https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/issue/feed
วารสารผลิตกรรมการเกษตร
2026-06-08T14:21:49+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัทมา หาญนอก
jap@mju.ac.th
Open Journal Systems
<p> <strong>วารสารผลิตกรรมการเกษตร (Maejo Journal of Agricultural Production: mJAP)</strong> จัดทำโดยคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านการเกษตรและสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตร วารสารรับพิจารณาต้นฉบับบทความวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ บทความวิจัยฉบับเต็ม (Full-length Article) บทความสั้น (Short Communication) และ บทความปริทัศน์หรือบทความประมวลความรู้เชิงวิเคราะห์ (Review Article) โดยบทความที่ส่งมาจะต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์มาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาในวารสารอื่น</p> <p> วารสารรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั้งในและนอกสถาบัน โดยมีค่าธรรมเนียมการดำเนินการ (Article Processing Charge) จำนวน 3,500 บาท โดยวารสารจะแจ้งให้ผู้แต่งชำระค่าดำเนินการ ก่อนส่งต้นฉบับบทความเพื่อประเมิน และวารสารขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าดำเนินการให้ในทุกกรณี ค่าธรรมเนียมการดำเนินการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคุณภาพของบทความเพื่อการตอบรับตีพิมพ์แต่อย่างใด แต่ให้เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่ง สำหรับการประเมินต้นฉบับทุกบทความจะผ่านการตรวจประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องจากต่างสถาบัน จำนวน 3 ท่าน โดยกระบวนการพิจารณาและแจ้งผลใช้ระยะเวลาประมาณ 120 วัน (<a href="https://drive.google.com/file/d/10NjbOGJS-DYfpcZvfZc_ORDefVpg9LpJ/view">แผนผังขั้นตอนการพิจารณาบทความ</a>) ทั้งนี้ คณะผู้จัดทำไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และมิใช่ความรับผิดชอบของคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ให้เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่ง ส่วนการทำซ้ำหรือการนำภาพ ตาราง หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหาจากบทความที่ตีพิมพ์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากวารสาร หรือได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากกองบรรณาธิการก่อนทุกครั้ง</p> <p>วารสารมีกำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p>เดือนมกราคม ถึง เมษายน</p> <p>เดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม</p> <p>เดือนกันยายน ถึง ธันวาคม</p> <p> วารสารเริ่มตีพิมพ์ฉบับแรกในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 (ปีที่ 1 ฉบับที่ 1) ผู้อ่านสามารถเข้าถึงบทความที่ตีพิมพ์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (Open Access)</p> <p><a href="http://jap.mju.ac.th/file/Fee.pdf" target="_blank" rel="noopener"><strong>ประกาศมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เรื่อง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></a></p> <p> </p> <table style="height: 120px;" width="576"> <tbody> <tr> <td width="378"> <p><strong> ค่าธรรมเนียม</strong></p> </td> <td width="85"> <p><strong> แบบปกติ</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="378"> <p><br />อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความทางวิชาการ<br />วารสารผลิตกรรมการเกษตร</p> </td> <td width="85"> <p> 3,500</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> </p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/269403
การใช้เทคโนโลยีในการผลิตอ้อยของสมาชิกแปลงใหญ่อ้อยโรงงานในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
2025-10-15T12:31:55+07:00
นันธิชา แจ่มแจ้ง
nanthicha.ja@ku.th
ชลาธร จูเจริญ
fagrchch@ku.th
สุพัตรา ศรีสุวรรณ
agrstsw@ku.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล ปัจจัยด้านเศรษฐกิจของสมาชิกแปลงใหญ่อ้อยโรงงานในอำเภอตาคลี 2) การเปิดรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีการผลิตอ้อยของสมาชิก 3) การใช้เทคโนโลยีการผลิตอ้อยของสมาชิก 4) เปรียบเทียบปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และการเปิดรับข้อมูลข่าวสารกับการใช้เทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่าง คือ สมาชิกแปลงใหญ่อ้อยโรงงานในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องเพิ่มผลผลิตอ้อยด้วยนวัตกรรมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 110 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test F-test และวิเคราะห์ LSD สำหรับทดสอบความแตกต่างรายคู่ ผลการวิจัยพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 58.30 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา สมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.45 คน ประสบการณ์ปลูกอ้อย เฉลี่ย 25.13 ปี จำนวนแรงงานเฉลี่ย 5.10 คน รายได้จากการปลูกอ้อยเฉลี่ย 11,063.64 บาท/ไร่ รายจ่ายเฉลี่ย 8,675.12 บาท/ไร่ มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตอ้อยในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ 1) การใช้เทคโนโลยีในการเลือกใช้พันธุ์อ้อย 2) การใช้เทคโนโลยีในการเตรียมดิน 3) การใช้เทคโนโลยีในการปลูก 4) การใช้เทคโนโลยีในการดูแลรักษา 5) การใช้เทคโนโลยีในการเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยว ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประสบการณ์ จำนวนแรงงาน ผลผลิต และสื่อบุคคล ที่แตกต่างกันมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตอ้อยแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/269572
การประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการผลิตและการแปรรูปสมุนไพรให้มีคุณภาพปลอดภัยสูงของเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา
2025-10-28T10:07:48+07:00
เกษร จำปา
boonchai_26@hotmail.com
ผานิตย์ นาขยัน
boonchai_26@hotmail.com
ปรมินทร์ นาระทะ
boonchai_26@hotmail.com
รัชชานนท์ สมบูรณ์ชัย
boonchai_26@hotmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทโครงการผลิตและการแปรรูปสมุนไพรให้มีคุณภาพปลอดภัยสูงของเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา และ 2) ประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการผลิตและการแปรรูปสมุนไพรให้มีคุณภาพปลอดภัยสูงของเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ เกษตรกรผู้ปลูกพืชสมุนไพรของโครงการฯ จำนวน 45 คน ใช้แบบสอบถามรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่โครงการของจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางกายภาพในการปลูกพืชสมุนไพร ที่สอดคล้องกับความต้องการ จึงทำให้เกิดการขับเคลื่อนโครงการผลิตและการแปรรูปสมุนไพรให้มีคุณภาพปลอดภัยฯ ด้านการประเมินผลโครงการด้วย CIPP model พบว่า ภาพรวมการประเมินด้านประสิทธิภาพของโครงการอยู่ในระดับมาก (4.03) ด้านปัจจัยนำเข้า ประสิทธิภาพโครงการอยู่ในระดับมากที่สุด (4.23) มีการสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ ส่งผลต่อการดำเนินโครงการ ด้านบริบทประสิทธิภาพโครงการอยู่ในระดับมาก (4.09) เป็นโครงการที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ตอบโจทย์สภาพปัญหาและความต้องการของเกษตรกร เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมในปัจจุบัน ด้านกระบวนการดำเนินงาน ประสิทธิภาพโครงการอยู่ในระดับมาก (4.077) พบว่า มีการวางแผนการดำเนินงาน กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ การติดตามผล ควรปรับปรุงว่าการตรวจเยี่ยมแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ด้านผลผลิต ประสิทธิภาพโครงการอยู่ในระดับมาก (3.75) และเกษตรกรมีความพึงพอใจระดับมาก (3.93) ด้วยมีผลการดำเนินงานและผลผลิตเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ผลกระทบของโครงการ ประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (4.29) เนื่องจากส่งผลต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกร รวมถึงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรโดยเฉพาะการลดใช้สารเคมี จึงทำให้เห็นว่าโครงการทำให้เกิดการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงเป็นการบูรณาการภาครัฐ เอกชน และสร้างชุมชนเพื่อความยั่งยืน เป็นต้นแบบการพัฒนาสมุนไพรคุณภาพสูงในพื้นที่ และสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศ</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270582
การยอมรับการผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมของเกษตรกรในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-01-30T16:09:26+07:00
ณัฐวุฒิ จั่นทอง
theman_vanz@hotmail.com
พหล ศักดิ์คะทัศน์
theman_vanz@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และสังคมของเกษตรกร 2) ระดับการยอมรับการผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม และ 3) ปัญหาในการผลิตพืชสมุนไพร กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้ผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 40 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 53 ปี มีสถานภาพสมรส ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้รับการศึกษาเฉลี่ย 8 - 9 ปี มีสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ย 4 คน มีประสบการณ์ในการผลิตพืชสมุนไพร (GAP) เฉลี่ย 6 ปี มีรายได้จากการผลิตพืชสมุนไพร (GAP) เฉลี่ย 258,210 บาท/ปี และมีรายได้อื่น ๆ (ส่วนใหญ่เป็นงานรับจ้างทั่วไป) เฉลี่ย 62,885 บาท/ปี มีหนี้สินจากการเกษตรเฉลี่ย 60,265 บาท/ครัวเรือน มีผลผลิตพืชสมุนไพร (GAP) เฉลี่ย 1,550 กิโลกรัม/ปี มีขนาดพื้นที่ในการเพาะปลูกเฉลี่ย 4 ไร่ ส่วนใหญ่ใช้แรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 3 คน ในรอบปีที่ผ่านมามีการฝึกอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมเฉลี่ย 1 - 2 ครั้ง มีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่เฉลี่ย 20 ครั้ง ได้รับความรู้และข่าวสารจากเจ้าหน้าที่ผ่านการติดต่อทางช่องทางออนไลน์เป็นหลัก และเกษตรกรมีการยอมรับการผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.42) เมื่อพิจารณารายด้านเรียงตามลำดับ ได้แก่ ด้านการส่งเสริมและข้อมูลข่าวสาร มีระดับการยอมรับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.67) รองลงมา คือ ด้านมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร และด้านการค้าและการตลาด (ค่าเฉลี่ย 4.54 4.25 และ 4.22 ตามลำดับ) ส่วนปัญหาในการผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.44) เมื่อพิจารณารายด้านเรียงตามลำดับ ได้แก่ ปัญหาด้านเงินทุนมีระดับปัญหามากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 3.10) รองลงมา คือ ปัญหาด้านทักษะของแรงงาน และปัญหาด้านการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัย (ค่าเฉลี่ย 3.00 และ 2.90 ตามลำดับ) สำหรับปัญหาด้านอื่น ๆ นั้น เกษตรกรพบปัญหาในระดับน้อยและน้อยที่สุด</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270220
แนวทางการส่งเสริมการผลิตสับปะรดปัตตาเวียตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับสับปะรด ของเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ จังหวัดหนองคาย
2026-02-20T10:31:35+07:00
หัสยา จันทิมา
n-nook39@hotmail.com
สินีนุช ครุฑเมือง แสนเสริม
hussaya.j05@gmail.com
นารีรัตน์ สีระสาร
hussaya.j05@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพส่วนบุคคล สังคม และเศรษฐกิจของเกษตรกรแปลงใหญ่ 2) การผลิตสับปะรดปัตตาเวียตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับสับปะรดของเกษตรกรแปลงใหญ่ 3) ความต้องการการส่งเสริมการผลิตสับปะรดปัตตาเวียตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับสับปะรดของเกษตรกรแปลงใหญ่ 4) ปัญหาในการผลิตสับปะรดปัตตาเวียตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับสับปะรดของเกษตรกรแปลงใหญ่ และ 5) แนวทางการส่งเสริมการผลิตสับปะรดปัตตาเวียตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับสับปะรดของเกษตรกรแปลงใหญ่ ประชากร คือ เกษตรกรแปลงใหญ่สับปะรดปัตตาเวียในอำเภอศรีเชียงใหม่ และอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ปี พ.ศ. 2567 จำนวน 123 ราย ศึกษาจากประชากรทั้งหมด เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 54.86 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษามีพื้นที่ปลูกเฉลี่ย 6.54 ไร่ ใช้เงินทุนของตนเองเป็นหลัก มีประสบการณ์การผลิตเฉลี่ย 10.02 ปี ได้รับการฝึกอบรมเฉลี่ย 3.29 ครั้ง ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 37,433 บาทต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 4,530.89 กิโลกรัมต่อไร่ รายได้เฉลี่ย 501,658.54 บาทต่อปี จำหน่ายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลางเป็นส่วนใหญ่ เกษตรกรมีการปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP อยู่ในระดับมากที่สุด มีความต้องการการส่งเสริมอยู่ในระดับมาก เกษตรกรมีปัญหาในการผลิตสับปะรดอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีปัญหาด้านการแปรรูปและการตลาดในระดับมาก ได้แก่ ขาดประสบการณ์ในการแปรรูป ต้นทุนสูง และขาดสถานที่แปรรูปที่ถูกสุขลักษณะ เกษตรกรเห็นด้วยกับแนวทางการส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP ในระดับมาก โดยเห็นด้วยสูงสุดกับการฝึกอบรมระยะสั้น การศึกษาดูงาน และการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ดังนั้น จึงแนะนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนองค์ความรู้ในด้านการจัดการเกี่ยวกับการผลิตสับปะรด GAP และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตสับปะรดให้แก่เกษตรกร</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร