https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/issue/feed วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี 2022-04-30T21:59:14+07:00 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี atj.rmuti@gmail.com Open Journal Systems <p><img src="https://li01.tci-thaijo.org/public/site/images/adminsurinatj/201010331.jpg" /></p> <p style="text-align: justify;"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong><strong> </strong></p> <p style="text-align: justify;"> เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลงานวิชาการทางด้านการเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการเชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมอาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมแก่สังคม</p> <p style="text-align: justify;"><strong>ประเภทบทความ </strong></p> <p style="text-align: justify;"> วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นวารสารเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย เปิดรับบทความประกอบด้วย 3 สาขาวิชา ดังนี้สาขาเกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องจัดเตรียมอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ตามมาตรฐานวารสารวิชาการ</p> <p style="text-align: justify;"><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong></p> <p style="text-align: justify;"> ปีละ 3 ฉบับ คือ มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม - สิงหาคม และ กันยายน - ธันวาคม</p> <p style="text-align: justify;"><strong>ประเภทของการ Peer-review</strong></p> <p style="text-align: justify;"> (Double blinded)</p> <p style="text-align: justify;"><strong>จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p style="text-align: justify;"> วารสารมีผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความที่เชี่ยวชาญและตรงตามสาขาฯ (ทั้งภายในและภายนอก) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/253674 ผลของ BA และ NAA ต่อการชักนำให้เกิดแคลลัสในต้นว่านตาลเดี่ยว 2022-03-06T23:53:00+07:00 ศิริพร ภูเรียนคู่ fnatnt@ku.ac.th อาอีเสาะห์ สะอุ fnatnt@ku.ac.th ประภาษ กาวิชา fnatnt@ku.ac.th มนฑิณี กมลธรรม fnatnt@ku.ac.th ธัญญ์วนิช ธัญสิริวรรธน์ fnatnt@ku.ac.th <p>ว่านตาลเดี่ยวเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาสิว ฝ้า และจุดด่างดำ จึงได้รับความสนใจในการนำมาสกัดสารสำคัญเพื่อผสมในเครื่องสำอาง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลของ 6-benzyladenine (BA) และ <br />1-naphthaleneacetic acid (NAA) ที่ความเข้มข้นต่างกันต่อการชักนำให้เกิดแคลลัสของต้นว่านตาลเดี่ยวสำหรับเป็นวัตถุดิบในการสกัดสารสำคัญ โดยเพาะเลี้ยงชิ้นส่วนลำต้นใต้ดินบนอาหารแข็งสูตร Murashige and Skoog (MS) ที่เติม BA ความเข้มข้น 3.0 และ 5.0 มิลลิกรัม/ลิตร ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 0 0,.1, 0.3 และ 0.5 มิลลิกรัม/ลิตร ตามลำดับ จากผลการทดลองพบว่าชิ้นส่วนต้นว่านตาลเดี่ยวที่เพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร MS ที่เติม BA ความเข้มข้น 3.0 และ 5.0 มิลลิกรัม/ลิตร ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 0 และ 0.1 มิลลิกรัม/ลิตร สามารถชักนำให้เกิดแคลลัสได้มากที่สุด คิดเป็น 93.20% ส่วนสูตรอาหารที่เติมเฉพาะ BA ความเข้มข้น 3.0 มิลลิกรัม/ลิตร ช่วยให้แคลลัสมีขนาดใหญ่ที่สุด (2.38 เซนติเมตร) น้ำหนักสด และน้ำหนักแห้งมากที่สุดเท่ากับ 9.23 กรัม และ 0.8 กรัม ตามลำดับ จากผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการผลิตแคลลัสระดับห้องปฏิบัติการเพื่อใช้เป็นต้นแบบการสกัดสารสำคัญจากต้นว่านตาลเดี่ยวในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางในอนาคตได้</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/254118 การเปรียบเทียบปริมาณน้ำมันหอมระเหยจากใบมะกรูดสดและแห้ง จากการกลั่นน้ำมันหอมระเหยด้วยเครื่องกลั่น ขนาด 30 ลิตร 2022-03-30T21:21:52+07:00 นำพน พิพัฒน์ไพบูลย์ pipatpaiboon@hotmail.com ทนงศักดิ์ มายอด Namphon.ph@rmuti.ac.th ปองพล หนูพันธ์ Namphon.ph@rmuti.ac.th ณรงค์ หูชัยภูมิ Namphon.ph@rmuti.ac.th มงคล มีแสง Namphon.ph@rmuti.ac.th สุรเชษฐ์ สีชำนาญ Namphon.ph@rmuti.ac.th <p>งานวิจัยนี้นำเสนอการทดลองเปรียบเทียบปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้จากใบมะกรูดสดและแห้ง โดยการกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากเครื่องกลั่น 30 ลิตร โดยใช้วัตถุดิบใบมะกรูดจากพื้นที่ปลูก อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร วิธีการศึกษาโดยการเตรียมวัตถุดิบได้แก่ ใบมะกรูดสดเต็มใบ ใบมะกรูดสดฉีกและใบมะกรูดแห้ง มาทำการกลั่นน้ำมันหอมระเหยเปรียบเทียบปริมาณน้ำมันหอมระเหย โดยทำการกลั่นใบมะกรูดสดเต็มใบและใบมะกรูดสดฉีกจำนวน 3 กิโลกรัม/รอบ และใบมะกรูดแห้ง จำนวน 1 กิโลกรัม/รอบ โดยเครื่องกลั่นเติมน้ำ 10 ลิตร ต้มให้ความร้อนด้วยเตาแก๊ส เคบี5 ทำการกลั่นต่อเนื่อง เป็นเวลา 2 ชั่วโมง อุณหภูมิไอขณะทำการกลั่น 100 องศาเซลเซียส อุณหภูมิน้ำควบแน่น 10-15 องศาเซลเซียส ควบคุมไว้ตลอดระยะเวลาในการกลั่นน้ำมันหอมระเหย ทำการทดลองซ้ำในแต่ละตัวอย่าง 3 การทดลอง รวมทั้งหมด 9 การทดลอง เพื่อเก็บบันทึกข้อมูลปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการกลั่นจากวัตถุดิบที่แตกต่างกัน และนำเสนอข้อมูลการทดลองในรูปแบบ ร้อยละของน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้จากวัตถุดิบที่แตกต่างกัน จากผลการทดลองพบว่าปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้จาก ใบมะกรูดสดเต็มใบจะได้ค่าเฉลี่ยของปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 28.16 มิลลิลิตร รองลงมาคือใบมะกรูดสดฉีกจะได้ปริมาณน้ำมันที่ใกล้เคียงกับใบมะกรูดสดเต็มใบ ปริมาณน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 23.83 มิลลิลิตร และใบมะกรูดแห้งจะได้ปริมาณน้ำมันที่น้อยที่สุด มีค่าเฉลี่ยของปริมาณน้ำมันอยู่ที่ 5.46 มิลลิลิตร เมื่อพิจารณาร้อยละของน้ำมันหอมระเหยเพื่อเปรียบเทียบแล้วพบว่า ใบมะกรูดสดเต็มใบมีน้ำมันหอมระเหยคิดเป็น 2.56 %v<sub>oil</sub>/w<sub>dry</sub> และ 2.18 %w<sub>oil</sub>/w<sub>dry</sub> รองลงมาคือใบมะกรูดสดฉีก มีร้อยละของน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้คิดเป็น 2.20 %v<sub>oil</sub>/w<sub>dry</sub> และ 1.94 %w<sub>oil</sub>/w<sub>dry</sub> สุดท้ายใบมะกรูดแห้งได้ปริมาณน้ำมันหอมระเหยน้อยที่สุดคือ 0.49 %v<sub>oil</sub>/w<sub>dry</sub> และ 0.41 %w<sub>oil</sub>/w<sub>dry</sub> เมื่อพิจารณาแล้วพบว่าเมื่อนำใบมะกรูดสดเต็มใบมาฉีกและนำมากลั่นจะทำให้ปริมาณน้ำมันหอมระเหยลดลงถึง 15.28% และเมื่อนำใบมะกรูดสดไปตากแห้งก่อนค่อยนำมาทำการกลั่นแยกน้ำมันหอมระเหยพบว่าน้ำมันหอมระเหยจากใบมะกรูดแห้งลดลงสูงถึง 75.98%</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/254303 การศึกษาพรรณไม้ดอกหอมเพื่อใช้ในงานภูมิสถาปัตยกรรม 2022-04-09T19:14:34+07:00 สมชญา ศรีธรรม somchaya777@gmail.com วสา วงศ์สุขแสวง saoamp@yahoo.com ปัณณธร ศรบุญทอง saoamp@yahoo.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาชนิดพันธุ์ของพรรณไม้ดอกหอมในพื้นที่สวนไม้หอม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ และศึกษาการนำพรรณไม้ดอกหอมไปใช้ประโยชน์ในงานภูมิสถาปัตยกรรม ผลการศึกษาพบพรรณไม้ดอกหอม 60 ชนิด 51 สกุล 29 วงศ์ แบ่งเป็นไม้ต้น 24 ชนิด (ร้อยละ 40) ไม้พุ่ม 18 ชนิด (ร้อยละ 30) ไม้พุ่มรอเลื้อย 11 ชนิด (ร้อยละ 18) และ ไม้เลื้อย 7 ชนิด (ร้อยละ 12) วงศ์ที่พบมากที่สุดคือ Annonaceae และ Apocynaceae พบวงศ์ละ 9 ชนิด พบพรรณไม้ดอกหอมโทนสีขาวมากที่สุด (ร้อยละ 58) ส่วนใหญ่ออกดอกตลอดปี (ร้อยละ 57) และมีกลิ่นหอมอ่อน (ร้อยละ 57) พบดอกบานระยะ 2-3 วัน มากที่สุด (ร้อยละ 32) พรรณไม้ดอกหอมทุกชนิดมีประโยชน์ในงานภูมิสถาปัตยกรรม ดังนี้ ไม้ต้นใช้ประโยชน์เป็นไม้ให้ร่มเงา เช่น กระทิง (<em>Calophyllum inophyllum</em>) กันเกรา (<em>Fagraea fragrans</em>) และพิกุล (<em>Mimusops elengi</em>) ไม้พุ่มใช้ประโยชน์เป็นไม้ปิดกั้น กรอง และลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น เข็มพวงขาว (<em>Ixora finlaysoniana</em>) พุดซ้อน (<em>Gardenia jasminoides</em>) และยี่โถ (<em>Nerium oleander</em>) ไม้เลื้อยใช้ประโยชน์เป็นซุ้มไม้เลื้อยและรั้วไม้เลื้อย เช่น พวงชมพู (<em>Antigonon leptopus</em>) ม่วงมณีรัตน์ (<em>Bignonia magnifica</em>) และเล็บมือนาง (<em>Combretum indicum</em>) การเลือกพรรณไม้ดอกหอมไปใช้ประโยชน์ในงานภูมิสถาปัตยกรรมต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของพันธุ์ไม้ ลักษณะทางกายภาพ สีและความหอมของดอก โดยเลือกระดับของความหอมที่เหมาะสมกับระยะใกล้ไกลและระยะเวลาของการใช้พื้นที่ ช่วงเวลาการบานของดอก จะช่วยสร้างบรรยากาศของสวนให้หอมสดชื่น ดึงดูดผู้คน และนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น เช่น สมุนไพร อาหาร วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/253688 ผลของการใช้หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 หญ้าขน หญ้ากินนีสีม่วง และหญ้าอะตราตั้มต่อปริมาณการกินได้และการย่อยได้ของโภชนะในไก่ตะเภาแก้ว 2022-04-18T15:32:43+07:00 นพคุณ สุราช noppakun.su@rmuti.ac.th ชยพล มีพร้อม Noppharat.ph@ksu.ac.th ทิวากร อำพาพล Noppharat.ph@ksu.ac.th สุปรีณา ศรีใสคำ Noppharat.ph@ksu.ac.th ปิตุนาถ หนูเสน Noppharat.ph@ksu.ac.th นพรัตน์ ผกาเชิด Noppharat.ph@ksu.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 หญ้าขน หญ้ากินนีสีม่วง หญ้าอะตราตั้มที่ระดับ 30 เปอร์เซ็นต์ในอาหาร ต่อปริมาณการกินได้และการย่อยได้ของโภชนะของไก่ตะเภาแก้ว จำนวน 32 ตัว ที่มีอายุเฉลี่ย 14±0.5 สัปดาห์ น้ำหนักตัวเฉลี่ย 1.4±1 กิโลกรัม ถูกนำมาจัดอยู่ในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ และจัดกลุ่มทดลองแบบแฟคทอเรียล แบ่งเป็น 2 ปัจจัย ได้แก่ เพศของไก่ตะเภาแก้วและสายพันธุ์หญ้า โดยมีปัจจัย A คือ เพศของไก่ตะเภาแก้ว ได้แก่ เพศผู้และเพศเมีย ปัจจัย B คือ สายพันธุ์หญ้า ได้แก่ 1) หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 2) หญ้ากินนีสีม่วง 3) หญ้าขน และ 4) หญ้าอะตราตั้ม เพื่อนำมาทดสอบการย่อยได้ของหญ้าทั้ง 4 สายพันธุ์ โดยไก่ทุกตัวถูกขังอยู่ในกรงเมทาบอลิซึมขนาด 60x60x63 เซนติเมตร โดยจะมีน้ำ อาหาร และการอยู่อาศัยที่เป็นอิสระต่อกัน ระยะเวลาทดลองทั้งหมด 21 วัน โดย 7 วันแรกเป็นการปรับ และ 14 วัน เป็นระยะการทดลอง โดย 2 วันสุดท้ายเป็นการเก็บตัวอย่างมูล พบว่าการใช้หญ้าไม่ส่งผลต่อปริมาณการกินได้ของวัตถุแห้งอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p&gt;0.05) ในส่วนของการย่อยได้ พบว่ากลุ่มไก่ที่ได้รับหญ้า<br />อะตราตั้ม มีเปอร์เซ็นต์การย่อยได้สูงสุด เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;0.05)</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/254271 ผลของการใช้ใบมันสำปะหลังตากแห้งเป็นแหล่งโปรตีนในสูตรอาหารผสมสำเร็จ ต่อสมรรถภาพการเจริญเติบโตของแกะเนื้อลูกผสม 2022-04-06T12:05:45+07:00 อัครพล หนูน้อย ahkarapon.nu@bru.ac.th ณัฐกานต์ อาษาธง Ahkarapon.nu@bru.ac.th มงคลชัย บุญสวัสดิ์ Ahkarapon.nu@bru.ac.th <p>การศึกษาวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้ใบมันสำปะหลังตากแห้งเป็นแหล่งโปรตีนในสูตรอาหารผสมสำเร็จ (TMR) ต่อสมรรถภาพการเจริญเติบโตของแกะเนื้อลูกผสม ใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ โดยใช้แกะเนื้อลูกผสม อายุ 3-4 เดือน จำนวน 12 ตัว น้ำหนัก 20±5 กิโลกรัม แบ่งออกเป็น 4 ทรีทเมนต์ ๆ ละ 3 ซ้ำ ๆ ละ 1 ตัว โดยมีสูตรอาหาร 4 ทรีทเมนต์ ดังนี้ ทรีทเมนต์ที่ 1 อาหารข้นสำเร็จรูปร่วมกับข้าวโพดสับหมัก (กลุ่มควบคุม) ทรีทเมนต์ที่ 2 อาหารผสมสำเร็จ (TMR) ที่มีใบมันสำปะหลังแห้งที่ 10 เปอร์เซ็นต์ของสูตรอาหาร ทรีทเมนต์ที่ 3 อาหารผสมสำเร็จ (TMR) ที่มีใบมันสำปะหลังแห้งที่ 20 เปอร์เซ็นต์ของสูตรอาหาร และทรีทเมนต์ที่ 4 อาหารผสมสำเร็จ (TMR) ที่มีใบมันสำปะหลังแห้งที่ 30 เปอร์เซ็นต์ของสูตรอาหาร จากการทดลอง พบว่า สมรรถภาพการเจริญเติบโต ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p&gt;0.05) ต้นทุนและผลต่อแทนทางเศรษฐกิจ พบว่า ต้นทุนการผลิตทั้งหมด และต้นทุนการผลิตต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p&gt;0.05) แต่ในส่วนของ ส่วนต้นทุนค่าอาหารทั้งหมด และต้นทุนค่าอาหารที่กินต่อน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นแตกต่างกันทางสถิติ (p&lt;0.05) และ ผลตอบแทนจากการผลิตทั้งหมด (กำไรสุทธิ) แตกต่างกันทางสถิติ (p&lt;0.05) โดยที่แกะเนื้อลูกผสมที่ได้รับใบมันสำปะหลังตากแห้ง ให้ผลตอบแทนจากการผลิตทั้งหมด (กำไรสุทธิ) สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับใบมันสำปะหลังตากแห้ง (กลุ่มควบคุม) จากการศึกษาวิจัยทำให้ทราบถึงการใช้ใบมันสำปะหลังตากแห้งในสูตรอาหารผสมสำเร็จต่อการผลิตแกะขุนได้อย่างชัดเจนและเป็นองค์ความรู้และแนวทางการให้อาหารสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงแกะขุนต่อไป</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/253875 การวิจัยและพัฒนาแปลงผักยกพื้นเพื่อการผลิตผักคุณภาพ 2022-04-06T12:11:23+07:00 ชำนาญ ขวัญสกุล ckwunsakun@hotmail.com <p>ารวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาแปลงผักยกพื้นเพื่อการผลิตผักคุณภาพ โดยมีการออกแบบแปลงผัก ยกพื้นให้มีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 3 เมตร มีความสูงแปลงรวม 90 เซนติเมตร ปูด้วยกระเบื้องมุงหลังคา และขึงตาข่าย ไนล่อนเพื่อรองรับดินปลูก ทดสอบการใช้งานโดยการปลูกผักกาดกวางตุ้งฮ่องเต้ก้านขาว วางแผนการทดลองแบบสุ่มอย่างสมบูรณ์ (CRD) 4 สิ่งทดลอง 3 ซ้ำ คือ 1) แปลงปลูกบนดิน 2) แปลงยกพื้นกลางแจ้ง 3) แปลงยกพื้นในโรงเรือน และ 4) แปลงยกพื้นดัดแปลงจากโต๊ะปลูกไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำลึก หลังย้ายปลูกผัก 40 วัน พบว่า ผักกาดฮ่องเต้ก้านขาวที่ปลูกบนแปลง ยกพื้น มีน้ำหนักสดมากที่สุด คือ 5.82 กิโลกรัม/แปลง รองลงมา ผักกาดฮ่องเต้ก้านขาวที่ปลูกบนแปลงยกพื้นในโรงเรือน <br />มีน้ำหนักสด คือ 4.35 กิโลกรัม/แปลง แปลงยกพื้นดัดแปลงจากโต๊ะปลูกไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำลึก มีน้ำหนักสด คือ 3.99 กิโลกรัม/แปลง และผักกาดฮ่องเต้ก้านขาวที่ปลูกบนแปลงปลูกบนดิน มีน้ำหนักสดน้อยที่สุด คือ 2.00 กิโลกรัม/แปลง โดยมีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง จากการเปรียบเทียบด้านจำนวนเงินที่ขายได้ พบว่า แปลงยกพื้นมีจำนวนเงินที่ขายได้มากที่สุด คือ 465.60 บาท/แปลง โดยมีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่งกับสิ่งทดลองอื่น และจากการศึกษาความพึงพอใจต่อคุณภาพของผักที่ผลิตได้ พบว่า ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจมากที่สุดด้านความปลอดภัยของผักต่อผู้บริโภค</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/253564 การพัฒนาอาหารเช้าเพื่อสุขภาพกราโนล่าอินทผาลัม 2022-04-18T15:28:42+07:00 นุจรี สอนสะอาด Nootjaree46@hotmail.com สารินรัตน์ ไหมทอง Nootjaree46@hotmail.com สุวรรณี บุญมี Nootjaree46@hotmail.com นฤทธิ์ วาดเขียน Nootjaree46@hotmail.com วิทวัส ไตรรัตนาภิกุล Nootjaree46@hotmail.com ประชิต อยู่หว่าง Nootjaree46@hotmail.com ธนนันต์ อยู่หว่าง Nootjaree46@hotmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการอบแห้งอินทผาลัมที่อุณหภูมิ 50, 60 และ 70 °C ปริมาณน้ำเชื่อม <br />50, 100, 150 กรัม และอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์กราโนล่า ผลการศึกษา พบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมในการอบ<br />อินทผาลัมมากที่สุด คือ 50 °C โดยอินทผาลัมมีสีเหลืองมากที่สุด b* เท่ากับ 7.64 และการยอมรับโดยรวมของผู้บริโภคมากที่สุด การเติมน้ำเชื่อมที่ 50, 100 และ 150 กรัม พบว่าการเติมน้ำเชื่อมอินทผลัมมีผลทำให้มีปริมาณโปรตีน 10.16 เปอร์เซ็นต์ และเยื่อใย 15.07 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นอย่างมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับสูตรควบคุม การประเมินทางประสาทสัมผัสพบว่า กราโนล่าที่เติมน้ำเชื่อม 100 กรัม ผู้บริโภคให้คะแนนการยอมรับด้านรสชาติและการยอมรับโดยรวมมากที่สุด เท่ากับ 6.77 และ 7.00 อายุการเก็บรักษากราโนล่าอินทผาลัม พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของค่ากรด (0.08 มิลลิกรัมโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ต่อน้ำมัน 1 กรัม) และค่าเปอร์ออกไซด์ (Peroxide value, PV) โดยมีค่าเท่ากับ 6.21 มิลลิกรัมสมมูลเพอร์ออกไซด์ออกซิเจนต่อน้ำมัน 1 กรัม ดังนั้นจากการทดลองชี้ให้เห็นว่าการพัฒนากราโนล่าที่มีการเติมน้ำเชื่อมอินทผาลัมส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและยังมีคุณค่าทางโภชนการโดยเฉพาะโปรตีนและใยอาหารที่เพิ่มมากขึ้นกว่าการใช้น้ำผึ้งอย่างเห็นได้ชัดเจน</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/254258 สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของข้าวขาวดอกมะลิ 105 2022-04-20T20:10:00+07:00 วิภาวดี พันธ์หนองหว้า punnongwa05@gmail.com นฤทธิ์ วาดเขียน punnongwa05@gmail.com อฐิษฐาน ฉัตรเงิน punnongwa05@gmail.com วิลาศิณีย์ สีดามา punnongwa05@gmail.com วุฒิพงษ์ หาญประโค punnongwa05@gmail.com อัญชลี จันเทวา punnongwa05@gmail.com <p>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ศึกษาสารออกฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและสารฤทธิ์ทางชีวภาพในข้าวงอก และระยะการเจริญของข้าวได้แก่ น้ำนมข้าว ข้าวเม่า และข้าวกล้องของขาวดอกมะลิ 105 (KDML 105) จากการทดลองพบว่าปริมาณสาร <br />ฟีนอลิกในข้าวงอกมีปริมาณสูงสุด (p≤0.05) มีปริมาณ 331.97±8.17 mg GAE/100 g DW ข้าวงอกมีกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระสูงสุดในวิธีการทดลองฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี Total antioxidant capacity และวิธี Lipid peroxidation assay สูงสุด ในขณะที่ข้าวน้ำนมมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH Radical Scavenging Activity สูงที่สุด (p≤0.05)<br />ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าปริมาณสารไทอะมีน ไนอะซีน และไพริดรอกซิน พบมากในข้าวกล้อง 39.21±0.07 mg/100 g DW) ข้าวงอก (41.93±0.05 mg/100 g DW) และข้าวน้ำนม (17.88±0.03mg/100 g DW) ตามลำดับ ทั้งข้าวกล้อง<br />และข้าวน้ำนม มีปริมาณสารแอลฟ่าโทโคเฟอรอลสูงสุด 318.48±6.36 mg/100 g DW และ 308.09±5.85 mg/100 g DW) ในขณะที่ข้าวงอกมีปริมาณแกมม่าออไรซานอลสูงสุด และตรวจวัดปริมาณสารไทอะมีน ไนอะซีน ไพริดรอกซิน แอลฟ่าโทโค<br />เฟอรอล และแกมม่าออไรซานอล ด้วยวิธี HPLC ใช้เครื่องตรวจวัดสัญญาณแบบ UV-detector พบว่า ปริมาณแกมม่า<br />ออไรซานอล และไนอะซีนพบมากในข้าวงอก โดยสารแกมม่าออไรซานอล 355.00±7.07 mg/100 g DW และไนอะซิน 41.93±0.05 mg/100 g DW ในขณะที่แอลฟ่าโทโคเฟอรอลพบมากที่สุดในข้าวกล้อง 318.48±6.36 mg/100 g DW <br />และข้าวน้ำนมพบปริมาณ 308.09±5.85 mg/100 g DW ไพริดรอกซินพบมากที่สุดในข้าวน้ำนม 17.88±0.03 mg/100 g DW ในขณะที่ไทอะมีนพบมากที่สุดในข้าวกล้อง 39.21±0.07 mg/100 g DW จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่ากระบวนการผลิตข้าวงอก และระยะของข้าวน้ำนมมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูง เหมาะต่อการเป็นอาหารฟังชั่นและสามารถเพิ่มมูลค่าสารสำคัญจากข้าว</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/254302 การใช้มันเทศในสูตรอาหารต่อสมรรถภาพการผลิต และคุณภาพไข่ของไก่ไข่ 2022-04-24T22:07:21+07:00 ทรงยศ กิตติชนม์ธวัช Songyot.ki@rmuti.ac.th พีรกูร อนุชานุรักษ์ thiwakorn.am@rmuti.ac.th สุชาติ พอกสนิท ouiyaxx@hotmail.com เดชาธร ยินดี ouiyaxx@hotmail.com ฐิติมา นรโภค thiwakorn.am@rmuti.ac.th เมธา วรรณพัฒน์ thiwakorn.am@rmuti.ac.th ทิวากร อำพาพล thiwakorn.am@rmuti.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้มันเทศในสูตรอาหารไก่ไข่ต่อสมรรถภาพการผลิตไข่และคุณภาพไข่ของไก่ไข่ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely randomized design; CRD) ประกอบด้วยอาหาร 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มการทดลอง 1 อาหารที่ไม่ใช้มันเทศในสูตรอาหาร กลุ่มการทดลอง 2 อาหารที่ใช้มันเทศในสูตรอาหาร ระดับ 10 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มการทดลอง 3 อาหารที่ใช้มันเทศในสูตรอาหาร ระดับ 20 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มการทดลอง 4 อาหารที่ใช้มันเทศในสูตรอาหาร ระดับ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ละกลุ่มการทดลอง มี 4 ซ้ำ ซ้ำละ 8 ตัว ใช้ไก่ไข่อายุ 61 สัปดาห์ จำนวน 128 ตัว โดยได้รับอาหารวันละ 130 กรัม/ตัว/วัน และให้น้ำแบบเต็มที่ ทำการทดลองเป็นระยะเวลา 63 วัน ผลการทดลองพบว่า การใช้มันเทศในสูตรอาหาร 20 และ 30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เปอร์เซ็นต์ไข่ลดลง (p&lt;0.05) ในขณะเดียวกันระดับ 10 เปอร์เซ็นต์ไม่ส่งผลต่อผลผลิตไข่เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม นอกจากนี้การใช้มันเทศในสูตรอาหารทุกระดับไม่ส่งผลต่อปริมาณการกิน ในส่วนของน้ำหนักไข่เฉลี่ย น้ำหนักไข่ขาว ไข่แดง น้ำหนักและความหนาเปลือกไข่ ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p&gt;0.05) อย่างไรก็ตามระดับ 30 เปอร์เซ็นต์ ให้ค่าสีเหลืองของไข่แดงลดลงแต่ไม่ส่งผลต่อกลุ่มควบคุม กลุ่มมันเทศ 10 และ 20 เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนัก (FCR) ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติของไก่ที่ได้รับอาหารทั้ง 4 กลุ่มทดลอง ค่า Hen-day (HD) มีค่าลดลงในกลุ่มไก่ไข่ที่ได้รับอาหารสูตรใช้มันเทศที่ระดับ 20 และ30 เปอร์เซ็นต์ (p&lt;0.05) แต่ไม่ส่งผลต่อกลุ่ม 10 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มควบคุม ดังนั้นการใช้มันเทศในสูตรอาหารไก่ไข่ในระดับ 10 เปอร์เซ็นต์ ไม่ส่งผลกระทบต่อการกินได้ และสามารถปรับปรุงผลผลิตไข่และคุณภาพไข่</p> 2022-04-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี