วารสารจันทรเกษมสาร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal <p>วารสารที่มุ่งเผยแพร่ความรู้และผลงานด้านการศึกษาและวิจัยในแนวทางสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแนวคิดหรือความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิชาการ ระหว่างนักวิชาการในมหาวิทยาลัยกับสังคมภายนอก</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> research.rdi@chandra.ac.th (ผศ.ดร.ณพัชญ์ปภา สว่างนุวัตรกุล) research.rdi@chandra.ac.th (นายวิศรุต พิพิธกุล) Fri, 31 Oct 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การประยุกต์หลักการอิคิไกเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพของตัวแทนประกันชีวิต https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267512 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักการอิคิไกเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพของตัวแทนประกันชีวิต ซึ่งเป็นหลักแนวคิดเชิงปรัชญาของญี่ปุ่นเกี่ยวกับคุณค่าของการมีชีวิต ทั้งนี้การทำงานของตัวแทนประกันชีวิตจะต้องมีทั้งทักษะด้านวิชาชีพ การให้บริการ และการแก้ไขปัญหา บนพื้นฐานของความถูกต้องตามมาตรฐานจรรยาบรรณ และศีลธรรมของตัวแทนประกันชีวิต ซึ่งตัวแทนประกันชีวิตถือเป็นหนึ่งในช่องทางการขายที่มีความสำคัญอย่างมากในธุรกิจประกันชีวิต การพัฒนาประสิทธิภาพของตัวแทนประกันชีวิตจึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเช่นกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ โดยการนำหลักอิคิไกไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประสิทธิภาพตัวแทนประกันชีวิตสามารถทำได้ ดังนี้ 1) การสร้างแรงบันดาลใจหรือแรงจูงใจในการทำงาน 2) การสร้างความชำนาญทางอาชีพ 3) การมีอุดมการณ์ทำเพื่อสังคม และ 4) การสร้างพันธกิจที่มีความชัดเจน ซึ่งถือเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพของตัวแทนประกันชีวิตที่เริ่มต้นจากกระบวนการแนวคิดภายในจนนำไปสู่ผลลัพธ์ในการปฏิบัติภายนอก เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประสิทธิภาพตัวแทนประกันชีวิตอย่างเหมาะสม มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> บวรวิทย์ คชรินทร์, บุษกร วัฒนบุตร, วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267512 Mon, 15 Dec 2025 00:00:00 +0700 บรรณาธิการแถลง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/270314 <p>วารสารจันทรเกษมสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ปีที่ 31 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) พ.ศ. 2568 เป็นวารสารระดับชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) กลุ่มที่ 1 โดยได้รับการรับรองคุณภาพในปี พ.ศ. 2568-2572 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานในการเผยแพร่ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพสูง</p> <p>วารสารฉบับนี้ได้นำเสนอบทความทั้งหมด 10 เรื่อง โดยแบ่งเป็น บทความวิชาการ 1 เรื่อง และบทความวิจัย 9 เรื่อง ที่มาจากองค์ความรู้ที่หลากหลาย ประกอบไปด้วย</p> <p>บทความวิชาการ เรื่อง “การประยุกต์หลักการอิคิไกเพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพของตัวแทนประกันชีวิต” นำเสนอแง่มุมใหม่ในการพัฒนาทุนมนุษย์ท่ามกลางความท้าทายของธุรกิจประกันชีวิต ในปัจจุบันโดยการบูรณาการปรัชญา “อิคิไก” (Ikigai) หรือเหตุผลของการมีชีวิตอยู่ตามแนวคิดญี่ปุ่น เข้ากับกรอบสมรรถนะวิชาชีพ เพื่อสร้างตัวแทนที่มีความสุขและมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน</p> <p>บทความวิจัย เรื่อง “การจัดการโลจิสติกส์และประสิทธิภาพการดำเนินงานขนส่งระบบรางคู่ต่อความสำเร็จธุรกิจขนส่งในประเทศไทย” นำเสนออิทธิพลของการจัดการโลจิสติกส์และระบบรางคู่ ที่ช่วยพยากรณ์ความสำเร็จของธุรกิจได้ และผลวิจัยเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการจัดการคำสั่งซื้อและต้นทุนควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</p> <p>บทความวิจัย เรื่อง “อิทธิพลของวัฒนธรรมองค์การและองค์การการเรียนรู้ที่มีต่อประสิทธิผลองค์การ: กรณีศึกษาองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร” ที่สะท้อนให้เห็นว่าการสร้างการมีส่วนร่วม ความสามัคคี และการส่งเสริมให้บุคลากรเกิดการเรียนรู้ร่วมกันภายในทีม เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายตามพันธกิจ</p> <p>บทความวิจัย เรื่อง “ข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยยานพาหนะแบบบ้านของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย” นำเสนอองค์ประกอบเชิงยืนยัน 8 ด้าน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรถบ้านที่กำลังเติบโต พร้อมจัดทำร่างนโยบายบูรณาการที่เน้นการจัดการพื้นที่จอด มาตรฐานสิ่งอำนวยความสะดวก และการอนุรักษ์นิเวศวิทยาอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างรายได้แก่ชุมชนท้องถิ่น</p> <p>บทความวิจัย เรื่อง “การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายชุมชนสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีพฤฒพลัง” นำเสนอแนวทางการยกระดับศักยภาพผู้สูงอายุผ่านกลไกเครือข่ายความร่วมมือของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและโรงเรียนผู้สูงอายุ และได้นำเสนอรูปแบบการบริหารจัดการเชิงบูรณาการที่เน้นการมีส่วนร่วมและกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่การเป็นสังคมสูงวัยที่มีคุณภาพ</p> <p>บทความวิจัย เรื่อง “การพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างจรณทักษะ (Soft Skills) ของนิสิตมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ตามกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง” ที่ได้ค้นพบว่า การออกแบบกระบวนการพัฒนาที่บูรณาการ 8 รายวิชาพร้อมกิจกรรมการเรียนรู้และการประเมินผล 3 มิติ เป็นต้นแบบสำคัญในการเตรียมความพร้อมบัณฑิตสู่โลกการทำงานยุคดิจิทัลที่ตอบโจทย์ทั้งผู้เรียน สถาบันการศึกษาและสถานประกอบการ</p> <p>บทความวิจัย เรื่อง “การพัฒนารูปแบบการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขนส่งเพื่อความปลอดภัยโดยการยอมรับนวัตกรรมเทคโนโลยีการขนส่ง” นำเสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในธุรกิจขนส่งทางถนนด้วยการบูรณาการนวัตกรรมสมัยใหม่ พร้อมเสนอโมเดลเชิงยุทธศาสตร์เพื่อช่วยผู้ประกอบการลดอุบัติเหตุและสร้างมาตรฐานคุณภาพการขนส่งที่ยั่งยืนในระดับสากล</p> <p>บทความวิจัย เรื่อง “การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ดนตรีประกอบสื่อภาพเคลื่อนไหวจากเกมต่อสู้: บทเพลง เค.โอ.” ได้รับแรงบันดาลใจจากเกมต่อสู้และประสบการณ์วัยเด็กในวัฒนธรรมไทยเชื้อสายจีน โดยประยุกต์ใช้เทคนิคการออกแบบเสียงโฟลีย์และระบบออโตเมชันเพื่อสร้างสรรค์ดนตรีประกอบภาพเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับการเล่าเรื่องในแต่ละฉากอย่างลงตัว ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการวิจัยบนฐานการปฏิบัติในศาสตร์ดนตรีที่สามารถบูรณาการความรู้ทางทฤษฎีดนตรี เทคโนโลยีดิจิทัล และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน</p> <p>บทความวิจัย เรื่อง “การประเมินความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาครูคณิตศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ” บทความนี้สะท้อนความท้าทายในการเตรียมครูยุคใหม่ให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา แนวทางการพัฒนาทั้ง 6 ด้าน ที่นำเสนอจะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับสถาบันผลิตครูในการยกระดับคุณภาพบัณฑิตครูคณิตศาสตร์ให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมและมาตรฐานวิชาชีพครูในศตวรรษที่ 21</p> <p>บทความวิจัยเรื่อง “แนวทางการพัฒนากฎหมายส่งเสริมกีฬาฟุตบอลเยาวชน” นำเสนอการวิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมายและนโยบายฟุตบอลเยาวชนระหว่างไทยกับต่างประเทศเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิเยาวชน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างเอกภาพด้านการบริหารจัดการและข้อเสนอเชิงนโยบายในการปรับปรุงกฎหมายด้านสัญญาจ้างและสวัสดิการ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาศักยภาพนักเตะเยาวชนไทยสู่ระดับอาชีพอย่างเป็นระบบ</p> <p>ทางกองบรรณาธิการขอขอบพระคุณเจ้าของบทความวิชาการและบทความวิจัยทุกท่าน ที่ให้ความสนใจลงเผยแพร่ในวารสารจันทรเกษมสาร รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ในการพิจารณา กลั่นกรอง และให้ข้อเสนอแนะแก่เจ้าของบทความ เพื่อให้วารสารจันทรเกษมสารได้บทความที่มีคุณภาพสำหรับผู้ที่สนใจจะได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป</p> ณพัชญ์ปภา สว่างนุวัตรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/270314 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการโลจิสติกส์และประสิทธิภาพการดำเนินงานขนส่งระบบรางคู่ต่อความสำเร็จธุรกิจขนส่งในประเทศไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/266684 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ระดับการจัดการโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจขนส่งในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานขยายระบบรางคู่ที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจขนส่ง และ 3) พัฒนาและตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการจัดการโลจิสติกส์และประสิทธิภาพการดำเนินงานของการขยายระบบรางคู่ที่ส่งผลต่อความสำเร็จธุรกิจขนส่งในประเทศไทย โดยมีประชากรในการศึกษา จำนวน 4,431 บริษัท กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยวิธีประมาณค่าตัวแปร 1 : 20 ได้ขนาดตัวอย่าง 300 บริษัท ซึ่งสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบใช้แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .983 ในการรวบรวมข้อมูลทั้งออนไลน์และเก็บด้วยตนเองวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างในการทดสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุโมเดล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการจัดการโลจิสติกส์ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจขนส่งในประเทศไทยอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการจัดการคำสั่งซื้อ 2) ระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานขยายระบบรางคู่ที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจขนส่งอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านต้นทุน และ 3) การพัฒนาและตรวจสอบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุการจัดการโลจิสติกส์ และประสิทธิภาพการดำเนินงานขยายระบบรางคู่ที่ส่งผลต่อความสำเร็จธุรกิจขนส่งในประเทศไทย โดยโมเดลที่พัฒนามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (X2 = 15.268, df = 19, X2/df = .804, P-value = 0.705, RMSEA = 0.000, RMR = 0.022, CFI = 1.00, AGFI = 0.962, GFI = 0.992, TLI = 1.003) ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R²) = 0.904 แสดงว่าโมเดลพยากรณ์ความสำเร็จของธุรกิจขนส่งได้ร้อยละ 90.40 ซึ่งการจัดการโลจิสติกส์มีผลโดยตรงและโดยอ้อมผ่านประสิทธิภาพระบบรางคู่ ทั้งนี้ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดการคำสั่งซื้อ การควบคุมต้นทุน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาโครงสร้างโลจิสติกส์และการดำเนินงานเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> ชาริณี พลวุฒิ ฟาราจี, วรางกูร อิศรางกูร ณ อยุธยา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/266684 Mon, 03 Nov 2025 00:00:00 +0700 อิทธิพลของวัฒนธรรมองค์การและองค์การการเรียนรู้ที่มีต่อประสิทธิผลองค์การ:กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267744 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์การ องค์การแห่งการเรียนรู้ และประสิทธิผลองค์การ ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร และ 2) ศึกษาอิทธิพลของวัฒนธรรมองค์การและองค์การแห่งการเรียนรู้ที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลองค์การขององค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร</p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากประชากรทั้งหมด 66 คน และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการถดถอยเชิงพหุ การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บจากการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 คน และนำมาวิเคราะห์เนื้อหาโดยการเรียบเรียง จำแนกกลุ่ม และตีความเชื่อมโยงความสัมพันธ์เพื่อสรุปผลอย่างเป็นระบบ ทั้งสองวิธีช่วยสนับสนุนและยืนยันผลการวิจัยร่วมกันอย่างมีความน่าเชื่อถือ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาพรวมของวัฒนธรรมองค์การขององค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ในระดับมาก ภาพรวมขององค์การแห่งการเรียนรู้ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชรอยู่ในระดับมาก (μ=3.71) ภาพรวมของระดับประสิทธิผลองค์การขององค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร อยู่ในระดับมาก (μ= 4.06) และ 2) วัฒนธรรมองค์การและองค์การแห่งการเรียนรู้มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลขององค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเฉพาะวัฒนธรรมการปรับตัวและพันธกิจ รวมถึงการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม การเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อม และภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิผลองค์การ ทั้งนี้ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยังสอดคล้องกับเชิงปริมาณ ยืนยันว่าทั้งวัฒนธรรมองค์การและองค์การแห่งการเรียนรู้มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประสิทธิผลอย่างชัดเจน</p> พิชยา ชวากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267744 Mon, 03 Nov 2025 00:00:00 +0700 ข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยยานพาหนะแบบบ้านของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267506 <div>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการณ์และปัญหาการรองรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยยานพาหนะแบบบ้าน ในประเทศไทย 2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันการรองรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยยานพาหนะแบบบ้านในประเทศไทย และ 3) ข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยยานพาหนะแบบบ้านของแหล่งท่องเที่ยว ในประเทศไทย เป็นการวิจัยและพัฒนา ด้วยเทคนิคของการผสมผสานวิธี โดยการวิเคราะห์ชุมชนและวัฒนธรรมออนไลน์ ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก กับหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 15 คน จากนั้นเข้าสู่การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันจากนักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์การท่องเที่ยวด้วยยานพาหนะแบบบ้าน จำนวน 840 คน ผู้วิจัยใช้เทคนิคการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสนทนากลุ่ม กับกลุ่มหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นักวิชาการ และนักท่องเที่ยว จำนวน 21 คน และประยุกต์เทคนิคเชิงปริมาณประเมินข้อเสนอนโยบายด้วยคะแนนสัมประสิทธิ์โคเฮนแคปปา (Cohen’s Kappa coefficient)<br /><br />ผลการวิจัยพบว่า 1) นักท่องเที่ยวชาวไทยมีความสนใจท่องเที่ยวด้วยยานพาหนะแบบบ้านเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากศักยภาพที่หลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย แต่ยังมีข้อจำกัดในการรองรับของแหล่งท่องเที่ยว 2) องค์ประกอบเชิงยืนยันการรองรับการท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยยานพาหนะแบบบ้าน ของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก คือ การรองรับด้านกายภาพ การรองรับด้านสิ่งอำนวยความสะดวก การรองรับด้านนิเวศวิทยา การรองรับด้านจิตวิทยา การรองรับด้านสังคม วัฒนธรรม การรองรับด้านเศรษฐกิจ การรองรับด้านการจัดการ และการรองรับด้านประสบการณ์ และ 3) ข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวด้วยยานพาหนะแบบบ้าน มี 8 นโยบายหลัก และ นโยบายย่อย มีค่าสัมประสิทธิ์โคเฮนแคปปาของความพ้องต้องกันระดับสอดคล้องกันมาก เท่ากับ 0.65 แสดงให้เห็นถึงการยอมรับข้อเสนอเชิงนโยบาย นำไปสู่การปฏิบัติในอนาคตได้</div> ภัทราพร จันทร์สุริย์, ระชานนท์ ทวีผล, พิทักษ์ ศิริวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267506 Thu, 18 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายชุมชนสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีพฤฒพลัง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267585 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ 2) เพื่อศึกษาปัญหาดำเนินการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตและส่งเสริมอาชีพผู้สูงอายุ (ศพอส.) และโรงเรียนผู้สูงอายุ (รร.ผส.) และ 3) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายชุมชนสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีพฤฒพลัง เก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุ สุ่มตัวอย่างแบบโควตาโดยใช้แบบสอบถาม จำนวน 1,250 คน คณะกรรมการ ศพอส. รร.ผส. จำนวน 16 คน โดยใช้การประชุมเชิงปฏิบัติการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาศักยภาพของผู้สูงอายุ โดยเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 32 คน และการประเมินรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 17 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br /><br />ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุจะเป็นการพัฒนาด้านสุขภาพกายด้านอารมณ์และจิตใจเป็นสำคัญ 2) ปัญหาดำเนินการพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุที่เป็นปัญหามากที่สุด คือ การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของ ศพอส. ไม่ต่อเนื่อง และไม่มีพาหนะหรือไม่มีผู้มาส่งเข้าร่วมกิจกรรม คณะกรรมการโรงเรียนผู้สูงอายุไม่มีเวลาในการมาบริหารจัดการ รร.ผส. และ 3) รูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายชุมชนสู่สังคมผู้สูงอายุที่มีพฤฒพลังประกอบด้วย 4 หลักการ คือ 1) หลักการตอบสนองต่อพลวัตของประชากรผู้สูงอายุ 2) หลักการบูรณาการ 3) หลักการเรียนรู้และปรับปรุง และ 4) หลักความยั่งยืน โดยมีปัจจัยนำเข้า ได้แก่ เครือข่ายผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง งบประมาณ และวัสดุ/อุปกรณ์ ผ่านกระบวนการดำเนินการ โดยใช้ 1) หลักการบริหารจัดการ 2) หลักการมีส่วนร่วม 3) หลักการพัฒนาเครือข่าย 4) หลักการจัดกิจกรรม และ 5) หลักการพัฒนาศักยภาพ ผลการประเมินรูปแบบมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากและมากที่สุดในทุกประเด็น</p> ปาจรีย์ ผลประเสริฐ, รัชนีวรรณ บุญอนนท์, วรางคณา จันทร์คง, กนิษฐา ศรีภิรมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267585 Mon, 15 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแนวทางการเสริมสร้างจรณทักษะ (Soft Skills) ของนิสิตมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ตามกลุ่มอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267128 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ความต้องการด้านจรณทักษะที่จำเป็น ในการทำงานจากสถานประกอบการ 2) ความพึงพอใจของสถานประกอบการต่อการปฏิบัติงานของนิสิต 3) ความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อกิจกรรมเสริมจรณทักษะที่บูรณาการการศึกษาทั่วไปสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน 4) แนวทางการพัฒนาจรณทักษะของนิสิตมหาวิทยาลัยราชพฤกษ์ตามกลุ่มอุตสาหกรรม เครื่องมือที่ใช้คือ 1) แบบสำรวจความต้องการจรณทักษะที่จำเป็นในการทำงาน 2) แบบประเมินความพึงพอใจของสถานประกอบการที่มีต่อผลการปฏิบัติงานของนิสิต 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนิสิตที่มีต่อกิจกรรมเสริมจรณทักษะและ 4) แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญต่อแนวทางการพัฒนาจรณทักษะของนิสิต เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม กลุ่มที่ 1-2 คัดเลือกแบบกำหนดโควต้าตามกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มที่ 1 ผู้แทนสถานประกอบการ 116 คน กลุ่มที่ 2 นิสิตฝึกปฏิบัติงาน 129 คน ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2566 และสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มที่ 3 ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ 5 คนในการตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของแนวทางการพัฒนาจรณทักษะ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะที่นิสิตต้องพัฒนาเร่งด่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร คือ การเป็นผู้นำและอิทธิพลทางสังคม (<em>M</em> = 5.00) กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล และกลุ่มอุตสาหกรรมพัฒนาทักษะและกำลังคน คือ การรับมือกับปัญหา อดทนต่อความกดดัน (<em>M</em> = 4.35, 4.57 และ 4.69 ตามลำดับ) กลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ คือ การสื่อสาร และการรับมือกับปัญหา อดทนต่อความกดดัน (<em>M</em> = 5.00) 2) สถานประกอบการพึงพอใจต่อทักษะของนิสิตโดยรวมระดับมาก (<em>M</em> = 4.36) 3) นิสิตพึงพอใจต่อกิจกรรมเสริมจรณทักษะโดยรวมระดับมาก (<em>M</em> = 4.36)และพึงพอใจต่อทักษะของนิสิตโดยรวมระดับมาก (<em>M</em> = 4.30) 4) แนวทางการพัฒนาจรณทักษะของนิสิต จำแนกได้เป็น 5 แนวทางตามบริบทของกลุ่มอุตสาหกรรม นำมาบูรณาการกับรายวิชาในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป 5 รายวิชา และวิชาด้านการฝึกสหกิจและการฝึกปฏิบัติงาน 3 รายวิชา</p> อาภาภรณ์ ดิษฐเล็ก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267128 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขนส่งเพื่อความปลอดภัยโดยการยอมรับนวัตกรรมเทคโนโลยีการขนส่ง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267656 <p>ปัญหาความปลอดภัยในการขนส่งเกิดจากการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยที่ขาดประสิทธิภาพ และการใช้เทคโนโลยียังมีข้อจำกัด ส่งผลให้มาตรฐานคุณภาพการขนส่งลดลงและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการปฏิบัติงานขนส่งในปัจจุบัน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขนส่งสินค้าทางถนนเพื่อความปลอดภัย 2) พัฒนารูปแบบการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขนส่งสินค้าทางถนนเพื่อความปลอดภัยโดยยอมรับการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีการขนส่ง 3) นำเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขนส่งสินค้าทางถนนเพื่อความปลอดภัยของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางถนนโดยยอมรับการใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีการขนส่ง จากประชากร 5,582 คน กำหนดขนาดตัวอย่างด้วยวิธีประมาณค่า ตัวแปร 1:20 ได้เท่ากับ 400 คน สุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นด้วยการจับฉลาก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม ที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.892 รวบรวมข้อมูลแบบออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การยอมรับเทคโนโลยี (TAM) ส่งผลเชิงบวกโดยตรงต่อมาตรฐานคุณภาพการขนส่ง (TSQM) และประสิทธิภาพการขนส่งเพื่อความปลอดภัย (SME) ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดย TSQM ทำหน้าที่เป็นตัวแปรกลางสำคัญในการถ่ายทอดอิทธิพลดังกล่าว ขณะเดียวกัน การบริหารความปลอดภัย (TSM) มีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อ TSQM และ SME โดยการบูรณาการ TAM, TSM และ TSQM อธิบายความแปรปรวน SME ได้ถึงร้อยละ 68.80 สอดคล้องกับทฤษฎี TAM และแนวคิดการจัดการคุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งการนำเทคโนโลยีและระบบบริหารที่เหมาะสมช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยการขนส่งอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการควรบูรณาการเทคโนโลยีและจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาระบบขนส่งที่มีคุณภาพและยั่งยืน</p> กวินเวทย์ พิพิธนาธันยธร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267656 Thu, 27 Nov 2025 00:00:00 +0700 การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ดนตรีประกอบสื่อภาพเคลื่อนไหวจากเกมต่อสู้:บทเพลง “เค.โอ.” https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/268319 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์บทเพลง “เค.โอ.” ในรูปแบบดนตรีประกอบสื่อภาพเคลื่อนไหวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกมต่อสู้และวัฒนธรรมจีน ที่มีการประยุกต์ใช้เทคนิคการออกแบบเสียง โฟลีย์ และออโตเมชัน ใช้ระเบียบวิธีเชิงศิลปะแบบการวิจัยบนฐานของการปฏิบัติ เครื่องมือวิจัยในการสร้างสรรค์ ได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับผลิตดนตรีและสื่อภาพเคลื่อนไหว ขั้นตอนการวิจัย ได้แก่ การสร้างสรรค์บทเพลง การสร้างภาพเคลื่อนไหว และการแสดงสด<br /><br />ผลการวิจัยพบว่า บทเพลง “เค.โอ.” มีความยาว 135 ห้องเพลง อัตราความเร็ว 125 จังหวะต่อนาที กุญแจเสียงหลัก E ไมเนอร์ และใช้อัตราจังหวะหลัก 4/4 โดยมีการเปลี่ยนบันไดเสียงและอัตราจังหวะเล็กน้อยในบางช่วง คีตลักษณ์เป็นแบบผสม ประกอบด้วยท่อน อินโทรดักชัน / เอ 1 / บี 1 / เอ 2 / บริดจ์ / บี 2 / บี 3 / เอ 3 / ซี 1 / บี 4 / ทรานซิชัน 1 / ทรานซิชัน 2 / ซี 2 / โคดา นำเสนอควบคู่กับภาพเคลื่อนไหวในธีมเกมต่อสู้ ที่มีฉากและวัตถุเป็นสไตล์จีน เล่าเรื่องอย่างสอดคล้องกันสนับสนุนประสบการณ์ชมที่เน้นความมีพลัง ความตื่นเต้น และความเข้มข้น</p> พัสพล ชาญธีระเดช, ปองภพ สุกิตติวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/268319 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินความต้องการจำเป็นและแนวทางการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาครูคณิตศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267952 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาครูคณิตศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาครูคณิตศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏภาคเหนือ จำนวน 319 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNI<sub>modified</sub>) ในการจัดลำดับความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาครูคณิตศาสตร์ในการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ โดยรวมมีค่า PNI<sub>modified </sub>= 0.154 โดยด้านที่มีความต้องการสูงที่สุด คือ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (PNI<sub>modified </sub>= 0.174) รองลงมา คือ ด้านการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (PNI<sub>modified</sub> = 0.166) ด้านวิธีการสอนคณิตศาสตร์ (PNI<sub>modified</sub> = 0.158 ) และด้านที่มีความต้องการน้อยที่สุด คือ ด้านความรู้เนื้อหาคณิตศาสตร์ (PNI<sub>modified</sub> = 0.127) 2) และแนวทางการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาครูในการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ พบว่า 1) ควรส่งเสริมความเข้าใจเชิงลึก และการเชื่อมโยงองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ 2) ควรมุ่งเน้นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับบริบทในชีวิตจริง 3) ควรฝึกการใช้โปรแกรมเชิงปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมความเข้าใจแนวคิดนามธรรม 4) ควรส่งเสริมการสร้างเครื่องมือที่หลากหลายและการสะท้อนผลเพื่อพัฒนาตนเองและวิชาชีพ 5) มุ่งพัฒนากิจกรรมที่ส่งเสริมการคิดขั้นสูงและการเรียนรู้เชิงรุก และ 6) เน้นการเป็นแบบอย่างที่ดีและจัดกิจกรรมที่ปลูกฝังจริยธรรมในวิชาชีพ </p> สุกัญญา สีสมบา, พัชราวลัย มีทรัพย์, ปัณณวิชญ์ ใบกุหลาบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/267952 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนากฎหมายส่งเสริมกีฬาฟุตบอลเยาวชน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/268336 <div> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประวัติความเป็นมา กฎหมาย และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกีฬาฟุตบอลเยาวชนของประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ 2) ศึกษาและวิเคราะห์สภาพปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายเกี่ยวการพัฒนากีฬาฟุตบอลเยาวชนในประเทศไทย และเสนอแนะแนวทางการพัฒนากฎหมายส่งเสริมกีฬาฟุตบอลเยาวชนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ราชอาณาจักรสเปน ประเทศอังกฤษ และประเทศญี่ปุ่น ต่างก็มีกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเยาวชน เช่น สิทธิด้านสัญญา แรงงาน และการศึกษา อันเป็นกฎหมายฝ่ายนิติบัญญัติที่มีสภาพบังคับเข้มงวด ด้านการบริหารจัดการและการพัฒนาฟุตบอล จะใช้กฎระเบียบ กติกาขององค์กรกีฬาระหว่างประเทศและสมาคมฟุตบอล อันเป็นมาตรการแบบยืดหยุ่นผ่อนปรน ซึ่งมีการวางมาตรฐานด้านต่าง ๆ ไว้อย่างเป็นระบบและเป็นเอกภาพทำให้มีปรัชญาในการพัฒนาฟุตบอลเยาวชนไปในแนวทางเดียวกันในทุกระดับ ในขณะที่ประเทศไทยยังขาดความเป็นเอกภาพทั้งในแง่องค์กรและการบริหารจัดการ ปัญหาด้านสัญญาจ้าง การคุ้มครองนักฟุตบอลเยาวชน การฝึกสอนและการจัดการแข่งขัน การขาดมาตรการรองรับนักฟุตบอลที่ไม่ประสบความสำเร็จ แม้ในแผนแม่บทพัฒนาฟุตบอลแห่งชาติ ระยะยาว 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) จะกำหนดแผนการสร้างคุณลักษณะเฉพาะของนักฟุตบอลเยาวชนไทยเอาไว้ ทั้งได้รับการรับรองคุณภาพจากสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (Asian Football Confederation : AFC) แต่แผนแม่บทนี้ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมายให้ผู้เกี่ยวข้องต้องนำไปปฏิบัติ จึงไม่เกิดประสิทธิผลในวงกว้างได้ตาม<br />ที่ตั้งเป้าหมายไว้</p> <p>แนวทางในการพัฒนากฎหมายเพื่อส่งเสริมกีฬาฟุตบอลเยาวชนของประเทศไทย จึงควรกำหนดให้มีองค์กรหลักในการทำหน้าที่พัฒนากีฬาฟุตบอลเยาวชนเพียงหน่วยงานเดียว พัฒนานโยบาย และแผนงานให้เป็นมาตรการทางกฎหมายคุ้มครองสิทธินักฟุตบอลเยาวชน และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ.2556 ให้ครอบคลุมถึงนักกีฬาฟุตบอลเยาวชน รวมไปถึงควรใช้มาตรการทางภาษีส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนและพัฒนากีฬาฟุตบอลเยาวชน เพื่อให้กีฬาฟุตบอลเยาวชนของไทยเกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนต่อไป</p> </div> เบญจวรรณ ธรรมรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/crujournal/article/view/268336 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700