วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj
<p style="text-align: justify;"><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร</strong><strong> </strong></p> <p style="text-align: justify;"> เพื่อเผยแพร่ความรู้และผลงานวิชาการทางด้านการเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการเชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมอาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมแก่สังคม</p> <p style="text-align: justify;"><strong>ประเภทบทความ </strong></p> <p style="text-align: justify;"> วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน เป็นวารสารเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย เปิดรับบทความประกอบด้วย 3 สาขาวิชา ดังนี้สาขาเกษตรศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องจัดเตรียมอย่างถูกต้องสมบูรณ์ ตามมาตรฐานวารสารวิชาการ</p> <p style="text-align: justify;"><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong></p> <p style="text-align: justify;"> ปีละ 3 ฉบับ คือ มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม - สิงหาคม และ กันยายน - ธันวาคม</p> <p style="text-align: justify;"><strong>ประเภทของการ Peer-review</strong></p> <p style="text-align: justify;"> รูปแบบ (Double blinded) ในการพิจารณาบทความ กองบรรณาธิการจะตรวจสอบเป็น ขั้นแรกแล้วจัดให้มีกรรมการ ภายนอกร่วมกลั่นกรอง (peer review) 3 ท่าน ประเมินตามเกณฑ์และแบบฟอร์มที่กำหนด ในลักษณะเป็น double blinded คือ ปกปิดรายชื่อผู้วิจัยและผู้เกี่ยวข้อง</p> <p style="text-align: justify;"><strong>จำนวนผู้ทรงคุณวุฒิ</strong></p> <p style="text-align: justify;"> วารสารมีผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความที่เชี่ยวชาญและตรงตามสาขาฯ (ทั้งภายในและภายนอก) จำนวน 3 ท่านต่อบทความ</p>
คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์
th-TH
วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
3057-0174
<p style="color: #000000; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;">เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</p> <p style="color: #000000; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;">บทความ ข้อมูล เนื่อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการดีพิมพ์ในวารสารทดสอบระบบ ThaiJo2 ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ<span style="background-color: #ffffff; color: #000000; cursor: text; display: inline; float: none; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;">วารสารทดสอบระบบ ThaiJo2</span> หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่หรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรณ์จาก<span style="background-color: #ffffff; color: #000000; cursor: text; display: inline; float: none; font-family: &quot; noto sans&quot;,arial,helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;">วารสารทดสอบระบบ ThaiJo2</span> ก่อนเท่านั้น</p>
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีในการเลี้ยงปลาของเกษตรกร โครงการทฤษฎีใหม่ในจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2566
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267348
<p>การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีในการเลี้ยงปลาของเกษตรกรโครงการทฤษฎีใหม่ในจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2566 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความสัมพันธ์ต่อการปฏิบัติในการเลี้ยงปลาของเกษตรกร 2) ทราบถึงปัจจัยที่มีผลต่อการการยอมรับเทคโนโลยีในการเลี้ยงปลาของเกษตรกร 3) ทราบถึง จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส ตลอดจนปัญหา และอุปสรรค ของเกษตรกร เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเกษตรกร ในจังหวัดร้อยเอ็ด และ 4) ศึกษาคุณภาพน้ำ ในบ่อเลี้ยงปลา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 51–59 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีรายได้จากการเลี้ยงปลา เท่ากับ 15,774 บาท การประเมินความรู้พื้นฐาน พบว่า ส่วนใหญ่ทราบและยอมรับหลักและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเลี้ยงปลา การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการเลี้ยงปลา พบว่า ระดับช่วงอายุ จำนวนแรงงานในครัวเรือน รายได้ครัวเรือน และประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาที่ต่างกัน ไม่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการเลี้ยงปลา ส่วนระดับการศึกษา และขนาดพื้นที่บ่อเลี้ยงปลาที่ต่างกัน มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการเลี้ยงปลา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากอาหารปลามีราคาแพง จุดแข็ง ได้แก่ จำนวนแรงงานในครัวเรือน เกษตรกรที่เลี้ยงปลามีความรู้และทักษะในการดำเนินธุรกิจการเลี้ยงปลา พันธุ์ปลามีคุณภาพและการเลี้ยงปลาในโครงการสามารถดำเนินการต่อไปได้ จุดอ่อน ได้แก่ ขาดความรู้และทักษะในการรักษาโรคปลา ขาดทักษะในการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ คุณภาพน้ำ พบว่า น้ำในบ่อเลี้ยงปลาของเกษตรกรในภาพรวม มีความเหมาะสมในการเลี้ยงปลา</p>
เจนจิรา เฉลยพจน์
กฤติมา กษมาวุฒิ
สำเนาว์ เสาวกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
1
12
-
การศึกษาปริมาณโภชนะของแมลงโปรตีน BSF (Hermetia illucens) ในระยะ และรูปแบบต่าง ๆ เพื่อประยุกต์ใช้ในอาหารปูม้า (Portunus pelagicus)
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267169
<p>การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์ศึกษาองค์ประกอบทางเคมี เพื่อประเมินปริมาณโภชนะที่สำคัญของแมลงโปรตีนในระยะ และรูปแบบต่าง ๆ ต่อการนำมาใช้ในการผลิตอาหารปูม้า โดยศึกษาแมลงโปรตีน (<em>Hermetia illucens</em>; BSF) ทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ ระยะตัวอ่อน (Larvae) และระยะดักแด้ (Pupae) ในรูปแบบสด อบแห้ง (ที่อุณหภูมิ 105°C เป็นเวลา 2 ชั่วโมง) และแบบสกัดน้ำมัน (ด้วยเครื่องหีบน้ำมันเย็น) ตัวอย่างทั้งหมดถูกวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี ปริมาณและโครงสร้างของไคติน ปริมาณไขมันและคอเลสเตอรอล โปรไฟล์กรดไขมัน และหมู่ฟังก์ชันของน้ำมันด้วยเทคนิค FTIR ผลการวิเคราะห์พบว่า ตัวอย่างในกลุ่มดักแด้อบแห้ง และตัวอ่อนแบบสกัดน้ำมันมีปริมาณโปรตีนสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น (p<0.05) ขณะที่ปริมาณไคตินสูงที่สุดพบในกลุ่มดักแด้สกัดน้ำมัน (p<0.05) นอกจากนี้ไคตินที่ได้จากตัวอ่อน BSF สกัดน้ำมัน มีสเปกตรัม FTIR ใกล้เคียงกับไคตินจากปูระยะไข่และปูระยะเล็ก แสดงถึงศักยภาพในการทดแทนไคตินจากแหล่งทะเล น้ำมันจากดักแด้ BSF ประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในสัดส่วนสูง มีจุดหลอมเหลวสูงกว่าน้ำมันปลา และมีคอเลสเตอรอลต่ำกว่า แม้จะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (เช่น DHA/EPA) ในระดับต่ำ จากผลการศึกษาสรุปได้ว่า แมลงโปรตีน BSF โดยเฉพาะในรูปแบบดักแด้สกัดน้ำมัน มีศักยภาพในการเป็นวัตถุดิบแหล่งโปรตีน พลังงาน และไคตินในอาหารสัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์ สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบทางเลือกแหล่งโปรตีนในการเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์ต่อไปได้ทั้งปูม้าในระยะโต และปูม้าไข่</p>
รุ่งกานต์ กล้าหาญ
บัณฑิต ยวงสร้อย
กฤษณะ กระจับทอง
จิระพันธุ์ บุญเรือง
มาโนชย์ เอี่ยมทับ
ปณิธาน แก้วจันทวี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
13
24
-
การศึกษาคุณลักษณะทางคุณภาพของผงปรุงรสและซุปก้อนลดโซเดียมจากเห็ดนางฟ้า
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267491
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผงและซุปก้อนปรุงรสลดโซเดียมจากเห็ดนางฟ้า โดยการพัฒนาสูตรและวิเคราะห์คุณภาพด้านเคมี กายภาพ และทางประสาทสัมผัส เมื่อนำสูตรพื้นฐานผงปรุงรสที่เหมาะสมที่สุดมาศึกษาอัตราส่วนของผงเห็ดนางฟ้า (ร้อยละ 20, 25, 30 และ 35) และเกลือ (ร้อยละ 10, 15, 20 และ 25) พบว่า อัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุดคือ ผงเห็ดนางฟ้า ร้อยละ 25 และเกลือ ร้อยละ 20 มีปริมาณโซเดียมคอลไรด์ และโซเดียม (ร้อยละ 23.14 และ 9.10 ตามลำดับ) ซึ่งน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดควบคุมที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการค้า (ร้อยละ 37.40 และ 14.71 ตามลำดับ) (p<u><</u>0.05) และมีค่าดัชนีการละลายน้ำ (ร้อยละ 86.66) ไม่แตกต่างกันกับชุดควบคุม (p>0.05) โดยผู้ทดสอบชิมให้การยอมรับด้านรสชาติสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับชุดควบคุม (p<u><</u>0.05) เมื่อนำมาพัฒนาเป็นซุปก้อน พบว่า ปริมาณกลีเซอรีน (ร้อยละ 4, 6 และ 8) ไม่มีผลต่อดัชนีการละลายและดัชนีการดูดซับน้ำของซุปก้อน(p>0.05) และปริมาณกลีเซอรีน ร้อยละ 4 เหมาะสมที่สุดสำหรับซุปก้อนปรุงรสลดโซเดียมจากเห็ดนางฟ้า เนื่องจากผู้บริโภคให้การยอมรับทางประสาทสัมผัสไม่แตกต่างกันกับชุดควบคุม (p>0.05) และมีความชื้นต่ำที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<u><</u>0.05)</p>
วิจิตรา เหลียวตระกูล
รวิพล ศิริพฤกษ์พงษ์
พิมลธรรม รุ่งสว่าง
วชิรญา เหลียวตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
25
36
-
ผลของช่วงเวลาที่ได้รับธาตุโพแทสเซียมต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพของขมิ้น พันธุ์ตรัง 1
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/266794
<p>โพแทสเซียมเป็นธาตุอาหารที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของขมิ้นโดยเฉพาะคุณภาพสารออกฤทธิ์สำคัญกลุ่ม Curcuminoids ในเหง้าขมิ้น แต่ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนแสดงให้เห็นถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้ธาตุโพแทสเซียมแก่ขมิ้น ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้ธาตุโพแทสเซียมแก่ขมิ้นพันธุ์ตรัง 1 ต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพ ทำการทดลองปลูกขมิ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2566 วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จัดกลุ่มสิ่งทดลอง 4 ชุด ๆ ละ 20 ซ้ำ ได้แก่ กลุ่มที่ไม่ได้รับ ปุ๋ย 0-0-60 และกลุ่มที่ได้รับปุ๋ย 0-0-60 ปริมาณ 3 กรัมต่อต้น ตามระยะเวลาหลังปลูก 120 150 และ 180 วัน ตามลำดับ พบว่า การเจริญเติบโตทางด้าน ความสูงต้น ความกว้างใบ ความยาวใบ และการแตกกอ ในทุกชุดทดลองเพิ่มขึ้นรวดเร็วหลังปลูก 60-90 วัน และหลังปลูก 120-180 วัน การเจริญเติบโตมีแนวโน้มคงที่ ความเขียวใบทุกชุดทดลองมีค่าอยู่ในช่วง 25.38-36.78 SPAD unit โดยชุดทดลองที่ให้ปุ๋ย 0-0-60 จำนวน 3 กรัมต่อต้น หลังปลูก 120 วัน ขมิ้นมีการเจริญเติบโตดีที่สุดด้านความกว้างใบ ความยาวใบ จำนวนแตกกอ และความเขียวใบ เมื่อทำการเก็บเกี่ยวขมิ้นหลังปลูก 270 วัน การให้ปุ๋ย 0-0-60 จำนวน 3 กรัมต่อต้น หลังปลูก 120 วัน ขมิ้นมีน้ำหนักเหง้าสดและน้ำหนักเหง้าแห้ง เท่ากับ 588.71±79.17 กรัม และ 99.67±1.66 กรัม ตามลำดับ ปริมาณสารเคอร์คูมินจากทุกชุดทดลองสูงกว่ามาตรฐานยาสมุนไพรไทยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งกำหนดไม่น้อยกว่า 5% (w/w) ชุดทดลองที่ให้ปุ๋ย 0-0-60 จำนวน 3 กรัมต่อต้น หลังปลูก 150 วัน มีปริมาณสารเคอร์คูมินสูงที่สุดเท่ากับ 8.90±0.96% (w/w) อย่างไรก็ตาม ชุดทดลองที่ให้ปุ๋ย 0-0-60 จำนวน 3 กรัมต่อต้น หลังปลูก 120 วัน ทำให้ปริมาณสารเคอร์คูมินต่อกอสูงสุด</p>
กชกร บุณยสุรักษ์
เยาวพรรณ สนธิกุล
สุรพล ฐิติธนากุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
37
49
-
การเปลี่ยนวัสดุชีวมวลไผ่เหลือทิ้งเป็นถ่านชีวภาพเพื่อกักเก็บคาร์บอน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267621
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปลี่ยนวัสดุชีวมวลไผ่เหลือทิ้งเป็นถ่านชีวภาพโดยกระบวนการไพโรไลซิสเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน โดยทำการสร้างเตาเผาไพโรไลซิสอย่างง่ายร่วมกับชุมชน พบว่า สามารถเปลี่ยนวัสดุชีวมวลเป็นถ่านชีวภาพได้ร้อยละ 30.21±2.24 ถ่านชีวภาพที่ได้มีพื้นผิวคล้ายรังผึ้งมีรูพรุนจำนวนมาก มีคาร์บอนและออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลักร้อยละ 73.65 และ 14.46 ตามลำดับ อัตราส่วนไฮโดรเจนต่อคาร์บอน และออกซิเจนต่อคาร์บอน มีค่าเท่ากับ 0.06 และ 0.38 ตามลำดับ ส่งผลต่อการคงอยู่ของถ่านชีวภาพมากกว่า 100 ปี นอกจากนี้ เตาเผาถ่านชีวภาพมีขนาดเล็กและสร้างได้ง่ายไม่ก่อให้เกิดควัน มีต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย ใช้เวลาในการผลิตไม่นาน และเป็นกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>
ศิววิทย์ บัวสุวรรณ
ดุสิต อังธารารักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
50
59
-
การออกแบบและพัฒนาเครื่องดื่มน้ำสำรองโดยประยุกต์ใช้การกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพ (QFD) ร่วมกับหลักการของคาโน (Kano model) และการออกแบบการทดลอง (DOE)
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267709
<p>เนื่องจากคนรักสุขภาพมีความต้องการเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและดื่มได้ง่าย ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์น้ำสำรองที่ผู้บริโภคต้องการ และเพื่อออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำสำรองให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค งานวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้เทคนิคการกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพ (QFD) ร่วมกับหลักการของคาโน (Kano model) และการออกแบบการทดลอง (DOE) รวมทั้งการทดสอบประสาทสัมผัส ด้วยวิธีการทดสอบแบบ 9-Point hedonic scale test โดยพิจารณาลักษณะที่ปรากฏคือ สี กลิ่น รสชาติ ความหนืด และความชอบโดยรวม ซึ่งมีขั้นตอนเริ่มจากการสำรวจผู้บริโภคที่เคยดื่มน้ำสำรอง จำนวน 414 คน ผลจากการออกแบบและพัฒนาเครื่องดื่มน้ำสำรองโดยนำข้อกำหนดทางเทคนิคที่มีความสำคัญร้อยละ 80 มาเป็นแนวทางในการออกแบบและพัฒนา หลังจากนั้นได้วางแผนการทดลอง ด้วยการผสมกับสมุนไพรที่เกี่ยวข้องจำนวน 16 สูตร แล้วทดสอบประสาทสัมผัสโดยผู้ทดสอบที่ไม่ผ่านการฝึกฝน จำนวน 34 คน ผลจากการทดสอบผู้บริโภคมีความพึงพอใจมากที่สุดมี 2 สูตร ได้แก่ สูตรที่ 9 ประกอบด้วยน้ำสำรอง 500 มิลลิกรัม ชาเขียวและกระเจี๊ยบ 50 มิลลิกรัม เท่ากัน บัวบกและเก๊กฮวย 100 มิลลิกรัม เท่ากัน หญ้าหวาน 0.1 มิลลิกรัม และน้ำ 200 มิลลิกรัม และสูตรที่ 16 ประกอบด้วยน้ำสำรอง 500 มิลลิกรัม ชาเขียว 50 มิลลิกรัม กระเจี๊ยบ 100 มิลลิกรัม บัวบก 50 มิลลิกรัม เก๊กฮวย 100 มิลลิกรัม หญ้าหวาน 0.1 มิลลิกรัม และน้ำ 200 มิลลิกรัม โดยทั้ง 2 สูตรมีความพึงพอใจเท่ากับ 6.59 คะแนน ผลจากการศึกษาวิจัยทำให้ได้น้ำสำรองที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและสามารถดื่มได้ง่าย</p>
วัชนะชัย จูมผา
รุ่งฤทัย ตันเงิน
สุปราณี ฆ้องชะดา
สุชาติ ธะนะบุญญา
วรพจน์ ศิริรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
60
73
-
ผลของอาหารสดต่อการเจริญเติบโตและอัตราการรอดของปลาโฉมงาม (Alectis indicus) ภายใต้ระบบการเลี้ยงที่ควบคุม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267816
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอาหารสดชนิดต่างๆ ที่มีต่อการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของปลาโฉมงาม (<em>Alectis indicus</em>) โดยใช้อาหารสด 3 ชนิด ได้แก่ ปลาทูแขก หอยแมลงภู่ และกุ้งขาวแวนนาไม วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (Completely Randomized Design; CRD) แบ่งออกเป็น 3 ชุดการทดลอง ชุดการทดลองละ 5 ซ้ำ ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ ภายใต้สภาพการเลี้ยงในระบบควบคุม โดยประเมินผลจากน้ำหนักตัวและความยาวที่เพิ่มขึ้น และอัตรารอดตาย เมื่อสิ้นสุดการทดลอง พบว่า ปลาโฉมงามมีน้ำหนักเฉลี่ย เท่ากับ 331.11±6.10, 293.30±7.58 และ 289.06±6.66 กรัม ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า ชุดการทดลองที่เลี้ยงด้วยปลาทูแขก มีน้ำหนักเฉลี่ยแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ส่วนความยาวเฉลี่ยของปลาโฉมงาม เท่ากับ 16.78±0.12, 15.81±0.61 และ 15.49±0.20 เซนติเมตร ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่า การเจริญเติบโตด้านความยาวของปลาทูแขกมีความยาวเฉลี่ยแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) นอกจากนี้ ผลการทดลองยังแสดงให้เห็นว่าปลาโฉมงามที่เลี้ยงด้วยปลาทูแขกมีอัตรารอดตายสูงสุดเฉลี่ย ร้อยละ 100.00±0.00 แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) จึงสรุปได้ว่าชนิดของอาหารสดมีผลต่อการเจริญเติบโตของปลาโฉมงาม โดยปลาที่เลี้ยงด้วยปลาทูแขกมีอัตราการเจริญเติบโตและอัตรารอดตายสูงที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการเลือกใช้อาหารสดที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงปลาโฉมงามเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูง</p>
มาโนช ขำเจริญ
กันย์สินี พันธ์วนิชดำรง
สุวัจน์ ธัญรส
ธนาทิพย์ แหลมคม
ทวนทอง จุฑาเกตุ
กาญจนา พยุหะ
อุทัยรัตน์ ณ นคร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
74
83
-
ประสิทธิภาพของน้ำหมักถ่านไบโอชาร์ใบลิ้นจี่ต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และการป้องกันเพลี้ยแป้ง (Phenacoccus longispinus) ในถั่วฝักยาว
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267984
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของน้ำหมักถ่านไบโอชาร์จากใบลิ้นจี่ต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต และประสิทธิภาพการป้องกันเพลี้ยแป้ง (<em>Phenacoccus spp.</em>) ในถั่วฝักยาว การทดลองดำเนินการในเรือนทดลอง โดยออกแบบการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) เปรียบเทียบประสิทธิภาพของน้ำหมักชีวภาพ จำนวน 4 กรรมวิธี ได้แก่ น้ำหมักถ่านไบโอชาร์ใบลิ้นจี่ น้ำหมักสะเดา น้ำหมักสับปะรด และน้ำหมักยาสูบ จำนวน 4 ซ้ำ ทำการพ่นน้ำหมักแต่ละชนิดบนต้นถั่วฝักยาวทุก ๆ 3 วัน ตั้งแต่ถั่วฝักยาวอายุ 80-101 วันหลังปลูก รวมทั้งสิ้น 7 ครั้ง โดยปล่อยเพลี้ยแป้งบนต้นถั่วฝักยาวบริเวณช่อดอกเมื่ออายุ 94 วันหลังย้ายปลูก ผลการศึกษา พบว่า การเจริญเติบโตของถั่วฝักยาวหลังการพ่นน้ำหมักชีวภาพแต่ละชนิดไม่มีความแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามน้ำหมักถ่านไบโอชาร์ใบลิ้นจี่มีแนวโน้มทำให้การเจริญเติบโตของถั่วฝักยาวสูงกว่าน้ำหมักชีวภาพชนิดอื่น ในขณะที่ประสิทธิภาพการควบคุมเพลี้ยแป้ง พบว่าน้ำหมักถ่านไบโอชาร์ใบลิ้นจี่มีค่า pH เฉลี่ยสูงที่สุด (7.62) และสามารถลดจำนวนเพลี้ยแป้งได้รวดเร็วที่สุด (7 วัน) นอกจากนี้ น้ำหมักถ่านไบโอชาร์ใบลิ้นจี่ยังมีประสิทธิภาพสูงในการลดระดับการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง (ระดับ 1) อย่างคงที่ตลอดการทดลอง และให้ผลผลิตฝักถั่วฝักยาวสูงที่สุด (70.75 กรัมต่อต้น) จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า น้ำหมักถ่านไบโอชาร์จากใบลิ้นจี่มีศักยภาพในการใช้เป็นสารชีวภาพในการส่งเสริมการเจริญเติบโต และเพิ่มผลผลิตรวมทั้งสามารถใช้ทดแทนสารเคมีหรือสารชีวภาพอื่น ๆ ได้</p>
เสาวคนธ์ เหมวงษ์
บุษยมาศ ธิภาศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
84
95
-
ผลของการเสริมสารสีจากการหมักเปลือกทุเรียนด้วยเชื้อรา Monascus sp. ในอาหาร ต่อคุณภาพผลผลิตของกบนา (Hoplobatrachus rugulosus) ที่เลี้ยงในบ่อซีเมนต์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/267779
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการเสริมสารสีที่ได้จากกระบวนการหมักของเชื้อรา <em>Monascus</em> sp. บนเปลือกทุเรียน (Pigment from <em>Monascus</em>; PM) ในอาหารของกบนา (<em>Hoplobatrachus rugulosus</em>) ที่เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ โดยกบนาได้รับอาหารเสริม PM ในระดับที่แตกต่างกัน ได้แก่ ชุดควบคุม (ไม่เสริม PM) และชุดที่เสริม PM ที่ระดับร้อยละ 0.25, 0.50 และ 1.0 เป็นเวลา 12 สัปดาห์ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely randomized design: CRD) จำนวน 3 ซ้ำ เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่ากบนาที่ได้รับอาหารเสริม PM ในทุกระดับ มีอัตราการเจริญเติบโต อัตราแลกเนื้อ และอัตราการรอดตาย ไม่แตกต่างทางสถิติ (p>0.05) แต่กบนาที่ได้รับอาหารเสริม PM ที่ระดับร้อยละ 0.25-1.0 มีค่าสีที่วัดได้จากผิวหนัง ได้แก่ ค่าความสว่าง (L*=38.66±1.42-42.52±0.84) ค่าสีแดง (a*=9.45±0.37-11.12±0.47) และค่าสีเหลือง (b*=36.60±0.59-41.57±0.67) และปริมาณแคโรทีนอยด์สะสมในเนื้อ (24.53±1.03-36.24±0.87 ไมโครกรัม/กรัม) สูงกว่าชุดควบคุม (L*=33.66±0.57; a*= 4.56±0.24; b*=20.08±0.21 และปริมาณแคโรทีนอยด์ 16.56±0.52 ไมโครกรัม/กรัม) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยค่าสีของผิวหนังกบนาและปริมาณแคโรทีนอยด์สะสมในเนื้อกบนามีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตามระดับการเสริม PM ในอาหาร นอกจากนี้พบว่า หลังจากหยุดให้อาหารที่มีการเสริม PM เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ค่าสีของผิวหนังกบไม่แตกต่างทางสถิติกับสัปดาห์สุดท้ายของการเสริม PM (p>0.05) ดังนั้นการเสริมสารสีที่ได้จากการหมักเปลือกทุเรียนด้วย <em>Monascus</em> sp. สามารถเพิ่มความเข้มของสีและปริมาณแคโรทีนอยด์ในเนื้อกบนาได้โดยไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตและการรอดตาย</p>
อมรรัตน์ สุวรรณโพธิ์ศรี
พิริยาภรณ์ อันอาตม์งาม
อโนชา กิริยากิจ
ปฐมาภรณ์ ทิลารักษ์
พรพนิต ศศิวัฒน์ชุติกุล
รัตนพล มงคลรัตนาสิทธิ์
พัชรา นิธิโรจน์ภักดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
96
108
-
สมบัติของถ่านอัดแท่งจากส่วนผสมเหง้ามันสำปะหลังและกลีเซอรีน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/268730
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอัตราส่วนผสมระหว่างผงถ่านจากเหง้ามันสำปะหลังผสมกลีเซอรีน และความดันในการกดอัดที่มีต่อสมบัติทางกายภาพและสมบัติทางความร้อนของถ่านอัดแท่ง ศึกษา 2 ปัจจัยคือ อัตราส่วนผสมผงถ่านเหง้ามันสำปะหลังและกลีเซอรีน 100:0, 80:20, 75:25 และ 70:30 และความดันการกดอัด 120, 150 และ 180 kg/cm² วิเคราะห์สมบัติต่าง ๆ ได้แก่ ลักษณะทางกายภาพ ความชื้น ความหนาแน่น ความแข็งแรงต่อแรงกดอัด และค่าพลังงานความร้อน <br />ผลการทดลองพบว่า อัตราส่วน 70:30 ที่ระดับความดันการกดอัด 180 kg/cm² ให้ค่าความร้อนสูงสุดที่ 6,164 cal/g ขณะที่อัตราส่วน 100:0 ที่ระดับความดันกดอัด 180 kg/cm² มีความแข็งแรงต่อแรงกดสูงสุดถึง 9.96 kg/cm² (ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%) การเพิ่มกลีเซอรีนช่วยเพิ่มค่าพลังงานความร้อนและความหนาแน่น แต่ทำให้ความแข็งแรงของแท่งถ่านลดลง ส่วนระดับความดันการกดอัด 150 kg/cm² ให้ถ่านที่มีลักษณะดีที่สุด ลักษณะทางกายภาพเป็นไปตามข้อกำหนดของมาตรฐาน CPS 238/2547 และ DIN EN ISO 17225-3 ทั้งนี้ ถ่านอัดแท่งที่ผลิตได้มีค่าความชื้นต่ำอยู่ในช่วงมาตรฐาน ISO 17225-1:2021 และ CPS 238/2547 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าอัตราส่วนผสมที่เหมาะสมร่วมกับความดันในการกดอัดที่เหมาะสม มีความสำคัญต่อการผลิตถ่านอัดแท่งชีวมวลคุณภาพสูงที่ตรงตามมาตรฐานสากล</p>
วรวุฒิ สมีนาง
เทวรัตน์ ตรีอำนรรค
กระวี ตรีอำนรรค
อภิสิกธิ์ ภักดีแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
109
121
-
การวิเคราะห์มาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/atj/article/view/266677
<p>การหาค่าประสิทธิภาพสมรรถนะในการทำความเย็น (กิโลวัตต์/ตันความเย็น) ที่เหมาะสมในการใช้งาน โดยการสำรวจการใช้ทำงานของเครื่องทำน้ำเย็นสำหรับปรับอากาศในอาคารในประเทศไทยนี้เป็นกรณีศึกษาโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตมีระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ ขนาด 700 ตันความเย็น ระบายความร้อนด้วยน้ำ ทำงาน 24 ชั่วโมง การเก็บข้อมูลใช้เวลา 7 วัน บันทึกค่าทุก 30 นาที เพื่อหาภาระทำความเย็นที่เหมาะสม ซึ่งคอมเพรสเซอร์เครื่องทำน้ำเย็นนี้เป็นแบบแบริ่งสนามแม่เหล็ก ทำการตรวจวัดอัตรากการไหล อุณหภูมิของน้ำเย็นเข้าและออก รวมถึงกำลังไฟฟ้าของระบบทำน้ำเย็น <br />พบว่า ภาระทำความเย็นของอาคารโรงแรมนี้มีความผันแปร โดยค่าภาระสูงสุดอยู่ที่ 81.14 เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดที่ 27.39 เปอร์เซ็นต์ และค่าเฉลี่ยที่ 57.93 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอัตราภาระความเย็นจะเป็นการประเมินประสิทธิภาพของเครื่องทำความเย็นที่สภาวะความเย็นต่าง ๆ ของการใช้งานจริง (NPLV) โดยเฉลี่ยความเหมาะสมที่สุดที่ภาระทำความเย็น 100 เปอร์เซ็นต์ แต่การใช้งานจริงมีเพียง 1.2 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ในขณะที่ภาระทำความเย็นที่ 75 เปอร์เซ็นต์ มีการใช้งานสูงสุดที่ 70.2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และเครื่องปรับอากาศรวมศูนย์ที่นี้มีภาระทำความเย็นไม่คงที่ โดยที่ภาระทำความเย็นที่ 191.8 ตันความเย็น มีค่าประสิทธิภาพสมรรถนะ 0.456 กิโลวัตต์/ตันความเย็น ซึ่งการศึกษานี้พบว่า ภาระความเย็นของอาคารส่วนใหญ่มีความผันแปร ดังนั้นการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น เครื่องปรับอากาศรวมศูนย์แบบแบริ่งสนามแม่เหล็กจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการบริหารจัดการระบบปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
สุรศักดิ์ แก้วจันทรา
พงศกร คชาพงศ์กุล
สิริชัย จิรวงศ์นุสรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.อีสาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-20
2026-04-20
7 1
122
132