https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/issue/feed
วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
2025-12-25T14:09:57+07:00
วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
atj.rmuti@gmail.com
Open Journal Systems
<p style="text-align: justify;"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong><strong> </strong></p> <p style="text-align: justify;"> เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลงานวิชาการทางด้านการเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการเชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมอาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมแก่สังคม</p> <p style="text-align: justify;"><strong>ประเภทบทความ </strong></p> <p style="text-align: justify;"> วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน เป็นวารสารเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย เปิดรับบทความประกอบด้วย 3 สาขาวิชา ดังนี้สาขาเกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องจัดเตรียมอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ตามมาตรฐานวารสารวิชาการ</p> <p style="text-align: justify;"><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong></p> <p style="text-align: justify;"> ปีละ 3 ฉบับ คือ มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม - สิงหาคม และ กันยายน - ธันวาคม</p> <p style="text-align: justify;"><strong>ประเภทของการ Peer-review</strong></p> <p style="text-align: justify;"> รูปแบบ (Double blinded) ในการพิจารณาบทความ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบเป็น ขั้นแรกแล้วจัดให้มีกรรมการ ภายนอกร่วมกลั่นกรอง (peer review) 3 ท่าน ประเมินตามเกณฑ์และแบบฟอร์มที่กำหนด ในลักษณะเป็น double blinded คือ ปกปิดรายชื่อผู้วิจัยและผู้เกี่ยวข้อง</p> <p style="text-align: justify;"><strong>จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p style="text-align: justify;"> วารสารมีผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความที่เชี่ยวชาญและตรงตามสาขาฯ (ทั้งภายในและภายนอก) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/265735
ผลของอุณหภูมิและระยะเวลาการเก็บรักษาก้อนเรณูกล้วยไม้ลูกผสมหวายญาญ่าต่อความมีชีวิตของก้อนเรณูการติดฝัก และการเจริญเติบโตของต้นอ่อนในสภาพปลอดเชื้อ
2025-03-13T14:44:43+07:00
ไณเกียร์ นี
njitsopakul@hotmail.com
นิภาวรรณ์ จิตโสภากุล
njitsopakul@hotmail.com
<p>การเก็บรักษาก้อนเรณูของกล้วยไม้เพื่อใช้ผสมกับดอกที่มีระยะเวลาการบานของดอกแตกต่างกันเพื่อผลิตกล้วยไม้ลูกผสม การเก็บรักษาก้อนเรณูกล้วยไม้ลูกผสมหวายญาญ่าในรูปแบบสดและแบบแห้ง ที่อุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) 12 และ -14 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 7-350 วัน เพื่อศึกษาอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมในการเก็บรักษาก้อนเรณูเพื่อผสมพันธุ์ พบว่า การเก็บรักษาก้อนเรณูแบบสดที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 39 วัน ก้อนเรณูมีชีวิตและติดฝักเฉลี่ยสูงสุด คือ 80 และ 100 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ และการเก็บรักษาก้อนเรณูแบบสดที่ -14 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 128 วัน ก้อนเรณูมีชีวิตและติดฝักเฉลี่ยสูงสุด 40 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดจากการผสมด้วยก้อนเรณูที่เก็บรักษามีเอ็มบริโอและงอกเป็นโปรโตคอร์มเมื่อเพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร Vacin & Went (1949) ที่เติมน้ำมะพร้าว 150 มิลลิลิตรต่อลิตร และน้ำตาลซูโครส 10 กรัมต่อลิตรเฉลี่ย 40 วัน และเจริญเป็นต้นเมื่อเพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตรดัดแปลง Vacin & Went (1949) ที่เติมน้ำมะพร้าว 150 มิลลิลิตรต่อลิตร กล้วยหอม 100 กรัมต่อลิตร ผงถ่าน 1 กรัมต่อลิตร และน้ำตาลซูโครส 20 กรัมต่อลิตร ลักษณะของต้นอ่อนจากการผสมด้วยก้อนเรณูที่เก็บและไม่เก็บรักษาไม่มีความแตกต่างกัน และเจริญเติบโตได้ในโรงเรือน การเก็บรักษาก้อนเรณูของกล้วยไม้ลูกผสมหวายญาญ่าแบบสดที่อุณหภูมิห้องและ -14 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับเก็บรักษาก้อนเรณูระยะสั้นและระยะกลางเพื่อผสมพันธุ์ ตามลำดับ ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่าย สะดวก ไม่ใช้สารเคมีและอุปกรณ์ราคาแพง สามารถประยุกต์ใช้กับกล้วยไม้ไทยและกล้วยไม้ลูกผสมเพื่อปรับปรุงพันธุ์พืชได้</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/263444
ศักยภาพของนาโนซิงค์ออกไซด์และสารสกัดหยาบสมุนไพรในการยับยั้งเชื้อรา Pseudoperonospora cubensis
2025-03-19T16:17:26+07:00
วรุตม์ คุณสุทธิ์
warut.ks@bru.ac.th
รัตนาภรณ์ สมฤทธิ์
rattanaporn221129@gmail.com
ธีระวิทย์ พลโคกก่อง
thirawit.pho@bru.ac.th
จตุพัฒน์ สมัปปิโต
jatupat.sa@bru.ac.th
กิตติธร หนองสี
fkitti0305@gmail.com
สุรชัย บุญเศษ
Sboonses@gmail.com
วิรัญญา สวนมัวมืด
wiranya101@gmail.com
แสงดาว ชัยสุวรรณ
saengdaw3015@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และศึกษาฤทธิ์การยับยั้งเชื้อรา <em>Pseudoperonospora cubensis</em> สาเหตุโรคราน้ำค้างในเมล่อน ซึ่งเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตด้วยนาโนซิงค์ออกไซด์ที่ใช้อุณหภูมิแคลไซน์ 300 และ 500 องศาเซลเซียส และสารสกัดหยาบสมุนไพร 4 ชนิด คือ กระเทียม ข่า ขมิ้นชัน และกระชาย ผลการวิเคราะห์ คุณลักษณะเฉพาะของนาโนซิงค์ออกไซด์ด้วยเทคนิควิเคราะห์การเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์ (XRD) กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดชนิดฟิลด์อีมิสชัน (FESEM) สเปกโตรสโคปีรังสีเอกซ์แบบกระจายพลังงาน (EDX) เทคนิคฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี (FTIR) และเทคนิคอัลตราไวโอเลตและวิสิเบิลสเปกโทรสโคปี (UV-Vis) แสดงให้เห็นว่านาโน ซิงค์ออกไซด์มีโครงสร้างผลึกแบบเฮกซะโกนอลเวิร์ทไซต์ มีรูปร่างแบบแผ่นขนาดเฉลี่ย 32.02±4.06 และ 48.18±10.02 นาโนเมตร ตามลำดับ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ 63.09±0.18 และ 59.73±1.40 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ สารสกัดหยาบกระชายมีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับสารสกัดสมุนไพรชนิดอื่น โดยสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ 55.57±2.11 เปอร์เซ็นต์ และนาโนซิงค์ออกไซด์ที่อุณหภูมิ 300 องศาเซลเซียส ร่วมกับสารสกัดหยาบจากกระชายอัตราส่วน 1:5 ที่ความเข้มข้น 3,000 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้ 81.74±1.12 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าการสังเคราะห์ซิงค์ออกไซด์ในระดับนาโนร่วมกับการใช้สารสกัดหยาบจากกระชายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อราสาเหตุโรคราน้ำค้างในเมล่อนได้มากขึ้น</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/266701
การใช้ปุ๋ยยูเรียเคลือบด้วยยางธรรมชาติร่วมกับแป้งข้าวเจ้าต่อการเจริญเติบโตของผักบุ้ง
2025-05-16T22:05:33+07:00
สิริวิมล ขุนภักดี
siriwimon.kunphakdee@gmail.com
ณรงค์ เชื่องชยะพันธุ์
narong.c@psu.ac.th
วรรณรัตน์ เชื่องชยะพันธุ์
wannarat.p@psu.ac.th
สุรพล ฐิติธนากุล
suraphon.t@psu.ac.th
<p>ปุ๋ยยูเรียมีองค์ประกอบของไนโตรเจนสูงแต่สูญเสียไปกับการชะล้างของน้ำ และการระเหิดได้ง่าย ดังนั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการสูญเสียปุ๋ยยูเรีย การทดลองนี้ได้ทำการเคลือบปุ๋ยยูเรียโดยการนำยางธรรมชาติ (Natural Rubber; NR) กราฟต์โคพอลิเมอร์ร่วมกับแป้งข้าวเจ้า (Rice Flour; RF) ในอัตราส่วน NR:RF [100:0] [90:10] [70:30] และ [50:50] ให้เป็นปุ๋ยละลายช้าและนำไปทดสอบปลูกผักบุ้งจีน วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 5 ซ้ำ ซ้ำละ 1 แปลง ขนาดแปลง 1.2x2 ตารางเมตร และให้ปุ๋ย 7 วิธี ได้แก่ วิธีที่ 1 ไม่มีการให้ปุ๋ยยูเรีย วิธีที่ 2 ใส่ปุ๋ยยูเรียน้ำหนัก 30 กรัมต่อแปลง หลังจากปลูก 7 วัน วิธีที่ 3 แบ่งใส่ปุ๋ยยูเรีย 2 ครั้ง ครั้งละ 15 กรัมต่อแปลง หลังจากปลูก 7 และ 17 วัน วิธีที่ 4 5 6 และ 7 ใส่ปุ๋ยยูเรียเคลือบสูตร [100:0] [90:10] [70:30] และ [50:50] น้ำหนัก 30 กรัมต่อแปลง ตามลำดับ หลังจากปลูก 7 วัน พบว่า การเคลือบปุ๋ยยูเรียด้วยน้ำยางธรรมชาติร่วมกับแป้งข้าวเจ้าที่อัตรา [50:50] เป็นสัดส่วนที่เคลือบเม็ดปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีปัญหาเหนียวติดของเม็ดปุ๋ยหลังการเคลือบ ทำให้ไม่เกิดรูรั่วหรือช่องว่างที่ผิวเคลือบเม็ดปุ๋ย ส่งผลให้มีการปลดปล่อยปุ๋ยยูเรียช้าที่สุดเมื่อทดสอบนำไปแช่น้ำ การใช้ปุ๋ยยูเรียเคลือบทุกสูตรปลูกผักบุ้ง ทำให้ต้นผักบุ้งมีการเจริญเติบที่ดี ไม่แตกต่างจากการแบ่งใส่ปุ๋ย 15 กรัม สองครั้ง โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียเคลือบสูตร [50:50] ทำให้ผักบุ้งมีการเจริญเติบโตและน้ำหนักสัดส่วนเหนือดินสูงที่สุดและลดการสูญเสียธาตุไนโตรเจนจากดิน</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/266106
การประเมินผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต และลักษณะทางการเกษตรในประชากรลูกผสมกลับครั้งที่ 2 ชั่วที่ 2 ของข้าวเจ้าพื้นนุ่มที่มีพันธุกรรมความหอม
2025-04-21T14:25:28+07:00
ภาณุวัฒน์ พรายสำโรง
panuwat.prai@dome.tu.ac.th
เยาวพา จิระเกียรติกุล
yjirakia@tu.ac.th
พรชัย หาระโคตร
harakotr@tu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต และลักษณะทางการเกษตรของประชากรลูกผสมกลับครั้งที่ 2 ชั่วที่ 2 ของข้าวเจ้าพื้นนุ่มที่มีพันธุกรรมความหอม จำนวน 10 สายพันธุ์ เปรียบเทียบกับพันธุ์อาร์เจ22 (ไม่มีกลิ่นหอม) และปทุมธานี1 (มีกลิ่นหอม) วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก จำนวน 3 ซ้ำ ทำการทดสอบ ณ สถานีวิจัยรวมใจพัฒนาความรู้ จังหวัดปทุมธานี ในฤดูนาปรัง 2566/2567 ผลการศึกษา พบว่า ผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต และลักษณะทางการเกษตร ที่ทำการทดสอบมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ ยกเว้น ความสูงต้น และน้ำหนัก 1,000 เมล็ด โดยสายพันธุ์ RJP19No.3-3 และ RJP41No.7-2 ให้ผลผลิตสูงสุด (1,366 และ 1,297 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับ) ซึ่งไม่แตกต่างจากพันธุ์อาร์เจ22 แต่สูงกว่าพันธุ์ปทุมธานี1 ในขณะที่องค์ประกอบผลผลิตและลักษณะทางการเกษตรไม่แตกต่างจากข้าวพันธุ์เปรียบเทียบทั้งสองพันธุ์ ดังนั้น ข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวจะถูกนำไปประเมินการให้ผลผลิตและคุณภาพข้าวในพื้นที่เป้าหมายต่อไป</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/265865
การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรระดับชุมชนแบบมีส่วนร่วมกรณีศึกษา กลุ่มเกษตรตำบลเสือโก้ก อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม
2025-05-23T16:27:50+07:00
สิทธิโชค พรรค์พิทักษ์
sittichok.pu@rmu.ac.th
อรรควุธ แก้วสีขาว
auckawut@gmail.com
ธนาพล ตริสกุล
tanapol753@gmail.com
กัญญารัตน์ บรรลุสุข
kanyarat.ba@rmu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีเพื่อ (1) สภาพพื้นฐานทั่วไปของชุมชน (2) การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร และ (3) ปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร วิธีการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเกษตรกรในชุมชน รวมทั้งสิ้น 815 ราย โดยใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิ และสุ่มตามสัดส่วนจำนวนเกษตรกรในแต่ละหมู่บ้าน แบ่งเป็น 5 หมู่บ้าน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 268 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัย พบว่า (1) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมีช่วงอายุเฉลี่ย 35-45 ปี การศึกษาจบมัธยมศึกษา ม.3 หรือ ปวช. มีขนาดพื้นที่ทำการเกษตร เฉลี่ย 5-10 ไร่ต่อครอบครัว ด้านแรงงานในครัวเรือน เฉลี่ย 1.40 คน ทั้งนี้อาชีพหลัก คือ เกษตรกรรม รองลงมา คือ ปศุสัตว์ รายได้จากการทำเกษตรกรรมเฉลี่ย 100,001-150,000 บาทต่อปี รายได้จากการทำปศุสัตว์ เฉลี่ยอยู่ในช่วง 15,000-25,000 บาทต่อปี และรายได้อื่น ๆ เฉลี่ย 10,000 บาทต่อปี (2) ภาพรวมของระดับชุมชนแบบมีส่วนร่วมในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตร อยู่ที่ร้อยละ 82.00 ถือว่ามีส่วนร่วมมาก และ (3) ปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ พบว่า ปัญหาและข้อเสนอแนะจะสามารถเกิดขึ้นจากตัวแทนเกษตรกรในชุมชนร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และคนในชุมชนร่วมกันแก้ไขได้เป็นอย่างดี ในชุมชนจนเกิดเป็นเครือข่าย มีและการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ในการพัฒนาคุณภาพของชุมชนให้ดีขึ้น รายละเอียดทั้ง 5 ประเด็น รายด้านอยู่ในระดับปานกลางและโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/266899
การประเมินการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวตลาดเฉพาะเพื่อปลูกในจังหวัดสงขลา
2025-05-22T11:54:59+07:00
ภัทรพร ภักดีฉนวน
phattharaporn.pa@skru.ac.th
ชนากานต์ วงษาพรหม
chanakarn.won@biotec.or.th
<p>ข้าวตลาดเฉพาะ (Niche market rice) เป็นข้าวที่มีคุณลักษณะพิเศษ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งผลิตให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสินค้าโดยมีตลาดและผู้บริโภคเฉพาะ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบการเจริญเติบโต องค์ประกอบผลผลิต และผลผลิตของพันธุ์ข้าวในกลุ่มสินค้าข้าวตลาดเฉพาะในแปลงนาเกษตรกร อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ฤดูนาปี (ตุลาคม พ.ศ. 2565 ถึงมีนาคม พ.ศ. 2566) วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อค (Randomized Complete Block Design) จำนวน 4 ซ้ำ ปลูกข้าวทั้งหมด 6 พันธุ์ประกอบด้วย ข้าวเหนียวจำนวน 2 พันธุ์ (พันธุ์กข 6 ต้นเตี้ย และพันธุ์ธัญสิริน) และข้าวเจ้าจำนวน 4 พันธุ์ (พันธุ์สังข์หยด พันธุ์กข 43 พันธุ์หอมชลสิทธิ์ และพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่) พบว่า ข้าวทั้ง 6 พันธุ์ สามารถเจริญเติบโตและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ โดยมีผลผลิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ (p<0.01) ในกลุ่มข้าวเจ้า พันธุ์หอมชลสิทธิ์ให้ผลผลิตสูงสุด (686.48 กิโลกรัมต่อไร่) รองลงมาพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ (521.23 กิโลกรัมต่อไร่) พันธุ์กข 43 (495.92 กิโลกรัมต่อไร่) ขณะที่พันธุ์สังข์หยดให้ผลผลิตต่ำสุด (362.86 กิโลกรัมต่อไร่) สำหรับกลุ่มข้าวเหนียวพันธุ์ธัญสิรินมีผลผลิต (479.24 กิโลกรัมต่อไร่) สูงกว่าพันธุ์กข 6 ต้นเตี้ย (397.62 กิโลกรัมต่อไร่) ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าสามารถส่งเสริมให้เกษตรกรเลือกปลูกพันธุ์ข้าวในกลุ่มสินค้าข้าวตลาดเฉพาะได้ เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสงขลา</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/266357
การประเมินคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำน่านที่สถานีวัดน้ำ N.1 โดยใช้แบบจำลอง QSWAT
2025-06-16T10:16:55+07:00
เรวัฒน์ เติมกล้า
gigg_re@hotmail.com
ชญานิษฐ์ ยิ้มอยู่
rewat.te@rmuti.ac.th
ดวงกมล เปรมสุข
api1972pin@gmail.com
พงศกร พิมพะนิตย์
pp55rmu@rmu.ac.th
กฤษณะ วังสอง
kitsana03091997@gmail.com
สุดารัตน์ คำปลิว
scopliew@gmail.com
อภิรัฐ ปิ่นทอง
api1972pin@gmail.com
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำน่านที่สถานีวัดน้ำ N.1 อย่างเช่น ปริมาณดัชนีคุณภาพน้ำ Dissolved Oxygen (DO) และ Biological Oxygen Demand (BOD) โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้โปรแกรม QGIS ประกอบด้วยแบบจำลอง QSWAT ในการติดตามคุณภาพน้ำ โดยเทียบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ถึงปี พ.ศ. 2561 พบว่า แบบจำลองสามารถจำลองปริมาณน้ำท่าได้อย่างแม่นยำในช่วงการปรับเทียบค่า <em>R<sup>2</sup></em> =0.7139 และ <em>NSE</em> =0.6934 และยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ในช่วงการทวนสอบค่า <em>R<sup>2</sup></em> =0.6658 และ <em>NSE</em> =0.5866 สำหรับการจำลองค่าดัชนีคุณภาพน้ำ แบบจำลองสามารถแสดงค่าดัชนีคุณภาพน้ำ DO และ BOD ได้ใกล้เคียงกับข้อมูลจริงในหลายช่วงการศึกษา โดยเฉพาะในฤดูฝน ซึ่งมีการไหลของน้ำสูงและสามารถเจือจางมลพิษได้ดี อย่างไรก็ตามในฤดูแล้งแบบจำลองมีความคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเดือนที่มีการไหลของน้ำน้อยและมลพิษสะสมสูง จากผลการศึกษาสรุปได้ว่าแบบจำลอง QSWAT มีประสิทธิภาพสูงในการจำลองปริมาณน้ำท่าและคุณภาพน้ำในฤดูฝน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและติดตามคุณภาพน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267349
ผลของการใช้แหนแดงเลี้ยงปลาตะเพียนขาวในนาข้าวอินทรีย์
2025-06-23T14:07:37+07:00
วิศรุต พลพินิจ
samnao.sa@rmuti.ac.th
กฤติมา กษมาวุฒิ
samnao.sa@rmuti.ac.th
อัจฉราวดี เครือภักดี
samnao.sa@rmuti.ac.th
สำเนาว์ เสาวกูล
samnao.sa@rmuti.ac.th
<p>การศึกษาผลของการใช้แหนแดง (<em>Azolla microphylla</em>) ร่วมกับอาหารปลาอินทรีย์ในการเลี้ยงปลาตะเพียนขาว ในนาข้าวอินทรีย์ ดำเนินการที่ฟาร์มประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ เป็นระยะเวลา 120 วัน โดยแบ่งกลุ่มการทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว 2) แหนแดงเป็นอาหาร 3) แหนแดงผสมกับอาหารอินทรีย์เป็นอาหาร และ 4) อาหารอินทรีย์อย่างเดียว ผลการทดลองพบว่า กลุ่มที่ 4 มีน้ำหนักเฉลี่ยของปลามากที่สุดที่ 57.94±13.07 กรัม ในขณะที่กลุ่มที่ 3 มีน้ำหนักเฉลี่ย 55.36±12.34 กรัม ซึ่งไม่แตกต่างกันแต่ต่างกันทางสถิติ (p<0.05) กับกลุ่มที่ 2 ซึ่งมีน้ำหนักต่ำที่สุดที่ 44.96±8.23 กรัม กลุ่มที่ 4 มีความยาวเฉลี่ยมากที่สุดที่ 16.14±1.29 เซนติเมตร ตามด้วยกลุ่มที่ 3 ที่ 16.01±1.07 เซนติเมตร ซึ่งไม่แตกต่างกันแต่ต่างกันทางสถิติ (p<0.05) กับกลุ่มที่ 2 ซึ่งมีความยาวเฉลี่ยที่ 14.89±0.97 เซนติเมตร ด้านการเจริญเติบโตอื่น ๆ มีแนวโน้มคล้ายกัน โดยกลุ่มที่ 3 และ 4 แสดงผลการเจริญเติบโตที่ดีกว่าในด้านอัตราการเจริญเติบโตเฉพาะ (SGR) และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR) เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ 2 โดยมีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) กลุ่มที่ 4 มีค่า SGR สูงสุดที่ 1.63%/วัน และมี FCR ต่ำที่สุดที่ 1.43 ในขณะที่ค่าดัชนีสภาพของฟูลตัน (K) และอัตราการรอดไม่แตกต่างกันในทุกกลุ่มการทดลอง (p>0.05) โดยค่า K อยู่ในช่วง 1.35 ถึง 1.38 และอัตราการรอดเกินกว่า 92% ซึ่งบ่งชี้ถึงความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อมในนาข้าวอินทรีย์ในการเลี้ยงปลา</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267075
การเพิ่มสมรรถนะการอบแห้งด้วยลมร้อนโดยควบคุมการหมุนเวียนอากาศอัจฉริยะผ่านระบบไอโอที
2025-07-22T16:09:52+07:00
กานต์ กอมณี
kan.ko.66@ubu.ac.th
อภินันต์ นามเขต
apinunt.n@ubu.ac.th
ทรงสุภา พุ่มชุมพล
songsupa.p@ubu.ac.th
รัฐพงศ์ ปฎิกานัง
rattapong.p@ubu.ac.th
ชาคริต โพธิ์งาม
chakrit.p@ubu.ac.th
กฤตยา ไชยยศ
krittaya.c@ubu.ac.th
อำไพศักดิ์ ทีบุญมา
umphisak.t@ubu.ac.th
<p>การอบแห้งเป็นกระบวนการที่ใช้พลังงานสูง ซึ่งมีการใช้งานอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรกรรมเพื่อการลดความชื้นผลิตภัณฑ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคนิคการเพิ่มสมรรถนะการอบแห้งด้วยลมร้อนโดยการประยุกต์ใช้ระบบควบคุมการหมุนเวียนอากาศที่ปรับเปลี่ยนได้แบบเรียลไทม์บนพื้นฐานของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง การทดลองดำเนินการภายใต้สภาวะอุณหภูมิอบแห้งที่ 50°C 60°C และ 70°C ร่วมกับเปอร์เซ็นต์การหมุนเวียนอากาศ 0% 25% 50% และ 75% โดยควบคุมความเร็วลมคงที่เท่ากับ 1.5 m/s สำหรับตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ เนื้อหมูสันใน เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินสมรรถนะการอบแห้ง ได้แก่ อัตราการอบแห้ง และความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะ ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มอุณหภูมิอบแห้งส่งผลให้อัตราการอบแห้งและความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะเพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้าม การเพิ่มเปอร์เซ็นต์การหมุนเวียนอากาศช่วยลดค่าความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะในขณะที่อัตราการอบแห้งเพิ่มขึ้น ภายใต้สภาวะอุณหภูมิอบแห้งเท่ากับ 70°C การเพิ่มเปอร์เซ็นต์การหมุนเวียนอากาศจาก 0% เป็น 75% ส่งผลให้ค่าความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะลดลง 61% และอัตราการอบแห้งเพิ่มขึ้น 11% นอกจากนี้ยังพบว่า ที่เงื่อนไขอุณหภูมิอบแห้ง 50°C และเปอร์เซ็นต์การหมุนเวียนอากาศ 75% ให้ค่าความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะต่ำที่สุดเท่ากับ 17.11 kWh/kg ผลการศึกษานี้ยืนยันว่า การบูรณาการระบบควบคุมเปอร์เซ็นต์การหมุนเวียนอากาศเข้ากับเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งสามารถเพิ่มสมรรถนะการอบแห้งได้อย่างมีนัยสำคัญ แนวทางนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการประยุกต์ใช้งานในระดับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในระบบอบแห้งที่เน้นการประหยัดพลังงานและการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267502
การวิเคราะห์เชิงพหุปัจจัยเพื่อเลือกเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตรอย่างเหมาะสม กรณีศึกษาทุเรียนจากจันทบุรีสู่ด่านศุลกากรเชียงของ
2025-07-03T14:27:25+07:00
ธนสิทธิ นิตยะประภา
thanasit_n@kpru.ac.th
เจษฏา โพธิ์จันทร์
jessadapo@nu.ac.th
บุญทรัพย์ พานิชการ
boonsubp@nu.ac.th
<p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกเส้นทางขนส่งสินค้าเกษตร โดยมุ่งศึกษาเฉพาะกรณีการขนส่งทุเรียนจากจังหวัดจันทบุรีไปยังด่านศุลกากรเชียงของ จังหวัดเชียงราย จากการทบทวนวรรณกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 35 ปัจจัย จากเทคนิคการจัดอันดับตามความถี่ (Frequency ranking) เพื่อคัดเลือกปัจจัยที่สำคัญ จำนวน 9 ปัจจัย ได้แก่ เวลาในการขนส่ง ค่าใช้จ่าย ระยะทาง สภาพถนน คุณภาพพื้นผิวถนน ความกว้างของถนน ความถี่ในการเร่งความเร็ว ลักษณะของเส้นทาง และสิ่งอำนวยความสะดวก โดยใช้กระบวนการตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์ ด้วยวิธีการถ่วงน้ำหนักผลรวมอย่างง่าย (Simple Additive Weighting; SAW) เพื่อประเมินความเหมาะสมของเส้นทางขนส่ง ผลการวิเคราะห์พบว่า เส้นทาง 3-1 ได้คะแนนรวมสูงสุด รองลงมาคือเส้นทาง 1-1 และ 3-2 ขณะที่เส้นทาง 2-4 และ 4-2 มีคะแนนต่ำสุด สะท้อนถึงข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อคุณภาพของสินค้าและต้นทุนโลจิสติกส์ เมื่อวิเคราะห์เส้นทางที่เหมาะสม พบว่า เส้นทาง 3-1 และ 4-3 มีคะแนนรวม 7.6469 และ 5.6250 ตามลำดับ จึงสรุปว่าเป็นเส้นทางที่เหมาะสมในการขนส่งทุเรียน จากความสอดคล้องของปัจจัยด้านระยะเวลา ต้นทุน และคุณภาพเส้นทาง จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกันช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเลือกเส้นทาง ลดความเสี่ยง และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรมไทย</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/266782
การประเมินคุณภาพและองค์ประกอบทางเคมีของปลาสวายหยอง ผงปลาซิวแก้ว ไข่น้ำแห้ง และการประยุกต์ใช้ในการผลิตผงโรยข้าว
2025-06-06T13:36:53+07:00
จักรินทร์ ตรีอินทอง
jukkarin.tr@ksu.ac.th
ปิยะฉัตร วิริยะอำไพวงศ์
piyachat.wi@ksu.ac.th
วิระจิตร คุณราษฎร์
airwikit@gmail.com
<p>ปัจจุบันผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการนำวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารมากขึ้น อย่างไรก็ตามข้อมูลด้านคุณภาพและองค์ประกอบทางเคมีของวัตถุดิบมีความสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพและองค์ประกอบทางเคมีของ<br />ปลาสวายหยอง (Striped catfish floss; SCF) ผงปลาซิวแก้ว (Thai river sprat fish powder; TRS-FP) และไข่น้ำแห้ง (Dried water meal; DWM) รวมทั้งการศึกษาศักยภาพของวัตถุดิบในการผลิตเป็นผงโรยข้าว ผลการศึกษา พบว่า SCF <br />มีปริมาณโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เถ้า ไขมัน และเยื่อใย เท่ากับ 44.87, 42.06, 5.53, 0.94 และ 0.44% ตามลำดับ TRS-FP <br />มีปริมาณโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เถ้า และเยื่อใย เท่ากับ 76.13, 9.84, 5.31, 2.90 และ 1.85% ตามลำดับ ขณะที่ DWM มีปริมาณคาร์โบไฮเดรต โปรตีน เถ้า ไขมัน และเยื่อใย เท่ากับ 64.73, 25.58, 1.37, 0.92 และ 0.55% ตามลำดับ วัตถุดิบ<br />ทั้งสามชนิดมีปริมาณความชื้น (ช่วง 3.97-6.86%) และมีค่า Water activity (0.257-0.354) อยู่ในระดับต่ำ เมื่อนำไปผลิต<br />ผงโรยข้าวโดยใช้ SCF (46.09%) TRS-FP (17.39%) และ DWM (13.04%) พบว่า มีปริมาณโปรตีน ไขมัน เยื่อใย เถ้า และคาร์โบไฮเดรต เท่ากับ 40.57, 9.22, 6.04, 11.34 และ 27.95% ตามลำดับ และมีสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีค่า DPPH radicals scavenging activity เท่ากับ 60.41% ค่า ABTS radicals scavenging activity เท่ากับ 1001.04 µM TE/g และ ค่า FRAP value เท่ากับ 7.334 mM Fe<sup>2+ </sup>equivalents/g ผงโรยข้าวมีคะแนนความชอบโดยรวมอยู่ที่ระดับ<br />ชอบปานกลาง (7.10 คะแนน) ดังนั้น สามารถสรุปได้ว่า วัตถุดิบทั้งสามชนิดเป็นแหล่งของสารอาหารประเภทโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต และมีศักยภาพในการผลิตเป็นผงโรยข้าวได้</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน