https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/issue/feed วารสารผลิตกรรมการเกษตร 2026-01-12T09:57:07+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัทมา หาญนอก jap@mju.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารผลิตกรรมการเกษตร หรือ Maejo Journal of Agricultural Production (mJAP) จัดทำโดยคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านการเกษตรหรือที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ของนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั้งในและนอกสถาบัน มีกำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ โดยกำหนดออกในเดือนเมษายน สิงหาคม และ ธันวาคมของทุกปี โดยเริ่มตีพิมพ์ฉบับแรก (ปีที่ 1 ฉบับที่ 1) ในเดือนเมษายน 2562</p> <p> รับบทความวิชาการด้านการเกษตร หรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เช่น นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการเกษตร เป็นต้น ตีพิมพ์ในรูปแบบ บทความวิจัยเต็มรูปแบบ (Full length article) แบบเนื้อหาสั้น (Short communication) รวมถึงบทความประมวลความรู้เชิงวิเคราะห์ (Review article) หรือบทความปริทัศน์ โดยบทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่นมาก่อน บทความอาจจะเขียนโดยใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ แต่บทคัดย่อจะต้องมีทั้งสองภาษา บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารจะต้องส่งในรูปแบบการเขียนตามที่กำหนด(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในคำแนะนำการเตรียมต้นฉบับสำหรับตีพิมพ์) ทุกบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์จะทำการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องจำนวน 3 ท่าน และเมื่อผ่านการประเมินแล้วกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจแก้ไขเรื่องที่จะส่งพิมพ์ตามที่เห็นสมควร และไม่รับพิจารณาต้นฉบับที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การตีพิมพ์ของวารสาร สำหรับผู้สนใจบทความสามารถเข้าถึงเนื้อหาผลงานตีพิมพ์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (Open access) มีค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ 3,500 บาท โดยจ่ายหลังจากตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบเบื้องต้น ก่อนจะติดต่อผู้ทรงคุณวุฒิให้ตรวจประเมินบทความ ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ดังกล่าว จะไม่ได้รับคืนไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ๆ และไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคุณภาพเพื่อตอบรับการตีพิมพ์เนื้อหาบทความในวารสารนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน โดยผ่านความเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจอ่าน คณะผู้จัดทำไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยและมิใช่ความรับผิดชอบของคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้</p> <p><span data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;วารสารผลิตกรรมการเกษตร หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Journal of Agricultural Production (JAP) เป็นวารสารที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer reviews) ตรวจทานก่อนได้รับการตีพิมพ์ จัดทำโดยคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ รับบทความวิชาการและวิจัยเพื่อตีพิมพ์เผยแพร่เป็นระบบไตรมาส (ปีละ 3 ฉบับ) โดยฉบับที่ 1 ตีพิมพ์ประจำเดือนมกราคม - เมษายน ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม และฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม ของทุกปี แต่ละฉบับจะตีพิมพ์บทความไม่น้อยกว่า 8 เรื่อง รับบทความวิชาการด้านการเกษตร หรือสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เช่น นวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการเกษตร เป็นต้น ตีพิมพ์ในรูปแบบ บทความวิจัยเต็มรูปแบบ (Full length article) โดยบทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่นมาก่อน บทความอาจจะเขียนโดยใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ แต่บทคัดย่อจะต้องมีทั้งสองภาษา โดยบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารจะต้องส่งในรูปแบบการเขียนตามที่กำหนด (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในคำแนะนำการเตรียมต้นฉบับสำหรับตีพิมพ์) ทุกบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ จะทำการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ท่าน และเมื่อผ่านการประเมินแล้ว กองบรรณาธิการของสงวนสิทธิ์ในการตรวจแก้ไขเรื่องที่จะส่งพิมพ์ตามที่เห็นสมควร และไม่รับพิจารณาต้นฉบับที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การตีพิมพ์ของวารสาร สำหรับผู้สนใจบทความสามารถเข้าถึงเนื้อหาผลงานตีพิมพ์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (Open access)&quot;}" data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:513,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;12&quot;:0}"><br /><strong>อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ </strong></span></p> <p> </p> <table style="height: 120px;" width="576"> <tbody> <tr> <td width="378"> <p><strong> ค่าธรรมเนียม</strong></p> </td> <td width="85"> <p><strong> แบบปกติ</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="378"> <p>อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความทางวิชาการ<br />วารสารผลิตกรรมการเกษตร</p> </td> <td width="85"> <p> 3,500</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> </p> <p><a href="http://jap.mju.ac.th/file/Fee.pdf" target="_blank" rel="noopener"><strong>ประกาศมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เรื่อง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></a></p> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/262970 ความไว้วางใจและการรับรู้คุณภาพที่มีต่อความตั้งใจซื้อผักปลอดสารของผู้บริโภคในจังหวัดลำปาง 2024-05-09T15:14:54+07:00 ธนกร สิริสุคันธา noithonglek@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไป และพฤติกรรมการซื้อผักปลอดสารพิษ รวมถึงศึกษาความไว้วางใจและการรับรู้คุณภาพที่มีต่อความตั้งใจซื้อผักปลอดสาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคในจังหวัดลำปางที่มีความตั้งใจซื้อผักปลอดสาร จำนวน 385 ราย การรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย (simple linear regression analysis) แบบวิธีคัดเลือกเข้าทั้งหมด (enter method) ผลการศึกษา พบว่า ระดับความคิดเห็นในด้านมิติความไว้วางใจ ในประเด็นความรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้ซื้อหรือบริโภคผักปลอดสาร มิติการรับรู้คุณภาพ ในประเด็นการรับรู้ว่าผักปลอดสารมีประโยชน์ และมิติความตั้งใจซื้อ ในประเด็น การไม่ลังเลที่จะซื้อผักปลอดสาร อยู่ในระดับสูงสุด ในการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับอิทธิพลของความไว้วางใจต่อการรับรู้คุณภาพ พบว่า ความไว้วางใจ สามารถทำนายแนวโน้มของการรับรู้คุณภาพ ได้ร้อยละ 46.70 ในขณะที่อิทธิพลของความไว้วางใจที่มีต่อการตั้งใจซื้อผักปลอดสาร พบว่า ความไว้วางใจ สามารถทำนายแนวโน้มของความตั้งใจซื้อผักปลอดสาร ได้ร้อยละ 38.60 และในขณะที่อิทธิพลของการรับรู้คุณภาพที่มีต่อความตั้งใจซื้อผักปลอดสาร พบว่า การรับรู้คุณภาพ สามารถทำนายแนวโน้มของความตั้งใจซื้อผักปลอดสาร ได้ร้อยละ 60.80 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 ข้อเสนอแนะจากผลการศึกษา ผู้ผลิตควรสร้างความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจในตัวสินค้าผักปลอดสารด้วยการสนับสนุนการสร้างและใช้ตรารับรองที่ได้มาตรฐานที่สามารถตรวจสอบได้และการรับรู้ดังกล่าวสามารถสะท้อนไปยังคุณค่าที่แท้จริง และมูลค่าที่เหมาะสมของผักแต่ละประเภทแต่ละชนิดได้อย่างเหมาะสม </p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/263467 แนวทางการส่งเสริมการผลิตกาแฟอินทรีย์ของเกษตรกรในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ 2024-06-13T11:54:26+07:00 นันทนา สุแก้ว phahol@mju.ac.th นคเรศ รังควัต phahol@mju.ac.th สายสกุล ฟองมูล phahol@mju.ac.th พหล ศักดิ์คะทัศน์ phahol@mju.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะพื้นฐานส่วนบุคคล ลักษณะพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรผู้ผลิตกาแฟอินทรีย์ในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ 2) ความรู้และความคิดเห็นในการผลิตกาแฟอินทรีย์ของเกษตรกร 3) ระดับการปฏิบัติในการผลิตกาแฟอินทรีย์ของเกษตรกร 4) ปัจจัยที่มีผลต่อแนวทางการส่งเสริมการผลิตกาแฟอินทรีย์ของเกษตรกร และ 5) ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของเกษตรกรต่อแนวทางการส่งเสริมการผลิตกาแฟอินทรีย์ ประชากร คือ เกษตรกรผู้ผลิตกาแฟอินทรีย์ในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 158 คน ขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Yamane จำนวน 114 คน ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่ายเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคุณ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 47 ปี ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษา มีแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 3 คน รายได้ในครัวเรือนเฉลี่ย 23,459.65 บาทต่อปี มีพื้นที่ปลูกกาแฟอินทรีย์เฉลี่ย 2.48 ไร่ เกษตรกรได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการผลิตกาแฟอินทรีย์เฉลี่ย 4.47 ครั้งต่อปี โดยได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นหลัก มีการเข้าร่วมอบรมเกี่ยวกับการผลิตกาแฟอินทรีย์เฉลี่ย 2.22 ครั้งต่อปี เกษตรกรเป็นสมาชิกกลุ่มของชุมชนเฉลี่ย 1 กลุ่ม เกษตรกรมีความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์อยู่ในระดับปานกลาง มีความคิดเห็นต่อการผลิตกาแฟอินทรีย์อยู่ในระดับมาก เกษตรกรมีการปฏิบัติในการผลิตกาแฟอินทรีย์โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อแนวทางการส่งเสริมการผลิตกาแฟอินทรีย์ของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ พื้นที่ปลูกกาแฟอินทรีย์ การเป็นสมาชิกกลุ่มของชุมชน และความคิดเห็นต่อการผลิตกาแฟอินทรีย์ สำหรับปัญหาในการผลิตกาแฟอินทรีย์ของเกษตรกรที่สำคัญ ได้แก่ พื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวน การขาดแคลนแหล่งน้ำ การควบคุมและป้องกันแมลง การขาดความรู้ในการจัดการแมลงศัตรูพืช เกษตรกรขาดแคลนทุนทรัพย์ในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต ดังนั้น จึงแนะนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนองค์ความรู้ในด้านการจัดการเกี่ยวกับการผลิตกาแฟอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง และสร้างช่องทางการบันทึกข้อมูลที่ง่ายสำหรับเกษตรกร</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/263834 ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับมาตรฐานการฟื้นฟูเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพื้นที่ภาคกลาง ประเทศไทย 2024-07-09T17:09:32+07:00 สุจีรัตน์ รักกุศล supaporn.l@ku.th ชลาธร จูเจริญ supaporn.l@ku.th สุพัตรา ศรีสุวรรณ supaporn.l@ku.th ภคิษฐ์คมณ์ แสงตรีเพชรกล้า supaporn.l@ku.th สุภาภรณ์ เลิศศิริ supaporn.l@ku.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานส่วนบุคคลและเศรษฐกิจ ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับมาตรฐานการฟื้นฟูเกษตรอินทรีย์ ของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมพื้นที่ภาคกลาง ประเทศไทย ปี พ.ศ. 2565 จำนวน 298 ราย โดยการสุ่มได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 171 ราย รวบรวมข้อมูลใช้แบบสัมภาษณ์ ได้ค่าความเชื่อมั่น (reliability) เท่ากับ 0.89 ใช้สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหูคูณ โดยใช้วิธีแบบนำเข้าทั้งหมด ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรเป็นเพศชาย ร้อยละ 70.80 อายุเฉลี่ย 51.35 ปี ประสบการณ์ปลูกมะพร้าวน้ำหอมเฉลี่ย 20.25 ปี ในปี พ.ศ. 2565 เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 3,256,168.42 บาทต่อปี ต้นทุนเฉลี่ย 1,464,056.89 บาทต่อปี ปริมาณผลผลิต 9,113.68 ผลต่อไร่ต่อปี ภาพรวมการยอมรับมาตรฐานการฟื้นฟูเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรยอมรับในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.16) ประกอบด้วย 1) ด้านการจัดการดินและน้ำ เกษตรกรมีการยอมรับในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 2.69 2) ด้านการเลี้ยงสัตว์ และสวัสดิภาพสัตว์ และ 3) ด้านความเป็นธรรมของเกษตรกร และแรงงาน เกษตรกรมีการยอมรับในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.97 และค่าเฉลี่ย 1.83 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับมาตรฐานการฟื้นฟูเกษตรอินทรีย์ที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติทั้งหมด 6 ตัวแปร ตัวแปรที่มีผลในเชิงบวกต่อตัวแปรตาม ได้แก่ เพศ รายได้เฉลี่ยจากการปลูกมะพร้าวน้ำหอม จำนวนแรงงานทั้งหมดที่ใช้ในการปลูกมะพร้าวน้ำหอม พื้นที่ในการทำการปลูกมะพร้าวน้ำหอม และมีการเลี้ยงสัตว์ในสวนมะพร้าวน้ำหอม และตัวแปรที่มีผลในเชิงลบต่อตัวแปรตาม ได้แก่ อายุ</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/263875 ความต้องการใช้ระบบอัตโนมัติในการปลูกผักของเกษตรกรในกรุงเทพมหานคร 2024-08-06T15:19:16+07:00 ปารมี เหมมา agrspl@ku.ac.th ชลาธร จูเจริญ agrspl@ku.ac.th ถวิดา มณีวรรณ์ agrspl@ku.ac.th สุภาภรณ์ เลิศศิริ agrspl@ku.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล 2) ข้อมูลการปลูกผัก 3) ความต้องการระบบอัตโนมัติในการปลูกผัก และ 4) ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลต่อความต้องการระบบอัตโนมัติในการปลูกผักของเกษตรกรในกรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลจากเกษตรกร 235 คน ที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรผู้ปลูกผักกับสำนักงานเกษตรพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ได้เท่ากับ 0.941 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด และสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (correlation) ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 44 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี สมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4 คน จำนวนแรงงานในการปลูกผักเฉลี่ย 2 คน รายได้เฉลี่ย 21,643 บาท/เดือน ต้นทุนในการปลูกผักต่อรอบเฉลี่ย 1,382 บาท ปลูกผักได้ 85 กิโลกรัม/รอบ ราคาผักเฉลี่ย 128 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรนิยมปลูก กรีนโอ๊ค ขนาดพื้นที่ปลูกผักเฉลี่ย 167 ตารางเมตร ประสบการณ์ปลูกผักเฉลี่ย 10 ปี จากการเก็บข้อมูลปี พ.ศ. 2566 การปลูกผักแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ ผักปลอดภัย ไฮโดรโปนิกส์ และผักอินทรีย์ เกษตรกรผู้ปลูกผักส่วนใหญ่ปลูกผักแบบปลอดภัยมากที่สุด โดยเกษตรกรมีภาพรวมความต้องการใช้ระบบอัตโนมัติในการปลูกผักอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.23) ในด้านความต้องการความง่ายในการใช้งานอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.28) และด้านความต้องการประโยชน์อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.19) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า จำนวนแรงงานในการเพาะปลูกผักมีความสัมพันธ์เชิงลบกับความต้องการใช้ระบบอัตโนมัติในการปลูกผักที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264280 การปฏิบัติการป้องกันโรคข้าวโพดหวานของเกษตรกรในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ 2024-08-19T14:01:39+07:00 ทวีศักดิ์ เทศารินทร์ rungsun14@hotmail.com พหล ศักดิ์คะทัศน์ rungsun14@hotmail.com สมนึก สินธุปวน rungsun14@hotmail.com พุฒิสรรค์ เครือคำ rungsun14@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และสังคมของเกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดหวานในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ 2) การปฏิบัติการป้องกันโรคข้าวโพดหวานของเกษตรกร 3) ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติการป้องกันโรคข้าวโพดหวานของเกษตรกร และ 4) ปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันโรคข้าวโพดหวานของเกษตรกร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ เกษตรกรผู้ผลิตข้าวโพดหวาน จำนวน 205 คน ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (simple random sampling) ด้วยวิธีการจับสลาก เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา เพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน โดยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (multiple regression analysis)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 53.75 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษามีจำนวนแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 2.78 คน มีรายได้ในครัวเรือนเฉลี่ย 59,302.43 บาทต่อปี มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดหวานเฉลี่ย 4.67 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีตำแหน่งทางสังคม มีการเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มทางการเกษตรเฉลี่ย 2.88 กลุ่ม ได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เกษตรเฉลี่ย 4.51 ครั้งต่อปี ได้เข้าร่วมฝึกอบรมเกี่ยวกับการป้องกันโรคข้าวโพดหวานเฉลี่ย 0.79 ครั้งต่อปี รับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการป้องกันโรคข้าวโพดหวานเฉลี่ย 22.23 ครั้งต่อปี และเกษตรกรมีประสบการณ์ในการผลิตข้าวโพดหวานเฉลี่ย 17.84 ปี ในภาพรวมมีการปฏิบัติการป้องกันโรคข้าวโพดหวานอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ย 3.23 เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เข้าร่วมการฝึกอบรมการป้องกันโรคข้าวโพดหวาน จึงไม่มีความรู้และไม่ปฏิบัติการป้องกันโรคข้าวโพดหวาน สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติการป้องกันโรคข้าวโพดหวานของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทางบวก ได้แก่ ระดับการศึกษา (Sig.=0.001) และปัจจัยที่มีผลในทางลบ ได้แก่ อายุ (Sig.=0.010)</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264886 ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการพัฒนาความรู้ด้านการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในอำเภอภูวง จังหวัดอัตตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2024-10-09T14:15:23+07:00 สุกสาคอน กุนทิสัก budsara.l@cmu.ac.th สุกิจ กันจินะ budsara.l@cmu.ac.th แสงทิวา สุริยงค์ budsara.l@cmu.ac.th บุศรา ลิ้มนิรันดร์กุล budsara.l@cmu.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการ และปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการการพัฒนาความรู้ด้านการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในอำเภอภูวง จังหวัดอัตตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 159 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 42.84 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีประสบการณ์ปลูกมันสำปะหลังเฉลี่ย 2.44 ปี มีแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 3.88 คน มีขนาดพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเฉลี่ย 1.04 เฮกตาร์ (ประมาณ 6.50 ไร่) มีรายได้จากการผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ย 13,136,009 กีบต่อเฮกตาร์ (ประมาณ 22,725 บาท) เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจด้านการผลิตมันสำปะหลังในระดับปานกลาง ส่วนใหญ่เกษตรกรไม่เป็นสมาชิกกลุ่ม มีช่องทางการได้รับข่าวสารการผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ย 1.64 ช่องทาง ด้านความต้องการพัฒนาความรู้การผลิตมันสำปะหลังในภาพรวม พบว่า เกษตรกรมีความต้องการอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 2.31) มีความต้องการวิธีการพัฒนาการเกษตรอยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 1.92) ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า ช่องทางการรับรู้ข่าวสารมีความสัมพันธ์กับความต้องการพัฒนาความรู้การผลิตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (<em>p</em>≤0.01) เพศ แรงงานในครัวเรือน ความรู้การผลิตมันสำปะหลัง และการติดต่อกับเจ้าหน้าที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ (<em>p</em>≤0.05)</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264889 ความรู้และการปฏิบัติในการผลิตกาแฟของเกษตรกรในพื้นที่ราบสูงโบลาเวน อำเภอปากช่อง จังหวัดจำปาสัก สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 2024-10-09T14:14:17+07:00 วิโสดา สุวันนะสาน suraphol.s@cmu.ac.th ณฐิตากานต์ พยัคฆา suraphol.s@cmu.ac.th แสงทิวา สุริยงค์ suraphol.s@cmu.ac.th สุรพล เศรษฐบุตร suraphol.s@cmu.ac.th <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความรู้และการปฏิบัติในการผลิตกาแฟของเกษตรกร กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้ผลิตอำเภอปากช่อง จังหวัดจำปาสัก สปป. ลาว จำนวน 172 คน โดยใช้สูตรของ Taro Yamane โดยยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อนในการสุ่มตัวอย่างได้ 7 เปอร์เซ็นต์ เก็บรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ระหว่าง เดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม พ.ศ. 2566 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรร้อยละ 68.00 เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 43.57 ปี สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษา มีจำนวนแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 4.046 คน มีพื้นที่ปลูกกาแฟเฉลี่ย 12.45 ไร่ มีผลผลิตกาแฟเฉลี่ยต่อไร่ 1,427.72 กิโลกรัม และมีรายได้สุทธิจากการผลิตกาแฟเฉลี่ยต่อไร่ 31,409.86 บาท ทั้งนี้เกษตรกรเกือบทั้งหมดไม่ได้รับข้อมูลข่าวสาร หรือไม่ได้รับการอบรมเกี่ยวกับการผลิตกาแฟ โดยภาพรวมเกษตรกรมีความรู้ในการผลิตกาแฟระดับปานกลางและมีการปฏิบัติในการผลิตกาแฟระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อระดับความรู้ในการผลิตกาแฟของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>≤0.05) คือ เพศ อายุ การติดต่อกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติในการผลิตกาแฟของเกษตรกรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>≤0.05) คือ อายุ แรงงานจ้าง พื้นที่ของตนเองและรายได้สุทธิจากการผลิตกาแฟเฉลี่ยต่อไร่</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264541 การใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงไหมของเกษตรกรในตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ 2024-09-09T09:46:07+07:00 นิ่มนภา สุภาษิต agrstsw@ku.ac.th พัชราวดี ศรีบุญเรือง agrstsw@ku.ac.th สุพัตรา ศรีสุวรรณ agrstsw@ku.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคล เศรษฐกิจ การเปิดรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลี้ยงไหมของเกษตรกร 2) ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไหมของเกษตรกร 3) การใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงไหมของเกษตรกร และ 4) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และการเปิดรับข้อมูลข่าวสารต่อการใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงไหม กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 244 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test F-test และวิเคราะห์ LSD สำหรับทดสอบความแตกต่างรายคู่ ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 56.72 ปี การศึกษาประถมศึกษา สมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.87 คน ขนาดห้องเลี้ยงไหมเฉลี่ย 49.82 ตารางเมตร จำนวนแรงงานเฉลี่ย 1.86 คน ประสบการณ์เลี้ยงไหมเฉลี่ย 29.98 ปี เลี้ยงไหมเฉลี่ย 5.34 รุ่น/ปี รายได้เฉลี่ย 74,323.77 บาท/ปี รายจ่ายเฉลี่ย 3,150.41 บาท/ปี เกษตรกรมีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไหมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีการใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงไหมในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ขนาดห้องเลี้ยงไหม ประสบการณ์ จำนวนแรงงาน รายได้ สื่อบุคคล สื่อมวลชน และสื่อออนไลน์ที่แตกต่างกันมีการใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงไหมโดยรวมแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 ส่วนอายุ และจำนวนรุ่นการเลี้ยงไหมที่แตกต่างกันมีการใช้เทคโนโลยีการเลี้ยงไหมโดยรวมแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264843 รูปแบบการปลูกที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของแตงโมในโรงเรือนชุมชนต้นแบบ 2024-10-10T09:46:22+07:00 ชำนาญ ขวัญสกุล Chamnan.k@rmutsv.ac.th วิกิจ ผินรับ Chamnan.k@rmutsv.ac.th มาโนช ขำเจริญ Chamnan.k@rmutsv.ac.th วัฒนา วัฒนกุล Chamnan.k@rmutsv.ac.th ทัศนภา ว่องสนั่นศิลป์ Chamnan.k@rmutsv.ac.th นัฎฐา คเชนทร์ภักดี Chamnan.k@rmutsv.ac.th <p> การศึกษารูปแบบการปลูกที่เหมาะสมเพื่อช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและผลผลิตของแตงโมที่ปลูกภายใต้สภาพโรงเรือนชุมชนต้นแบบ บนเกาะสุกร อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึงกันยายน พ.ศ. 2565 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและทดสอบโรงเรือน และศึกษารูปแบบการผลิตที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของแตงโมในโรงเรือน วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design; CRD) 4 สิ่งทดลอง คือ 1) ปลูกแบบเลื้อยแปลงกลางแจ้ง 2) ปลูกลงดินแบบเลื้อยในโรงเรือน 3) ปลูกลงดินแบบแนวตั้งในโรงเรือน และ 4) ปลูกในกระสอบแบบแนวตั้งในโรงเรือน แต่ละสิ่งทดลองมี 3 ซ้ำ จากการออกแบบและสร้างโรงเรือนจากไม้ไผ่ที่หาได้จากในชุมชน ขนาด 3 x 6 x 3 เมตร มีพื้นที่ปลูกแตงโม 18 ตารางเมตร พบว่า โรงเรือนชุมชนต้นแบบช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตแตงโมได้ทั้งปริมาณ คุณภาพ และปลอดภัย และจากการศึกษา พบว่า แตงโมที่ปลูกลงดินแบบแนวตั้งในโรงเรือน และแตงโมที่ปลูกในกระสอบแบบแนวตั้งในโรงเรือน สามารถปลูกแตงโมได้มากถึง 64 ต้น ให้จำนวนผลที่มากกว่าการปลูกแบบเลื้อยกลางแจ้ง ถึง 3 เท่า โดยมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (<em>p</em>≤0.01) สามารถเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ โดยเพิ่มขึ้น 71 - 78 เปอร์เซ็นต์ ภายใต้ความหนาแน่นของการปลูกที่สูงกว่าการปลูกในแบบเลื้อย แต่พบว่า การปลูกแตงโมในโรงเรือนต้นแบบมีแนวโน้มทำให้ผลผลิตแตงโมมีผลขนาดเล็กลง แต่คุณภาพไม่ได้ลดลง กลับเพิ่มคุณภาพของผลผลิตอีกด้วย โดยเป็นผลดีต่อตลาดในปัจจุบันที่ผู้บริโภคนิยมผลแตงโมขนาดเล็กที่มีคุณภาพสูง และมีศักยภาพในการเพิ่มพื้นที่การผลิต ช่วยเพิ่มทางเลือกให้ชุมชนเกาะสุกรสามารถผลิตแตงโมได้ทุกฤดูกาล และมีผลผลิตให้นักท่องเที่ยวได้ชิมตลอดทั้งปี</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/265155 การศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปีตรวจหาสปอร์ของเชื้อราก่อโรคแอนแทรกโนสในผลมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง 2024-11-12T12:43:50+07:00 แคทรียา สนธิยา pimjai193@gmail.com อรอุมา เรืองวงษ์ pimjai193@gmail.com ปาริชาติ เทียนจุมพล pimjai193@gmail.com พลกฤษณ์ มณีวระ pimjai193@gmail.com พิมพ์ใจ สีหะนาม pimjai193@gmail.com <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจหาสปอร์ของเชื้อราก่อโรคแอนแทรกโนสในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองโดยใช้เนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี โดยเตรียมสปอร์แขวนลอยของเชื้อรา <em>Colletotrichum</em> spp. ความเข้มข้น 10<sup>5</sup> สปอร์ต่อมิลลิลิตร เพื่อทดสอบการเข้าทำลายของเชื้อราบนผิวของผลมะม่วง ทำการปลูกสปอร์แขวนลอย ปริมาตร 20 ไมโครลิตร บนผิวของผลมะม่วง จากนั้นบรรจุผลมะม่วงในกล่องที่มีความชื้นสัมพัทธ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วเก็บรักษาในตู้ควบคุมอุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส พบว่า เมื่อเวลาผ่านไป 72 และ 96 ชั่วโมง ผลมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองแสดงอาการของโรคแอนแทรกโนส นอกจากนี้วัดสเปกตรัม NIR ของสปอร์แขวนลอยเชื้อรา <em>Colletotrichum</em> spp. ความเข้มข้น 10<sup>5</sup> สปอร์ต่อมิลลิลิตร โดยหยดสปอร์แขวนลอย ปริมาตร 1 มิลลิลิตร ลงบนกระดาษกรองชนิดใยแก้ว จากนั้นวัดสเปกตรัม NIR แบบการสะท้อนกลับด้วยเครื่อง NIRS6500 ที่ช่วงความยาวคลื่น 400 - 2500 นาโนเมตร แล้ววิเคราะห์สเปกตรัมด้วยวิธี Principal Component Analysis และ Partial Least Squares regression พบว่า NIRS สามารถตรวจหาสปอร์แขวนลอยของเชื้อราก่อโรคแอนแทรกโนสได้ อีกทั้งยังพบว่าความยาวคลื่นที่ 1340 - 1344 1725 2300 - 2380 และ 2400 - 2460 นาโนเมตร เป็นความยาวคลื่นที่สำคัญในการตรวจหาสปอร์แขวนลอย ดังนั้น การใช้ NIRS จึงมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ตรวจหาสปอร์ของเชื้อราก่อโรคแอนแทรกโนสในผลมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264834 การชักนำแคลลัสและยอดของมันเทศญี่ปุ่นสีม่วงในสภาพปลอดเชื้อ 2024-11-25T22:51:43+07:00 เยาวพรรณ สนธิกุล yaowaphan.s@psu.ac.th สุคนฑา มาสู่สุข yaowaphan.s@psu.ac.th วิกันดา รัตนพันธ์ yaowaphan.s@psu.ac.th ธีร ศรีสวัสดิ์ yaowaphan.s@psu.ac.th นิตยา อัมรัตน์ yaowaphan.s@psu.ac.th สุรพล ฐิติธนากุล yaowaphan.s@psu.ac.th <p> มันเทศญี่ปุ่นสีม่วงได้รับความนิยมเนื่องจากรสชาติของหัวที่มีความอร่อย มีวิตามิน มีสารแอนโทไซยานิน และน้ำตาลสูง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค อย่างไรก็ตามในการปลูกเกษตรกรยังประสบปัญหาเรื่องคุณภาพของท่อนพันธุ์ และต้นทุนของท่อนพันธุ์นำเข้าที่มีราคาสูง ดังนั้น การทดลองนี้จึงได้นำเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมาชักนำให้เกิดแคลลัส และการชักนำยอดในมันเทศญี่ปุ่นสีม่วง วางแผนการทดลองแบบ CRD การศึกษาการชักนำแคลลัสโดยการเพาะเลี้ยงชิ้นส่วนใบและหัวบนอาหารแข็งสูตร MS ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต BA ความเข้มข้น 1.0 และ 2.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 0.1 0.5 และ 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีชุดการทดลองที่ไม่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโตเป็นชุดควบคุม เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ ส่วนการศึกษาการชักนำยอดโดยใช้ชิ้นส่วนข้อมาเพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร MS ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต BA ความเข้มข้น 0 0.25 0.5 1.0 1.5 และ 2.0 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ จากการทดลอง พบว่า การเพาะเลี้ยงชิ้นส่วนหัวบนอาหารแข็งสูตร MS ที่เติม BA ความเข้มข้น 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 1.0 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถสร้างแคลลัสได้ 100 เปอร์เซ็นต์ มีขนาดแคลลัสสูงสุด 1.51 เซนติเมตร ส่วนชิ้นส่วนใบที่เพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร MS ที่เติม BA ความเข้มข้น 2.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 0.1 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถสร้างแคลลัสได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แคลลัสที่ได้มีขนาด 1.33 เซนติเมตร การชักนำยอดจากชิ้นส่วนข้อที่เพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร MS ปราศจากสารควบคุมการเจริญเติบโต พบว่า สามารถสร้างยอดที่มีความยาวยอดสูงสุด 2.66 เซนติเมตร และมีเปอร์เซ็นต์การเกิดยอด 80 เปอร์เซ็นต์ ผลจากการศึกษาสามารถนำไปใช้เพื่อการผลิตต้นพันธุ์ที่มีคุณภาพ และปริมาณเพียงพอในการผลิตมันเทศญี่ปุ่นต่อไป</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264628 ผลของผงเปลือกและผงเมล็ดลำไยต่อความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระและความสามารถในการกำจัดสารไนไตรท์ของน้ำหมักที่ได้จากการกระบวนการหมักแอลกอฮอล์จากลำไย 2024-09-13T14:47:27+07:00 รจเรข ชคทันต์บดี meechai.l@agro.kmutnb.ac.th มีชัย ลัดดี meechai.l@agro.kmutnb.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของผงเปลือกและผงเมล็ดลำไยต่อประสิทธิภาพการหมักและการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพด้วยการหมักแอลกอฮอล์ด้วย <em>Saccharomyces cerevisiae</em> TISTR 5606 (SC90) โดยใช้แผนแบบการทดลองแบบแฟกทอเรียล 3x7 โดย ปัจจัยที่ 1 คือ สูตรอาหาร 3 สูตร และปัจจัยที่ 2 ระยะเวลาการหมัก 7 ช่วงเวลา จากนั้นตรวจสอบประสิทธิภาพการหมัก ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในการกำจัดไนไตรท์ ผลการทดลองพบว่า การเติมผงเมล็ดลำไยทำให้ประสิทธิภาพการหมักของยีสต์ต่ำกว่ากรณีที่ไม่เติมผงเมล็ด หรือเติมผงเมล็ดผสมกับผงเปลือกลำไย กล่าวคือ ทำให้ยีสต์เจริญเติบโตน้อย อัตราการใช้น้ำตาลต่ำ และปริมาณเอทานอลเมื่อสิ้นสุดการหมักต่ำกว่า ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระในรูปของค่า DPPH ของการหมักลำไยที่มีผงเปลือกลำไยเพียงอย่างเดียวมีแนวโน้มสูงกว่าการเติมเมล็ดลำไยผสมกับเปลือก หรือผงเมล็ดลำไยเพียงอย่างเดียว ส่วนค่า ABTS และ FRAP ของการหมักลำไยที่มีผงเมล็ดลำไยอย่างเดียวมีแนวโน้มสูงกว่าการเติมเมล็ดลำไยผสมกับเปลือก หรือผงเปลือกลำไยเพียงอย่างเดียว สำหรับความสามารถในการกำจัดไนไตรท์ พบว่า การเติมผงเปลือกและเมล็ดลำไยจะทำให้ได้น้ำหมักที่มีความสามารถการกำจัดไนไตรท์มากกว่ากรณีที่เติมผงเมล็ดลำไยอย่างเดียว หรือการเติมผงเมล็ดและผงเปลือกลำไย ส่วนระยะเวลาการหมักแสดงอิทธิพลที่ไม่ชัดเจนต่อความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระที่ตรวจวัดในรูปของ DPPH ABTS FRAP และความสามารถในการกำจัดไนไตรท์ การศึกษากระบวนการหมักแอลกอฮอล์จากลำไยสดทั้งลูกซึ่งลดขั้นตอนการทำแห้งเปลือกและเมล็ดลำไยเพื่อเพิ่มมูลค่าลำไยตกเกรดเป็นกระบวนการที่ควรศึกษาต่อไปในอนาคต</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264795 ผลของวัสดุปลูกร่วมกับการใช้สารชีวภัณฑ์ต่อลักษณะทางสรีรวิทยาและการเจริญเติบโตของกล้าปาล์มน้ำมันระยะอนุบาลแรก 2024-12-09T08:55:37+07:00 ธนนต์ รุ่งนิลรัตน์ theerapap.k@psu.ac.th ธีรพล ฆังคมณี theerapap.k@psu.ac.th ประมวล หน่อสกุล theerapap.k@psu.ac.th ธีรภาพ แก้วประดับ theerapap.k@psu.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเจริญเติบโตของกล้าปาล์มระยะอนุบาลแรกในวัสดุเพาะต่าง ๆ ร่วมกับสารชีวภัณฑ์ B-Palm และไตรโคเดอร์มาของหน่วยชีวภัณฑ์ ม.อ. วางแผนการทดลองแฟคทอเรียลแบบสุ่มสมบูรณ์มี 2 ปัจจัย ปัจจัยแรก คือ วัสดุเพาะแบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่ พีทมอส ขุยมะพร้าว และพีทมอสผสมดอกตัวผู้ปาล์มน้ำมัน (อัตราส่วน 1:1) ปัจจัยที่สอง คือ สารชีวภัณฑ์แบ่งเป็น 5 ชนิด ได้แก่ ไม่ใช้สารชีวภัณฑ์ B-Palm 5 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร B-Palm 10 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร B-Palm 20 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร และไตรโคเดอร์มา จากการศึกษา พบว่า ทุกชนิดของวัสดุปลูกและสารชีวภัณฑ์ส่งผลต่อการเจริญเติบโตในลักษณะความสูงต้น ความยาวใบ ความยาวราก น้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งต้น น้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งราก น้ำหนักสดและน้ำหนักแห้งรวม ในขณะที่การใช้วัสดุปลูกพีทมอสผสมดอกตัวผู้ปาล์มน้ำมันส่งผลต่อลักษณะความเขียวใบของกล้าปาล์มน้ำมันสูงที่สุด อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาการใช้วัสดุปลูกร่วมกับสารชีวภัณฑ์ พบว่า ส่วนใหญ่ให้ผลการเจริญเติบโตของต้นกล้าปาล์มอนุบาลแรกไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผลที่ได้นี้เป็นแนวทางแก่เกษตรกรในการนำสิ่งที่ไม่ใช้ประโยชน์ในสวนปาล์มน้ำมัน คือ ช่อดอกตัวผู้ หรือขุยมะพร้าวที่มีราคาถูกมาเป็นวัสดุปลูกเพื่อลดต้นทุนได้</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264873 ผลของถ่านชีวภาพต่อสมบัติทางเคมี ชีวภาพทางดิน และผลผลิตของมะเขือเทศราชินีบริโภคสด 2024-11-04T12:59:01+07:00 พรทิพย์ พุทธโส Puttaso.p@ms.npu.ac.th เสาวคนธ์ เหมวงษ์ Puttaso.p@ms.npu.ac.th ปาริชาติ ปานวงศ์ Puttaso.p@ms.npu.ac.th <p> ถ่านชีวภาพ เป็นวัสดุที่มีความสำคัญ สามารถปรับปรุงคุณภาพดินและเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาอิทธิพลของถ่านชีวภาพต่อสมบัติทางเคมี ชีวภาพของดิน และผลผลิตของมะเขือเทศบริโภคสด วางแผนการทดลองแบบสุ่มแบบสมบูรณ์ จำนวน 4 ซ้ำ ประกอบด้วย 3 กรรมวิธี ได้แก่ 1) ดินอย่างเดียว 2) ถ่านชีวภาพไม้ไผ่ และ 3) ถ่านชีวภาพแกลบ จากผลการทดลอง พบว่า การใช้ถ่านชีวภาพไม้ไผ่ และถ่านชีวภาพแกลบ ส่งผลทำให้มีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดิน (36.77 mg kg<sup>-1</sup>) และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ (189.33 mg kg<sup>-1</sup>) เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับกรรมวิธีที่มีดินอย่างเดียว เนื่องจากสมบัติของถ่านชีวภาพมีความพรุน และมีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกจึงส่งผลทำให้มีปริมาณของธาตุอาหารเพิ่มขึ้น ในช่วงอายุของมะเขือเทศ 30 วัน ถ่านชีวภาพแกลบส่งผลให้มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับปริมาณมวลชีวภาพจุลินทรีย์คาร์บอนในดินที่มากที่สุด นอกจากนี้ ถ่านชีวภาพแกลบก็ยังส่งผลให้เกิดกิจกรรมของเอนไซม์ Phenoloxidase และ Peroxidase (1.78 และ 0.43 µmol dicg g<sup>-1</sup> soil<sup>-1</sup> h<sup>-1</sup>ตามลำดับ) เพิ่มขึ้นอีกด้วย แต่กลับพบว่า ถ่านชีวภาพไม้ไผ่ส่งผลให้เกิดกิจกรรมของ B-glucosidase (16.54 µg PNG g<sup>-1</sup> soil <sup>-1</sup>h<sup>-1</sup>) สำหรับผลผลิตถ่านชีวภาพไม้ไผ่ส่งผลทำให้มีจำนวนเฉลี่ยของผลต่อต้น (62.02 ผลต่อต้น) น้ำหนักเฉลี่ยต่อต้น (393.02 กรัมต่อต้น) และปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ (7.43 °Brix) มากกว่ากรรมวิธีอื่นในช่วงอายุของมะเขือเทศ 30 วันหลังย้ายปลูก ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าถ่านชีวภาพทั้งสองชนิดส่งผลต่อสมบัติทางเคมีและชีวภาพของดิน ตลอดทำให้จำนวนผล น้ำหนัก และปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ของมะเขือเทศเพิ่มขึ้น</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264844 ประสิทธิภาพของการบ่มเซรั่มน้ำยางธรรมชาติร่วมกับบาซิลลัส ต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตของกวางตุ้งฮ่องเต้ 2024-10-11T12:25:50+07:00 อรทัย แดงสวัสดิ์ patima.pe@psu.ac.th พัชรนันท์ เพชร์พรหม patima.pe@psu.ac.th ณิชกานต์ การขยัน patima.pe@psu.ac.th วราภรณ์ สีหาโมก patima.pe@psu.ac.th พัทธพล พรหมภักดี patima.pe@psu.ac.th ธีร ศรีสวัสดิ์ patima.pe@psu.ac.th ปฏิมา เพิ่มพูนพัฒนา patima.pe@psu.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเซรั่มน้ำยางธรรมชาติ ที่นำมาบ่มร่วมกับสปอร์ของโพรไบโอติก สกุลบาซิลลัส 4 ชนิด ได้แก่ <em>Bacillus aryabhatta</em> (CKNJh11) <em>B. pseudomycoides</em> (THPS1) <em>B. fusiformis</em> (PWR01) และ <em>B. marisflavi</em> (OYNH19) ทั้งที่ห่อหุ้มและไม่ห่อหุ้มด้วยโซเดียมแอลจิเนตต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตของกวางตุ้งฮ่องเต้ เป็นระยะเวลา 35 วันหลังการปลูก งานวิจัยนี้วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ แต่ละชุดการทดลองจะมีทั้งหมด 3 กระถาง ในแต่ละกระถางปลูกกวางตุ้งฮ่องเต้ 3 ต้น จากผลการทดลอง พบว่า ชุดการทดลองกลุ่มที่ให้เซรั่มน้ำยางหมักโพรไบโอติกรูปแบบสปอร์ระยะเวลาหมัก 7 วัน มีอัตราการเจริญเติบโตของกวางตุ้งฮ่องเต้ดีที่สุด ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความสูงของลำต้น ความอวบของลำต้น ความกว้างใบ ความยาวใบ และความยาวก้านใบอยู่ที่ 16.20 2.56 7.80 10.83 และ 6.00 เซนติเมตร ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยจำนวนใบอยู่ที่ 13 ใบต่อต้น ส่วนผลของค่าน้ำหนักสดและน้ำหนักแห้ง มีค่าเฉลี่ยต่อต้น คือ 50.76 และ 6.91 กรัม ตามลำดับ และกลุ่มที่เสริมด้วยเซรั่มน้ำยางที่ไม่ได้หมักกับโพรไบโอติก มีค่าเฉลี่ยความสูงของลำต้น ค่าเฉลี่ยความอวบของลำต้น ค่าเฉลี่ยความกว้างใบ ค่าเฉลี่ยความยาวใบ และค่าเฉลี่ยความยาวก้านใบอยู่ที่ 15.73 2.40 7.43 10.06 และ 5.50 เซนติเมตร ตามลำดับ ค่าเฉลี่ยจำนวนใบอยู่ที่ 12.33 ใบต่อต้น โดยทั้ง 2 กลุ่มมีอัตราการเจริญเติบโตเทียบเท่ากับกลุ่มที่ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 ดังนั้นจากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า เซรั่มน้ำยางธรรมชาติที่บ่มด้วยโพรไบโอติกแบบไม่ห่อหุ้มเป็นระยะเวลา 7 วัน และเซรั่มน้ำยางที่ไม่มีการบ่มด้วยแบคทีเรียโพรไบโอติก ทำให้กวางตุ้งฮ่องเต้มีอัตราการเจริญเติบโตดีที่สุด เทียบเท่ากับกลุ่มให้ปุ๋ยเคมี จึงสามารถใช้เป็นทางเลือกทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของกวางตุ้งฮ่องเต้ได้</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/267156 ความรู้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอุบลราชธานีตามมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในจังหวัดอุบลราชธานี 2025-05-30T07:55:44+07:00 นุศรา เดชคำภู saisakul_tor@yahoo.com พหล ศักดิ์คะทัศน์ saisakul_tor@yahoo.com กังสดาล กนกหงส์ saisakul_tor@yahoo.com สายสกุล ฟองมูล saisakul_tor@yahoo.com <p> การวิจัยเรื่องความรู้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอุบลราชธานีตามสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ในจังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และสังคมของเกษตรกร 2) ความรู้ในด้านปลูกข้าวหอมมะลิอุบลราชธานีของเกษตรกร 3) ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ของเกษตรกร 4) ปัญหาและข้อเสนอแนะของเกษตรกรในการปลูกข้าวหอมมะลิอุบลราชธานีตามมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ข้าวหอมมะลิอุบลราชธานี กับเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี ในปี พ.ศ. 2566 จำนวน 231 ราย ขนาดกลุ่มตัวอย่างได้ 146 ราย โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) เกษตรกร ร้อยละ 71.10 เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 55.69 ปี จบประถมศึกษา หรือต่ำกว่า (ร้อยละ 43.20) สมรสแล้ว (ร้อยละ 85.60) มีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4 คน มีรายได้ภาคการเกษตรเฉลี่ย 56,690.41 บาทต่อปี ถือครองที่ดินเอง (ร้อยละ 89.00) พื้นที่ทำการเกษตรเฉลี่ย 14.17 ไร่ ได้รับการฝึกอบรมเฉลี่ย 4 ครั้งต่อปี เข้าพบเจ้าหน้าที่ 4 ครั้งต่อปี ได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการปลูกข้าวเฉลี่ย 8.34 ครั้งต่อปี โดยส่วนใหญ่ผ่านทางเจ้าหน้าที่รัฐ และทางผู้นำชุมชน หาความรู้เกี่ยวกับการปลูกข้าวผ่านทางออนไลน์ (ร้อยละ 39.00) 2) เกษตรกรมีความรู้ในการปลูกข้าวหอมมะลิอุบลราชธานีตามมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 96.60) แสดงให้เห็นถึง การตระหนักรู้และความเข้าใจในหลักเกณฑ์ แนวทางการปฏิบัติ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการผลิตข้าวหอมมะลิภายใต้กรอบของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในด้านการเลือกใช้พันธุ์ การเตรียมแปลง การดูแลรักษาตลอดจนกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งเกษตรกรสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงประสิทธิผลของการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งจากการอบรม การเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานภาครัฐ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ ส่งผลให้เกษตรกรมีความสามารถในการปฏิบัติตามมาตรฐานและรักษาคุณภาพของผลผลิตให้สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนดอันเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและความยั่งยืนในการผลิตข้าวหอมมะลิอุบลราชธานีในระยะยาว 3) ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอุบลราชธานีตามสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ คือ สมาชิกในครัวเรือน การได้รับการฝึกอบรม และการเข้าพบเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรแนะนำให้มีการติดตามและให้คำปรึกษาในขั้นตอนในการปลูกข้าว และช่วยจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการปลูกข้าวของแต่ละกลุ่มให้เพียงพอต่อการใช้สอย นอกจากนี้ เกษตรกรแนะนำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูแลในเรื่องของการขนส่งข้าวและตลาดที่รองรับในการรับซื้อข้าวหอมมะลิอุบลราชธานี</p> 2026-01-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารผลิตกรรมการเกษตร