https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/issue/feed วารสารเกษตรพระจอมเกล้า 2026-09-07T00:00:00+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ผุสดี ตังวัชรินทร์ ajournal@kmitl.ac.th Open Journal Systems <p> </p> <p><img src="https://li01.tci-thaijo.org/public/site/images/piyawat_sa/-2568-350x490.jpg" alt="" width="350" height="494" /></p> <h3>วารสารเกษตรพระจอมเกล้า</h3> <p style="text-align: justify;"> วารสารเกษตรพระจอมเกล้า (King Mongkut’s Agricultural Journal) เผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางด้านเกษตรศาสตร์ เช่น พืชศาสตร์ ปฐพีศาสตร์ สัตวศาสตร์ วิทยาศาสตร์การประมง อารักขาพืช เทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (ผลิตผลจากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ฯลฯ ตั้งแต่วารสารปีที่ 43 ฉบับที่ 3) เศรษฐศาสตร์เกษตรและธุรกิจเกษตร การทำฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farm) ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร นิเทศศาสตร์เกษตร และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร</p> <p style="text-align: justify;"> ผู้เขียนสามารถส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและผู้สนใจสามารถเข้าถึงบทความที่เผยแพร่ในวารสารได้ทางเว็ปไซต์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย</p> <p style="color: blue;"> </p> <p style="font-size: 18px;"><strong>เกณฑ์การตรวจพบความซ้ำซ้อน</strong></p> <p style="text-align: justify;"> บทความที่ตรวจพบความซ้ำซ้อนด้วยโปรแกรม Turnitin ต้องมีผลการประเมินดังนี้ จึงจะได้รับการพิจารณาในขั้นตอนถัดไป<br />- บทความมีความซ้ำซ้อนไม่เกิน 30%</p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/268558 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย 2025-09-16T10:02:24+07:00 ณัฐวรี ทองเด็จ natthawaree.t@ku.th พนามาศ ตรีวรรณกุล panamas.t@ku.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคล การรับรู้คุณค่า และความรู้เกี่ยวกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ 2) พฤติกรรมการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ 3) ความเชื่อมั่นในการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ และ 4) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นในการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ จำนวน 385 คน สุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าไคสแควร์ และค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.69 มีอายุเฉลี่ย 38.36 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 61.56 อาชีพข้าราชการ ร้อยละ 40.00 รายได้เฉลี่ย 42,506.85 บาท/เดือน สถานภาพโสด ร้อยละ 59.22 ผู้บริโภคร้อยละ 86.49 รับรู้คุณค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระดับมาก และร้อยละ 75.84 มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระดับปานกลาง (คะแนนเฉลี่ย 16.17 จากคะแนนเต็ม 27 คะแนน) มีพฤติกรรมการบริโภค โดยซื้อพืชผัก ร้อยละ 78.10 ซื้อจากหน้าร้าน ร้อยละ 77.10 ซื้อในวันหยุดสุดสัปดาห์ ร้อยละ 49.30 ค่าใช้จ่ายในการซื้อน้อยกว่า 500 บาท/ครั้ง ร้อยละ 59.00 เหตุผลในการซื้อเพราะคุณภาพ ร้อยละ 62.90 และซื้อเพื่อตนเอง ร้อยละ 59.40 ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.33) ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านนิเวศวิทยา ด้านความเป็นธรรม และด้านการดูแลเอาใจใส่ อีกทั้งพบว่าอาชีพ และสถานภาพสมรส มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นในการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) การรับรู้คุณค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเชื่อมั่นในการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.01) กล่าวคือ การสร้างการรับรู้คุณค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งใช้เป็นแนวทางกำหนดนโยบายการสื่อสาร การตลาด และการส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/267539 ผลของการเคลือบเมล็ดพันธุ์ด้วย GA3 และ IAA ในเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองอเมริกันลูกผสมต่างพันธุ์ 2025-08-18T09:49:07+07:00 พัฒน์ฐพงษ์ กันทา patapong.kanta@gmail.com ประนอม ยังคำมั่น pranomy@mju.ac.th แสงเดือน อินชนบท ajournal@kmitl.ac.th อรพินธุ์ สฤษดิ์นำ ajournal@kmitl.ac.th <p> การผลิตเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองมักพบปัญหาการแก่ของเมล็ดที่ไม่พร้อมกันจึงส่งผลให้การงอกและการเจริญของต้นกล้าที่ไม่สม่ำเสมอ ดังนั้นการทดลองครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของความเข้มข้นของ GA<sub>3</sub> และ IAA ที่เหมาะสมสำหรับการเคลือบเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองอเมริกันลูกผสมจำนวน 3 พันธุ์ต่อคุณภาพการงอกของเมล็ดพันธุ์หลังการเคลือบและผลต่อการเจริญของต้นกล้า วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ มี 4 กรรมวิธี ได้แก่ การไม่เคลือบเมล็ดพันธุ์ การเคลือบเมล็ดพันธุ์ด้วย IAA ความเข้มข้น 0.5% การเคลือบเมล็ดด้วย GA<sub>3</sub> ความเข้มข้น 0.5% และ การเคลือบเมล็ดด้วย GA<sub>3</sub> ความเข้มข้น 1% หลังการเคลือบเมล็ดนำเมล็ดมาลดความชื้นเท่ากับ 7% จากนั้นนำเมล็ดมาเพาะทดสอบความงอกในห้องปฏิบัติการด้วยวิธีเพาะบนกระดาษ (Top of paper) และโรงเรือนด้วยวิธีการเพาะในพีทมอส ผลการทดลอง พบว่า การเคลือบเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองด้วย GA<sub>3</sub> ความเข้มข้น 0.5 และ 1% สามารถเพิ่มความเร็วในการงอกและลดเวลาเฉลี่ยในการงอกทั้งในห้องปฏิบัติการและโรงเรือนได้ดีกว่าและแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมล็ดที่ไม่ได้เคลือบ ยกเว้นพันธุ์ MG01 ที่มีความเร็วในการงอกที่ไม่แตกต่างจากเมล็ดไม่เคลือบเมื่อเพาะทดสอบในโรงเรือน อย่างไรก็ตาม พบว่า การเคลือบเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองทั้ง 3 พันธุ์ ด้วย GA<sub>3</sub> ความเข้มข้น 0.5 และ 1% ยังส่งผลให้ต้นกล้าดาวเรืองมีการเจริญเติบโตด้านความยาวยอดและมีอัตราการเจริญเติบโตของต้นกล้าในโรงเรือนที่อายุ 14 วันหลังเพาะมากกว่าต้นกล้าจากเมล็ดที่ไม่ได้เคลือบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ความยาวรากไม่แตกต่างกันทางสถิติในทุกกรรมวิธี ในขณะที่การเคลือบเมล็ดทุกกรรมวิธีและการไม่เคลือบเมล็ดมีเปอร์เซ็นต์การงอกของต้นกล้าปกติทั้งในห้องปฏิบัติการและโรงเรือนที่ไม่แตกต่างกันทางสถิติ</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/269156 การศึกษาค่าพลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้ที่แท้จริงเมื่อปรับสมดุลไนโตรเจนของหนอนแมลงวันลาย (Hermetia illucens L.) และการย่อยได้ของโภชนะและการใช้ประโยชน์ได้ของไนโตรเจนของสูตรอาหาร ที่ใช้หนอนแมลงวันลายเป็นแหล่งโปรตีนสำหรับไก่โคราช 2025-11-07T12:17:27+07:00 ธนทัต เทียบชิง auu.thanatat@gmail.com สุทิศา เข็มผะกา khampaka@sut.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาค่าพลังงานที่ใช้ประโยชน์ได้ที่แท้จริงเมื่อปรับสมดุลไนโตรเจน (nitrogen-corrected true metabolizable energy; TMEn) ของหนอนแมลงวันลาย (Black soldier fly larvae: BSFL) และประเมินผลการใช้ BSFL เป็นแหล่งโปรตีนต่อค่าการย่อยได้ของโภชนะและการใช้ประโยชน์ได้ของไนโตรเจนในไก่โคราช การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ประเมินค่า TMEn ของ BSFL ใช้ไก่โคราชคละเพศ อายุ 9 สัปดาห์ จำนวน 20 ตัว แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม (อดอาหาร) และกลุ่มทดลอง (ป้อน BSFL 15 กรัม/ตัว) ผลการเก็บข้อมูลและคำนวณพบว่า BSFL มีค่า TMEn เท่ากับ 3,667 kcal/Kg (DM) ส่วนที่ 2 ใช้ไก่โคราชคละเพศ อายุ 6 สัปดาห์ จำนวน 35 ตัว แบ่งเป็น 5 กลุ่มการทดลอง ตามแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ประกอบด้วย กลุ่มควบคุม และกลุ่มที่ใช้ BSFL ระดับ 5 10 15 และ 20% ตามลำดับ ผลการทดลองพบว่า BSFL สามารถใช้เป็นแหล่งโปรตีนได้สูงสุดถึงระดับ 20% โดยไม่ส่งผลกระทบต่อค่าการย่อยได้ของสิ่งแห้ง เถ้า สารอินทรีย์ และไขมัน รวมถึงการใช้ประโยชน์ได้ของไนโตรเจน (P&gt;0.05) นอกจากนี้ การใช้ BSFL ระดับ 15% ยังช่วยเพิ่มค่าการย่อยได้ของโภชนะและการใช้ประโยชน์ได้ของไนโตรเจนสูงกว่ากลุ่มควบคุม (P&lt;0.05) โดยสรุป BSFL มีค่า TMEn เท่ากับ 3,667 kcal/Kg (DM) และสามารถใช้เป็นแหล่งโปรตีนในสูตรอาหารไก่โคราชได้ถึงระดับ 20% โดยไม่ส่งผลลบต่อประสิทธิภาพการย่อยได้และการใช้ประโยชน์ได้ของโภชนะ อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษา BSFL ต่อยอดเพื่อประเมินผลด้านสมรรถนะการเจริญเติบโตและสุขภาพสัตว์ในระยะยาว</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/269054 ผลของการเสริมนมแพะในน้ำยาเจือจางน้ำเชื้อที่มีต่อการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิของแพะหลังการแช่แข็ง 2025-11-10T10:06:56+07:00 นิตยา ทองทิพย์ nittayathongtip33@gmail.com ปิยมาสฐ์ ตัณฑ์เจริญรัตน์ ajournal@kmitl.ac.th ผกาสินี ขาวแดง ajournal@kmitl.ac.th วิวัฒน์ พัฒนาวงศ์ ajournal@kmitl.ac.th เยาวลักษณ์ หวังสุข ajournal@kmitl.ac.th พัชรี พรมตัน ajournal@kmitl.ac.th วาที คงบรรทัด ajournal@kmitl.ac.th <p style="font-weight: 400;"> การศึกษาการเสริมน้ำนมชนิดต่าง ๆ ในสารละลายเจือจางน้ำเชื้อที่มีต่อการเคลื่อนที่ของตัวอสุจิของแพะหลังการแช่แข็ง โดยเก็บน้ำเชื้อจากแพะพ่อพันธุ์ลูกผสมบอร์ 3 ตัว ในการเก็บน้ำเชื้อทำการเก็บน้ำเชื้อแพะสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ นำน้ำเชื้อของพ่อพันธุ์แพะแต่ละตัวที่รีดได้ในแต่ละครั้งมาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน น้ำเชื้อแต่ละส่วนจะถูกเติมน้ำยาเจือจางน้ำเชื้อแต่ละสูตร ซึ่งสารเจือจางน้ำเชื้อที่ใช้ มีส่วนผสมหลักคือ Tris (hydroxymethyl) aminomethane ได้แก่ Tris + egg Yolk, Tris + goat milk หรือ Tris + cow milk จากนั้นทำการแช่แข็งน้ำเชื้อด้วยวิธีเดียวกัน แช่เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส 4 ชั่วโมง และอังไอไนโตรเจนเหลว -121 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 13 นาที จากนั้นนำลงเก็บรักษาในไนโตรเจนเหลว -196 องศาเซลเซียส หลังจากแช่แข็งเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง ทำการสุ่มน้ำเชื้อแพะแช่แข็งจากแพะแต่ละตัวของแต่ละกลุ่มทดลอง ๆ ละ 6 ตัวอย่าง/สัปดาห์ ทั้งหมด 6 ครั้ง นำมาประเมินคุณภาพภายหลังละลาย ด้วยเครื่องวิเคราะห์คุณภาพน้ำเชื้อ Computer Assisted Sperm Analysis (CASA) เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของตัวอสุจิ ผลการศึกษาพบว่า สารละลายเจือจางสูตร Tris + goat milk<strong> </strong>ให้ค่าการเคลื่อนที่รวมของอสุจิ (Total motility) สูงที่สุด เมื่อเทียบกับสูตร<strong> </strong>Tris + egg yolk<strong> </strong>และ<strong> </strong>Tris + cow milk แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ และค่าการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า (Progressive motility) ของสูตร Tris + goat milk สูงกว่าสูตรอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) และเปอร์เซ็นต์การเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ค่า<strong> </strong>(path velocity; VAP), (straight-line velocity; VSL), (straightness; STR), (curvilinear velocity; VCL), (linearity; LIN) และ (beat cross frequency; BCF) ไม่แตกต่างกันทางสถิติ ค่า (lateral head displacement; ALH) พบว่าสารละลายสูตร<strong> </strong>Tris + egg yolk<strong> </strong>มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าสูตรที่ผสมนมโคและนมแพะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สรุปได้ว่าสารละลายสูตร Tris + goat milk สามารถคงคุณภาพและการเคลื่อนที่รวมของอสุจิแพะหลังการแช่แข็งได้ดีกว่าสูตรอื่น จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับการพัฒนาสารละลายเจือจาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของน้ำเชื้อแพะ</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/268090 การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการประเมินคุณภาพหอยแมลงภู่อบชีสเพื่อเพิ่มมูลค่า: ผลกระทบของสูตรและการเก็บรักษา 2025-09-11T13:24:56+07:00 รติวรรณ มีทอง ratiwan.m@ku.th จรรตกร รอดอยู่ ajournal@kmitl.ac.th ธเนศ อินตัน ajournal@kmitl.ac.th บดินทร์ ทองพร้อม ajournal@kmitl.ac.th ภาสกร กิ่งวัชระพงศ์ ajournal@kmitl.ac.th ทนง เอี่ยวศิริ ajournal@kmitl.ac.th <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หอยแมลงภู่อบชีสที่มีคุณภาพและเพิ่มมูลค่าตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) เพื่อให้เกิดทางเลือกใหม่ที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภค โดยพัฒนาสูตรหอยแมลงภู่อบชีส 4 สูตรที่มีส่วนผสมของเนยแตกต่างกัน ประกอบด้วย สูตร A (เนยจืดแท้) สูตร B (มาการีน) สูตร C (เนยผสม) และสูตร D (เนยเค็ม) ผลการศึกษาพบว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้มีค่าปริมาณน้ำอิสระ (Water activity; a<sub>w</sub>) อยู่ระหว่าง 0.93-0.96 และมีค่าพลังงานสูงเกินกว่า 200 กิโลแคลอรี่ การประเมินความชอบของผู้บริโภคแสดงให้เห็นว่าสูตร A มีคะแนนความพึงพอใจสูงที่สุดในทุกด้าน ทั้งในเรื่องรูปลักษณ์ สี รสชาติ และความชื่นชอบโดยรวม การศึกษาการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ในภาชนะบรรจุและสภาพอุณหภูมิที่แตกต่างกันเป็นระยะเวลา 30 วัน พบว่าการใช้ถ้วยพลาสติกทรงกลมทึบแสงและเก็บไว้ที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส ให้ผลการเก็บรักษาที่ดีสุด จากการวิเคราะห์คุณภาพของผลิตภัณฑ์แสดงค่า pH ไม่เกิน 7 ปริมาณ TVB-N สูงสุดที่ 15.23 mg/100 g และ TBA อยู่ที่ 0.45 mgMDA/kg ซึ่งตลอดช่วงเวลาการเก็บรักษาไม่พบการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัม ประกอบด้วย พลังงาน 246.01 กิโลแคลอรี่ ไขมันรวม 15.57 กรัม โปรตีน 17.28 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4.94 กรัม และโซเดียม 526.35 มิลลิกรัม การศึกษานี้สรุปได้ว่าสามารถสร้างผลิตภัณฑ์หอยแมลงภู่อบชีสที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยต่อการบริโภค และเพิ่มมูลค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ บรรจุในถ้วยพลาสติกทึบแสงเก็บที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมผลิตอาหาร</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/268960 ผลของโปรแกรมจำแนกแร่และโมเดลตัวอย่างแร่ประกอบหินต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ 2025-10-21T17:13:43+07:00 ปุญญิศา ตระกูลยิ่งเจริญ agrpyst@ku.ac.th พิมพ์มาดา เจริญศิลป์ pimmada_c@gmail.com สัญชัย ภู่เงิน chopper.boyd@hotmail.com เกวลิน ศรีจันทร์ kskavalins@gmail.com กนกกร สินมา fagrkks@ku.ac.th <p> การเรียนการสอนปฏิบัติการในการจำแนกแร่ประกอบหินเป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนในการสอนของอาจารย์หลายท่าน และผู้เรียนจำนวนมากไม่สามารถจำแนกแร่ได้เมื่อเรียนในวิชาอื่นที่ต้องอาศัยทักษะการจำแนกแร่ การพัฒนาสื่อการเรียนให้ผู้เรียนเข้าใจขั้นตอนการจำแนกแร่ด้วยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ น่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนกับผู้เรียนยุคปัจจุบันได้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจและประสิทธิภาพการเรียนรู้ระหว่างวิธีการเรียนด้วยโปรแกรมจำแนกแร่ (Mineral Classification Program; MCP) และการใช้โมเดลตัวอย่างแร่ประกอบหิน (Mineral Model; MM) ในการเรียนภาคปฏิบัติการวิชาวิทยาศาสตร์ทางดินของนิสิตระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตจำนวน 85 คน แบ่งเป็นกลุ่ม MCP 39 คน และกลุ่ม MM 46 คน โดยจัดกลุ่มตัวอย่างตามหมู่เรียน ได้วิเคราะห์ความคิดเห็น 4 ด้าน คือ ด้านการจำแนกแร่ได้ถูกต้อง การจำแนกแร่ได้ง่าย ความพึงพอใจวิธีการเรียน ความมั่นใจในการจำแนกแร่เมื่อนำไปใช้ในอนาคต ด้วยการวิเคราะห์ค่า Chi-square (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\chi&amp;space;" alt="equation" /><sup>2</sup>) และวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม (ANCOVA) ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ (คะแนนสอบ) ผลจากการวิเคราะห์พบว่าทั้งสองวิธีการเรียนทำให้ความคิดเห็นของผู้เรียนทั้ง 4 ด้าน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P &gt; 0.05) แต่คะแนนสอบหลังเรียนจากการเรียนด้วย MCP มีคะแนนสอบสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.031) ดังนั้นการเรียนทั้งสองวิธีไม่มีความแตกต่างการรับรู้ของผู้เรียน แต่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/269076 การถ่ายทอดทางพันธุกรรมของลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้นและสีเปลือกหุ้มเมล็ดในคู่ผสมระหว่างถั่วฝักยาวกับถั่วพุ่ม 2025-09-17T10:35:46+07:00 อาทิตย์ นันตาวงค์ keng19652@gmail.com แสงเดือน อินชนบท sangduen@mju.ac.th เทิดศักดิ์ โทณลักษณ์ th.thonnalak@gmail.com ทวีป เสนคำวงศ์ thaveep@mju.ac.th สุเทพ วัชรเวชศฤงคาร suthep_mju@hotmail.com <p> พันธุ์ถั่วฝักยาวพันธุ์พุ่มในปัจจุบันมีจำนวนน้อย และมีบางลักษณะที่ยังไม่เป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภค งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้นและสีเปลือกหุ้มเมล็ด เพื่อเป็นพื้นฐานสำหรับการคัดเลือกสายพันธุ์ถั่วฝักยาวพันธุ์พุ่มให้ได้ผลผลิต และคุณภาพฝักตามความต้องการของตลาด ทำการศึกษาในคู่ผสมระหว่างถั่วฝักยาวใช้เป็นสายพันธุ์แม่ กับถั่วพุ่มใช้เป็นสายพันธุ์พ่อ จำนวน 3 คู่ผสม ได้แก่ YSd16×Ysd01, YSd07×Ysd08 และ YSd46xYsd01 และใช้หลักการทดสอบทางสถิติไคสแควร์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi&amp;space;&amp;space;" alt="equation" /><sup>2</sup>) สำหรับทดสอบสมมุติฐานค่าการกระจายตัวในชั่วต่าง ๆ ได้แก่ แม่ (P<sub>1</sub>), พ่อ (P<sub>2</sub>), ลูกชั่วที่ 1 (F<sub>1</sub>), ลูกชั่วที่ 2 (F<sub>2</sub>), ลูกผสมกลับหาแม่ (BCP<sub>1</sub>) และลูกผสมกลับหาพ่อ (BCP<sub>2</sub>) ผลการศึกษาการถ่ายทอดลักษณะเดี่ยว (monohybrid cross) ในลูกชั่วที่ 2 (F<sub>2</sub>) พบว่าลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้นมีการกระจายตัวในอัตราส่วน 3:1 (เลื้อย : พุ่ม) และลักษณะสีเปลือกหุ้มเมล็ดมีการกระจายตัวในอัตราส่วน 3:1 (สีดำ : สีน้ำตาล) แสดงว่าถูกควบคุมโดยยีนหนึ่งตำแหน่ง เช่นเดียวกับลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้น ซึ่งเป็นไปตามกฎข้อที่ 1 ของเมนเดล นอกจากนี้ ทำการศึกษาการถ่ายทอดทางพันธุกรรม 2 ลักษณะพร้อมกัน (dihybrid cross) พบว่ามีการกระจายตัวของลักษณะการเจริญเติบโตของลำต้นและสีเปลือกหุ้มเมล็ด เท่ากับ 9 ลำต้นแบบเลื้อย - เปลือกหุ้มเมล็ดสีดำ : 3 ลำต้นแบบเลื้อย - เปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาล : 3 ลำต้นแบบพุ่ม - เปลือกหุ้มเมล็ดสีดำ : 1 ลำต้นแบบพุ่ม - เปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาล เป็นไปตามอัตราส่วนทางทฤษฎี แสดงให้เห็นว่าลักษณะทั้งสองถูกควบคุมโดยยีนที่ตั้งอยู่บนโครโมโซมต่างคู่ และมีการถ่ายทอดเป็นอิสระต่อกัน ซึ่งเป็นไปตามกฎข้อที่ 2 ของเมนเดล ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญสำหรับการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ถั่วฝักยาวพันธุ์พุ่มที่มีลักษณะการเจริญเติบโตและคุณภาพเมล็ดตรงตามความต้องการของตลาด</p> 2026-05-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/267540 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อไอศกรีมมะม่วงน้ำดอกไม้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติภายใต้โครงการ Social Lab KMITL 2025-09-11T16:10:33+07:00 กันต์กมล มะลิวัลย์ beam.maliwan3@outlook.com ปัญญา หมั่นเก็บ ajournal@kmitl.ac.th จีรนันท์ เขิมขันธ์ jeeranan.kh@kmitl.ac.th <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อไอศกรีมมะม่วงน้ำดอกไม้ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภายใต้โครงการ Social Lab KMITL โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 100 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศชายมากที่สุดร้อยละ 52 มีอายุอยู่ระหว่าง 15 – 28 ปี ร้อยละ 46 โดยเป็นนักท่องเที่ยวจากทวีปเอเชียและยุโรปในสัดส่วนเท่ากัน สำหรับระดับความสำคัญของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ พบว่าอยู่ในระดับมาก โดยด้านการส่งเสริมการขายมีความสำคัญมากที่สุด รองลงมาคือด้านผลิตภัณฑ์ ราคา และสถานที่จัดจำหน่าย ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ พบว่าปัจจัยด้านอายุ (p &lt; 0.05) และราคา (p &lt; 0.01) มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการขายที่หลากหลายและเหมาะสมกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นด้านรสชาติ สีสัน และความสะดวกในการบริโภค รวมถึงการกำหนดราคาที่สะท้อนความคุ้มค่าและสอดคล้องกับช่วงอายุของกลุ่มเป้าหมาย พร้อมทั้งการจัดจำหน่ายในจุดขายที่เข้าถึงง่ายและมีบรรยากาศดึงดูด เพื่อเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อ</p> 2026-05-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/269183 ผลของภาชนะปลูกและวัสดุปลูกต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และคุณภาพผลผลิตของ เมลอนในระบบปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน 2025-10-22T15:50:57+07:00 นภาพร จิตต์ศรัทธา napaporn.j@rbru.ac.th พิกุล นุชนวลรัตน์ ajournal@kmitl.ac.th นภาพรรณ หนิมพานิช ajournal@kmitl.ac.th <p> งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของชนิดภาชนะปลูกและชนิดวัสดุปลูกต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และคุณภาพผลผลิตของเมลอนในระบบปลูกแบบไม่ใช้ดินภายในโรงเรือนพลาสติก ต้นเมลอนจะได้รับน้ำและสารละลายธาตุอาหารด้วยระบบน้ำแบบหยด วางแผนการทดลองแบบแฟคทอเรียลในสุ่มสมบูรณ์ โดยมีดังนี้ ปัจจัย A คือ ภาชนะปลูก 2 ชนิด ได้แก่ กระถางพลาสติกสีดำ และถุงพลาสติกสานสีขาว ปัจจัย B คือ วัสดุปลูก 6 สูตร ซึ่งประกอบด้วยวัสดุปลูกชนิดเดียว 3 ชนิด ได้แก่ ขุยมะพร้าว ขุยปาล์ม และกาบมะพร้าวสับ รวมถึงส่วนผสมวัสดุปลูก 2 ชนิดในอัตราส่วน 50:50 จำนวน 3 สูตร ทำการทดลองเป็นระยะเวลา 11 สัปดาห์ โดยศึกษาการเจริญเติบโต ผลผลิต และคุณภาพผลผลิตของเมลอนในระบบปลูกแบบไม่ใช้ดิน ผลการทดลองพบว่า ภาชนะปลูกชนิดถุงพลาสติกสานสีขาวส่งผลให้เมลอนมีน้ำหนักผล เส้นรอบวงผล ความหนาเนื้อ และปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายได้ (<sup>o</sup>Brix) สูงกว่ากระถางพลาสติกสีดำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) ด้านผลของวัสดุปลูก พบว่าการใช้ขุยมะพร้าว 100% และขุยมะพร้าว:ขุยปาล์ม 50:50% ทำให้เมลอนมีการเจริญเติบโตและคุณภาพผลผลิตดีที่สุด ทั้งในด้านน้ำหนักผล ความหนาเนื้อ และปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายได้ เมื่อพิจารณาผลของปัจจัยร่วมพบว่าการใช้ถุงพลาสติกสานสีขาวร่วมกับวัสดุปลูกขุยมะพร้าว:ขุยปาล์ม 50:50% ให้ค่าความสูงต้น เส้นรอบวงผล และปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายได้สูงสุด ซึ่งเหมาะสมสำหรับการผลิตเมลอนในระบบปลูกแบบไม่ใช้ดิน</p> 2026-05-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/269858 การเสริมผงแก่นมะหาดต่อการเจริญเติบโต การต้านการอักเสบ และการลดความเครียดในไก่ลูกผสมพื้นเมือง 2026-01-10T12:29:45+07:00 ณัฐวัฒน์ ตันพล nathawat.ta@ksu.ac.th ทิพย์สุดา บุญมาทัน Thipsuda.bo@ksu.ac.th นพรัตน์ ผกาเชิด Noppharat.ph@ksu.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมผงแก่นมะหาด (<em>Artocarpus lakoocha</em> heartwood powder) ซึ่งคือส่วนด้านในของลำต้น ในอาหารไก่ลูกผสมพื้นเมืองต่อความสามารถในการต้านการอักเสบ การลดความเครียด และประสิทธิภาพการเจริญเติบโต โดยใช้การทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) ในไก่ลูกผสมพื้นเมือง แรกเกิดถึง 70 วัน จำนวนทั้งหมด 400 ตัว แบ่งเป็น 4 กลุ่มทดลองกลุ่มๆ ละ 4 ซ้ำๆ ละ 25 ตัว โดยมีกลุ่มควบคุม และกลุ่มที่เสริมผงแก่นมะหาดที่ระดับ 0.2% 0.4% และ 0.6% ผลการศึกษาพบว่าการเสริมผงแก่นมะหาดที่ระดับ 0.4% และ 0.6% มีผลต่อปริมาณอาหารที่กินได้ที่ 0-4 สัปดาห์ที่ลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) แต่ไม่มีผลต่อ น้ำหนักตัวเฉลี่ย อัตราการเจริญเติบโตต่อวัน และประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหาร (p&gt;0.05) ด้านตัวชี้วัดความเครียด และการอักเสบ พบว่าการเสริมผงแก่นมะหาดที่ระดับ 0.2% 0.4% และ 0.6% มีผลต่อระดับคอร์ติโคสเตอโรนที่ต่ำลงในเลือด และที่ระดับ 0.2% พบว่า Heterophil ต่อ Lymphocyte (h/l ratio) ต่ำที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) ดังนั้นการเสริมผงแก่นมะหาดในระดับ 0.2% สามารถช่วยลดความเครียดในไก่ลูกผสมพื้นเมืองได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะการเจริญเติบโตและคุณภาพการผลิต ซึ่งมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นสารเสริมอาหารธรรมชาติทดแทนการใช้สารสังเคราะห์หรือยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-05-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/266638 ศักยภาพของเชื้อรา Aspergillus niger TISTR 3254 และ Penicillium notatum TISTR 3560 ในการละลายหินฟอสเฟตและการใช้ร่วมกับน้ำแป้งขนมจีนเหลือทิ้งเพื่อการผลิตปุ๋ยหมัก 2025-04-21T10:55:09+07:00 ศรีอุบล ทองประดิษฐ์ sriubol.t@rmutsv.ac.th ณรงค์ชัย ชูพูล narongchai.c@rmutsv.ac.th อดุลย์สมาน สุขแก้ว adulsman.s@yru.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการละลายหินฟอสเฟตของเชื้อรา <em>Aspergillus niger</em> TISTR 3254 และ <em>Penicillium notatum</em> TISTR 3560 รวมทั้งการใช้เชื้อผสมของทั้งสองชนิดในการเพิ่มธาตุอาหารหลักในปุ๋ยหมักจากมูลโค โดยใช้น้ำแป้งขนมจีนเหลือทิ้งเป็นแหล่งสารอาหารอินทรีย์เสริม ซึ่งได้ทดลองในระดับห้องปฏิบัติการดำเนินการภายใต้อุณหภูมิ 30°C เป็นเวลา 8 วัน ผลการศึกษาพบว่าเชื้อผสม <em>A. niger</em> TISTR 3254 และ <em>P. notatum</em> TISTR 3560 ให้ค่าการละลายฟอสเฟตสูงสุด 85.43 มิลลิกรัมต่อลิตร และลดค่า pH จาก 7.03 เหลือ 5.81 ซึ่งต่ำกว่าการหมักด้วยเชื้อเดี่ยวอย่างมีนัยสำคัญ (P&lt;0.05) สำหรับการพัฒนาเป็นปุ๋ยหมัก พบว่าการเติมน้ำแป้งขนมจีนเหลือทิ้งในอัตราร้อยละ 2 และหินฟอสเฟตร้อยละ 5 ร่วมกับเชื้อผสมร้อยละ 1.5 ให้ปริมาณฟอสฟอรัสสูงสุดเท่ากับร้อยละ 0.93 พร้อมด้วยไนโตรเจนร้อยละ 1.65 และโพแทสเซียมร้อยละ 3.06 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ของกรมวิชาการเกษตร การเก็บรักษาปุ๋ยหมักที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 15 วัน ส่งผลให้ค่าธาตุอาหารหลักลดลงเล็กน้อยแต่ยังคงผ่านมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าการใช้เชื้อราในระบบหมักร่วมกับน้ำแป้งขนมจีนเหลือทิ้งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการละลายฟอสเฟตและคุณภาพปุ๋ยหมักได้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 อีกทั้งเป็นแนวทางในการใช้ประโยชน์ของเสียทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ลดต้นทุน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง</p> 2026-05-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/268972 ความหลากหลายทางพันธุกรรมของฟักทองญี่ปุ่นพันธุ์การค้า (Cucurbita maxima) ในประเทศไทย โดยใช้เครื่องหมายเอสเอสอาร์ 2025-12-01T08:45:26+07:00 ศิกษก แป้นห้วย siksa_ka@outlook.com กนกวรรณ จันทร์เพ็ญ a.kanokwan31@gmail.com เฉลิมศรี นนทสวัสดิ์ศรี chalermsri@mju.ac.th ทวีป เสนคำวงศ์ thaveep@mju.ac.th สุเทพ วัชรเวชศฤงคาร suthep_mju@hotmail.com แสงทอง พงษ์เจริญกิต saengton@mju.ac.th <p> ความหลากหลายทางพันธุกรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับปรุงพันธุ์พืช ปัจจุบันข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมของฟักทองญี่ปุ่น (<em>Cucurbita maxima</em>) ในประเทศไทยยังมีจำกัด ในการศึกษานี้มี วัตถุประสงค์ประเมินประสิทธิภาพของเครื่องหมายเอสเอสอาร์ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรม โครงสร้างประชากรของฟักทองญี่ปุ่นพันธุ์การค้า จำนวน 25 หมายเลข ร่วมกับการศึกษาลักษณะผล การจัดกลุ่มโดยใช้วิธี Unweighted pair group method with arithmetic mean (UPGMA) ผลการคัดเลือกเครื่องหมายเอสเอสอาร์ มี 34 เครื่องหมาย ให้แถบดีเอ็นเอที่แสดงความแตกต่าง จำนวน 93 แถบ จากแถบดีเอ็นเอทั้งหมด 95 แถบ (97.89%) มีค่า Polymorphic information content (PIC) และ Expected heterozygosity (H<sub>e</sub>) เฉลี่ยเท่ากับ 0.26 และ 0.29 ตามลำดับ ซึ่งเครื่องหมาย CMTp17, CMTmC43 และ CMTm11 มีค่า PIC และ H<sub>e</sub> สูงกว่า 0.5 จึงเป็นเครื่องหมายที่มีประสิทธิภาพสูงในการจำแนกพันธุกรรม โดยฟักทองญี่ปุ่นแสดงค่าดัชนีความเหมือนอยู่ระหว่าง 0.57-1.00 มีค่าเฉลี่ย 0.78 การจัดกลุ่มด้วยลักษณะของผลสามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะสีของผิวผล น้ำหนักผล และรูปร่างผล ส่วนการจัดกลุ่มความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมด้วยเครื่องหมายเอสเอสอาร์ ได้ 3 กลุ่ม และเป็นกลุ่มย่อยที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน 4 เคลด ผลการวิเคราะห์โครงสร้างประชากรจัดได้ 3 ประชากรย่อย แสดงลักษณะเป็นการผสมทางพันธุกรรม ซึ่งการจัดกลุ่มด้วยเครื่องหมายเอสเอสอาร์มีแนวโน้มสัมพันธ์กับลักษณะรูปร่างผล จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าฟักทองญี่ปุ่นพันธุ์การค้าที่นำมาศึกษามีความหลากหลายทางพันธุกรรมปานกลาง อีกทั้งเครื่องหมายเอสเอสอาร์ และดัชนีความเหมือนทางพันธุกรรมจากการศึกษานี้ สามารถใช้ในการจัดจำแนกพันธุ์ และการคัดเลือกพันธุ์พ่อแม่ที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรม เพื่อการปรับปรุงพันธุ์ฟักทองญี่ปุ่น ต่อไป</p> 2026-05-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/268839 การคัดเลือกพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมที่เหมาะสมต่อการปลูกถี่โดยใช้ Restricted Smith Index ในการเปรียบเทียบเบื้องต้น 2025-09-22T16:36:10+07:00 ชัยวัฒน์ นันทโชติ chaiyawat_sermod@hotmail.com สริพัฒน์ ไทยเทศ ajournal@kmitl.ac.th ทัศนีย์ บุตรทอง ajournal@kmitl.ac.th กชกร โรจน์คำลือ ajournal@kmitl.ac.th อมรรัตน์ ภู่โต ajournal@kmitl.ac.th บุศริน อิ่มอินทร์ ajournal@kmitl.ac.th หัทยา วัฒนพฤกษ์ ajournal@kmitl.ac.th น้ำทิพย์ จีนจันทร์ ajournal@kmitl.ac.th กัลยรัตน์ แตงระย้า ajournal@kmitl.ac.th <p> ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญของประเทศไทย แต่ปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ การเพิ่มความหนาแน่นของต้นต่อหน่วยพื้นที่อาจทำให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บางพันธุ์ให้ผลผลิตสูงขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมที่เหมาะสมกับสภาพปลูกถี่ โดยใช้ดัชนีการคัดเลือกแบบกำหนดค่าน้ำหนักเฉพาะ (Restricted Smith Index) โดยลักษณะทางการเกษตรที่ใช้ในการคัดเลือก 12 ลักษณะ ได้แก่ ผลผลิต ช่วงห่างระหว่างวันสลัดละอองเกสรและวันออกไหม สัดส่วนความสูงฝักต่อความสูงต้น เปอร์เซ็นต์ต้นล้ม เปอร์เซ็นต์ต้นหัก เปอร์เซ็นต์ฝักเสีย จำนวนฝักต่อต้น เปอร์เซ็นต์การกระเทาะ ความชื้นเมล็ดขณะเก็บเกี่ยว คะแนนลักษณะต้น คะแนนลักษณะฝัก และการติดเมล็ดที่ปลายฝัก โดยใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมจำนวน 115 คู่ผสม และพันธุ์การค้า 5 พันธุ์ ดำเนินการภายใต้สภาพปลูกถี่ (70x15 ซม., 15,238 ต้น/ไร่) ณ ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ ในฤดูแล้ง ปี พ.ศ. 2568 โดยใช้แผนการทดลองแบบ 12 × 10 alpha lattice จำนวน 2 ซ้ำ ผลการวิเคราะห์พบว่า ดัชนีการคัดเลือกแบบกำหนดค่าน้ำหนักเฉพาะสามารถคัดเลือกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมที่มีลักษณะดีเด่นในสภาพปลูกถี่ได้จำนวน 22 คู่ผสม และพันธุ์การค้า 2 พันธุ์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมที่มีค่า RSI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ NSX242048 Pac789 และ NSX242034 ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,603-1,633 กิโลกรัมต่อไร่ มีช่วงห่างระหว่างวันสลัดละอองเกสรและวันออกไหมใกล้ศูนย์ (0) และมีจำนวนฝักต่อต้นประมาณ 1 ฝักต่อต้น แสดงถึงประสิทธิภาพในการผสมเกสรและการติดฝักที่ดีภายใต้สภาพปลูกถี่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมที่ผ่านการคัดเลือกให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของการทดลอง 141 กิโลกรัมต่อไร่ และมีการตอบสนองทางพันธุกรรม 136 กิโลกรัมต่อไร่ ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า RSI สามารถใช้คัดเลือกลักษณะสำคัญหลายลักษณะพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้สามารถคัดเลือกพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสมที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง มีลักษณะทางการเกษตรดี และสามารถปรับตัวได้ดีภายใต้สภาพปลูกถี่อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-05-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/269072 การรับรู้ภาพลักษณ์ตราสินค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อแบรนด์ผักปลอดสารในซูเปอร์มาร์เก็ตของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร 2025-11-25T12:36:37+07:00 นภสร ม่วงทอง pangpond25102@gmail.com พัชรา สบายใจ 67046023@kmitl.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มุ่งนำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับการรับรู้ภาพลักษณ์ตราสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อแบรนด์ผักปลอดสารในซูเปอร์มาร์เก็ตของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคผักปลอดสารในซูเปอร์มาร์เก็ต จำนวน 400 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 29–43 ปี มีสถานภาพสมรสและมีบุตร จบการศึกษา ระดับปริญญาตรี ทำงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,000–40,000 บาท และมีประสบการณ์ในการเลือกซื้อผักปลอดสารจากซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างสม่ำเสมอ ผู้บริโภคมีการรับรู้ภาพลักษณ์ตราสินค้าแบรนด์ผักปลอดสารในซูเปอร์มาร์เก็ตโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านวัฒนธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณค่า ด้านคุณประโยชน์ ด้านผู้ใช้ และด้านคุณสมบัติ ตามลำดับ ในด้านการตัดสินใจซื้อแบรนด์ผักปลอดสารในซูเปอร์มาร์เก็ต พบว่าผู้บริโภคมีระดับการตัดสินใจซื้อโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นเดียวกัน ซึ่งทุกขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจซื้อ ได้แก่ การรับรู้ถึงความต้องการ การแสวงหาข้อมูล การประเมินทางเลือก การตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมหลังการซื้อ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และนอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณพบว่า การรับรู้ภาพลักษณ์ตราสินค้าโดยรวมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อแบรนด์ผักปลอดสารในซูเปอร์มาร์เก็ตของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร ตัวแปรด้านผู้ใช้ ด้านวัฒนธรรม ด้านคุณประโยชน์ ด้านบุคลิกภาพ ด้านคุณสมบัติ และด้านคุณค่า สามารถร่วมกันอธิบายการตัดสินใจซื้อได้ในระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2026-05-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/269388 บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ต่อการสนับสนุนเกษตรอัจฉริยะสำหรับประเทศไทยในยุค 5.0 2025-11-27T09:51:11+07:00 ธนพล แพร่งกระโทก thanapon.p@dru.ac.th รัชดากร พลภักดี ajournal@kmitl.ac.th <p> บทความนี้นำเสนอบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ต่อการเกษตรอัจฉริยะในประเทศไทยในยุค 5.0 โดยมุ่งเน้นการอธิบายความหมาย ขอบเขต และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาคการเกษตร รวมถึงโอกาส ความท้าทาย และกรณีศึกษาที่เกิดขึ้น ปัญญาประดิษฐ์ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนในระบบการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อม การตรวจจับโรคพืชและศัตรูพืชด้วยภาพถ่ายและโดรน การพยากรณ์ผลผลิตและสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและตลาด ทั้งนี้การบูรณาการ ปัญญาประดิษฐ์เข้ากับภาคเกษตรสอดคล้องกับแนวคิด “ประเทศไทย 5.0” ที่เน้นการพัฒนาบนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ปัญญาประดิษฐ์ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสนับสนุนการทำเกษตรอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ข้อจำกัดด้านทุนของเกษตรกรรายย่อย การขาดบุคลากรที่มีทักษะด้านดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูลและอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่ทั่วถึง กรณีศึกษาจากโครงการวิจัย ฟาร์มอัจฉริยะ และสตาร์ทอัพไทยสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ในการพัฒนาเกษตรกรรมจริง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจึงควรมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสมกับบริบทไทย การสนับสนุนงบประมาณและสิทธิประโยชน์ การอบรมเกษตรกรให้มีทักษะดิจิทัล และการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เกื้อหนุนการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะของไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน</p> 2026-05-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า