https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/issue/feed วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน 2026-08-27T15:17:38+07:00 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน atj.rmuti@gmail.com Open Journal Systems <p style="text-align: justify;"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong><strong> </strong></p> <p style="text-align: justify;"> เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลงานวิชาการทางด้านการเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการเชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมอาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมแก่สังคม</p> <p style="text-align: justify;"><strong>ประเภทบทความ </strong></p> <p style="text-align: justify;"> วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน เป็นวารสารเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย เปิดรับบทความประกอบด้วย 3 สาขาวิชา ดังนี้สาขาเกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องจัดเตรียมอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ตามมาตรฐานวารสารวิชาการ</p> <p style="text-align: justify;"><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong></p> <p style="text-align: justify;"> ปีละ 3 ฉบับ คือ มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม - สิงหาคม และ กันยายน - ธันวาคม</p> <p style="text-align: justify;"><strong>ประเภทของการ Peer-review</strong></p> <p style="text-align: justify;"> รูปแบบ (Double blinded) ในการพิจารณาบทความ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบเป็น ขั้นแรกแล้วจัดให้มีกรรมการ ภายนอกร่วมกลั่นกรอง (peer review) 3 ท่าน ประเมินตามเกณฑ์และแบบฟอร์มที่กำหนด ในลักษณะเป็น double blinded คือ ปกปิดรายชื่อผู้วิจัยและผู้เกี่ยวข้อง</p> <p style="text-align: justify;"><strong>จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p style="text-align: justify;"> วารสารมีผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความที่เชี่ยวชาญและตรงตามสาขาฯ (ทั้งภายในและภายนอก) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267595 สารประกอบฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ทั้งหมด และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดอะโวคาโด (Persea americana Mill.) ที่ปลูกในอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ 2025-09-22T16:33:17+07:00 สิริพร กวงขุนทด st641102141108@pcru.ac.th พวงผกา แก้วกรม Puangpaka.kae@pcru.ac.th สุรางค์รัตน์ พันแสง spunsaeng137@gmail.com <p>อะโวคาโด (<em>Persea americana</em> Mill.) เป็นไม้ผลที่อยู่ในวงศ์ (Family) Lauraceae ซึ่งมีพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน เช่น ต้นการบูร (<em>Cinnamomum cauyshora</em>) และต้นอบเชย (<em>Cinnamomum zeylanicum</em>) พืชในวงศ์นี้ตรวจพบสารพฤกษเคมีสูง สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางยาได้ ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หาสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดฟลาโวนอยด์ทั้งหมด และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหยาบจากเปลือกผล (Peel; P) และเมล็ด (Seed; S) ของอะโวคาโด โดยเตรียมสารสกัดด้วยตัวทำละลายเอทานอล 50 เปอร์เซ็นต์ในอัตราส่วน 1:10 (w/v) ด้วยวิธีการแช่หมัก (Maceration) ที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 7 วัน ผลการศึกษาพบว่า สารสกัดหยาบเปลือกผล และเมล็ดของอะโวคาโดมีปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด เท่ากับ 109.82±2.73 และ 59.65±0.39 มิลลิกรัมของกรดแกลลิกต่อกรัมของสารสกัดตามลำดับ ปริมาณฟลาโวนอยด์ทั้งหมด เท่ากับ 120.90±5.66 และ 60.18±1.55 มิลลิกรัมของแคทีชินต่อกรัมของสารสกัดตามลำดับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระวัดจากค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 415.24±16.38 ในสารสกัดเปลือกผล และ 710.30±7.55 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรในสารสกัดเมล็ด ตามลำดับ ดังนั้นการใช้เปลือกผลและเมล็ดอะโวคาโดเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เนื่องจากมีองค์ประกอบของสารประกอบฟีโนลิกหลายชนิด เช่น ฟลาวาโนนอล ฟลาโวนอล-3-ไกลโคไซต์ ฟลาวาโนน ฟลาโวนอล และแทนนินทั้งชนิดควบแน่น และแทนนินที่สามารถไฮโดรไลซ์ได้ สารเหล่านี้มีบทบาทในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง และมีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหรือสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามและอาหารในระดับอุตสาหกรรมได้ในอนาคต</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267864 ผลของ GA3 และ CPPU ต่อการพัฒนาคุณภาพผลกาแฟอาราบิก้า 2025-09-18T16:05:58+07:00 อำพล สอนสระเกษ ampol_ssk@mju.ac.th ราเชนทร์ ใคร่ครวญ Rachane.kr@gmail.com การิน ศรีลาภะมาศ garinnn1234@gmail.com นพพร บุญปลอด nopporn@mju.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช GA<sub>3</sub> (Gibberellic acid) และ CPPU (N-(2-Chloro-4-pyridyl)-N'-phenylurea) ต่อการพัฒนาคุณภาพของผลกาแฟอาราบิก้า โดยทดลองในพื้นที่ ตำบลเทพเสด็จ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design; CRD) จำนวน 9 กรรมวิธี โดยพ่นสาร GA<sub>3</sub> และ CPPU ทั้งเดี่ยวและร่วมกัน ที่ความเข้มข้น 25 และ 50 ppm จำนวน 1 ครั้งในระยะ 6 สัปดาห์หลังดอกบาน และเปรียบเทียบกับชุดควบคุม บันทึกข้อมูลได้แก่ ขนาดผลสด (ความกว้างและความยาว) น้ำหนักผลสด ความหนาและน้ำหนักเนื้อ-เปลือก ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ (Total Soluble Solids; TSS) รวมถึงลักษณะเมล็ด (ความกว้าง ความยาว ความหนา และน้ำหนักเมล็ด) ผลการทดลอง พบว่า การพ่น GA<sub>3</sub> ความเข้มข้น 50 ppm ร่วมกับ CPPU ความเข้มข้น 25 ppm มีแนวโน้มให้ผลที่ดีในด้านขนาดผล โดยมีค่าเฉลี่ยความกว้างผล 14.91 mm ความยาวผล 16.44 mm และความยาวเมล็ด 12.54 mm ขณะที่การพ่น GA<sub>3</sub> ความเข้มข้น 25 ppm ร่วมกับ CPPU ความเข้มข้น 50 ppm มีแนวโน้มให้น้ำหนักผลสดเฉลี่ยสูงสุดที่ 2.46 g ส่วนการพ่น CPPU ความเข้มข้น 50 ppm มีแนวโน้มให้สัดส่วนน้ำหนักเนื้อต่อผลอยู่ที่ 79.81% และการพ่น GA<sub>3</sub> ความเข้มข้น 25 ppm ร่วมกับ CPPU ความเข้มข้น 25 ppm มีแนวโน้มเพิ่มปริมาณ TSS สูงสุดที่ 25.30 °Brix โดยผลการทดลองส่วนใหญ่ไม่มีความแตกต่างทางสถิติกับชุดควบคุม แสดงให้เห็นว่าการใช้ GA<sub>3</sub> และ CPPU อาจช่วยเสริมการพัฒนาลักษณะสัณฐานและคุณภาพของผลกาแฟอาราบิก้าได้บางด้าน</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/264591 ฤทธิ์การต้านออกซิเดชันของผงใบอ่อนข้าวหอมมะลิเพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุกกี้เพื่อสุขภาพ 2025-09-08T11:44:57+07:00 ธนิษฐ์นันท์ ชะยาสินธุ์ thanitnan.bo@rmu.ac.th ฐานิดา ศรีหาวงศ์ thanidasrihawong@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินฤทธิ์การต้านออกซิเดชันของผงใบอ่อนข้าวหอมมะลิที่ผ่านกระบวนการผลิต 3 รูปแบบ ได้แก่ ชาคั่ว ชาหมัก และชาดำ และศึกษาความเป็นไปได้ในการนำผงชาดังกล่าวไปใช้เป็นส่วนผสมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์คุกกี้เพื่อสุขภาพ โดยทำการวิเคราะห์ฤทธิ์การต้านออกซิเดชันด้วยวิธี DPPH และ FRAP รวมถึงปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวม (TPC) และฟลาโวนอยด์รวม (TFC) จากนั้นจึงนำผงชาที่มีความเข้มข้นแตกต่างกันไปใช้ในการผลิตคุกกี้ และประเมินการยอมรับทางประสาทสัมผัสของผู้บริโภค ผลการวิเคราะห์พบว่า ผงชาคั่วมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระสูงสุดเมื่อพิจารณาจากค่า FRAP (3.40±0.08 mg Fe/DW) ซึ่งสูงกว่าผงชาหมักและผงชาดำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) และมีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระตามวิธี DPPH (19.98±0.69 mg TE/DW) สูงกว่าผงชาดำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) แม้ว่าปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวม (15.96±0.37 mg GAE/DW) และฟลาโวนอยด์รวม (104.22±0.26 mg RE/DW) ในผงชาคั่วจะน้อยกว่าผงชาดำและผงชาหมักก็ตาม อย่างไรก็ตาม การที่ผงชาคั่วมีค่า FRAP สูงที่สุด บ่งชี้ว่าผงชาคั่วอาจมีสารออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นที่มีประสิทธิภาพในการให้อิเล็กตรอนสูงกว่าผงชาหมักและผงชาดำ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ ค่า DPPH ที่สูงกว่าผงชาดำยังส่งเสริมฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของผงชาคั่วอีกด้วยส่วนผลการประเมินทางประสาทสัมผัสของคุกกี้ที่ผลิตโดยใช้ผงชาคั่วทดแทนแป้งสาลี พบว่า ผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผงใบอ่อนข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของผงชาคั่ว ในการเป็นส่วนผสมที่มีคุณค่าทางโภชนาการและเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267760 การผลิต การตลาด และแนวทางการส่งเสริมแพะเนื้อ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ 2025-09-26T14:27:28+07:00 ศิวาลัยกร โพนยะพันธ์ siwalaikon.p@kkumail.com สุกัลยา เชิญขวัญ sukanl@kku.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานของเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้อ พร้อมทั้งอธิบายกระบวนการผลิตและการตลาด และเสนอแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตและการตลาดแพะเนื้อให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเนื้ออำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 53 ราย และผู้รวบรวมแพะเนื้อจำนวน 2 คน และจัดเวทีประชุมกลุ่มตัวแทนเกษตรกร 25 ราย ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 62.26) อายุเฉลี่ย 52.32 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา อาชีพหลักคือเกษตรกรรม มีประสบการณ์เลี้ยงแพะเนื้อเฉลี่ย 3.36 ปี รายได้รวมเฉลี่ย 147,098.11 บาทต่อปี โดยเป็นรายได้จากแพะเนื้อ 33,826.42 บาท การเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นแบบขังคอก (ร้อยละ 81.13) ใช้อาหารทั้งหยาบและสำเร็จรูป แหล่งความรู้หลักมาจากเพื่อนบ้านและสื่อโซเชียล และทุกคนให้วัคซีนและยาป้องกันโรคอย่างเหมาะสม รูปแบบการจำหน่ายแพะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ลูกแพะเพื่อทำพันธุ์หรือเป็นแพะขุน แพะขุนเล็ก แพะขุนใหญ่ โดยแพะขุนจะมีการซื้อขายแบบตกลงราคาตามน้ำหนักกับพ่อค้าคนกลาง และแพะปลดมักจะเน้นไปที่ตลาดที่ต้องการเนื้อแพะในราคาประหยัด แนวทางการส่งเสริมประกอบด้วย 1) การพัฒนาการผลิตและควบคุมคุณภาพ 2) การขยายช่องทางการตลาด 3) การเสริมสร้างความรู้และทักษะเกษตรกร และ 4) การรวมกลุ่มและพัฒนาสถาบันเกษตรกร</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/268805 การออกแบบและการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์วิศวกรรมตู้อบฆ่าเชื้อแบคทีเรียแผงไข่สำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด 2025-10-15T19:58:02+07:00 ขนิษฐา ชัยบรรดิษฐ khanittha.ca@rmuti.ac.th วารี ศรีสอน waree.sr@rmuti.ac.th สาวิตรี ประภาการ sawitree.pa@rmuti.ac.th พีรณัฐ อันสุรีย์ peeranat.an@rmuti.ac.th ทยาวีร์ หนูบุญ thayawee@rmuti.ac.th ณัฐพงษ์ ประภาการ natthapong.pr@rmuti.ac.th จาริณี จงปลื้มปิติ jarinee.jo@rmuti.ac.th เฉลิมพล เยื้องกลาง chalermpon.yu@rmuti.ac.th จิระวัลย์ โคตรศักดี jiravan.kh@rmuti.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการออกแบบและประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์วิศวกรรมของตู้อบฆ่าเชื้อแบคทีเรียแผงไข่สำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด โดยตู้อบฆ่าเชื้อแบคทีเรียเป็นระบบการทำงานร่วมกันของลมร้อนและแสงยูวีซี ประกอบด้วย ห้องอบ ชุดเพลาหมุนสำหรับวางแผงไข่ ชุดขดลวดความร้อนและพัดลม ชุดไฟยูวีซี ชุดควบคุมอุณหภูมิและเวลาในการอบ ทดสอบอบแผงไข่ที่อุณหภูมิ 3 ระดับ ได้แก่ 40, 50 และ 60 องศาเซลเซียส ใช้เวลาในการอบ 5 นาที พบว่า เมื่ออุณหภูมิที่ใช้ในการอบแผงไข่เพิ่มขึ้น มีผลทำให้ความสามารถในการทำงานมีแนวโน้มลดลง แต่มีผลทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้าของตู้อบฆ่าเชื้อแบคทีเรียแผงไข่สำหรับเลี้ยงจิ้งหรีด มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อใช้อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส และเวลาในการอบ 5 นาที สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิด <em>Escherichia coli</em> และ Coliform bacteria ที่ปนเปื้อนได้ มีความสามารถในการทำงาน 100 แผงต่อชั่วโมง และมีการใช้พลังงานไฟฟ้า 0.45 กิโลวัตต์ชั่วโมง ผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์วิศวกรรม เมื่อลงทุนสร้างตู้อบฆ่าเชื้อแบคทีเรียแผงไข่สำหรับเลี้ยงจิ้งหรีดราคา 65,000 บาท ทำงานปีละ 300 วัน วันละ 8 ชั่วโมง และคิดราคาขายแผงไข่ 1.5 บาทต่อแผง พบว่า จุดคุ้มทุน เท่ากับ 9,750 แผงต่อปี และมีระยะเวลาคืนทุน เท่ากับ 123 วัน แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ในระดับสูง สำหรับการเลี้ยงจิ้งหรีดขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ตู้อบฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับสุขอนามัยในการนำแผงไข่มาใช้ซ้ำเท่านั้น แต่ยังให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่รวดเร็ว ทำให้เป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/268823 การใช้ตัวต้านทานแบบปรับค่าตามแสงประยุกต์เป็นไพราโนมิเตอร์ต้นทุนต่ำ 2025-10-06T10:43:52+07:00 เนติธร วรรคสังข์ netitorn.waksang@gmail.com เทวรัตน์ ตรีอำนรรค tawarat@sut.ac.th กระวี ตรีอำนรรค krawee@sut.ac.th วสวัตติ์ ทิ้งบริรักษ์ wasawat.thing@gmail.com <p>ไพราโนมิเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้วัดความเข้มข้นของการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างหลากหลาย เช่น งานด้านอุตุนิยมวิทยา งานด้านพลังงาน งานระบบอาคารและงานด้านการเกษตร เป็นต้น แต่ด้วยราคาอุปกรณ์ที่ค่อนข้างสูงจึงเป็นอุปสรรคให้การจัดหามาใช้งาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาไพราโนมิเตอร์ต้นทุนต่ำจากการประยุกต์ใช้ตัวต้านทานแบบปรับค่าตามแสง (Light-Dependent Resistor, LDR) โดยนำ LDR 3 ตัวแต่ละตัวมาต่ออนุกรมกับตัวต้านทานค่า 100, 500 และ 1,000 โอห์ม และเก็บข้อมูลความต่างศักย์ที่ได้ด้วยบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ Arduino Maga 2560 ทดสอบเปรียบเทียบผลกับไพราโนมิเตอร์ KIPP&amp;ZONEN รุ่น CMP3 ซึ่งใช้เป็นไพราโนมิเตอร์อ้างอิงโดยเก็บข้อมูลจำนวน 4,296 ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการถดถอยพหุคูณเชิงเส้น (Multiple linear regression) ในการสร้างสมการถดถอยและทดสอบสมการนั้น พบว่า สมการระหว่างความต่างศักย์ของตัวต้านทาน 100, 500 และ 1,000 โอห์ม และลอการิทึมธรรมชาติของความเข้มข้นของการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ ในวันที่ค่าความเข้มแสงสูงสุด ต่ำสุดและเฉลี่ยมีค่าเป็น 1,131.5, 123.5 และ 672 วัตต์ต่อตารางเมตร ตามลำดับ มีค่า R<sup>2</sup> เท่ากับ 0.979 และ RMSE<sub>P</sub> เท่ากับ 54.913 ซึ่งความคลาดเคลื่อนนี้มีค่าค่อนข้างน้อยและสามารถนำอุปกรณ์ที่พัฒนานี้ไปใช้ประโยชน์ได้</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267917 การบำบัดแอมโมเนียจากน้ำเสียฟาร์มโคนมด้วยกระบวนการทางชีวภาพเพื่อผลิตชีวมวล ไฟโคไซยานินและพอลิไฮดรอกซีบิวทิเรตจากไซยาโนแบคทีเรีย Arthrospira platensis 2025-10-29T15:33:47+07:00 ฉันท์ชนก ดวงศรี chanchanok.d@rmutsb.ac.th ชลธิชา รัตนมณี Chaonticha.r@rmutsb.ac.th ธีรพงษ์ ใจชาญสุขกิจ Teerapong.j@rmutsb.ac.th อุเทน พรมอริยะ authen.pr@ku.th <p style="font-weight: 400;">อุตสาหกรรมฟาร์มโคนมได้รับความนิยมอย่างมากในธุรกิจปศุสัตว์ อย่างไรก็ตาม น้ำเสียจากฟาร์มโคนมมีความเข้มข้นของแอมโมเนียในระดับสูงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยงานวิจัยนี้มีความสนใจการบำบัดแอมโมเนียด้วยวิธีชีวภาพโดยใช้ <em>Arthrospira platensis</em> ซึ่งเป็นไซยาโนแบคทีเรียที่ต้องการแหล่งไนโตรเจนเพื่อการเจริญเติบโตได้และสามารถสะสมสารชีวภาพหลายชนิด เช่น ไฟโคไซยานินและพอลิไฮดรอกซีบิวทิเรต (พีเอชบี) ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบำบัดแอมโมเนียในน้ำเสียจากฟาร์มโคนม (Dairy Farm Wastewater; DFW) โดยใช้แอมโมเนียเป็นแหล่งไนโตรเจนและประเมินผลของการใช้แอมโมเนียต่อการผลิตชีวมวล ปริมาณไฟโคไซยานินและพีเอชบี ใน <em>A. platensis</em> การทดลองประกอบด้วยกลุ่มควบคุมที่ใช้อาหารสูตรมาตรฐาน Zarrouk และกลุ่มทดลองที่ใช้อาหารสูตรมาตรฐาน Zarrouk ผสมกับน้ำเสียฟาร์มโคนมในอัตราส่วน 25%, 50%, 75% และ 100% โดยใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ภายใต้สภาวะ 25%DFW พบการลดลงของปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนทั้งหมดเท่ากับ 99.65%(0.098±0.0033 mg/ml) (p&lt;0.001) ปริมาณชีวมวลเท่ากับ 1.41±0.26 mg/ml และปริมาณไฟโคไซยานินเท่ากับ 0.104±0.008 mg/ml นอกจากนี้พบการสะสมของแกรนูลพีเอชบีในสภาวะ 25%DFW and 50%DFW เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/269098 ผลของการกระตุ้นด้วยโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) ต่อสมบัติของถ่านกัมมันต์ที่ได้จากถ่านไม้ไผ่ 2025-10-22T14:26:55+07:00 จุฑาพล จำปาแถม tjutapol@gmail.com ลำพูน เหลาราช lumpoon.oo@srru.ac.th เพิ่มยศ วงษ์บัวงาม Poemyot.w@srru.ac.th สุรสิงห์ อารยางค์กูร p.sing1968@gmail.com รพีพล อินสุพรรณ rapeepol001@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงสมบัติของถ่านไม้ไผ่ด้วยการกระตุ้นทางกายภาพและทางเคมีของโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) โดยใช้ความเข้มข้นของตัวกระตุ้นที่ระดับ 0% 10% และ 40% ถ่านไม้ไผ่ที่ใช้ได้จากกระบวนการคาร์บอไนเซชัน (Carbonization) และผ่านการกระตุ้นทางเคมีด้วย KOH จากนั้นนำไปวิเคราะห์สมบัติทางกายภาพ ได้แก่ ปริมาณความชื้น สารระเหย เถ้า คาร์บอนคงตัว ความสามารถในการดูดซับไอโอดีน และพื้นที่ผิวจำเพาะด้วยเทคนิค BET <br />ผลการทดลองพบว่า ความเข้มข้นของ KOH ที่เพิ่มขึ้นมีผลโดยตรงต่อคุณสมบัติของถ่าน โดยค่าคาร์บอนคงตัวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ค่าความชื้น สารระเหย และปริมาณเถ้าลดลง โดยเฉพาะที่ความเข้มข้น 40% ให้ค่าคาร์บอนคงตัวสูงสุดที่ 68.88% และมีค่าพื้นที่ผิวจำเพาะ 124 m²/g พร้อมค่าการดูดซับไอโอดีน 253 mg/g แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาโครงสร้างรูพรุนและสมบัติการดูดซับที่ดีขึ้นเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของตัวกระตุ้น การกระตุ้นทางเคมีด้วย KOH สามารถปรับปรุงคุณสมบัติของถ่านไม้ไผ่ได้อย่างดี และชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของไม้ไผ่ในฐานะวัตถุดิบชีวมวลที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นถ่านกัมมันต์ เพื่อประยุกต์ใช้ในงานด้านสิ่งแวดล้อมและวัสดุพลังงานต่อไป</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/268407 การพัฒนาระบบติดตามและประเมินการเจริญเติบโตของต้นหม่อนด้วยเทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่ง 2025-10-27T12:29:55+07:00 อัษฎา วรรณกายนต์ asada2518@hotmail.com นิคม ลนขุนทด komsurin1@hotmail.com อภิชัย ไพรสินธุ์ praisin.ap@gmail.com มานะชัย จันทอก manachai_c@srru.ac.th วีระนันต์ วิบูลย์อรรถ weeranunviboonaut@srru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบ และทดสอบประสิทธิภาพระบบติดตาม และประเมินการเจริญเติบโตของต้นหม่อนด้วยเทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ระบบติดตามและประเมินการเจริญเติบโตของต้นหม่อนด้วยเทคโนโลยีรีโมทเซนซิ่ง และตารางการทดสอบประสิทธิภาพระบบ ผู้วิจัยได้ดำเนินการพัฒนาระบบโดยใช้แนวคิดวงจรการพัฒนาระบบ จากนั้นนำระบบที่พัฒนาขึ้นไปทดสอบประสิทธิภาพ ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ <br />ด้านความสามารถของระบบ ด้านการใช้งาน และด้านความถูกต้องและการทำงานของระบบ จากนั้นนำผลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า ผลการพัฒนาระบบได้ระบบซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการติดตามและประเมินการเจริญเติบโตของต้นหม่อนที่สามารถนำมาใช้ในการบริหารจัดการแปลงหม่อนของเกษตรกร โดยใช้การวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการสำรวจระยะไกล ช่วยประมวลผลข้อมูลและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการพยากรณ์ผลผลิต วางแผนการให้น้ำ และสร้างแผนที่แปลงหม่อน ทำให้การจัดการแปลงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรสามารถลดการลงพื้นที่สำรวจแปลงโดยตรง ช่วยประหยัดทั้งเวลาและทรัพยากร และผลการทดสอบประสิทธิภาพระบบพบว่า ระบบแสดงผลการทดสอบประสิทธิภาพเป็นที่น่าพอใจ โดยระบบมีประสิทธิภาพในทุกด้านที่ประเมิน ทั้งด้านความสามารถของระบบ (93.33%) ด้านการใช้งาน (90%) และด้านความถูกต้องในการทำงาน (90%) โดยมีค่าเฉลี่ยภาพรวมถึง 90.11%</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/268054 การผลิตสารสีจากเชื้อรา Monascus sp. ด้วยกระบวนการหมักแบบอาหารแข็ง โดยใช้วัสดุเหลือทิ้งจากทุเรียน 2025-09-19T12:17:16+07:00 พิริยาภรณ์ อันอาตม์งาม Piriyaporn_an@rmutto.ac.th พัชรา นิธิโรจน์ภักดี patchara_ni@rmutto.ac.th ปฐมาภรณ์ ทิลารักษ์ patamaporn_ti@rmutto.ac.th พรพนิต ศศิวัฒน์ชุติกุล pronpanit_sa@rmutto.ac.th อโนชา กิริยากิจ anocha_ki@rmutto.ac.th รัตนพล มงคลรัตนาสิทธิ์ rattanaphol.m@rmutp.ac.th อมรรัตน์ สุวรรณโพธิ์ศรี amornrat_su@rmutto.ac.th <p>เปลือกทุเรียนเป็นของเหลือทิ้งจากการแปรรูปและการบริโภคซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารสีด้วยกระบวนการหมักของเชื้อรา <em>Monascus</em> sp. โดยในขั้นตอนแรกศึกษาสายพันธุ์ของเชื้อรา <em>M. purpureus</em> และสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตสารสีโดยใช้เปลือกทุเรียนสายพันธุ์หมอนทองเป็นวัตถุดิบ พบว่า สายพันธุ์ที่เหมาะสมคือ <em>M. purpureus</em> TISTR 3615 จากสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตสารสีคือ การใช้กลูโคส เป็นแหล่งคาร์บอน และมีความเข้มข้นของแหล่งคาร์บอน คือ ร้อยละ 2.0 จากนั้นเปรียบเทียบการผลิตสารสีในสภาวะที่เหมาะสมโดยใช้เปลือกทุเรียนจำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ก้านยาว กระดุม หมอนทอง และนกหยิบ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสารสีที่ใช้เปลือกทุเรียนสายพันธุ์หมอนทองเป็นวัตถุดิบนั้นให้ปริมาณสารสีเหลือง (7.54±0.02 AU/g) และสีแดง (1.91±0.03 AU/g) สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) โดยสีที่ปรากฏนั้นมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอมชมพู รวมถึงละลายได้ดีในน้ำ มีปริมาณฟีนอลิกทั้งหมด (2,129.63 mg GAE/g) และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH (ร้อยละ76.32±0.70) สูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค ได้แก่ <em>Bacillus cereus</em>, <em>Staphylococcus aureus</em>, <em>Micrococcus</em> sp. และ <em>Escherichia coli </em></p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/268476 การพัฒนาระบบควบคุมฟาร์มอัจฉริยะในแปลงปลูกหม่อนไล่รุ่น ด้วยคอมพิวเตอร์แบบฝังตัว 2026-01-05T20:11:35+07:00 นิคม ลนขุนทด komsurin1@hotmail.com มานะชัย จันทอก manachai_c@srru.ac.th อัษฎา วรรณกายนต์ asada2518@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบควบคุมฟาร์มอัจฉริยะในแปลงปลูกหม่อนไล่รุ่นด้วยคอมพิวเตอร์แบบฝังตัว ประเมินประสิทธิภาพระบบ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกร ระบบที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 3 รูปแบบการควบคุม ได้แก่ การควบคุมด้วยตนเอง การควบคุมผ่านแอปพลิเคชันมือถือที่เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิด และการควบคุมอัตโนมัติด้วย Arduino พร้อมเซนเซอร์วัดความชื้นในดิน การดำเนินการวิจัยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา โดยทดสอบประสิทธิภาพระบบทั้ง 3 รูปแบบ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรจำนวน 40 คน ในตำบลโคกสะอาด อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ผ่านการบรรยาย การสาธิต และการทดลองใช้งาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบสามารถจัดการแปลงปลูกหม่อนได้สูงสุด 4 แปลงพร้อมกัน โดยมีประสิทธิภาพการทำงานของการควบคุมด้วยตนเอง 100% การควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน 97% และการควบคุมอัตโนมัติ 96% ระบบสามารถประหยัดการใช้น้ำได้ 25% เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการดั้งเดิม เกษตรกรมีความพึงพอใจในระดับดีด้วยค่าเฉลี่ย 4.17 ผลการวิจัยแสดงศักยภาพของเทคโนโลยี Internet of things ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิผล</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน