีรัมย์ รวม 10 สภาพแวดล้อม (YL) โดยมีพันธุ์รวงเรียว 1 เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ เพื่อศึกษาผลของสภาพแวดล้อม (E; Y, L, YL) พันธุ์ (G) และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุ์กับสภาพแวดล้อม (GE) ต่อผลผลิตและองค์ประกอบผลผลิตช่อดอก โดยแต่ละสภาพแวดล้อมวางแผนการทดลองแบบสุ่มภายในบล็อคสมบูรณ์ (RCBD) จำนวน 3 ซ้ำ ปลูกแถวยาว 4 เมตร ระยะปลูก 75 x 10 ซม. จำนวน 4 แถว/หน่วยทดลอง เก็บผลผลิตจาก 2 แถวกลาง ผลการทดลองพบว่า พันธุ์ (G) สภาพแวดล้อม (Y, L, YL) และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุ์กับสภาพแวดล้อม (GE; GY, GL, GYL) มีผลต่อผลผลิตช่อดอกอย่างมีนัยสำคัญ (p≤0.01) และพบว่า สถานที่ปลูก (L) มีนัยสำคัญ (p≤0.01) ต่อทุกองค์ประกอบผลผลิต เมื่อศึกษาเสถียรภาพผลผลิตตามวิธีที่เสนอโดย Eberhart and Russell พบว่า ข้าวฟ่างไม้กวาดสายพันธุ์ KBr 5906, KBr 5915, KBr 5916, KBr 5919, KBr 5964 และพันธุ์รวงเรียว 1 มีค่าสัมประสิทธิ์รีเกรสชั่น (bi) ต่างจาก 1 โดย b<sub>i</sub> = 0.85, 0.48, 1.26, 0.09, 1.16 และ 1.38 ตามลำดับ แสดงว่า 6 สายพันธุ์นี้มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตช่อดอกต่ำ กล่าวคือ ให้ผลผลิตแปรปรวนไปตามสภาพแวดล้อม โดยพันธุ์รวงเรียว 1 ปรับตัวได้ดีในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2.22 ตัน/เฮกตาร์ ส่วนสายพันธุ์ KBr 5911, KBr 5927, KBr 5937, KBr 5939 และ KBr 5962 มีค่า b<sub>i</sub> ไม่ต่างจาก 1 (bi~1) จัดเป็นสายพันธุ์ที่มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิต แต่ผลผลิตช่อดอกเฉลี่ยต่ำเพียง 1.13, 1.13, 1.10, 1.16 และ 1.14 ตัน/เฮกตาร์ ตามลำดับ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าสามารถแนะนำพันธุ์ดีได้เฉพาะในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งพันธุ์รวงเรียว 1 เหมาะสำหรับพื้นที่ใน จ.นครราชสีมา</p> อำไพ พรหมณเรศ, ถวิล นิลพยัคฆ์, ณัฐนี จุติโรจน์ปกรณ์, ปวีณา ทองเหลือง, ธำรงศิลป โพธิสูง, ธีรวัฒน์ ศรุตโยภาส Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249258 Thu, 30 Sep 2021 00:00:00 +0700 การใช้เครื่องหมายโมเลกุลช่วยคัดเลือกร่วมกับการทดสอบกลิ่นเพื่อปรับปรุงลักษณะความหอมในข้าวก่ำเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249426 <p>ปัจจุบันผู้บริโภคข้าวเพื่อสุขภาพมีความต้องการในการบริโภคข้าวก่ำเจ้ามากขึ้น เนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพในการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลายชนิดที่สำคัญ แต่พบว่า ข้าวก่ำเจ้าที่ปรับปรุงได้ในปัจจุบันยังมีข้อด้อยคือมีลักษณะที่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดต่ำ โครงการวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกข้าวก่ำเจ้าให้มีลักษณะไม่ไวต่อช่วงแสง ผลผลิตสูงและมีความหอม โดยศึกษาในประชากรลูกผสมระหว่างสายพันธุ์ก้าวหน้าข้าวก่ำเจ้าต้นเตี้ยไม่ไวต่อช่วงแสง (KDK-10) พันธุ์ปทุมธานี 1 ซึ่งเป็นพันธุ์ต้นเตี้ย ไม่ไวแสง และเป็นข้าวเจ้าที่มีกลิ่นหอม ประเมินลักษณะลูกผสมในชั่วที่ 1 และคัดเลือกในชั่วที่ 2 โดยใช้เครื่องหมายโมเลกุล และประเมินความหอมโดยวิธีดมกลิ่นในชั่วที่ 3 ผลการทดลองพบว่า ลูกผสมชั่วที่ 1 มีต้นเตี้ยเหมือนพ่อแม่ อายุออกดอก 109 วัน มีจำนวนหน่อต่อต้น จำนวนรวงต่อต้นและน้ำหนัก 1,000 เมล็ด น้อยกว่าพันธุ์พ่อแม่ น้ำหนักเมล็ดต่อต้นของลูกผสมไม่แตกต่างจากพันธุ์แม่<br />แต่น้อยกว่าพันธุ์พ่อ ลูกผสมชั่วที่ 2 กระจายตัวในลักษณะสีเยื่อหุ้มเมล็ดในสัดส่วนสีดำต่อสีขาวเท่ากับ 9 ต่อ 7 เลือกวิเคราะห์ดีเอ็นเอเฉพาะต้นที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำโดยใช้เครื่องหมายโมเลกุลที่วางในตำแหน่งยีนที่ควบคุมความหอม <em>badh2</em> คัดเลือกเฉพาะต้นที่มีอัลลีลเป็นชนิดพันธุ์พ่อปทุมธานี 1 ได้ทั้งหมด 23 ต้น เป็นตัวแทน family ไปปลูกประเมินในชั่วที่ 3 family ละ 5 ต้น คัดเลือกเบื้องต้น<br />โดยแกะดูสีเยื่อหุ้มเมล็ดพบเยื่อหุ้มเมล็ดมีสีดำทุกต้น จำนวน 5 family นำเมล็ดจากทุกต้นของทั้ง 5 family มาประเมินความหอม โดยวิธีการดมโดยอาสาสมัคร เทียบกับพันธุ์แม่ (KDK-10, ไม่หอม คะแนน 0) พันธุ์พ่อ (PTT1, หอมปานกลาง คะแนน 1) และพันธุ์เปรียบเทียบมาตรฐานขาวดอกมะลิ 105 (KDML 105, หอม คะแนน 2) สามารถคัดเลือกต้นที่มีค่าเฉลี่ยความหอมมากกว่า 1 คะแนน ได้ทั้งหมด 11 ต้น มีค่าเฉลี่ยความหอมระหว่าง 1.1-1.8 อายุออกดอก 95-101 วัน ทุกต้นที่คัดเลือกเป็นชนิดต้นเตี้ยเหมือนพ่อแม่ <br />มีผลผลิตระหว่างพันธุ์พ่อแม่ มีเปอร์เซ็นต์อไมโลสระหว่าง 8.7-14.1% ต้นที่คัดเลือกเหล่านี้จะสามารถใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมในการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวก่ำเจ้าหอมที่ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสงและมีผลผลิตสูงได้ในอนาคต</p> <p> </p> ธนัชพร วิรัตนชัยวรรณ, ต่อนภา ผุสดี, ชนากานต์ เทโบลต์ พรมอุทัย, ศันสนีย์ จำจด Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249426 Fri, 27 Aug 2021 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการกระทบแล้งและวิธีการขยายพันธุ์ต่อลักษณะการเจริญเติบโตของกาแฟโรบัสต้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248969 <p>ความแห้งแล้งเป็นปัญหาที่สำคัญต่อการผลิตกาแฟโรบัสต้า แต่ข้อมูลการตอบสนองต่อความแห้งแล้งของพันธุ์กาแฟโรบัสต้าที่ปลูกในประเทศไทยยังมีจำกัด การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการกระทบแล้งและความแปรปรวนของพันธุ์ต่อการเจริญเติบโตของกาแฟ ประเมินอิทธิพลของวิธีการขยายพันธุ์ต่อความสามารถในการทนแล้งของกาแฟ และหาความสัมพันธ์ระหว่างความทนแล้งกับลักษณะการเจริญเติบโตของกาแฟ โดยทดสอบพันธุ์กาแฟโรบัสต้าที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีต่าง ๆ รวม 6 ประเภท ดังนี้ 1) กาแฟพันธุ์ FRT141 จากการเพาะเมล็ด 2) กาแฟพันธุ์ FRT141 จากกิ่งปักชำ 3) กาแฟพันธุ์ SC05 จากการเสียบยอด 4) กาแฟพันธุ์ SC05 จากกิ่งปักชำ 5) กาแฟพันธุ์ PP01 จากการเสียบยอด และ 6) กาแฟพันธุ์ PP01 จากกิ่งปักชำ เปรียบเทียบระหว่างสภาพปรกติและสภาพความแห้งแล้ง เก็บข้อมูลการเจริญเติบโตและน้ำหนักแห้งของกาแฟ พบว่า การกระทบแล้งส่งผลให้จำนวนใบ พื้นที่ใบ เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น และน้ำหนักแห้งรวมลดลง แต่มีอัตราส่วนรากต่อยอดเพิ่มขึ้น วิธีการขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอดกาแฟบนต้นตอพันธุ์ทนแล้ง สามารถช่วยให้กาแฟมีการเจริญเติบโตดีขึ้นและช่วยเพิ่มความสามารถในการทนแล้ง กาแฟโรบัสต้ามีความสามารถในการทนแล้งแตกต่างกันระหว่างพันธุ์ โดยกาแฟพันธุ์ FRT141 จากการเพาะเมล็ดมีความทนทานต่อความแห้งแล้งสูงที่สุด และพบความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนักแห้งรวมกับความสูงต้น (r=0.83**) ความกว้างทรงพุ่ม (r=0.87**) พื้นที่ใบ (r=-0.72**) และน้ำหนักแห้งราก (r=0.73**) ภายใต้สภาพความแห้งแล้ง แสดงว่าลักษณะเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความทนทานต่อความแห้งแล้งของกาแฟโรบัสต้า</p> ประกายมาส รุ่นประพันธ์, คัทลียา ฉัตร์เที่ยง, จิราพร เชื้อกูล, พรชัย ไพบูลย์, อนุรักษ์ อรัญญนาค Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248969 Fri, 27 Aug 2021 00:00:00 +0700 ผลของโซเดียมคลอไรด์ต่อการเจริญและการตอบสนองทางสัณฐานวิทยาของแคลลัสปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์ทรัพย์ ม.อ. 1 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250988 <p>ปาล์มน้ำมันคือพืชที่ให้ผลผลิตน้ำมันสูงได้ตลอดทั้งปี จึงต้องมีการใส่ปุ๋ยบ่อยครั้ง ส่งผลให้สภาพพื้นที่ปลูกมีความเค็มมากขึ้น ดังนั้นการทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารโซเดียมคลอไรด์ต่อการเจริญ และพัฒนาการของแคลลัสที่เพาะเลี้ยงในอาหารเหลวสูตร OPCM เติมโซเดียมคลอไรด์ความเข้มข้นต่างๆ (0 50 100 150 200 300 และ 400 มิลลิโมลาร์) ร่วมกับการเติม dicamba ความเข้มข้น 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร และกรดแอสคอร์บิคความเข้มข้น 200 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นเวลา 4 8 และ 12 สัปดาห์ จากการศึกษาพบว่า ที่เวลา 8 สัปดาห์ โซเดียมคลอไรด์ความเข้มข้น 100 มิลลิโมลาร์ มีการพัฒนาโครงสร้างคล้ายราก (root-like structure; RLS) บริเวณผิวแคลลัส และเมื่อเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ทุกความเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์ให้แคลลัสที่มีโครงสร้างดังกล่าวเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้การเพิ่มความเข้มข้นของโซเดียมคลอไรด์ส่งผลให้จำนวนโนดูลเฉลี่ยลดลง แต่จำนวนโนดูลสีน้ำตาล และอัตราการเกิดสีน้ำตาลเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามการเจริญเติบโตของแคลลัสลดลงเป็นลำดับโดยเฉพาะความเข้มข้นโซเดียมคลอไรด์สูงกว่า 200 มิลลิโมลาร์เป็นต้นไป สรุปได้ว่าเซลล์ของปาล์มน้ำมันในหลอดทดลองไม่สามารถทนความเค็มของเกลือโซเดียมคลอไรด์ที่ความเข้มข้นเกินกว่า 200 มิลลิโมลาร์ได้</p> ธีรศักดิ์ สุขดี, สมปอง เตชะโต, สุรีรัตน์ เย็นช้อน Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250988 Fri, 27 Aug 2021 00:00:00 +0700 การสร้าง infectious clones และทดสอบความสามารถในการก่อโรคของไวรัสใบหงิกเหลืองพริก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248949 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการสร้าง Infectious clones ของเชื้อไวรัสสาเหตุโรคใบหงิกเหลืองพริกที่พบในประเทศไทย และศึกษาความสามารถในการก่อโรคของ Infectious clones ใช้เชื้อ <em>Pepper yellow leaf curl Thailand virus </em> (PepYLCTHV) ไอโซเลท BRM103 เป็นต้นแบบในการออกแบบไพรเมอร์เพื่อสร้าง infectious clones โดยการโคลน DNA-A และ DNA-B fragments เข้าสู่ pRI101 binary vector ถ่ายฝาก recombinant plasmid เข้าสู่ <em>Agrobacterium tumefaciens</em> สายพันธุ์ LBA4404 ผลจากการทดสอบความสามารถในการก่อโรคโดยใช้ยาสูบ (<em>Nicotiana benthamiana</em>) และพริก (<em>Capsicum </em>spp.) เป็นพืชทดสอบด้วยวิธี Agroinoculation พบว่า พืชทั้งสองชนิดสามารถแสดงอาการใบหงิกเหลืองซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากเชื้อเบโกโมไวรัสได้ โดยมีเปอร์เซ็นต์การติดเชื้อ 100% และ 10% ตามลำดับ ซึ่งพบอาการของโรคเฉพาะในกรรมวิธีที่ปลูกเชื้อด้วย pRI101DNA-A ร่วมกับ pRI101DNA-B เท่านั้น ผลจากงานวิจัยจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการถ่ายทอดเชื้อไวรัส PepYLCTHV นอกจากการใช้แมลงพาหะ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้และสามารถนำไปประยุกต์กับการปรับปรุงพันธุ์พืชให้ต้านทานโรคใบหงิกเหลืองพริกได้ต่อไป</p> ณัฐทนง บุพิ, รัชนี ฮงประยูร Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248949 Fri, 03 Sep 2021 00:00:00 +0700 การคัดเลือกเชื้อราก่อโรคแมลงไอโซเลตในจังหวัดนครราชสีมาที่มีประสิทธิภาพในการเข้าทำลายหนอนและดักแด้แมลงวันบ้าน (Musca domestica L.) https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249396 <p>แมลงวันบ้าน (<em>Musca domestica</em> L.) เป็นแมลงพาหะนำโรคและสร้างความรำคาญสู่คนและสัตว์เลี้ยง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกหาเชื้อราก่อโรคในแมลงไอโซเลตท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงวันบ้านในสภาพห้องปฏิบัติการ โดยการแยกหาเชื้อราก่อโรคในแมลงจากตัวอย่างดินที่เก็บรวบรวมในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ด้วยวิธี baiting technique ใช้หนอนนก (<em>Tenebrio molitor</em> L.) เป็นตัวล่อเชื้อ ได้เชื้อราก่อโรคในแมลง จำนวน 45 ไอโซเลต (เชื้อรา <em>Metarhizium</em> spp. จำนวน 41 ไอโซเลต และเชื้อรา <em>Beauveria bassiana</em> จำนวน 4 ไอโซเลต) เชื้อราที่รวบรวมได้นำมาทดสอบการก่อโรคให้กับแมลงวันบ้านในระยะหนอน (วัย 2) และดักแด้ พบเชื้อราจำนวน 34 ไอโซเลต และจำนวน 13 ไอโซเลตที่สามารถเข้าทำลายหนอน (4.44 – 97.78%) และดักแด้ (2.22 – 97.78%) ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเชื้อราแต่ละไอโซเลตในการเข้าทำลายแมลงวันบ้าน ที่ความเข้มข้นของเชื้อรา 1x10<sup>8</sup> โคนิเดีย/มล. เชื้อรา <em>Metarhizium</em> spp. ไอโซเลต NM_SS 9/2 มีประสิทธิภาพในการควบคุมหนอนแมลงวันมากที่สุด โดยมีการติดเชื้อ เท่ากับ 86.67% ไม่แตกต่างทางสถิติ (P&gt;0.05) กับไอโซเลต NM_BAL 7/1 (71.11%) และ NM_NS 7/2 (68.89%) ส่วนไอโซเลต NM_CLPK 4/1 สามารถเข้าทำลายดักแด้ได้สูงที่สุด (60.00%) รองลงมาคือ NM_SN 2/1 (57.78%) จากผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าเชื้อราก่อโรคแมลงไอโซเลตของจังหวัดนครราชสีมามีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงวันบ้านได้ และเหมาะสมที่จะนำไปประยุกต์ใช้ป้องกันและกำจัดแมลงวันบ้านในสภาพโรงเรือนต่อไป</p> เดือนเพ็ญ วงค์สอน, ศุภปริญญา รสกระโทก Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249396 Fri, 10 Sep 2021 00:00:00 +0700 การศึกษาเมทาจีโนมิกส์ของเชื้อราและประสิทธิภาพในการผลิตสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิ ของเชื้อราที่คัดแยกได้จากลำไส้ไส้เดือนดิน Perionyx sp. 1 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248406 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชนิดของเชื้อราในลำไส้ของไส้เดือนดิน <em>Perionyx </em>sp. 1 และศึกษาประสิทธิภาพการผลิตสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิ (IAA, GA และอนุพันธุ์ไฮโดรซาเมตไซเดอร์โรฟอร์ ) ขอเชื้อราที่คัดแยกได้ผลการศึกษาเมทาจีโนมิกส์ พบความแตกต่างของลำดับนิวคลีโทด์ ITS1 ของเชื้อรา สามารถจัดจำแนกได้ 3 ไฟลัม 8 คลาส 32 จีนัส 49 เมื่อคัดแยกเชื้อราบนอาหาร PDA และ YMA สามารถคัดแยกเชื้อราที่แตกต่างกันได้ 11 ไอโซเลต จากการตรวจสอบยีนบริเวณ ITS1 สามารถระบุชนิดของเชื้อราได้เป็น <em>Talaromyces wortmannii</em> (YL1), <em>Chaetomium globosum (</em>YL2<em>), T. indioticus (</em>YL3)<em>, T. angelicus </em>(RL1)<em>, Trichoderma </em>sp. (RL2)<em>, Aspergillus niger (</em>RL3)<em>, Penicillium citrinum (Pe1), A. fumigatus (</em>Pe2), <em>A. flavus (</em>Pe3)<em>, Humicola </em>sp. (Pe5) และ <em>Fusarium </em>sp. (Pe6) จากการทดสอบความสามารถในการผลิตสารเมแทบอไลต์ทุติยภูมิทั้งสามชนิด พบว่า เชื้อราที่เลี้ยงในอาหารเลี้ยงเชื้อ PDBt ที่เติม 0.4% L-tryptophan สามารถผลิต IAA เฉลี่ย 36.58 µg/ml ส่วนอาหารที่ไม่เติม L-tryptophan ผลิต IAA เฉลี่ย 23.55 µg/ml ซึ่งจะเห็นได้ว่าเชื้อรามีแนวโน้มการผลิตฮอร์โมน GA ที่สัมพันธ์กับฮอร์โมน IAA ส่วนสารอนุพันธ์ไฮโดรซาเมตพบว่าเชื้อราผลิตได้เฉลี่ย 180.993 µg/ml โดยเชื้อราไอโซเลต RL3 (<em>Aspergillus</em> <em>niger</em>) มีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถผลิตได้ปริมาณ 1,629.90 ± 0.0128 µg/ml และน้ำเลี้ยงเชื้อรา RL3 สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของถั่วเขียวได้ดีที่สุดเมื่อเติมสารละลายเหล็ก 1:10<sup>3</sup> งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเชื้อราที่คัดแยกได้จากลำไส้ของไส้เดือนดินต่อการผลิตสารส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชจึงน่าจะสามารถนามาใช้ประโยชน์ในการ ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้</p> รุ่งโรจน์ ไกรสิทธิพาณิชย์, อานัฐ ตันโช, ศุภธิดา อ่ำทอง, ปิยะนุช เนียมทรัพย์, ศรีกาญจนา คล้ายเรือง, วศิน เจริญตัณธนกุล Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248406 Thu, 07 Oct 2021 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้สารดูดซับร่วมกับบัฟเฟอร์สกัดน้ำคั้นแมลงพาหะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบไวรัสใบหงิกข้าวด้วยเทคนิค Dot-Immunobinding Assay https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249931 <p>โรคใบหงิกข้าวก่อให้เกิดความเสียหายในระดับ 10-100% ในกระบวนการปลูกข้าวบริเวณพื้นที่นาชลประทานภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย โดยมีสาเหตุจากไวรัสใบหงิกข้าว (Rice ragged stunt virus, RRSV) ที่สามารถถ่ายทอดโรคได้โดยแมลงพาหะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (brown planthopper, BPH: <em>Nilaparvata lugens</em> Stål) งานวิจัยนี้ได้ประยุกต์ใช้สารดูดซับร่วมกับสารละลายบัฟเฟอร์สกัดเพื่อลดสิ่งรบกวนชนิดเม็ดสีเมลานินในน้ำคั้นแมลงพาหะ และเพิ่มประสิทธิภาพของวิธีการตรวจสอบไวรัสใบหงิกข้าวด้วยเทคนิค dot-immunobinding assay (DIBA) ผลการวิจัยพบว่า ชนิดสารดูดซับระดับความเข้มข้น 150 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการลดสิ่งรบกวนในน้ำคั้นแมลงพาหะมากที่สุด ได้แก่ ผงถ่านกัมมันต์ แมกนีเซียมออกไซด์ และอะลูมิเนียมออกไซด์ ตามลำดับ ซึ่งสามารถตรวจพบไวรัสได้ที่ช่วงอัตราการเจือจางสูงสุดของน้ำคั้นแมลงพาหะ ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของการเจริญเติบโตจนถึงระยะตัวเต็มวัย ได้แก่ 1:16-1:512, 1:8-1:512 และ 1:8-1:256 เท่า ตามลำดับ ดังนั้นการประยุกต์ใช้สารดูดซับจึงสามารถเพิ่มความไวและประสิทธิภาพของการตรวจสอบไวรัสใบหงิกข้าวในน้ำคั้นแมลงพาหะได้ ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้จะมีประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในระดับห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยา การศึกษาระบาดวิทยาและปฏิสัมพันธ์ของไวรัสใบหงิกข้าวและแมลงพาหะ รวมทั้งการวางแผนดำเนินการ กำหนดนโยบายและการพัฒนายุทธศาสตร์ด้านการอารักขาพืช และการบริหารจัดการไวรัสก่อโรคข้าวและแมลงพาหะได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดอย่างยั่งยืนในประเทศไทย</p> ฐานัฎ ณ พัทลุง Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/249931 Fri, 27 Aug 2021 00:00:00 +0700 วิธีการประเมินเชื้อพันธุกรรมอ้อยต้านทานต่อเพลี้ยจักจั่นปีกลายจุดสีน้ำตาล Matsumuratettix hiroglyphicus (Matsumura) พาหะนำโรคใบขาวอ้อย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251621 <p>โรคใบขาวอ้อยทำความเสียหายอย่างมากต่ออุตสาหกรรมอ้อยในประเทศไทย มีเพลี้ยจักจั่นปีกลายจุดสีน้ำตาล <em>Matsumuratettix hiroglyphicus</em> (Matsumura) เป็นแมลงพาหะที่สำคัญนำเชื้อไฟโตพลาสมา ปัจจุบันยังไม่มีพันธุ์อ้อยที่ต้านทานต่อโรคใบขาวอ้อย การศึกษานี้เพื่อพัฒนาวิธีการประเมินพันธุ์อ้อยต้านทานต่อแมลงพาหะจากการเจาะดูดกินน้ำเลี้ยงพืชของแมลงโดยใช้รอยเจาะของปลอกหุ้มน้ำลายและการปล่อยมูลหวาน ผลต่อการเจริญเติบโตและการรอดชีวิตของแมลงพาหะ ผลการศึกษาได้จัดแบ่งระดับความต้านทานอ้อยที่ทดสอบ 7 เชื้อพันธุกรรม จาก 2 สกุล คือ <em>Erianthus</em> และ <em>Saccharum</em> ได้ 3 กลุ่ม 1) พันธุ์ต้านทานต่อแมลงพาหะ ในอ้อยสกุล <em>Erianthus</em> ได้แก่ เชื้อพันธุกรรม ThE10-6, ThE99-146, ThE99-91, ThE03-7 และ ThE03-5 พบจำนวนเฉลี่ยของรอยเจาะปลอกหุ้มน้ำลายมาก 20.50 ± 4.55 ถึง 23.50 ± 3.53 รอยเจาะ มีพื้นที่มูลหวานที่แมลงขับออกมา 0.13 ± 0.29 ถึง 0.78 ± 0.96 ตารางมิลลิเมตร แมลงพาหะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อไฟโตพลาสมาสู่อ้อยได้ 2) พันธุ์ต้านทานปานกลางต่อแมลงพาหะ อ้อยสกุล <em>Saccharum</em> เชื้อพันธุกรรม UT5 และ 3) พันธุ์ไม่ต้านทานต่อแมลงพาหะ อ้อยสกุล <em>Saccharum </em>เชื้อพันธุกรรม KK3 มีจำนวนเฉลี่ยรอยเจาะปลอกหุ้มน้ำลายน้อยที่สุด 13.35 ± 4.56 รอยเจาะ มีพื้นที่มูลหวาน 15.13 ± 5.91 ตารางมิลลิเมตร แมลงสามารถดูดกินอ้อยได้ดีทำให้เจริญเติบโตจนครบวงจรชีวิต มีระยะเวลาการพัฒนาจากระยะไข่จนถึงตัวเต็มวัย 62.69 ± 3.07 วัน อัตราการรอดชีวิต 83.33 % ดังนั้นการใช้วิธีการประเมินผลของความต้านทานของพันธุ์อ้อยต่อการดูดกินและการเจริญเติบโตของแมลงพาหะ สามารถใช้ในการคัดเลือกพันธุ์อ้อยที่ต้านทานต่อแมลงพาหะนำโรคใบขาวอ้อยได้</p> กนกวรรณ คำสุเรศ, Youichi Kobori, ยุพา หาญบุญทรง Copyright (c) 2021 วารสารแก่นเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/251621 Tue, 12 Oct 2021 00:00:00 +0700 การศึกษาตารางชีวิตแมลงวันทอง Bactrocera dorsalis (Hendel) และแมลงวันฝรั่ง Bactrocera correcta (Bezzi) ในพุทรานมสด (Ziziphus jujuba Mill.) https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250956 <p>แมลงวันทอง <em>Bactrocera dorsalis</em> (Hendel) และแมลงวันฝรั่ง <em>Bactrocera correcta</em> (Bezzi) จัดเป็นศัตรูสำคัญของพุทรานมสด (<em>Ziziphus jujuba</em> Mill.) ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบระยะเวลาการเจริญเติบโตและตารางชีวิตของแมลงวันทั้ง 2 ชนิด เพื่อนำไปใช้ทำแบบจำลองในการพยากรณ์การระบาดของแมลงวันผลไม้ในแปลงพุทรานมสด โดยเพาะเลี้ยงหนอนแมลงวันทอง <em>B. dorsalis</em> และแมลงวันฝรั่ง <em>B. correcta</em> ด้วยพุทรานมสดเพื่อศึกษาการเจริญเติบโตในแต่ละวัน การรอดชีวิตและความอุดมพันธุ์ โดยใช้การวิเคราะห์ผลตารางชีวิต ผลการศึกษาพบว่าการเจริญเติบโตระยะหนอนของแมลงวันทองและแมลงวันฝรั่งใช้ระยะเวลา 8.72±1.49 และ 6.63±1.01 วัน ตามลำดับ ขนาดความกว้างลำตัวหนอน (อายุ 7 วัน) ของแมลงวันฝรั่งมากกว่าแมลงวันทอง ค่าสัมประสิทธิ์การเพิ่มทางพันธุกรรม (r) ของแมลงวันทองและแมลงวันฝรั่งเท่ากับ 0.23 และ 0.20 ตัว/วัน ตามลำดับ อัตราการขยายพันธุ์สุทธิ (R<sub>0</sub>) ของแมลงวันทอง คือ 1036.88 เท่า ขณะที่แมลงวันฝรั่ง มีค่า 351.03 เท่า อัตราการเพิ่มขึ้นที่แท้จริง (λ) ของแมลงวันทองและแมลงวันฝรั่ง เท่ากับ 1.26 และ 1.22 ตัว/วัน ชั่วอายุขัยของกลุ่ม (T) ของแมลงวันทองและแมลงวันฝรั่ง เท่ากับ 29.58 และ 29.10 วัน ตามลำดับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแมลงวันทองมีการเจริญเติบโตสูงกว่าแมลงวันฝรั่งเมื่อเลี้ยงด้วยพุทรานมสด</p> ยุวธิดา ศรีพลแท่น, ทิพย์ธิดา กาสี Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/250956 Wed, 15 Sep 2021 00:00:00 +0700 Host selection of the tobacco whitefly Bemisia tabaci (Hemiptera: Aleyrodidae) among four pepper cultivars (Capsicum spp.), Thailand https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/247943 <p>The tobacco whitefly <em>Bemisia tabaci</em> (Gennadius) causes yield loss of a variety of plants by infesting and transferring viruses<em>. </em>Host<em>-</em>plant resistance to <em>B. tabaci</em> could potentially reduce its impact. However, resistance is low in most Thai pepper <em>(</em><em>Capsicum</em> spp<em>.) </em>cultivars<em>. </em>In this study, we evaluated host<em>-</em>plant resistance of four common pepper cultivars in Thailand, including <em>C. annuum</em> cv. Jinda, <em>C. annuum</em> cv. Yuak, <em>C. frutescens</em> cv. Keenu (= Khinu), and <em>C. chinensis</em> cv. Karang (= Kareang or Kariang), by quantifying plant attraction, egg-laying preference, feeding activity, and growth performance of <em>B. tabaci </em>in relation to the four cultivars. Our results showed that <em>C. annuum</em> cv. Jinda and <em>C. annuum</em> cv. Yuak are less attractive to <em>B. tabaci</em> adults, which had a significantly lower egg-laying preference and less feeding activity in relation to <em>C. annuum</em> cv. Jinda. No difference in total growth duration of <em>B. tabaci</em> was found in regards to the different cultivars. We believe that <em>C. annuum</em> cv. Jinda has traits that deter or repel the <em>B. tabaci</em> adults and inhibit their feeding activities.</p> Yuwatida Sripontan, Chun-I Chiu, Khakhanangk Charoensak, Natthawut Sukthongsa Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/247943 Wed, 18 Aug 2021 00:00:00 +0700 Effect of oat (Avena sativa L.) genotype and germination time on functional properties and nutritional value of oat flour https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248090 <p>Germination of whole grain was improved its nutritive value and physical properties of whole grain flour. Thus, the influent of oat genotype and geminated time on physical properties and nutritive value of germinated oat flour were investigated. The experimental design was 2´3 factorials in completely randomized design (CRD). The two varieties oat seeds (AUSOAT and FAMGOA from Maehongsorn Rice Research Center, Thailand) were cleaned, washed, steeped and germination at 35 ± 2°C and 95 ± 2% relative humidity for 0, 12 and 24 h prior dried to 14 % moisture content. The dried germinated oat grain were de-hulled and milled pass through 80 mesh screen to produced germinated oat flour (GOF). The husked yield, flour yield, water absorption index, water soluble index, color value, moisture content, protein, fat, fiber, ash, carbohydrate, and dietary fiber content of the GOF were determined. The results revealed that the oat genotype was not significant affected on chemical composition and functional properties of GOF. However, the long germination time was dramatically reduced on soluble dietary fiber and carbohydrate content. In addition, the GOF produced from 12 h germination of <em>AUSOAT</em> and <em>FAMGOAP</em> genotypes had the highest in water absorption index and water soluble index same as whole wheat flour. Thus, the 12 h GOF was an appropriate for utilization as healthy food ingredients especially in various cereal breakfast and bakery products.</p> Jirapa Pongjanta, Orathai Khamphiang, Pranhan Intama, Ubonrat Phomphang, Tunyaluk Bouphun Copyright (c) 2021 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agkasetkaj/article/view/248090 Fri, 10 Sep 2021 00:00:00 +0700