https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/issue/feed
วารสารจันทรเกษมสาร
2026-06-30T12:12:43+07:00
ผศ.ดร.ณพัชญ์ปภา สว่างนุวัตรกุล
research.rdi@chandra.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารที่มุ่งเผยแพร่ความรู้และผลงานด้านการศึกษาและวิจัยในแนวทางสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแนวคิดหรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิชาการ ระหว่างนักวิชาการในมหาวิทยาลัยกับสังคมภายนอก</p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/272761
บรรณาธิการแถลง
2026-06-30T12:12:43+07:00
ณพัชญ์ปภา สว่างนุวัตรกุล
naphatpapa@gmail.com
<p><span style="font-weight: 400;">วารสารจันทรเกษมสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ปีที่ 32 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) พ.ศ. 2569 เป็นวารสารระดับชาติที่อยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) กลุ่มที่ 1 โดยได้รับการรับรองคุณภาพในปี พ.ศ. 2568-2572 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานในการเผยแพร่ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพสูง </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">วารสารฉบับนี้ได้นำเสนอบทความทั้งหมด 10 เรื่อง โดยแบ่งเป็นบทความวิชาการ 1 เรื่อง และบทความวิจัย 9 เรื่อง ที่มาจากองค์ความรู้ที่หลากหลาย ประกอบไปด้วย </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิชาการ เรื่อง “การบูรณาการเทคนิคการบันทึกเสียงแบบมัลติแทร็กและการผลิตวิดีโอเพื่อการประชาสัมพันธ์” เป็นการนำเสนอความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติผ่านกรณีศึกษาการจัดแสดงดนตรี “The Next Chapter Concert” โดยใช้การผสานองค์ความรู้ด้านเทคนิคการผสมเสียงขั้นสูงเข้ากับทักษะการแสดงและการผลิตวิดีโอ</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">สำหรับกลุ่มงานวิจัยทางการศึกษา เป็นบทความที่มุ่งยกระดับสมรรถนะของผู้เรียน และสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้ ดังนี้</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย เรื่อง “ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อสร้างความสามารถในการคิดแบบวิทยาศาสตร์และความตระหนักรู้ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา” สะท้อนให้เห็นว่าการผสานเป้าหมาย SDGs เข้ากับการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน คือ กุญแจสำคัญในการสร้างความสามารถในการคิดแบบวิทยาศาสตร์</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย เรื่อง “การพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครูสังคมศึกษารุ่นใหม่ผ่านกระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้และรูปแบบการผลิตนวัตกรทางการศึกษากลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม” ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการผสานกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) เข้ากับกรอบ PTRU Model ช่วยยกระดับสมรรถนะวิชาชีพและทักษะดิจิทัลได้อย่างโดดเด่น และสามารถตอบโจทย์ที่ท้าทายในการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ได้</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย เรื่อง “การสร้างชุดฝึกทักษะการขับร้องเพลงไทยขั้นพื้นฐานในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์” นำเสนอการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบเนื้อหาอย่างเป็นลำดับขั้น ซึ่งช่วยให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานสามารถฝึกฝนและเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และได้นำเสนอรูปแบบการจัดทำสื่อที่บูรณาการเนื้อหาภาคทฤษฎีเข้ากับการปฏิบัติจริง ผ่านการผสมผสานภาพประกอบและวิดีโอสาธิต เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการขับร้องเพลงไทยให้เข้าถึงได้ง่าย</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย เรื่อง “องค์ประกอบการนิเทศแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดเขตตรวจราชการที่ 5” นำเสนอองค์ประกอบสำคัญ 8 ประการ ในการนิเทศการศึกษาแบบเสริมพลัง เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดในการพัฒนากระบวนการนิเทศให้มีประสิทธิภาพ เอื้อต่อการปฏิบัติงานของครู และบรรลุเป้าหมายการจัดการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">นอกจากกลุ่มงานวิจัยทางการศึกษาแล้ว วารสารฉบับนี้ยังนำเสนอประเด็นการวิจัยที่มุ่งสะท้อนภาพสังคม วัฒนธรรม และการจัดการในบริบทร่วมสมัย ดังนี้</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย เรื่อง “วัฒนธรรมและบุคลิกภาพวัยรุ่นไทยแห่งเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” สะท้อนภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของ “นักเทคโนโลยีอุตสาหกรรมรุ่นใหม่” ผ่านมุมมองทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าเยาวชนกลุ่มนี้สามารถก้าวข้ามภาพจำและกรอบสังคมเดิม มีความยืดหยุ่น ผสานทักษะวิชาชีพเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ และมีจิตสำนึกทางสังคมที่พร้อมรับมือกับโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีศักดิ์ศรี</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย เรื่อง “จากเมืองพักสั้นสู่การพลิกโฉม: กรอบแนวคิดเชิงฟื้นสร้างเพื่อพัฒนามรดกโลกสู่จุดหมายปลายทางแห่งการเรียนรู้: กรณีศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของการท่องเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับ และนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงพื้นสร้าง 4 เสาหลัก เพื่อเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการพลิกโฉมเมืองมรดกโลกจากการท่องเที่ยวเชิงมวลชน ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเรียนรู้ที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชนอย่างยั่งยืน</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย เรื่อง “ประเพณีบรูไฮไทโซ่กับการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรม” นำเสนอการประกอบสร้างประเพณีใหม่บนรากฐานความเชื่อดั้งเดิมของชาวไทโซ่ อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเพณีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอดีต แต่เป็นพื้นที่เชิงกลยุทธ์ในการต่อรองอัตลักษณ์ สร้างการรับรู้ทางประวัติศาสตร์ และเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งช่วยให้กลุ่มชาติพันธุ์สามารถนิยามภาพจำของตนเองและดำรงอยู่ร่วมกับสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีศักดิ์ศรี</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย เรื่อง “วิจัยนาฏศิลป์สร้างสรรค์รำถวายพระพรเฉลิมฉลอง 72 พระชันษามหามงคล” นำเสนอการประพันธ์บทร้องและออกแบบการแสดงนาฏศิลป์ที่สะท้อนพระราชกรณียกิจ ด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยผสมผสานท่ารำตามแบบแผนเข้ากับท่ารำที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่ พร้อมกำหนดผู้แสดงเป็นตัวละคร พระ นาง ยักษ์ และลิง เพื่อสื่อความหมายถึงความหลากหลายของพสกนิกรภายใต้พระบรมโพธิสมภาร นับเป็นการเฉลิมพระเกียรติและอนุรักษ์ศิลปกรรมไทยที่บูรณาการเข้ากับบริบทของสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงคุณค่าและงดงาม</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัย เรื่อง “บทบาทผู้จัดการเครือข่ายนโยบายขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม ในการขับเคลื่อนการจัดการขยะเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบมีส่วนร่วม” แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากผู้ให้บริการจัดเก็บและกำจัดขยะแบบดั้งเดิม สู่การเป็น “ผู้จัดการเครือข่ายนโยบาย” โดยผลการวิจัยสะท้อนว่า การจัดการขยะตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจะเกิดความยั่งยืนได้จริง เมื่อรัฐทำหน้าที่ประสานเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ผสานกับการสร้างความเป็นเจ้าของร่วมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ระดับครัวเรือน เพื่อให้การจัดการขยะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ทางกองบรรณาธิการขอขอบพระคุณเจ้าของบทความวิชาการและบทความวิจัยทุกท่านที่ให้ความสนใจลงเผยแพร่ในวารสารจันทรเกษมสาร รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ในการพิจารณา กลั่นกรอง และให้ข้อเสนอแนะแก่เจ้าของบทความ เพื่อให้วารสารจันทรเกษมสารได้บทความที่มีคุณภาพสำหรับผู้ที่สนใจจะได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป </span></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/268107
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อสร้างความสามารถในการคิดแบบวิทยาศาสตร์และความตระหนักรู้ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของผู้เรียน ในระดับอุดมศึกษา
2025-11-21T14:04:29+07:00
ทิพวรรณ เดชสงค์
sakdiphongp@g.swu.ac.th
มาลินี ลีโทชวลิต
sakdiphongp@g.swu.ac.th
ศักดิพงศ์ พันธ์ไผ่
sakdiphongp@g.swu.ac.th
<p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถการคิดแบบวิทยาศาสตร์ของนิสิตปริญญาตรีก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์บูรณาการร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2) ศึกษาระดับความตระหนักรู้ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ 3) ศึกษาความสามารถในการถ่ายโยงการเรียนรู้ของนิสิต กลุ่มเป้าหมายเป็นนิสิตระดับปริญญาตรี จำนวน 200 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจงเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 100 คน กลุ่มควบคุม จำนวน 100 คน มีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (Non-Equivalent Control Group Pretest Posttest Design) โดยใช้การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experiment Research) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) กิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่บูรณาการร่วมกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2) แบบทดสอบความ สามารถในการคิดแบบวิทยาศาสตร์ 3) แบบวัดความตระหนักรู้ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ 4) แบบวัดการสะท้อนคิดความสามารถในการถ่ายโยงการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ความสามารถในการคิดแบบวิทยาศาสตร์ ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ t-test for paired sample และการเปรียบเทียบความสามารถในการถ่ายโยงการเรียนรู้หลังการกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ One sample t–test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มทดลองมีความสามารถในการคิดแบบวิทยาศาสตร์หลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) กลุ่มทดลองมีความตระหนักรู้ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนอยู่ในระดับดี และ 3) กลุ่มทดลองมีความสามารถในการถ่ายโยงการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก และมีความสามารถในการคิดแบบวิทยาศาสตร์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/268086
วัฒนธรรมและบุคลิกภาพวัยรุ่นไทยแห่งเทคโนโลยีอุตสาหกรรม
2025-12-03T14:49:31+07:00
รัจน์ชีวาต์ แซ่ตั๋น
raajshivar.s@cit.kmutnb.ac.th
<p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวัฒนธรรมวัยรุ่นไทยแห่งเทคโนโลยีอุตสาหกรรมตามแนวมานุษยวิทยาวัฒนธรรม และ 2) วิเคราะห์บุคลิกภาพของวัยรุ่นไทยแห่งเทคโนโลยีอุตสาหกรรม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยาวัฒนธรรมร่วมกับแนวคิดสัญญะวิทยาและปฏิสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ กลุ่มเป้าหมาย คือ วัยรุ่นระดับปริญญาตรี จำนวน 50 คน ดำเนินการผ่านกระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการที่ให้ผู้เข้าร่วมเขียนเรื่องเล่าชีวิต วาดภาพบุคคล และออกแบบสัญลักษณ์ นำมาวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อสังเคราะห์ประเด็นหลัก ผลการศึกษาพบว่า 1) ด้านวัฒนธรรมวัยรุ่นไทยแห่งเทคโนโลยีอุตสาหกรรมประกอบด้วย 8 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.1) ครอบครัวเป็นแรงผลักดันทางจิตใจและเป้าหมายชีวิต 1.2) การทำงานระหว่างเรียนสะท้อนความสามารถและการวางแผนอนาคต 1.3) ความเงียบในเชิงการเมือง คือ กลยุทธ์เอาตัวรอด 1.4) การเรียนสายอาชีพ คือ หนทางยกระดับคุณภาพชีวิต 1.5) ความเชื่อเป็นพื้นที่เยียวยาจิตใจตนเอง 1.6)สุขภาพได้รับการถ่ายทอดดูแลด้วยวิถีจากครอบครัว 1.7) โลกออนไลน์เป็นพื้นที่สร้างตัวตน และ 1.8) การรวมกลุ่มทำกิจกรรมสร้างพื้นที่ปลอดภัยและการแสดงออกอย่างมีศักดิ์ศรี และ 2) ด้านบุคลิกภาพ พบลักษณะที่หลากหลายและลึกซึ้ง ผสมผสานความมั่นใจ ความเป็นกันเอง ความรับผิดชอบ และทักษะการแก้ปัญหา ผลงานภาพและสัญลักษณ์สะท้อนการก้าวข้ามกรอบเพศ ความคิดสร้างสรรค์ และการเติบโตของอัตลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับโลกดิจิทัล คุณธรรม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต แสดงถึงความเป็น “นักเทคโนโลยีอุตสาหกรรมรุ่นใหม่” ที่มีจิตสำนึกทางสังคม ยืดหยุ่น และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่</span></p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267663
องค์ประกอบการนิเทศแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดเขตตรวจราชการที่ 5
2025-12-01T11:18:28+07:00
สุพัตรา สิงหเสม
supattra_sin@phatthalung2.go.th
วุฒิชัย เนียมเทศ
supattra_sin@phatthalung2.go.th
เรชา ชูสุวรรณ
supattra_sin@phatthalung2.go.th
<p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบการนิเทศแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดเขตตรวจราชการที่ 5 โดยมีวิธีการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ เริ่มจากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการนิเทศเสริมพลังเพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบ และตามด้วยการสนทนากลุ่ม จากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อยืนยันและเพิ่มเติมองค์ประกอบที่ได้จากการสังเคราะห์เอกสาร จำนวน 18 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสังเคราะห์เอกสารและประเมินความเหมาะสมเชิงทฤษฎี และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบการนิเทศแบบเสริมพลังของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดเขตตรวจราชการที่ 5 ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ คือ 1) เสริมพลังสร้างความเข้าใจ 2) เสริมพลังกระจายอำนาจ 3) เสริมพลังเครือข่าย 4) เสริมพลังทำงานเป็นทีม 5) เสริมพลังร่วมพัฒนา 6) เสริมพลังสนับสนุน 7) เสริมพลังใจ และ 8) เสริมพลังนิเทศและประเมินผล ซึ่งผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัด ในการส่งเสริมและพัฒนากระบวนการนิเทศการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายการจัดการศึกษาต่อไป</span></p>
2026-03-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/268659
การพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพครูสังคมศึกษารุ่นใหม่ผ่านกระบวนการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้และรูปแบบการผลิตนวัตกรทางการศึกษากลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
2026-01-06T15:10:49+07:00
ชวิตรา ตันติมาลา
chawitra.t@chandra.ac.th
<p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะทางวิชาชีพของครูสังคมศึกษารุ่นใหม่ก่อนและหลังเข้าร่วมกระบวนการ PLC และ PTRU Model 2) วิเคราะห์ผลของกระบวนการดังกล่าวที่มีต่อสมรรถนะและลักษณะนวัตกรทางการศึกษา และ 3) พัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพผ่านกระบวนการดังกล่าวตามมุมมองของครูพี่เลี้ยงและหัวหน้ากลุ่มสาระสังคมศึกษาฯ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ประชากร คือ นักศึกษาสาขาวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 4 จำนวน 60 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษา จำนวน 30 คน ใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และครูพี่เลี้ยง 10 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามตามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสังเกตพฤติกรรม ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับสมรรถนะทางวิชาชีพหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในทุกด้าน โดยด้านที่มีการพัฒนาโดดเด่นที่สุด คือ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (4.20) 2) กระบวนการ PLC และ PTRU Model ส่งผลให้นักศึกษาเปลี่ยนบทบาทจากผู้สอนสู่การเป็นนวัตกรทางการศึกษา สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมการสอน 6 กลุ่มที่เชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่น มีทักษะการออกแบบเชิงนวัตกรรม และกล้าใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้ง AI และเกมการเรียนรู้ และ 3) ข้อค้นพบสำคัญนำสู่ 4C Model ระบบนิเวศสร้างนวัตกร ประกอบด้วย การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ความครอบคลุมรอบด้านความคิดสร้างสรรค์ และสมรรถนะวิชาชีพและนวัตกร ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย และโรงเรียน เพื่อผลิตครูฐานสมรรถนะที่มีทักษะศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน</span></p>
2026-05-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/269804
จากเมืองพักสั้นสู่การพลิกโฉม: กรอบแนวคิดเชิงฟื้นสร้างเพื่อพัฒนามรดกโลกสู่จุดหมายปลายทางแห่งการเรียนรู้: กรณีศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-02-19T15:11:45+07:00
เจษฎา ความคุ้นเคย
jessada@vru.ac.th
<p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเป็นเมืองพักสั้นของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) พัฒนากรอบแนวคิดเชิงฟื้นสร้าง 3) ศึกษาศักยภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 4) เสนอแนวทางการยกระดับสู่จุดหมายปลายทางแห่งการเรียนรู้ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานรูปแบบผสานข้อมูล (Convergent Design) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากนักท่องเที่ยว จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที (t-test) ร่วมกับข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 กลุ่ม (ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน ผู้ประกอบการรุ่นใหม่) รวม 16 คน และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเผชิญภาวะเมืองพักสั้น (นักท่องเที่ยวร้อยละ 75.00 ไปเช้า-เย็นกลับ) สาเหตุหลักจากโครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้ออำนวย และการขาดกิจกรรม ยามค่ำคืน 2) กรอบแนวคิดเชิงฟื้นสร้างที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 เสาหลัก ได้แก่ ธรรมาภิบาลแบบมีส่วนร่วม การออกแบบประสบการณ์เชิงเปลี่ยนผ่าน การสืบทอดมรดกมีชีวิต และเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ 3) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีจุดแข็งด้านทุนวัฒนธรรม แต่มีจุดอ่อนด้านกลไกเชิงสถาบันที่ขาดการบูรณาการ และ 4) ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการแบบเบ็ดเสร็จ การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ และการส่งเสริมเศรษฐกิจยามค่ำคืน ควบคู่กับการใช้ตัวชี้วัดที่เน้นผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชนแทนการวัดเชิงปริมาณ ผลการศึกษานี้เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพลิกโฉมเมืองมรดกโลกให้หลุดพ้นจากการท่องเที่ยวเชิงมวลชนอย่างยั่งยืน</span></p>
2026-05-12T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/270967
ประเพณีบรูไฮไทโซ่กับการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรม
2026-04-28T15:38:41+07:00
พรรณวดี ศรีขาว
pannawadee.sri@g.swu.ac.th
ภาณุพงศ์ อุดมศิลป์
pannawadee.sri@g.swu.ac.th
สุกัญญา สุจฉายา
pannawadee.sri@g.swu.ac.th
<p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมในประเพณีบรูไฮไทโซ่ อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ผู้วิจัยเก็บข้อมูลภาคสนามระหว่างเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured in-depth interview) ร่วมกับการสังเกตอย่างไม่มีส่วนร่วมและการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า ชาวไทโซ่ในจังหวัดมุกดาหารตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มใหญ่อยู่ในอำเภอดงหลวง และยังคงยึดถือประเพณีพิธีกรรมที่สืบทอดตามขนบเดิม ขณะเดียวกันก็ประกอบสร้างประเพณีบรูไฮไทโซ่ขึ้น ประเพณีบรูไฮไทโซ่สะท้อนให้เห็นการผสมผสานและการนำทุนทางคติชน ทั้งความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม เรื่องเล่า สถาปัตยกรรมพื้นถิ่น และงานหัตถกรรม เป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบสร้างพื้นที่ทางวัฒนธรรมของชาวไทโซ่ อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร โดยการมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคประชาชน พื้นที่ทางวัฒนธรรมของชาวไทโซ่ที่สะท้อนผ่านประเพณีบรูไฮไทโซ่ จำแนกออกเป็น 4 มิติ คือ 1) พื้นที่ทางกายภาพกับวิถีวัฒนธรรมของชาวไทโซ่ 2) พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กับการประกอบสร้างพิธีกรรมบนพื้นที่สาธารณะ 3) พื้นที่ทางประวัติศาสตร์กับการบอกเล่าตัวตน และ 4) พื้นที่การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมกับการต่อรองอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์</span></p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/268961
การสร้างชุดฝึกทักษะการขับร้องเพลงไทยขั้นพื้นฐานในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
2026-05-05T12:21:09+07:00
ศุภสัณห์ คำจริง
Phojnicha.r@chandra.ac.th
พจณิชา ฤกษ์สมุทร
phojnicha.r@chandra.ac.th
<p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างชุดฝึกทักษะการขับร้องเพลงไทยขั้นพื้นฐานในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สำหรับบุคคลทั่วไปที่สนใจเรียนขับร้องเพลงไทย โดยรวบรวมข้อมูล จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการขับร้องเพลงไทยและการเก็บข้อมูลภาคสนาม เพื่อนำมาวิเคราะห์หลักการขับร้องเพลงไทยและสร้างชุดฝึกทักษะการเรียนรู้ ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะการขับร้องเพลงไทยขั้นพื้นฐานในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ออกแบบเนื้อหาอย่างเป็นลำดับขั้น เหมาะสำหรับผู้ไม่มีพื้นฐาน สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเนื้อหาประกอบด้วย 5 ตอน ได้แก่ 1) ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการขับร้องเพลงไทย และท่านั่งในการขับร้อง 2) วิธีการออกเสียงเอื้อน ประกอบด้วยแบบฝึกการออกเสียงถ้อยคำและแบบฝึกการออกเสียงเอื้อน 3) วิธีการบันทึกโน้ตการขับร้องเพลงไทย ได้แก่ สัญลักษณ์แทนระดับเสียงและห้องเพลงไทย 4) เทคนิคการขับร้องเพลงไทย และ 5) เพลงพื้นฐาน ได้แก่ เพลงสามเสียงไพเราะ สองชั้น เพลงลาวต่อนก สองชั้น เพลงลาวจ้อย สองชั้น รวมถึงวิดีโอประกอบเทคนิคและบทเพลงพื้นฐานทั้งหมด ทั้งนี้ ชุดฝึกดังกล่าวมีคุณค่าทางวิชาการด้านการอนุรักษ์และเผยแพร่องค์ความรู้การขับร้องเพลงไทยในรูปแบบดิจิทัล อันเอื้อต่อการเรียนรู้ในบริบทปัจจุบัน</span></p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267158
วิจัยนาฏศิลป์สร้างสรรค์ เรื่อง “รำถวายพระพรเฉลิมฉลอง 72 พระชันษามหามงคล”
2026-05-19T11:59:49+07:00
ชมนาด กิจขันธ์
chommanad.k@chandra.ac.th
อัครวัฒน์ รัตติ
chommanad.k@chandra.ac.th
กุลนาถ พุ่มอำภา
wan.rungwannarat@gmail.com
รัตนะ พูนเกษม
chommanad.k@chandra.ac.th
<p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัยสร้างสรรค์นาฏศิลป์นี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำมาประพันธ์บทร้องสำหรับรำถวายพระพรเฉลิมฉลอง 72 พระชันษามหามงคล 2) เพื่อออกแบบและสร้างการแสดง ชุด “รำถวายพระพรเฉลิมฉลอง 72 พระชันษามหามงคล” โดยกำหนดให้ผู้แสดงประกอบด้วย พระ นาง ยักษ์ ลิง 3) เพื่อประเมินคุณภาพของการแสดง “รำถวายพระพรเฉลิมฉลอง 72 พระชันษามหามงคล” โดยผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ ดนตรี และบทร้องถวายพระพร</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) บทร้องสำหรับรำถวายพระพรเฉลิมฉลอง 72 พระชันษามหามงคล ประพันธ์ขึ้นจากการศึกษาพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีเนื้อความในการกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณ ผ่านการตีความพระราชกรณียกิจใน 3 ด้าน คือ การสืบสาน การรักษา และ การต่อยอด ซึ่งมีประเด็นหลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์และการอ้างถึงพระพุทธคุณแห่งพระสัมมาสัมพุทธ เพื่อมาปกป้องคุ้มครองพระมหากษัตริย์และพระบรมราชินี 2) การออกแบบและสร้างการแสดง ชุด “รำถวายพระพรเฉลิมฉลอง 72 พระชันษามหามงคล” ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ (1) การออกแบบและประพันธ์</span><span style="font-weight: 400;">บทร้องและการบรรจุเพลงประกอบการแสดง (2) การออกแบบท่ารำตามแบบแผนกับท่ารำที่สร้างสรรค์ใหม่จากการตีความตามบทร้อง (3) การออกแบบการแปรแถวในการแสดง และ (4) การออกแบบการตั้งซุ้มในการแสดง และ 3) ผลการประเมินคุณภาพของการแสดง ชุด “รำถวายพระพรเฉลิมฉลอง 72 พระชันษามหามงคล” มีค่าเฉลี่ยระดับคุณภาพการแสดงอยู่ในระดับดีมากทุกประเด็น </span></p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/270688
บทบาทผู้จัดการเครือข่ายนโยบายขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่มในการขับเคลื่อนการจัดการขยะเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบมีส่วนร่วม
2026-05-11T14:14:43+07:00
ณัชชานุช พุ่มทอง
n_pichitthanarat@hotmail.com
สุภาดา ขุนณรงค์
n_Pichitthanarat@hotmail.com
<p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม ในฐานะผู้จัดการเครือข่ายนโยบายในการขับเคลื่อนการจัดการขยะเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบมีส่วนร่วม และ 2) เพื่อวิเคราะห์กลไกการขับเคลื่อนและเงื่อนไขความสำเร็จของการจัดการขยะเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบมีส่วนร่วมในตำบลบ้านกุ่ม จังหวัดเพชรบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลแบบเจาะจง ประกอบด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 10 คน และการประชุม กลุ่มย่อย จำนวน 15 คน ร่วมกับการศึกษาเอกสารและการสังเกตการณ์ภาคสนาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่มได้ปรับบทบาทจากการจัดการขยะเชิงบริการ (เก็บ ขน กำจัด) ไปสู่การทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการเครือข่ายนโยบาย” โดยมีบทบาทสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1) การกำหนดกรอบปัญหาและสร้างวาระร่วมของชุมชน 2) การออกแบบ เครื่องมือเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน 3) การประสานภาคีและระดมทรัพยากรในพื้นที่ 4) การกระตุ้นการมีส่วนร่วมและสร้างแรงเสริมทางสังคม และ 5) การกำกับติดตามเพื่อประกันความต่อเนื่องของเครือข่าย นอกจากนี้ ความสำเร็จของการขับเคลื่อนเกิดจากกลไกหลัก ได้แก่ กลไกการลดขยะต้นทางผ่านครัวเรือน กลไกแรงเสริมเชิงบวกและแรงหนุนทางสังคม กลไกการขยายผลผ่านเครือข่าย และกลไกการบริหารแบบยืดหยุ่นปรับตัวตามบริบท ขณะที่เงื่อนไขความสำเร็จที่สำคัญประกอบด้วยภาวะผู้นำและความต่อเนื่องเชิงนโยบาย ความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายและทุนทางสังคม ความเหมาะสมของเครื่องมือเชิงนโยบายต่อวิถีชีวิตชุมชน และระบบติดตามผลที่สื่อสารผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การจัดการขยะเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับท้องถิ่นจะเกิดความยั่งยืนได้เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์ในการบริหารเครือข่ายนโยบายและสร้างความเป็นเจ้าของร่วมของประชาชนในระดับครัวเรือนและชุมชน</span></p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/269752
การบูรณาการเทคนิคการบันทึกเสียงแบบมัลติแทร็กและการผลิตวิดีโอเพื่อการประชาสัมพันธ์
2026-03-31T11:55:15+07:00
ทรงกฤษณ์ คมสัน
songkrit.k@chandra.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีเป้าหมายเพื่อถอดบทเรียนจากการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคนิคการบันทึกเสียงแบบมัลติแทร็ก และการผลิตวิดีโอ เพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ในกิจกรรมทางดนตรีเชิงสร้างสรรค์ กรณีศึกษา “The Next Chapter Concert” ซึ่งเป็นการจัดแสดงดนตรีของนักศึกษาหลักสูตรดุริยางคศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีดนตรีสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมการบูรณาการได้เน้นการประยุกต์ใช้ทฤษฎีและปฏิบัติการจากรายวิชาหลักสองส่วน ได้แก่ 1) วิชาเทคนิคการผสมเสียงในระบบออดิโอขั้นสูง สำหรับการจัดการและปรับปรุงคุณภาพเสียงที่บันทึกจากแหล่งกำเนิดเสียงหลายช่องเสียง และ 2) วิชาทักษะวิชาเอกดนตรีขั้นสูง 1 ซึ่งครอบคลุมถึงทักษะการแสดง การจัดการ และการถ่ายทอดเนื้อหาทางดนตรี การบูรณาการในครั้งนี้มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลงานเผยแพร่ที่มีคุณภาพระดับมืออาชีพ ทั้งในด้านความคมชัดของเสียงและการนำเสนอภาพ เพื่อให้สามารถดึงดูดและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p>การผสมผสานระหว่างเทคนิคการบันทึกเสียงมัลติแทร็กที่ซับซ้อนกับการตัดต่อและเผยแพร่วิดีโอผ่านช่องทางดิจิทัลได้ช่วยเสริมสร้างทักษะทางเทคนิคและทักษะการทำงานร่วมกันของนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ กระบวนการดังกล่าวยังเป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ทางดนตรีและศิลปะในบริบทอื่น ๆ ได้อย่างมีศักยภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการรายวิชาเพื่อตอบโจทย์การทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ยุคปัจจุบัน</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม