วารสารจันทรเกษมสาร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal <p>วารสารที่มุ่งเผยแพร่ความรู้และผลงานด้านการศึกษาและวิจัยในแนวทางสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแนวคิดหรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิชาการ ระหว่างนักวิชาการในมหาวิทยาลัยกับสังคมภายนอก</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> research.rdi@chandra.ac.th (ผศ.ดร.ณพัชญ์ปภา สว่างนุวัตรกุล) research.rdi@chandra.ac.th (นางสาวศรัญญา จินตนา) Thu, 22 Oct 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กรอบโครงความคิดและการเคลื่อนไหวของขบวนการต่อต้านโครงการวังหีบ จังหวัดนครศรีธรรมราช https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/272037 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการก่อตัวของขบวนการและสาเหตุการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการวังหีบ และศึกษากระบวนการสร้างกรอบโครงความคิด และเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการคงอยู่ที่เข้มแข็งและความสำเร็จของขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการวังหีบ โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐและแกนนำชาวบ้านที่คัดค้านโครงการ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการวังหีบในนามกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำวังหีบก่อตัวขึ้นจากการที่โครงการนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการทำมาหากินของชาวบ้าน โดยมีสาเหตุการเคลื่อนไหวจากการที่หน่วยงานรัฐทำลายความไว้วางใจของชาวบ้านที่มีต่อตัวโครงการทั้งในด้านเนื้อหา ด้านกระบวนการและด้านความสัมพันธ์ 2) ขบวนการได้สร้างกรอบวินิจฉัยปัญหาโดยวินิจฉัยว่าปัญหาที่นำมาสู่การเคลื่อนไหว คือ นโยบายการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชุมชน ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ ปัญหาโครงสร้างอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ไม่เท่าเทียมกันและปัญหาเรื่องผลประโยชน์ในการดำเนินโครงการวังหีบ กรอบวินิจฉัยดังกล่าวได้นำมาซึ่งกรอบในการเสนอทางออก คือ การนำเสนอทางเลือกอื่น ๆ ในการบริหารจัดการน้ำ และทางออกในการเคลื่อนไหวต่อสู้ โดยประกาศจุดยืนห้ามเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจการสร้างเครือข่ายและการใช้ชุดความรู้เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองกับภาครัฐ ส่วนกรอบการจูงใจให้เกิดการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวนั้น ได้จูงใจโดยนำถ้อยคำกระตุ้น ได้แก่ “ไม่คุย ไม่เจรจา” พร้อมชูประเด็นค่านิยมความเป็นครอบครัวว่าโครงการนี้จะทำให้ครอบครัวแตกแยกส่วนเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการคงอยู่ที่เข้มแข็งและความสำเร็จของการเคลื่อนไหวทางสังคม พบว่า มีปัจจัยหลัก ได้แก่ ความเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง การปลดปล่อยการตระหนักรู้และโครงสร้างโอกาสทางการเมือง แม้ว่ากลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำวังหีบจะมีทรัพยากรไม่มากนักและมีความคับข้องใจสูงแต่ก็สามารถเคลื่อนไหวจนบรรลุผลสำเร็จได้</p> นิธิตา สิริพงศ์ทักษิณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/272037 Thu, 22 Oct 2026 00:00:00 +0700 ความคาดหวังของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ให้บริการประชาชนตามหลักจรรยาบรรณของตำรวจ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/271487 <p>จรรยาบรรณของตำรวจเป็นครรลองที่กำกับให้ตำรวจใช้อำนาจหน้าที่อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม อันเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อยกระดับสู่การเป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคาดหวังของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการให้บริการประชาชนตามหลักจรรยาบรรณตำรวจเปรียบเทียบกับระดับที่เป็นจริง และ 2) เสนอแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาการให้บริการประชาชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยใช้การวิจัยผสมผสานแบบคู่ขนานลู่เข้า สำหรับวิธีการวิจัยเชิงปริมาณเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับประชาชนผู้รับบริการสถานีตำรวจ จำนวน 2,523 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเทคนิคการวิเคราะห์ค่าคู่อันดับ (Quadrant Analysis) ควบคู่ไปกับการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน ประกอบด้วยข้าราชการตำรวจระดับนโยบาย ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาสังคม ผลการวิจัยพบว่า ผลการวิเคราะห์ค่าคู่อันดับ (Quadrant Analysis) แสดงพิกัดความสัมพันธ์ระหว่างความคาดหวังและการปฏิบัติจริงได้อย่างชัดเจน โดยด้านการบริการทั่วไป การประชาสัมพันธ์ สถานที่ทำการและสภาพแวดล้อม จัดอยู่ใน Quadrant B ซึ่งเป็นจุดแข็งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ควรรักษามาตรฐานไว้ ด้านการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาจัดอยู่ใน Quadrant C ที่ควรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และด้านการควบคุมและการจัดการจราจร จัดอยู่ใน Quadrant D คือ ส่วนที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วน ทั้งนี้ค่าเฉลี่ยในภาพรวมก็อยู่ในพื้นที่ต้องปรับปรุงเร่งด่วนเช่นเดียวกัน การวิจัยเสนอแนวทาง การพัฒนาผ่าน P.O.L.I.C.E. Transformation Model ประกอบด้วย มาตรฐานความเป็นมืออาชีพ (Professional Standards) ความเป็นเลิศในการปฏิบัติการ (Operational Excellence) ภาวะผู้นำและความซื่อสัตย์ (Leadership &amp; Integrity) นวัตกรรมและเทคโนโลยี (Innovation &amp; Technology) ความร่วมมือกับชุมชน (Community Partnership) และการบริหารจัดการตามหลักจริยธรรม (Ethical Governance) เพื่อให้การบริการประชาชนมีประสิทธิภาพและตอบสนองความคาดหวังได้อย่างสมบูรณ์</p> ขวัญแก้ว มาลัย, ปิยะนุช ศรีสรานุกรม, เจษฎาพงษ์ ค้ำชู, ธีรวุฒิ นิลเพ็ชร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/271487 Thu, 22 Oct 2026 00:00:00 +0700 การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูด้านการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (SEL) ของเด็กปฐมวัยในโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/271234 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่ควรจะเป็นของการพัฒนาครูด้านการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริม SEL ของเด็กปฐมวัย และ 2) ประเมินความต้องการจำเป็นและจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูด้านการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริม SEL ของเด็กปฐมวัย ประชากรเป้าหมาย คือ ครูอนุบาลปีที่ 1-3 ในโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช จำนวน 15 แห่ง รวมทั้งสิ้น 54 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งแบบสอบถามทุกข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และมีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.974 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNImodified) ในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น<br /><br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูมีการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริม SEL ของเด็กปฐมวัยในสภาพที่เป็นจริงอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการใช้สื่อและการจัดสภาพแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการประเมินผลการจัดประสบการณ์ ด้านการวางแผนและออกแบบการจัดประสบการณ์ และด้านการจัดประสบการณ์ ตามลำดับ ส่วนครูจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริม SEL ของเด็กปฐมวัยในสภาพที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับมากที่สุดในทุกด้าน 2) เมื่อจัดลำดับความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูเพื่อส่งเสริม SEL ของเด็กปฐมวัย พบว่า ครูมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริม SEL ของเด็กปฐมวัยลำดับที่ 1 คือ ด้านการจัดประสบการณ์ (PNImodified = 0.34) รองลงมา คือ ด้านการวางแผนและออกแบบการจัดประสบการณ์ (PNImodified = 0.33) ด้านการประเมินผลการจัดประสบการณ์ (PNImodified = 0.32) และด้านการใช้สื่อและการจัดสภาพแวดล้อม (PNImodified = 0.30)</p> สุทธิชา มาลีเลศ, ชลาธิป สมาหิโต, ปิยะนันท์ หิรัณย์ชโลทร, ธนนันท์ ธนารัชตะภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/271234 Thu, 22 Oct 2026 00:00:00 +0700