วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal
<p> </p> <p><img src="https://li01.tci-thaijo.org/public/site/images/piyawat_sa/-2568-350x490.jpg" alt="" width="350" height="494" /></p> <h3>วารสารเกษตรพระจอมเกล้า</h3> <p style="text-align: justify;"> วารสารเกษตรพระจอมเกล้า (King Mongkut’s Agricultural Journal) เผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ทางด้านเกษตรศาสตร์ เช่น พืชศาสตร์ ปฐพีศาสตร์ สัตวศาสตร์ วิทยาศาสตร์การประมง อารักขาพืช เทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยว วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร (ผลิตผลจากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ ฯลฯ ตั้งแต่วารสารปีที่ 43 ฉบับที่ 3) เศรษฐศาสตร์เกษตรและธุรกิจเกษตร การทำฟาร์มอัจฉริยะ (Smart Farm) ส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร นิเทศศาสตร์เกษตร และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร</p> <p style="text-align: justify;"> ผู้เขียนสามารถส่งบทความเพื่อพิจารณาตีพิมพ์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายและผู้สนใจสามารถเข้าถึงบทความที่เผยแพร่ในวารสารได้ทางเว็ปไซต์โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย</p> <p style="color: blue;"> </p> <p style="font-size: 18px;"><strong>เกณฑ์การตรวจพบความซ้ำซ้อน</strong></p> <p style="text-align: justify;"> บทความที่ตรวจพบความซ้ำซ้อนด้วยโปรแกรม Turnitin ต้องมีผลการประเมินดังนี้ จึงจะได้รับการพิจารณาในขั้นตอนถัดไป<br />- บทความมีความซ้ำซ้อนไม่เกิน 30%</p>
School of Agricultural Technology, King Mongkut's Institute of Technology Ladkrabang
th-TH
วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
3027-8287
<p>วารสารเกษตรพระจอมเกล้า</p>
-
ผลของการจัดการปุ๋ยแบบผสมผสานต่อผลผลิตของข้าวโพดหวานที่ปลูกในดินร่วน จังหวัดนครสวรรค์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/265496
<p> ศึกษาผลของการใช้ปุ๋ยเคมี วัสดุอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพไมคอร์ไรซาต่อสมบัติดินและผลผลิตข้าวโพดหวานพันธุ์เอทีเอส–12 ในดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์ปานกลาง ในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 2 ฤดูปลูก ระหว่างปี 2565–2566 วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) จำนวน 4 ซ้ำ สิ่งทดลองคือ การจัดการปุ๋ย 7 กรรมวิธี ดังนี้ 1) ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี วัสดุอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ (สิ่งทดลองควบคุม) 2) ใส่ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำ (20–6–15 กิโลกรัม N–P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>–K<sub>2</sub>O ต่อไร่; 100% RDF) 3) ใส่ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำ + มูลไก่แกลบ (100% RDF + CM) 4) ใส่ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำ + มูลไก่แกลบ + ปุ๋ยชีวภาพไมคอร์ไรซา (100% RDF + CM + AMF) 5) ใส่ปุ๋ยเคมี 75% ของอัตราแนะนำ (15–4.5–11.3 กิโลกรัม N–P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>–K<sub>2</sub>O ต่อไร่ + มูลไก่แกลบ (75% RDF + CM) 6) ใส่ปุ๋ยเคมี 75% ของอัตราแนะนำ + มูลไก่แกลบ + ปุ๋ยชีวภาพไมคอร์ไรซา (75% RDF + CM + AMF) 7) มูลไก่แกลบ+ปุ๋ยชีวภาพไมคอร์ไรซา (CM + AMF) โดยปุ๋ยมูลไก่แกลบหว่านให้ทั่วแปลงอัตรา 1 ตันน้ำหนักแห้งต่อไร่ และปุ๋ยชีวภาพไมคอร์ไรซาใส่รองก้นหลุมพร้อมปลูกอัตรา 5 กรัมต่อหลุม เก็บข้อมูลสมบัติดิน ปริมาณสปอร์เชื้อรา AMF องค์ประกอบผลผลิต และผลผลิต ผลการศึกษา พบว่า การจัดการปุ๋ยทำให้การเข้าอาศัยของเชื้อ AMF ในราก (p<0.05) ความสูงต้นข้าวโพดหวาน (p<0.05) ความกว้างของฝัก (p<0.01) น้ำหนักฝักปอกเปลือก (p<0.01) และผลผลิต (p<0.01) แตกต่างกันทางสถิติ แต่ไม่ทำให้สมบัติทางเคมีของดินหลังปลูก และจำนวนสปอร์แตกต่างกัน (p>0.05) ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์เอทีเอส–12 บนดินร่วนชุดดินตะพานหินจำเป็นต้องใช้ปุ๋ย โดยอาจใช้ปุ๋ยเคมีอัตราแนะนำเพียงอย่างเดียว (100% RDF) หรือใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับมูลไก่แกลบ (75–100% RDF + CM) หรือใช้ปุ๋ยเคมี 75–100% ของอัตราแนะนำร่วมกับมูลไก่แกลบและปุ๋ยชีวภาพไมคอร์ไรซา (75–100% RDF + CM + AMF) หรือใช้ CM + AMF อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้ผลผลิตคุ้มค่ากับการลงทุน และเมื่อพิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจพบว่า การใส่ปุ๋ยเคมีตามอัตราแนะนำ ให้ผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุนในฤดูปลูกที่ 1 และฤดูที่ 2 มากที่สุดเท่ากับ 2.72 และ 2.87 ตามลำดับ </p>
สมฤทัย ตันเจริญ
วนิดา โนบรรเทา
ศุภกาญจน์ ล้วนมณี
นิศารัตน์ ทวีนุต
ภิญญาลักษณ์ รัตนวิระกุล
สายน้ำ อุดพ้วย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0265496
e0265496
10.55003/kmaj.2026.265496
-
การถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในนา หลังการเก็บเกี่ยวข้าว บ้านจำปา อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/267549
<p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ วิเคราะห์ปัญหา ข้อจำกัดและออกแบบการถ่ายทอดเทคโนโลยี ดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยี และติดตามและประเมินผลการถ่ายทอดเทคโนโลยี พื้นที่ศึกษาบ้านจำปา อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ผู้ให้ข้อมูลได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวน 12 ราย ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาเพื่อสร้างรายได้ตามนโยบายของรัฐบาล ไม่มีการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการ และใช้สารเคมึในการกำจัดศัตรูพืช ปัญหาหลักของการผลิต คือ ปริมาณผลผลิตต่ำและต้นทุนการผลิตสูง เกษตรกรต้องการการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการฝึกอบรม การบรรยาย สาธิต ฝึกปฏิบัติ และการเรียนรู้ผ่านแปลงเรียนรู้ การประเมินผลหลังจากการถ่ายทอดเทคโนโลยี พบว่า เกษตรกรมีความรู้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 0.01 ผลการประเมินทัศนคติต่อโครงการในภาพรวมอยู่ระดับสูงมาก และค่าคะแนนทุกประเด็นอยู่ในระดับสูงถึงสูงมาก เกษตรกรทั้ง 12 ราย ยอมรับการใช้เทคโนโลยีการผลิตใหม่ทั้งหมด ยกเว้นการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งมีเพียงเกษตรกรร้อยละ 8.33 เท่านั้น เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่ต้องอาศัยความเข้าใจและการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตผ่านหลักสูตรที่มีการวางแผนและมีส่วนร่วมจากเกษตรกร สามารถเพิ่มศักยภาพ แก้ไขปัญหาและสร้างการยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนหลายขั้นตอน จำเป็นต้องมีวิธีการถ่ายทอดและการสนับสนุนที่จริงจังและต่อเนื่อง</p>
กนกวรรณ ยะหัวดง
อรุณี พรมคำบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0267549
e0267549
10.55003/kmaj.2026.267549
-
ผลของการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ต่อความงอกและ ความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์พริกหวาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/267099
<p> เมล็ดพันธุ์พริกหวานมักพบปัญหาความงอกต่ำและไม่สม่ำเสมอ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยสารละลายแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl<sub>2</sub>) ที่ความเข้มข้นต่าง ๆ ต่อความงอกและความแข็งแรงของเมล็ดพันธุ์พริกหวาน การทดลองวางแผนแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design: CRD) ประกอบด้วย 5 ทรีตเมนต์ ได้แก่ เมล็ดที่ไม่เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ (ชุดควบคุม) การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยน้ำ reverse osmosis สารละลาย CaCl<sub>2 </sub>ความเข้มข้น 10, 30 และ 50% เป็นระยะเวลา 72 ชั่วโมง แล้วลดความชื้นเมล็ดลงจนเท่ากับความชื้นเริ่มต้นประมาณ 7% ผลการทดลองพบว่าการเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยทุกวิธีไม่มีผลต่อเปอร์เซ็นต์การมีรากงอกและเปอร์เซ็นต์ความงอกเมื่อเปรียบเทียบกับเมล็ดที่ไม่เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ แต่เมล็ดที่ผ่านเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์มีเวลาในการงอกรากถึง 50% หรือถึงครึ่งหนึ่ง มีจำนวนวันที่มีรากงอก มีเวลาในการงอกถึง 50% หรือถึงครึ่งหนึ่ง และมีเวลาเฉลี่ยในการงอกเร็วกว่าเมล็ดที่ไม่เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ อย่างไรตาม การเตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์ด้วยสารละลาย CaCl<sub>2</sub> ที่ความเข้มข้น 10% มีแนวโน้มทำให้เมล็ดมีความงอกสูงที่สุด 84.00% ใช้เวลาในการงอกรากถึง 50% เร็ว 5.81 วัน มีจำนวนวันที่มีรากงอกเร็ว 6.48 วัน ใช้เวลาในการงอกถึง 50% เร็วที่สุด 11.51 วัน และมีเวลาเฉลี่ยในการงอกเร็วที่สุด 12.20 วัน เมื่อเปรียบเทียบกับเมล็ดที่ไม่เตรียมพร้อมเมล็ดพันธุ์มีความงอก 74.00% ใช้เวลาในการงอกรากถึง 50% ช้า 6.84 วัน มีจำนวนวันที่มีรากงอกช้า 7.45 วัน ใช้เวลาในการงอกถึง 50% ช้า 12.63 วัน และมีเวลาเฉลี่ยในการงอกช้า 12.71 วัน</p>
จันทร์เจิดจ้า สุริยะไชย
เบญญา มะโนชัย
พิจิตรา แก้วสอน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0267099
e0267099
10.55003/kmaj.2026.267099
-
ผลของอัตราถ่านชีวภาพจากแกลบ เปลือกทุเรียน และแกนทางปาล์มน้ำมันต่อสมบัติดินทราย การดูดใช้ธาตุอาหาร และการเจริญเติบโตของพืช
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/266194
<p> ดินทรายเป็นดินเนื้อหยาบ อนุภาคของดินส่วนใหญ่เป็นแร่ควอร์ตซ์ ทำให้ดินมีพื้นที่ผิวจำเพาะและประจุไฟฟ้าลบน้อย ดินจึงมีความสามารถในการกักเก็บน้ำและธาตุอาหารพืชได้น้อย ส่งผลให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุงสมบัติของดินทรายก่อนการปลูกพืช การใช้ถ่านชีวภาพเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการปรับปรุงสมบัติของดิน เนื่องจากถ่านชีวภาพมีธาตุอาหารพืชเป็นองค์ประกอบและมีความพรุนสูง จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบอัตราการใช้ถ่านชีวภาพจากแกลบ เปลือกทุเรียน และแกนทางปาล์มน้ำมัน ต่อสมบัติของดินทราย การเจริญเติบโต และการดูดใช้ธาตุอาหารของพืช โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ทำการทดลอง 3 ซ้ำ จำนวน 10 ทรีตเมนต์ ประกอบด้วย ไม่ใส่ถ่านชีวภาพ ใส่ถ่านชีวภาพจากแกลบ เปลือกทุเรียน และแกนทางปาล์มน้ำมัน อัตราการใช้ร้อยละ 1, 2 และ 3 โดยน้ำหนัก ทำการทดลองปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในกระถาง ภายใต้สภาพโรงเรือน ผลจากการศึกษา พบว่า การใส่ถ่านชีวภาพทั้ง 3 ชนิดทำให้ดินมีพีเอช ความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออน และธาตุอาหารพืชเพิ่มขึ้น แต่ถ่านชีวภาพจากเปลือกทุเรียนทำให้พีเอชดินสูงเกินไป ส่งผลให้การเจริญเติบโตของข้าวโพดลดลง ขณะที่การใส่ถ่านชีวภาพจากแกลบและแกนทางปาล์มน้ำมันในอัตราร้อยละ 3 โดยน้ำหนัก ให้ผลดีที่สุด โดยมีน้ำหนักแห้งข้าวโพดและการดูดใช้ธาตุอาหารสูงสุด ดังนั้น การใส่ถ่านชีวภาพสามารถใช้เป็นแนวทางหนึ่งในการปรับปรุงสมบัติของดินทรายเพื่อการปลูกพืช แต่ควรคำนึงถึงชนิดและอัตราที่เหมาะสม</p>
เจนจิรา คงเรือง
จักรกฤษณ์ พูนภักดี
จำเป็น อ่อนทอง
ขวัญตา ขาวมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0266194
e0266194
10.55003/kmaj.2026.266194
-
การพัฒนาบรรจุภัณฑ์กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกะปิคลองด่านชุมชน 3 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/265543
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาความต้องการในการออกแบบบรรจุภัณฑ์กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกะปิคลองด่านชุมชน 3 ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฯ และ3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบบรรจุภัณฑ์ของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฯ ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยมีประชากรทั้งหมด 9 ราย และประยุกต์กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสอบถามความพึงพอใจ และกิจกรรมสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า สภาพปัญหาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฯ ยังขาดบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมแก่การเป็นของฝากและต้องการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมโดยใช้วัสดุเป็นกระดาษ มีรูปแบบเป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพร้อมหูจับ สามารถพับเก็บขนส่งสะดวก ซ้อนทับได้ และมีความแข็งแรงทนทาน บรรจุภัณฑ์ใช้เป็นสีน้ำตาลอ่อนมีฉลากสีขาว และระบุรายละเอียดในฉลากดังนี้ สูตรทำน้ำพริกกะปิ ส่วนประกอบ วันผลิตและวันหมดอายุ ความเป็นมาวิสาหกิจชุมชน ฯ QR Code สถานที่ผลิต และใช้<br />ภาพที่ตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ฯ เป็นภาพประกอบ ผลการศึกษาความพึงพอใจพบว่า บรรจุภัณฑ์รูปแบบที่ 1 มีความพึงพอใจมากที่สุด (μ= 4.57, S.D. = 0.22) โดยด้านสีมีความพึงพอใจมากที่สุด รองลงมาด้านฉลากมีความพึงพอใจมาก และน้อยที่สุดด้านคุณสมบัติมีความพึงพอใจปานกลาง</p> <p> การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ครั้งนี้ช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากเดิมราคา 60 บาท เป็น 159 บาท โดยออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย สะดวก และน่าเชื่อถือทำให้ดึงดูดผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น โดยมีการแลกเปลี่ยนความความคิดของสมาชิก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน</p>
ญาณวิชญ์ เธียรนาราโรจน์
ฉันห์ทัย เกิดศรีเสริม
อภิชาติ สุขเจริญคณา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0265543
e0265543
10.55003/kmaj.2026.265543
-
ผลของปุ๋ยคอกและปุ๋ยชีวภาพต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และสารอินนูลินในแก่นตะวัน ภายใต้ระบบเกษตรอินทรีย์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/266896
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของปุ๋ยคอก ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยคอก+ปุ๋ยชีวภาพ ต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของแก่นตะวันในระบบเกษตรอินทรีย์ ทดสอบปุ๋ย 9 ตำรับ ได้แก่ 1) ไม่ใส่ปุ๋ย 2) ปุ๋ยมูลโค 3) ปุ๋ยมูลแพะ 4) จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 5) น้ำหมักชีวภาพ 6) ปุ๋ยมูลโค+จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง 7) ปุ๋ยมูลโค+น้ำหมักชีวภาพ 8) ปุ๋ยมูลแพะ+จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง และ 9) ปุ๋ยมูลแพะ+น้ำหมักชีวภาพ ใช้แก่นตะวันพันธุ์ HEL 65 วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design มี 4 ซ้ำ ในสภาพแปลง ปุ๋ยมูลโค ปุ๋ยมูลแพะ ปุ๋ยมูลแพะ+จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง และปุ๋ยมูลแพะ+น้ำหมักชีวภาพ ทำให้แก่นตะวันมีดอกแรกบาน และดอกบาน 50% เร็วกว่าตำรับปุ๋ยอื่น ๆ ตำรับปุ๋ยส่วนใหญ่ไม่ส่งผลให้ความสูงต้น น้ำหนักสดต้น และดัชนีเก็บเกี่ยวแตกต่างทางสถิติกับตำรับควบคุม ปุ๋ยมูลแพะ ปุ๋ยมูลโค+จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ปุ๋ยมูลแพะ+จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง และปุ๋ยมูลแพะ+น้ำหมักชีวภาพ ทำให้น้ำหนักหัวสดสูง ตำรับปุ๋ยที่แตกต่างกันทำให้จำนวนหัวแก่นตะวันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (<em>P</em>=0.01) แต่ไม่ทำให้ความกว้างหัว และความยาวหัวแตกต่างกัน ปุ๋ยมูลโค ปุ๋ยมูลโค+จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ปุ๋ยมูลโค+น้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยมูลแพะ+น้ำหมักชีวภาพทำให้ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ทั้งหมดสูง และปุ๋ยมูลแพะ+จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงทำให้ปริมาณอินนูลินสูงกว่าตำรับควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em>=0.05) </p>
รัตติกาล เสนน้อย
วชิราภรณ์ เรือนแป้น
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0266896
e0266896
10.55003/kmaj.2026.266896
-
ผลของ BAP และ NAA ต่อการเร่งการออกดอกและการเจริญเติบโตของเอื้องผึ้ง (Dendrobium lindleyi Steud.) ในสภาพปลอดเชื้อ
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/267526
<p> กล้วยไม้เอื้องผึ้ง (<em>Dendrobium lindleyi</em> Steud.) มีดอกสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมหวานคล้ายกลิ่นน้ำผึ้งจึงเป็นที่นิยมในหมู่นักเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ การขยายพันธุ์กล้วยไม้ด้วยเมล็ดในธรรมชาติมีอัตราการรอดชีวิตต่ำ เจริญเติบโตและออกดอกช้า ข้อจำกัดดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการขยายพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของ 6-benzylaminopurine (BAP) ร่วมกับ 1-naphthaleneacetic acid (NAA) ต่อการออกดอกและการเจริญเติบโตของกล้วยไม้เอื้องผึ้งในสภาพปลอดเชื้อ เพาะเลี้ยงต้นอ่อนอายุ 10 สัปดาห์ บนอาหารสูตร MS ดัดแปลงที่เติม BAP ร่วมกับ NAA ได้แก่ 0+0, 0.5+0.5, 0.5+1.0, 0.5+1.5 และ 0.5+2.0 มิลลิกรัม/ลิตร เป็นระยะเวลา 20 สัปดาห์ ผลการทดลอง พบว่า อาหารสูตร MS ดัดแปลงที่เติม BAP ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 0.5+1.0 มิลลิกรัม/ลิตร และ 0.5+2.0 มิลลิกรัม/ลิตร ส่งผลให้เกิดจำนวนดอกเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 0.6 ดอก/ตัวอย่างพืช หลังจากเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 4 สัปดาห์ อาหารสูตร MS ดัดแปลงที่เติม BAP ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 0.5+0.5 มิลลิกรัม/ลิตร ส่งผลให้จำนวนยอดเฉลี่ยและความสูงยอดเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 11.9 ยอด/ตัวอย่างพืช และ 2.4 เซนติเมตร ตามลำดับ อาหารสูตร MS ดัดแปลงที่เติม BAP ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 0.5+1.5 มิลลิกรัม/ลิตร ส่งผลให้จำนวนรากเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 18.8 ราก/ตัวอย่างพืช ค่าเฉลี่ยมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น 95%</p>
นพรัตน์ อินถา
พุทธพงษ์ สร้อยเพชรเกษม
มงคล ศิริจันทร์
นุชนาฏ ภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0267526
e0267526
10.55003/kmaj.2026.267526
-
ผลของวัสดุเพาะกล้าต่อการงอกและการเจริญเติบโตของผักสลัดบัตเตอร์เฮด ในระบบเกษตรอินทรีย์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/265585
<p> การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบวัสดุเพาะกล้าชนิดต่างๆ ต่อการงอกและการเจริญเติบโตของผักสลัด บัตเตอร์เฮดเพื่อทดแทนการใช้พีทมอสในระบบเกษตรอินทรีย์ โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 7 กรรมวิธี 3 ซ้ำ กรรมวิธีที่ 1 คือ T1 (พีทมอส) T2 (ปุ๋ยหมัก ขุยมะพร้าว และแหนแดง อัตราส่วน 1:1:1) T3 (ปุ๋ยหมัก มูลไส้เดือน ขุยมะพร้าว แหนแดง อัตราส่วน 1:1:1:1) T4 (ปุ๋ยหมัก มูลไส้เดือน ขุยมะพร้าว แหนแดง อัตราส่วน 1:2:1:1) T5 (ปุ๋ยหมัก มูลไส้เดือน ขุยมะพร้าว แหนแดง อัตราส่วน 1:1:2:1) T6 (ปุ๋ยหมัก มูลไส้เดือน ขุยมะพร้าว แหนแดง อัตราส่วน 1:1:1:2) และ T7 (ปุ๋ยหมัก มูลไส้เดือน ขุยมะพร้าว แหนแดง อัตราส่วน 2:1:1:1) ผลการทดลอง พบว่า T1 (พีทมอส) ให้เปอร์เซ็นต์การงอกสูงสุด (98.39%) และดัชนีการงอกสูง (50.89) แต่ใช้เวลางอกเฉลี่ยนานที่สุด (3.94 วัน) รองลงมา T4 โดยให้เปอร์เซ็นต์การงอก 83.65% และดัชนีการงอก 43.05 ในขณะที่ T3 มีเปอร์เซ็นต์การงอกต่ำที่สุด (55.44%) และมีระยะเวลาการงอกสั้นที่สุด (2.18 วัน) สำหรับลักษณะการเจริญเติบโตของต้นกล้า พบว่า T4 ให้ความสูงต้นกล้าสูงที่สุด (7.27 ซม.) ขณะที่ T6 ให้ค่าน้ำหนักสด (28.42 กรัม) และความกว้างใบ (3.37 ซม.) สูงที่สุด ส่วน T7 มีขนาดทรงพุ่มกว้างที่สุด (8.18 ซม.) ในขณะที่กรรมวิธีควบคุม (T1) ให้ผลต่ำที่สุดในทุกตัวชี้วัดด้านการเจริญเติบโต โดยสรุป แม้พีทมอสจะให้ผลดีด้านการงอกสูงที่สุด แต่วัสดุเพาะกล้าโดยเฉพาะกรรมวิธี T4 มีศักยภาพสูงในการใช้ทดแทนพีทมอส ทั้งในด้านประสิทธิภาพการงอกและคุณภาพต้นกล้า จึงเป็นทางเลือกเพื่อสนับสนุนการใช้วัสดุในท้องถิ่นเป็นวัสดุเพาะกล้าสำหรับเกษตรกรในระบบเกษตรอินทรีย์ ต่อไป</p>
วีระยุทธ เงินเจริญ
ลือพงษ์ ลือนาม
ปัญญา หมั่นเก็บ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0265585
e0265585
10.55003/kmaj.2026.265585
-
การจัดการดินร่วมกับปลูกถั่วลิสงต่อผลผลิตและ คุณภาพหญ้าอาหารสัตว์พันธุ์พลิแคทูลัมในระบบเกษตรอินทรีย์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/267039
<p> หญ้าพลิแคทูลัมเป็นหญ้าที่มีศักยภาพในการผลิตอาหารสัตว์สูง อย่างไรก็ตาม การผลิตให้ได้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ดี จำเป็นต้องมีการจัดการดินอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในระบบเกษตรอินทรีย์ที่เน้นการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการจัดการดินร่วมกับการปลูกถั่วลิสงต่อผลผลิตหญ้าพลิแคทูลัมในระบบเกษตรอินทรีย์ วางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ (RCBD) มี 6 ตำรับการทดลอง จำนวน 4 ซ้ำ ได้แก่ (T1) ตำรับควบคุม (T2) ใส่ปุ๋ยอินทรีย์วิธีเกษตรกร (T3) ปลูกถั่วลิสง (T4) ปลูกถั่วลิสง + ใส่ปุ๋ยอินทรีย์วิธีเกษตรกร (T5) ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ตามชีวมวลที่สูญเสีย และ (T6) ปลูกถั่วลิสง + ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ตามชีวมวลที่สูญเสีย ผลการศึกษาพบว่า การปลูกถั่วลิสงร่วมกับใส่ปุ๋ยอินทรีย์ตามชีวมวลที่สูญเสีย (T6) มีผลให้ปริมาณอินทรียวัตถุในดินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์และระดับความชื้นสูงสุดที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังส่งผลให้การสะสมไนโตรเจนและโพแทสเซียมในหญ้าพลิแคทูลัมเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ทำให้ได้รับผลผลิตสูงสุดและสามารถยกระดับคุณภาพของโปรตีนจากระดับต่ำมาสู่ระดับปานกลางได้อย่างชัดเจน ดังนั้น การปลูกหญ้าพลิแคทูลัมร่วมกับการปลูกถั่วลิสงและใส่ปุ๋ยอินทรีย์ตามชีวมวลที่สูญเสียจึงเป็นวิธีที่ควรส่งเสริมเกษตรกร</p>
สุทธิ์เดชา ขุนทอง
ปราณี จอมอุ่น
สุภาภรณ์ ขุนทอง
วารุณี อติศักดิ์กุล
กฤษณะ รามสูตร
สุมาลี กลางสุข
หทัยกานต์ พัดยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0267039
e0267039
10.55003/kmaj.2026.267039
-
ความต้องการรูปแบบสื่อออนไลน์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักศึกษากลุ่ม Gen Z มหาวิทยาลัยขอนแก่น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/268305
<p> การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะในยุคที่สื่อออนไลน์มีบทบาทต่อการตัดสินใจเดินทางของกลุ่ม Gen Z อย่างไรก็ตาม ยังขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการสื่อของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาลักษณะทั่วไป พฤติกรรมการใช้สื่อ และความต้องการด้านแพลตฟอร์ม ประเภท รูปแบบ และเนื้อหาของสื่อออนไลน์ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักศึกษา Gen Z พร้อมทั้งเปรียบเทียบความแตกต่างของความต้องการตามเพศ อายุ รายได้ และประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตร กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษา Gen Z ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประเทศไทย จำนวน 381 คน ที่ตอบแบบสอบถามออนไลน์ด้วยความสมัครใจ โดยใช้เครื่องมือแบบมาตรวัดสามระดับ (ค่าความเชื่อมั่น 0.96) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา t-test และ ANOVA พร้อมทดสอบ LSD post hoc</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 20 ปี เคยเห็นสื่อด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตรทางออนไลน์ (ร้อยละ 76) แต่ร้อยละ 60 ยังไม่เคยเดินทางจริง แพลตฟอร์มที่ต้องการสูงสุดคือ Facebook, TikTok, YouTube และ Instagram โดยเน้นวิดีโอสั้นที่สร้างแรงบันดาลใจ ให้ความบันเทิง และให้ข้อมูล พบความแตกต่างของความต้องการตามเพศ รายได้ และประสบการณ์การเดินทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า สื่อออนไลน์ที่ใช้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายควรนำเสนอในรูปแบบวิดีโอสั้นและอินโฟกราฟิก โดยเน้นเนื้อหาที่กระชับ เข้าใจง่าย และสอดคล้องกับความสนใจของนักศึกษากลุ่ม Gen Z เช่น ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ความปลอดภัย และโปรโมชั่น ทั้งนี้ หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการสามารถนำข้อค้นพบไปใช้ในการออกแบบกลยุทธ์สื่อสารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
รัชนีกร หัดรัดชัย
ศศิพิมพ์ พุ่มพิมล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0268305
e0268305
10.55003/kmaj.2026.268305
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์กระดาษเยื่อใบไผ่จากใบไผ่เป๊าะจากพื้นที่สวนเกษตรไผ่ อำเภอลอง จังหวัดแพร่
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/269025
<p> การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระดาษเยื่อใบไผ่จากใบไผ่เป๊าะ (<em>Dendrocalamus copelandii</em>) ที่ได้จากพื้นที่สวนเกษตรไผ่ อำเภอลอง จังหวัดแพร่ โดยเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกายภาพและเชิงกลของกระดาษเยื่อใบไผ่ที่ผลิตจากใบไผ่เป๊าะอ่อนและใบไผ่เป๊าะแก่ การทดสอบประกอบด้วย ค่าความชื้น ความหนาแน่น การดูดซึมน้ำ การพองตัวตามความหนา ค่าแรงดึง และค่าแรงฉีก ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า กระดาษเยื่อใบไผ่ที่ผลิตจากใบไผ่เป๊าะแก่มีคุณสมบัติดีกว่ากระดาษเยื่อใบไผ่จากใบไผ่เป๊าะอ่อน โดยมีค่าความชื้นเฉลี่ย 7.59±3.98% ความหนาแน่นเฉลี่ย 277.85±14.95 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร การดูดซึมน้ำเฉลี่ย 349.29±13.87% การพองตัวตามความหนาเฉลี่ย 96.23±5.43% ค่าแรงดึงเฉลี่ย 6.26±2.92 เมกะพาสคาล และค่าแรงฉีกเฉลี่ย 6.99±1.35 มิลลินิวตัน จากผลดังกล่าว สามารถสรุปได้ว่า ใบไผ่เป๊าะแก่มีศักยภาพในการนำมาใช้ผลิตกระดาษเยื่อใบไผ่ที่มีคุณภาพสูงกว่า ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาอาจนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กระดาษเยื่อใบไผ่จากใบไผ่เป๊าะ ตลอดจนต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ธิติ วานิชดิลกรัตน์
สริตา แสงเขียว
ณัฏฐ์ณฤทัย บุณญรัศมิ์
ณัฐนนท์ จันทร์ส่งแสง
นิรชา วังคีรี
จิราภา วานิชดิลกรัตน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0269025
e0269025
10.55003/kmaj.2026.269025
-
ทัศนคติ ความคุ้มทุน และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการประยุกต์ใช้โดรนเพื่อการเกษตรในประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/268715
<p> อากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือโดรน ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับเกษตรกรรมไทย โดยเฉพาะในยุคที่ภาคการเกษตรต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนสูง และความเสี่ยงจากสารเคมี บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาทัศนคติของเกษตรกรไทยที่มีต่อการใช้โดรนเพื่อการเกษตร รวมถึงการประเมินความคุ้มทุน และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยรวบรวมผลงานวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติการยอมรับของเกษตรกรในประเทศไทยและผลจากการใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อการเกษตรที่เผยแพร่ในฐานข้อมูลงานวิจัย ผลจากการศึกษาเชิงสำรวจที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรมีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้โดรนโดยมีการยอมรับระดับสูงในทัศนคติต่อการรับรู้ประโยชน์และรับรู้ความง่ายต่อการใช้เทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อกังวลด้านต้นทุนการลงทุน ความซับซ้อนในการใช้งาน และข้อจำกัดด้านกฎหมาย การวิเคราะห์ความคุ้มค่าบ่งชี้ว่าเจ้าของโดรนที่ใช้เพื่อการผลิตและรับจ้างสามารถได้รับผลตอบแทนที่คุ้มทุนเนื่องจากเป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีการรวมกลุ่มกันภายใต้โครงการแปลงใหญ่ บทความเสนอแนวทางนโยบายในการสนับสนุนทั้งด้านการเงิน การอบรม การเข้าถึงเทคโนโลยี และการปรับปรุงกฎหมาย เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของเกษตรกรรมแม่นยำในประเทศไทย</p>
มนตรี ธนะสิงห์
เศวตาภรณ์ ตั้งวันเจริญ
ถนอมพรรณ ตริวณิชชากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0268715
e0268715
10.55003/kmaj.2026.268715
-
ความหลากหลายทางชีวภาพของแพลงก์ตอนและปริมาณไมโครซิสทินในแหล่งน้ำบริเวณสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง : การประเมินความเป็นพิษในช่วงฤดูร้อน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/268433
<p> การศึกษาความหลากหลายของแพลงก์ตอนและปริมาณพิษไมโครซิสทินในแหล่งน้ำบริเวณสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังช่วงฤดูร้อน เพื่อประเมินความหลากหลายและผลกระทบที่อาจมีต่อผู้สัมผัสหรือใช้น้ำ เก็บตัวอย่าง 10 สถานี เดือนละ 1 ครั้ง พบแพลงก์ตอนพืช 3 ดิวิชัน 6 คลาส 64 สกุล 92 สปีชีส์ ดิวิชัน Chlorophyta มีความหลากหลายมากที่สุด (31 สกุล 74 สปีชีส์) คลาส Cyanophyceae มีปริมาณมากที่สุด (0.14-374.78 x 10<sup>4</sup> units/L) สกุลที่มีปริมาณมากที่สุดคือ <em>Chroococcus</em> (372.58 x 10<sup>4</sup> units/L) ส่วนแพลงก์ตอนสัตว์พบ 3 ไฟลัม 22 สกุล 11 สปีชีส์ ไฟลัม Protozoa มีความหลากหลายของชนิด (12 สกุล) และมีปริมาณมากที่สุด (3,714.53 units/L) สกุลที่มีปริมาณมากที่สุดคือ <em>Difflugia</em> (1,750.11 units/L) การศึกษานี้พบแพลงก์ตอนที่สร้างสารพิษได้ 6 สกุล คือ <em>Oscillatoria</em>, <em>Microcystis</em>, <em>Lyngbya</em>, <em>Pseudanabaena</em>, <em>Anabaena </em>และ <em>Anabaenopsis</em> โดยมีปริมาณรวมทุกสกุลอยู่ในช่วง 0-7.61 x 10<sup>4</sup> unit/L แต่ตรวจไม่พบสารพิษไมโครซิสทินในทุกแหล่งน้ำที่ศึกษา แสดงว่าปริมาณแพลงก์ตอนที่สร้างพิษยังไม่มากพอที่จะสร้างและปล่อยพิษสะสมในน้ำ ส่วนค่าดัชนีความหลากหลายทางชีวภาพ ความสม่ำเสมอ และความมากชนิดพบอยู่ในช่วง 0.17-1.78, 0.046-0.508 และ 2.11-4.66 ตามลำดับ แสดงว่าแหล่งน้ำมีความหลากหลายทางชีวภาพต่ำถึงต่ำมาก ความสัมพันธ์ของคุณภาพน้ำกับแพลงก์ตอนพบว่าปริมาณแพลงก์ตอนในคลาส Cyanophyceae มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเค็มและค่าการนำไฟฟ้า คลาส Euglenophyceae, Chrysophyceae และ Dinophyceae มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเข้มแสง กลุ่มโปรโตซัวมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับของแข็งที่ละลายในน้ำ</p>
อรทัย เพ็งโตวงษ์
สุนีรัตน์ เรืองสมบูรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0268433
e0268433
10.55003/kmaj.2025.268433
-
การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าเพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ไวน์มะม่วง
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/268444
<p> การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางในการออกแบบบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าเพื่อส่งเสริมการขายไวน์มะม่วง 2) พัฒนาบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าเพื่อส่งเสริมการขายไวน์มะม่วง และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าเพื่อส่งเสริมการขายไวน์มะม่วง โดยทำการศึกษากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าเพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนา และศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ผลการศึกษาพบว่า แนวทางในการออกแบบบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าเพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ไวน์มะม่วงจะต้องมีองค์ประกอบหลัก 3 ด้าน ได้แก่ ข้อมูลเนื้อหาผลิตภัณฑ์ รูปแบบบรรจุภัณฑ์ และการออกแบบภาพและลวดลายบนบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้า ในด้านข้อมูลเนื้อหาผลิตภัณฑ์ต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ ข้อบังคับ ที่ถูกต้องตามข้อกฎหมาย ด้านรูปแบบบรรจุภัณฑ์จะต้องคำนึงถึง ขนาด ปริมาณของผลิตภัณฑ์ รูปแบบ และวัสดุที่เหมาะสม ด้านการออกแบบภาพและลวดลายบนบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าจะเน้นการออกแบบให้สวยงาม น่าสนใจ สีสันสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการใช้รูปแบบบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลและเพื่อเชื่อมโยงไปผู้ประกอบการได้ ผลการประเมินคุณภาพบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าในด้านเนื้อหาพบว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.93, S.D. = 0.15) ในด้านการออกแบบพบว่ามีคุณภาพอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.33, S.D. = 0.47) และในด้านส่งเสริมการขายมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.44, S.D. = 0.54) ผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจรวมในด้านการออกแบบ (x̄ = 4.61, S.D. = 0.17) และด้านส่งเสริมการขาย (x̄ = 4.61, S.D. = 0.13) อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
อัญชลี ประยงค์แย้ม
อภิวัฒน์ มีอุปการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0268444
e0268444
10.55003/kmaj.2026.268444
-
ความหลากหลายทางสัณฐานและพันธุกรรมของแมงกะพรุนหลากสีชนิด Catostylus townsendi บริเวณชายฝั่งทะเล จังหวัดตราด และความเป็นไปได้ของการเกิดชนิดซ่อนเร้น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/agritechjournal/article/view/268822
<p> แมงกะพรุนหลากสีที่พบสะพรั่งบริเวณชายฝั่งทะเล จังหวัดตราด ถูกจำแนกเป็นชนิด <em>Catostylus townsendi</em> จากข้อมูลสัณฐานเพียงอย่างเดียว และในปัจจุบันมีการศึกษาพันธุกรรมของแมงกะพรุนชนิดนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการยืนยันชนิดและศึกษาความเชื่อมโยงของพันธุกรรม การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อยืนยันชนิดและตรวจสอบความเชื่อมโยงของพันธุกรรมในแมงกะพรุนหลากสีที่พบในประเทศไทยกับพื้นที่อื่น โดยการวิเคราะห์ลักษณะสัณฐานร่วมกับข้อมูลลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณยีน <em>COI</em> (cytochrome <em>c </em>oxidase subunit I) และตรวจสอบระยะห่างทางพันธุกรรมและความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ การศึกษาลักษณะสัณฐานของแมงกะพรุน 21 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นตัวแทนของแมงกะพรุน 7 กลุ่ม ตามความผันแปรของสีบนลำตัวและหนวด จากบริเวณหาดคลองสน ตำบลแหลมกลัด อำเภอเมือง จังหวัดตราด พบแมงกะพรุน 7 กลุ่ม มีลักษณะสัณฐานที่จำเป็นต่อการจำแนกชนิด ได้แก่ ความยาวของหนวดรอบปาก จำนวนและขนาดของริ้วขอบร่ม และรูปร่างของอวัยวะรับความรู้สึกคล้ายกัน จัดเป็นชนิด <em>C</em>.<em> townsendi</em> การศึกษาลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณยีน <em>COI</em> ของแมงกะพรุน 18 ตัวอย่าง พบความแตกต่างของลำดับนิวคลีโอไทด์น้อย สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของระยะห่างทางพันธุกรรม (K2P) (0.19±0.09%) การศึกษาความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการโดยการสร้างแผนผังความสัมพันธ์ด้วยวิธี maximum likelihood พบแมงกะพรุนหลากสีอยู่ในกลุ่มวิวัฒนาการเดียวกับแมงกะพรุนชนิดเดียวกันจากบริเวณตะวันออกของทะเลจีนใต้ ด้วยค่าความเชื่อมั่น 100 เปอร์เซนต์ ผลการศึกษาลักษณะสัณฐานร่วมกับข้อมูลทางพันธุกรรมยืนยันการจำแนกชนิดแมงกะพรุนหลากสี และแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการเกิดชนิดซ่อนเร้นในขอบเขตการแพร่กระจายของแมงกะพรุนชนิดนี้ ซึ่งมีความสำคัญต่อการประเมินความหลากหลายและการอนุรักษ์ทรัพยากรทางชีวภาพ</p>
ทรรศิน ปณิธานะรักษ์
สุพัตรา ตะเหลบ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระจอมเกล้า
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-19
2026-01-19
44 2
e0268822
e0268822
10.55003/kmaj.2026.268822