https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/issue/feed
วารสารผลิตกรรมการเกษตร
2026-09-01T00:00:00+07:00
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัทมา หาญนอก
jap@mju.ac.th
Open Journal Systems
<p> <strong>วารสารผลิตกรรมการเกษตร (Maejo Journal of Agricultural Production: mJAP)</strong> จัดทำโดยคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านการเกษตรและสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตร วารสารรับพิจารณาต้นฉบับบทความวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ บทความวิจัยฉบับเต็ม (Full-length Article) บทความสั้น (Short Communication) และ บทความปริทัศน์หรือบทความประมวลความรู้เชิงวิเคราะห์ (Review Article) โดยบทความที่ส่งมาจะต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์มาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาในวารสารอื่น</p> <p> วารสารรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั้งในและนอกสถาบัน โดยมีค่าธรรมเนียมการดำเนินการ (Article Processing Charge) จำนวน 3,500 บาท โดยวารสารจะแจ้งให้ผู้แต่งชำระค่าดำเนินการ ก่อนส่งต้นฉบับบทความเพื่อประเมิน และวารสารขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าดำเนินการให้ในทุกกรณี ค่าธรรมเนียมการดำเนินการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคุณภาพของบทความเพื่อการตอบรับตีพิมพ์แต่อย่างใด แต่ให้เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่ง สำหรับการประเมินต้นฉบับทุกบทความจะผ่านการตรวจประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องจากต่างสถาบัน จำนวน 3 ท่าน โดยกระบวนการพิจารณาและแจ้งผลใช้ระยะเวลาประมาณ 120 วัน (<a href="https://drive.google.com/file/d/10NjbOGJS-DYfpcZvfZc_ORDefVpg9LpJ/view">แผนผังขั้นตอนการพิจารณาบทความ</a>) ทั้งนี้ คณะผู้จัดทำไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และมิใช่ความรับผิดชอบของคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ให้เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่ง ส่วนการทำซ้ำหรือการนำภาพ ตาราง หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหาจากบทความที่ตีพิมพ์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากวารสาร หรือได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากกองบรรณาธิการก่อนทุกครั้ง</p> <p>วารสารมีกำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p>•<span class="html-span xexx8yu xyri2b x18d9i69 x1c1uobl x1hl2dhg x16tdsg8 x1vvkbs x3nfvp2 x1j61x8r x1fcty0u xdj266r xat24cr xm2jcoa x1mpyi22 xxymvpz"> </span>เดือนมกราคม ถึง เมษายน</p> <p>• เดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม</p> <p>• เดือนกันยายน ถึง ธันวาคม</p> <p> วารสารเริ่มตีพิมพ์ฉบับแรกในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 (ปีที่ 1 ฉบับที่ 1) ผู้อ่านสามารถเข้าถึงบทความที่ตีพิมพ์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (Open Access)</p> <p><a href="http://jap.mju.ac.th/file/Fee.pdf" target="_blank" rel="noopener"><strong>ประกาศมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เรื่อง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></a></p> <p> </p> <table style="height: 120px;" width="576"> <tbody> <tr> <td width="378"> <p><strong> ค่าธรรมเนียม</strong></p> </td> <td width="85"> <p><strong> แบบปกติ</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="378"> <p><br />อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความทางวิชาการ<br />วารสารผลิตกรรมการเกษตร</p> </td> <td width="85"> <p> 3,500</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> </p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/269403
การใช้เทคโนโลยีในการผลิตอ้อยของสมาชิกแปลงใหญ่อ้อยโรงงานในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
2025-10-15T12:31:55+07:00
นันธิชา แจ่มแจ้ง
nanthicha.ja@ku.th
ชลาธร จูเจริญ
fagrchch@ku.th
สุพัตรา ศรีสุวรรณ
agrstsw@ku.ac.th
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล ปัจจัยด้านเศรษฐกิจของสมาชิกแปลงใหญ่อ้อยโรงงานในอำเภอตาคลี 2) การเปิดรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีการผลิตอ้อยของสมาชิก 3) การใช้เทคโนโลยีการผลิตอ้อยของสมาชิก 4) เปรียบเทียบปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และการเปิดรับข้อมูลข่าวสารกับการใช้เทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่าง คือ สมาชิกแปลงใหญ่อ้อยโรงงานในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องเพิ่มผลผลิตอ้อยด้วยนวัตกรรมของกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 110 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test F-test และวิเคราะห์ LSD สำหรับทดสอบความแตกต่างรายคู่ ผลการวิจัยพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 58.30 ปี การศึกษาระดับประถมศึกษา สมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.45 คน ประสบการณ์ปลูกอ้อย เฉลี่ย 25.13 ปี จำนวนแรงงานเฉลี่ย 5.10 คน รายได้จากการปลูกอ้อยเฉลี่ย 11,063.64 บาท/ไร่ รายจ่ายเฉลี่ย 8,675.12 บาท/ไร่ มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตอ้อยในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ได้แก่ 1) การใช้เทคโนโลยีในการเลือกใช้พันธุ์อ้อย 2) การใช้เทคโนโลยีในการเตรียมดิน 3) การใช้เทคโนโลยีในการปลูก 4) การใช้เทคโนโลยีในการดูแลรักษา 5) การใช้เทคโนโลยีในการเก็บเกี่ยว และหลังการเก็บเกี่ยว ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ประสบการณ์ จำนวนแรงงาน ผลผลิต และสื่อบุคคล ที่แตกต่างกันมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตอ้อยแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/269572
การประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการผลิตและการแปรรูปสมุนไพรให้มีคุณภาพปลอดภัยสูงของเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา
2025-10-28T10:07:48+07:00
เกษร จำปา
boonchai_26@hotmail.com
ผานิตย์ นาขยัน
boonchai_26@hotmail.com
ปรมินทร์ นาระทะ
boonchai_26@hotmail.com
รัชชานนท์ สมบูรณ์ชัย
boonchai_26@hotmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทโครงการผลิตและการแปรรูปสมุนไพรให้มีคุณภาพปลอดภัยสูงของเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา และ 2) ประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการผลิตและการแปรรูปสมุนไพรให้มีคุณภาพปลอดภัยสูงของเกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ เกษตรกรผู้ปลูกพืชสมุนไพรของโครงการฯ จำนวน 45 คน ใช้แบบสอบถามรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่โครงการของจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางกายภาพในการปลูกพืชสมุนไพร ที่สอดคล้องกับความต้องการ จึงทำให้เกิดการขับเคลื่อนโครงการผลิตและการแปรรูปสมุนไพรให้มีคุณภาพปลอดภัยฯ ด้านการประเมินผลโครงการด้วย CIPP model พบว่า ภาพรวมการประเมินด้านประสิทธิภาพของโครงการอยู่ในระดับมาก (4.03) ด้านปัจจัยนำเข้า ประสิทธิภาพโครงการอยู่ในระดับมากที่สุด (4.23) มีการสนับสนุนงบประมาณ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ ส่งผลต่อการดำเนินโครงการ ด้านบริบทประสิทธิภาพโครงการอยู่ในระดับมาก (4.09) เป็นโครงการที่มีความจำเป็นและสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ตอบโจทย์สภาพปัญหาและความต้องการของเกษตรกร เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมในปัจจุบัน ด้านกระบวนการดำเนินงาน ประสิทธิภาพโครงการอยู่ในระดับมาก (4.077) พบว่า มีการวางแผนการดำเนินงาน กระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ การติดตามผล ควรปรับปรุงว่าการตรวจเยี่ยมแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ด้านผลผลิต ประสิทธิภาพโครงการอยู่ในระดับมาก (3.75) และเกษตรกรมีความพึงพอใจระดับมาก (3.93) ด้วยมีผลการดำเนินงานและผลผลิตเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ผลกระทบของโครงการ ประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากที่สุด (4.29) เนื่องจากส่งผลต่ออาชีพและรายได้ของเกษตรกร รวมถึงคุณภาพชีวิตของเกษตรกรโดยเฉพาะการลดใช้สารเคมี จึงทำให้เห็นว่าโครงการทำให้เกิดการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงเป็นการบูรณาการภาครัฐ เอกชน และสร้างชุมชนเพื่อความยั่งยืน เป็นต้นแบบการพัฒนาสมุนไพรคุณภาพสูงในพื้นที่ และสอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจฐานชีวภาพของประเทศ</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270582
การยอมรับการผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมของเกษตรกรในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-01-30T16:09:26+07:00
ณัฐวุฒิ จั่นทอง
theman_vanz@hotmail.com
พหล ศักดิ์คะทัศน์
theman_vanz@hotmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และสังคมของเกษตรกร 2) ระดับการยอมรับการผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม และ 3) ปัญหาในการผลิตพืชสมุนไพร กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้ผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมในอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 40 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 53 ปี มีสถานภาพสมรส ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ได้รับการศึกษาเฉลี่ย 8 - 9 ปี มีสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ย 4 คน มีประสบการณ์ในการผลิตพืชสมุนไพร (GAP) เฉลี่ย 6 ปี มีรายได้จากการผลิตพืชสมุนไพร (GAP) เฉลี่ย 258,210 บาท/ปี และมีรายได้อื่น ๆ (ส่วนใหญ่เป็นงานรับจ้างทั่วไป) เฉลี่ย 62,885 บาท/ปี มีหนี้สินจากการเกษตรเฉลี่ย 60,265 บาท/ครัวเรือน มีผลผลิตพืชสมุนไพร (GAP) เฉลี่ย 1,550 กิโลกรัม/ปี มีขนาดพื้นที่ในการเพาะปลูกเฉลี่ย 4 ไร่ ส่วนใหญ่ใช้แรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 3 คน ในรอบปีที่ผ่านมามีการฝึกอบรมเกี่ยวกับมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมเฉลี่ย 1 - 2 ครั้ง มีการติดต่อกับเจ้าหน้าที่เฉลี่ย 20 ครั้ง ได้รับความรู้และข่าวสารจากเจ้าหน้าที่ผ่านการติดต่อทางช่องทางออนไลน์เป็นหลัก และเกษตรกรมีการยอมรับการผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.42) เมื่อพิจารณารายด้านเรียงตามลำดับ ได้แก่ ด้านการส่งเสริมและข้อมูลข่าวสาร มีระดับการยอมรับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.67) รองลงมา คือ ด้านมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ด้านเทคโนโลยีทางการเกษตร และด้านการค้าและการตลาด (ค่าเฉลี่ย 4.54 4.25 และ 4.22 ตามลำดับ) ส่วนปัญหาในการผลิตพืชสมุนไพรตามมาตรฐานทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ภาพรวมอยู่ในระดับน้อย (ค่าเฉลี่ย 2.44) เมื่อพิจารณารายด้านเรียงตามลำดับ ได้แก่ ปัญหาด้านเงินทุนมีระดับปัญหามากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 3.10) รองลงมา คือ ปัญหาด้านทักษะของแรงงาน และปัญหาด้านการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัย (ค่าเฉลี่ย 3.00 และ 2.90 ตามลำดับ) สำหรับปัญหาด้านอื่น ๆ นั้น เกษตรกรพบปัญหาในระดับน้อยและน้อยที่สุด</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270220
แนวทางการส่งเสริมการผลิตสับปะรดปัตตาเวียตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับสับปะรด ของเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ จังหวัดหนองคาย
2026-02-20T10:31:35+07:00
หัสยา จันทิมา
n-nook39@hotmail.com
สินีนุช ครุฑเมือง แสนเสริม
hussaya.j05@gmail.com
นารีรัตน์ สีระสาร
hussaya.j05@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพส่วนบุคคล สังคม และเศรษฐกิจของเกษตรกรแปลงใหญ่ 2) การผลิตสับปะรดปัตตาเวียตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับสับปะรดของเกษตรกรแปลงใหญ่ 3) ความต้องการการส่งเสริมการผลิตสับปะรดปัตตาเวียตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับสับปะรดของเกษตรกรแปลงใหญ่ 4) ปัญหาในการผลิตสับปะรดปัตตาเวียตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับสับปะรดของเกษตรกรแปลงใหญ่ และ 5) แนวทางการส่งเสริมการผลิตสับปะรดปัตตาเวียตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับสับปะรดของเกษตรกรแปลงใหญ่ ประชากร คือ เกษตรกรแปลงใหญ่สับปะรดปัตตาเวียในอำเภอศรีเชียงใหม่ และอำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย ปี พ.ศ. 2567 จำนวน 123 ราย ศึกษาจากประชากรทั้งหมด เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 54.86 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษามีพื้นที่ปลูกเฉลี่ย 6.54 ไร่ ใช้เงินทุนของตนเองเป็นหลัก มีประสบการณ์การผลิตเฉลี่ย 10.02 ปี ได้รับการฝึกอบรมเฉลี่ย 3.29 ครั้ง ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 37,433 บาทต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 4,530.89 กิโลกรัมต่อไร่ รายได้เฉลี่ย 501,658.54 บาทต่อปี จำหน่ายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลางเป็นส่วนใหญ่ เกษตรกรมีการปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP อยู่ในระดับมากที่สุด มีความต้องการการส่งเสริมอยู่ในระดับมาก เกษตรกรมีปัญหาในการผลิตสับปะรดอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีปัญหาด้านการแปรรูปและการตลาดในระดับมาก ได้แก่ ขาดประสบการณ์ในการแปรรูป ต้นทุนสูง และขาดสถานที่แปรรูปที่ถูกสุขลักษณะ เกษตรกรเห็นด้วยกับแนวทางการส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP ในระดับมาก โดยเห็นด้วยสูงสุดกับการฝึกอบรมระยะสั้น การศึกษาดูงาน และการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ดังนั้น จึงแนะนำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนองค์ความรู้ในด้านการจัดการเกี่ยวกับการผลิตสับปะรด GAP และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตสับปะรดให้แก่เกษตรกร</p>
2026-06-08T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270303
การส่งเสริมการผลิตและยกระดับคุณภาพการผลิตสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เนื้อครามสกลนครของเกษตรกรในจังหวัดสกลนคร
2026-01-09T07:55:36+07:00
รุ่งอรุณ โสมูล
aomam.noah@gmail.com
สินีนุช ครุฑเมือง แสนเสริม
tukstou@hotmail.com
พลสราญ สราญรมย์
ponsaran.sar@stou.ac.th
<p> การผลิตครามเป็นภูมิปัญญาที่มีความสำคัญต่อการสร้างรายได้แก่เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดสกลนคร แต่กระบวนการผลิตต้นน้ำในปัจจุบันยังประสบปัญหาด้านมาตรฐาน การนำระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มาใช้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพและเพิ่มมูลค่าเนื้อครามสกลนคร อย่างไรก็ตาม เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ยังขาดความรู้เชิงเทคนิคและระบบการบันทึกข้อมูลเพื่อตรวจสอบย้อนกลับตามข้อกำหนดของ GI การวิจัยเชิงผสมวิธีนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและเปรียบเทียบความต้องการส่งเสริมเชิงพื้นที่ (area-based) ระหว่างอำเภอพรรณานิคม และอำเภออากาศอำนวย เพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริมให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มจากผู้ให้ข้อมูลหลัก 10 ราย และแบบสัมภาษณ์จากประชากรเกษตรกรผู้ปลูกคราม 165 ราย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน (t-test) ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรมีประสบการณ์สูง แต่กลับมีปัญหาด้านการยกระดับสู่มาตรฐาน GI ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.11) โดยเฉพาะการขาดระบบควบคุมคุณภาพภายในกลุ่ม ผลการทดสอบสมมติฐานชี้ให้เห็นว่า เกษตรกรในทั้งสองพื้นที่มีความต้องการส่งเสริมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><strong> ≤</strong> 0.05) โดยอำเภออากาศอำนวยมีความต้องการด้านองค์ความรู้และเทคนิคการผลิตเพื่อมาตรฐาน GI สูงกว่า ในขณะที่อำเภอพรรณานิคมต้องการการสนับสนุนด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์ ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจึงควรใช้แนวทางการส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ (area-based approach) เพื่อสนับสนุนเกษตรกรให้สอดคล้องกับความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p>
2026-07-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/269562
การประเมินจีโนไทป์ของห้อมด้วยเทคนิคทางชีวโมเลกุลเพื่ออนุรักษ์ไว้ในสภาพถิ่นเดิมของจังหวัดแพร่
2025-11-03T10:41:20+07:00
ณัฐพร จันทร์ฉาย
nuttapornchanchay@gmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำแนกชนิดและประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของพืชห้อมในจังหวัดแพร่ โดยใช้ข้อมูลลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ร่วมกับการวิเคราะห์ลำดับดีเอ็นเอบริเวณ <em>psbA–trnH</em> จำนวน 6 ตัวอย่าง จาก 4 แหล่งถิ่นที่ถูกเพาะเลี้ยงภายใต้สภาพควบคุมเป็นเวลา 8 เดือน เพื่อเปรียบเทียบลักษณะทางสัณฐานวิทยา ผลการศึกษาพบความแตกต่างชัดเจนของสีและขนาดใบ จำนวนกิ่ง ความสูงต้น และลักษณะดอก ซึ่งสามารถจำแนก SP1–SP2 เป็นกลุ่ม <em>Strobilanthes cusia</em> ขณะที่ SP3 มีความใกล้เคียงกับ <em>Baphicacanthus cusia</em> และ SP4 สอดคล้องกับ <em>Strobilanthes auriculata</em> การวิเคราะห์ลำดับเบสบริเวณ <em>psbA–trnH</em> สนับสนุนผลการจำแนกดังกล่าว โดยสามารถจัดกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม และมีความสอดคล้องกับฐานข้อมูล GenBank ในระดับ 97 - 99 เปอร์เซ็นต์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า เครื่องหมายโมเลกุลนี้มีศักยภาพในการจำแนกชนิดและประเมินความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของห้อม และสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลเพื่อการอนุรักษ์และการคัดเลือกพันธุ์ในอนาคต</p>
2026-07-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270700
Differential Growth Responses of Oryza sativa L. cv. KDML105 Seedling to IAA-Producing PGPR under Soil and Nutrient Solution Systems
2026-04-10T07:09:42+07:00
Chuthamat Atnaseo
chuthamat@mju.ac.th
Wannausa Phakham
Wannausa33@gmail.com
<p> Plant growth promoting rhizobacteria (PGPR) possess multiple properties, particularly their ability to synthesize indole-3-acetic acid (IAA), which have been shown to enhance plant growth renders them valuable for agricultural applications. This study assessed the effects of different IAA-producing PGPR on germination and growth of rice (KDML105) under different systems to identify effective isolates. Ten PGPR with high <em>in vitro</em> IAA production were selected and identified based on 16S rRNA. They belonged to three genera, <em>Klebsiella</em>, <em>Arthrobacter</em> and <em>Enterobacter</em> and could produce IAA at 43.52 - 90.73 µg/mL in 0.01% L-tryptophan. Germination test revealed that PGPR treatment did not improve germination rate and seed vigor. Evaluation in different systems showed that treatments influenced all growth parameters when tested in nutrient solution but have no effect on root length and number when tested in soil, indicating system dependent interactions. However, greater overall growth enhancement by PGPR was observed in soil. Isolates JC1-05 (<em>Klebsiella </em>sp.), JO1-01 (<em>Arthrobacter </em>sp.), and TC2-05 (<em>Enterobacter </em>sp.) performed best in soil, while JC1-05 and TC2-05 also performed well in solution. Higher IAA production of these isolates indicates a partial association with growth promotion but that alone does not ensure growth enhancement, which implies that other factors contributed to the effectiveness of PGPR. Hypothetically, PGPR effectiveness could be derived from a combination of plant-microbe compatibility, optimal IAA levels and other growth-promoting properties of the bacteria. These results suggest that while IAA-producing PGPR hold promise for enhancing rice growth, their effectiveness depends on additional factors, making screening multiple isolates essential.</p>
2026-07-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270973
การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทเกษตรกรรม พื้นที่ลุ่มน้ำแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
2026-03-06T16:36:32+07:00
สุพรรณิการ์ ศรีบุญเรือง
supanika4567@gmail.com
ปรัชญา ปิ่นขันธยงค์
sci.ocu@gmail.com
สุธีระ เหิมฮึก
sci.ocu@gmail.com
ปัญญารัตน์ ปัญญาเกียรติสิริ
sci.ocu@gmail.com
จุฑามาศ อาจนาเสียว
sci.ocu@gmail.com
วิชญ์ภาส สังพาลี
sci.ocu@gmail.com
<p> ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาและมีความลาดชันสูง ส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่ม การเกิดดินถล่มมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ปริมาณน้ำฝน การใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม เช่น การทำเกษตรกรรมบนพื้นที่สูง และการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งที่ผ่านมาดินถล่มได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และชีวิตของประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง การศึกษาครั้งนี้ได้นำระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ มาประยุกต์ใช้ร่วมกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดดินถล่ม ได้แก่ ปริมาณน้ำฝน ความลาดชัน การใช้ประโยชน์ที่ดิน ระดับความสูง ระยะห่างจากแหล่งน้ำ และระยะห่างจากรอยเลื่อน เพื่อจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มมากที่สุด มีพื้นที่ 52.69 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 9.28 โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี ความลาดชันมากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ และการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทเกษตรกรรม โดยเฉพาะกลุ่มไม้ผล ไม้ยืนต้น พบพื้นที่ 286.14 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.68 โดยพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในอำเภอแม่แตง อำเภอแม่ริม และอำเภอสะเมิง ตามลำดับ ซึ่งผลการวิเคราะห์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้สนับสนุนในการจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อให้ประชาชน สามารถเฝ้าระวัง และเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยดินถล่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-07-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270783
Effects of Commercial Seed Coating Formulations on Rice Germination, Seedling Growth, and Rhizobacteria Viability
2026-04-03T13:19:17+07:00
Uthika Baenlee
Jakkrapong_ks@mju.ac.th
Jiraporn Inthasan
Jakkrapong_ks@mju.ac.th
Vassana Viroonrat
Jakkrapong_ks@mju.ac.th
Jakkrapong Kangsopa
jakkrapong_ks@mju.ac.th
<p> The development of high-quality rice seeds is essential for food security and production efficiency; however, biological seed coating may negatively affect seed germination, vigor, and microbial viability during storage. This study aimed to identify an optimal rice seed-coating formulation that maintains seed quality and to evaluate the storage viability of bacterial isolates incorporated into the selected coating. The experiment was conducted using a completely randomized design (CRD), evaluating eight seed-coating formulations differing in polymer composition and bacterial inoculation. Seed quality parameters, including radicle emergence percentage, speed of radicle emergence, germination percentage, speed of germination, mean germination time, and seedling growth traits, were assessed under controlled laboratory conditions and greenhouse conditions. Bacterial viability was determined by colony-forming unit (CFU) counts during 30 days of storage at 4°C and 70% relative humidity. The results indicated that coating formulation 8 was the most suitable, as it maintained germination, seed vigor and seedling growth under both laboratory and greenhouse conditions. This formulation also supported balanced root and shoot development. In terms of bacterial viability, an initial reduction in viable cell counts was observed after incorporation into the coating matrix, followed by a gradual increase during storage. All bacterial isolates remained viable throughout the 30-day storage period, although differences in stability were observed among isolates. Notably, <em>Microbacterium proteolyticum</em> (isolate 3) exhibited the highest and most stable viability within the selected coating formulation. Therefore, coating-formulation 8 combined with <em>M. proteolyticum</em> (isolate 3) represents a promising approach for the development of biological seed coatings for rice production systems.</p>
2026-08-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/271046
การพัฒนาฟิล์มวัดรังสีพอลิไวนิลแอลกอฮอล์-เมทิลเรดเพื่อวิเคราะห์การกระจายปริมาณรังสีแกมมาและการประยุกต์ใช้ในการสุกของมะเขือเทศหลังการเก็บเกี่ยว
2026-04-28T12:33:11+07:00
ระพีพรรณ ลือใจ
gigi40684@gmail.com
กีรติญา จันทร์ผง
kittikhun@mju.ac.th
วิรันธชา เครือฟู
kittikhun@mju.ac.th
สุรีย์พร สราภิรมย์
kittikhun@mju.ac.th
พัชรี กองภาค
kittikhun@mju.ac.th
ภูวนาท ประดิษฐวงษ์
kittikhun@mju.ac.th
ภิญโญ จันทร์เขียว
kittikhun@mju.ac.th
ธนกฤต เทพโพธา
kittikhun@mju.ac.th
กิตติคุณ พระกระจ่าง
kittikhun@mju.ac.th
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฟิล์มวัดรังสีพอลิไวนิลแอลกอฮอล์-เมทิลเรด (PVA-MR) สำหรับการวิเคราะห์การกระจายตัวของปริมาณรังสีแกมมา และประยุกต์ใช้ในการควบคุมกระบวนการการสุกหลังการเก็บเกี่ยวของมะเขือเทศ ฟิล์มถูกเตรียมด้วยวิธีหล่อสารละลาย โดยใช้ PVA ร้อยละ 4 โดยน้ำหนัก และเมทิลเรดที่ความเข้มข้น 0.01 - 0.06 ร้อยละโดยน้ำหนัก จากนั้นประเมินการตอบสนองต่อรังสีในช่วง 0 - 100 กิโลเกรย์ ด้วยเทคนิค UV-Vis และการวิเคราะห์ภาพในระบบ RGB โดยผลการทดลองพบว่า ฟิล์มมีการจางสีตามปริมาณรังสีที่เพิ่มขึ้น โดยค่าการดูดกลืนแสงที่ 430 นาโนเมตร มีความสัมพันธ์เชิงเส้นกับปริมาณรังสี (R² = 0.923 - 0.969) ฟิล์มที่มีเมทิลเรดร้อยละ 0.03 โดยน้ำหนัก ให้ประสิทธิภาพดีที่สุดในด้านความเป็นเชิงเส้น ความไว และความเสถียรของสัญญาณ ขณะที่การวิเคราะห์ RGB พบว่า ช่องสีน้ำเงินมีความไวสูงที่สุด การประยุกต์ใช้ฟิล์มในเครื่องฉายรังสีแสดงให้เห็นว่า ปริมาณรังสีมีการกระจายไม่สม่ำเสมอ โดยบริเวณชั้นนอกได้รับรังสีสูงกว่าชั้นใน ซึ่งสอดคล้องกับผลการทดลองในมะเขือเทศที่พบว่า กลุ่มที่ได้รับรังสีมีการสุกช้าลง โดยมีค่า a* เพิ่มขึ้นช้ากว่าและการสูญเสียน้ำหนักต่ำกว่ากลุ่มควบคุม ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า ฟิล์ม PVA-MR เป็นเครื่องมือวัดรังสีต้นทุนต่ำที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เพื่อควบคุมการสุกและยืดอายุการเก็บรักษาผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-08-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270887
ผลของการฉายแบบลำดับร่วมระหว่างพลาสมาเย็นความดันบรรยากาศและรังสีแกมมาต่อความแปรปรวนของลักษณะปรากฏในเมล่อน (Cucumis melo L.)
2026-05-11T15:15:35+07:00
สุรีย์พร สราภิรมย์
k.prakrajang@gmail.com
ณัฐสิทธิ์ เจียวก๊ก
k.prakrajang@gmail.com
ภูวนาท ประดิษฐวงษ์
k.prakrajang@gmail.com
ภิญโญ จันทร์เขียว
k.prakrajang@gmail.com
กีรติญา จันทร์ผง
k.prakrajang@gmail.com
พัชรี กองภาค
patcharee.kongpark@gmail.com
ระพีพรรณ ลือใจ
k.prakrajang@gmail.com
ปรางณภัส ศิลปเสริฐ
k.prakrajang@gmail.com
กสิณา เพียรบำรุงไพร
k.prakrajang@gmail.com
ธนกฤต เทพโพธา
k.prakrajang@gmail.com
อรพินธุ์ สฤษดิ์นำ
k.prakrajang@gmail.com
สิทธิเดศ ศรีน้อย
k.prakrajang@gmail.com
กิตติคุณ พระกระจ่าง
k.prakrajang@gmail.com
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการฉายแบบลำดับร่วมระหว่างพลาสมาเย็นความดันบรรยากาศและรังสีแกมมาต่อความแปรปรวนของลักษณะปรากฏในเมล่อน (<em>Cucumis melo</em> L.) โดยฉายรังสีแกมมาจากแหล่งกำเนิดโคลบอลต์-60 อัตราปริมาณรังสี 200 เกรย์ต่อชั่วโมง และฉายพลาสมากายดิ้งอาร์ค (15 วัตต์, อากาศ 4 ลิตรต่อนาที, 2 นาที) การทดลองประกอบด้วยการฉายแบบเดี่ยว และการฉายแบบลำดับร่วมสองลำดับ ได้แก่ พลาสมาก่อนรังสีแกมมา (PG) และรังสีแกมมาก่อนพลาสมา (GP) ติดตามการงอกของเมล็ดพันธุ์ด้วยการถ่ายภาพรังสีเอกซ์ต่อเนื่อง 38 ชั่วโมง และประเมินลักษณะทางสัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาของต้นกล้าที่ระยะ 7 13 และ 16 วันหลังปลูก ผลการวิเคราะห์สเปกตรัมของพลาสมาด้วยเทคนิคทางสเปกโทรสโกปียืนยันการเกิดอนุมูลว่องปฏิกิริยาออกซิเจนและไนโตรเจนในสภาวะก๊าซ ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการออกซิเดชันและการตอบสนองระดับเซลล์ของเมล็ดพืช ผลการติดตามการงอกของเมล็ดพันธุ์ด้วยการถ่ายภาพรังสีเอกซ์ต่อเนื่อง 38 ชั่วโมง และผลการประเมินลักษณะทางสัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาของต้นกล้าที่ระยะ 7 13 และ 16 วันหลังปลูก ผลการทดลองพบว่า การฉายเดี่ยว (P และ G) และการฉายแบบรังสีแกมมาก่อนพลาสมา (GP) มีแนวโน้มส่งเสริมการเจริญเติบโตได้ดี ขณะที่การฉายแบบลำดับร่วมโดยเฉพาะลำดับพลาสมาก่อนรังสีแกมมา (PG) ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนของลักษณะที่ปรากฏในระดับสูงที่สุด โดยพบการกระจายตัวของข้อมูลด้านความสูงต้น เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น ความยาวใบ และความกว้างใบสูงกว่าทุกกลุ่มทดลอง ส่วนผลทางสรีรวิทยาไม่แสดงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ผลดังกล่าวสะท้อนถึงบทบาทของอนุมูลว่องปฏิกิริยาออกซิเจนและไนโตรเจนที่เกิดจากพลาสมา ซึ่งอาจกระตุ้นกระบวนการออกซิเดชันและการตอบสนองระดับเซลล์ ก่อนการได้รับรังสีแกมมา ส่งผลให้เกิดกลไกการเหนี่ยวนำความเสียหายทางพันธุกรรมที่เสริมกันระหว่างสองเทคโนโลยี การฉายแบบลำดับร่วมโดยเฉพาะพลาสมาก่อนรังสีแกมมา (PG) จึงเป็นแนวทางที่มีศักยภาพในการเพิ่มความแปรปรวนของลักษณะความสูง และความกว้างลำต้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการพบลักษณะที่หลากหลายในการปรับปรุงพันธุ์พืช ขณะที่การฉายเดี่ยวหรือแบบรังสีแกมมาก่อนพลาสมา (GP) เหมาะสำหรับการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชในระยะของต้นระยะแรก</p>
2026-08-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270861
ผลของน้ำกระตุ้นด้วยพลาสมาแบบอาร์คดิสชาร์จชนิดไหลผ่านต่อการเจริญเติบโตและคุณภาพผลเมล่อนในระบบปลูกแบบไม่ใช้ดิน
2026-05-12T09:11:58+07:00
รัตติเทพ เครืออินทร์
ssarapirom@gmail.com
ธนกฤต เทพโพธา
ssarapirom@gmail.com
อรพินธุ์ สฤษดิ์นำ
ssarapirom@gmail.com
ปรางณภัส ศิลปเสริฐ
ssarapirom@gmail.com
สิทธิเดศ ศรีน้อย
ssarapirom@gmail.com
ระพีพรรณ ลือใจ
ssarapirom@gmail.com
ณัฐสิทธิ์ เจียวก๊ก
ssarapirom@gmail.com
กิตติคุณ พระกระจ่าง
ssarapirom@gmail.com
กีรติญา จันทร์ผง
ssarapirom@gmail.com
พัชรี กองภาค
patcharee.kongpark@gmail.com
สุรีย์พร สราภิรมย์
ssarapirom@gmail.com
<p> น้ำกระตุ้นด้วยพลาสมาได้รับความสนใจในฐานะแหล่งไนโตรเจนทางเลือกสำหรับเกษตรสมัยใหม่ การศึกษานี้พัฒนาและประเมินระบบผลิตน้ำกระตุ้นด้วยพลาสมาแบบอาร์คดิสชาร์จชนิดไหลผ่าน สำหรับการปลูกเมล่อน (<em>Cucumis melo</em> L.) โดยเปรียบเทียบกับแคลเซียมไนเตรตและปุ๋ยสูตร AB ภายใต้การให้ธาตุอาหารทางรากและการพ่นทางใบ การวิเคราะห์ด้วยเทคนิคทางสเปกโทรสโกปียืนยันการเกิดอนุมูลว่องปฏิกิริยาออกซิเจนและไนโตรเจนในสภาวะก๊าซ และการถ่ายโอนสู่ของเหลว ส่งผลให้ความเข้มข้นของไนเตรต ไนไตรต์ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ และค่าการนำไฟฟ้าสูงขึ้น ค่าความเป็นกรด-ด่างลดลง สะท้อนกระบวนการออกซิเดชันของไนโตรเจนและการแตกตัวของน้ำ การคัดกรองเมล็ดพันธุ์เพื่อลดความแปรปรวนของต้นกล้าในระยะเริ่มต้น ใช้เทคนิคการถ่ายภาพรังสีเอกซ์เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของเอ็มบริโอและโครงสร้างภายในแบบไม่ทำลายตัวอย่าง ทำให้อัตราการงอกมีความสม่ำเสมอ หลังย้ายปลูกทำการให้น้ำทุก 2 วัน และพ่นละอองไอน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตามเงื่อนไขที่กำหนด เก็บข้อมูลการเจริญเติบโตด้านสัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ และติดตามผลผลิตต่อเนื่องอีก 8 สัปดาห์ ผลการทดลอง พบว่า การใช้แคลเซียมไนเตรตและปุ๋ยสูตร AB ร่วมกับการพ่นน้ำทางใบด้วยน้ำกระตุ้นด้วยพลาสมานั้นให้ผลดีที่สุด อย่างไรก็ตามน้ำกระตุ้นด้วยพลาสมา แม้มีปริมาณไนเตรตน้อยกว่าปุ๋ยเคมีถึง 5 เท่า ยังสามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตและผลผลิตได้ในระดับปานกลาง การพ่นทางใบช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตให้ต้นและผลผลิตในทุกเงื่อนไข แสดงให้เห็นว่าน้ำกระตุ้นด้วยพลาสมายังไม่สามารถทดแทนแหล่งธาตุอาหารหลักได้ แต่มีบทบาทในการส่งเสริมประสิทธิภาพของธาตุอาหารหลักเมื่อใช้พ่นทางใบร่วมกับปุ๋ยเคมี</p>
2026-08-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/271088
การประเมินคุณภาพทางชีวภาพ กายภาพ เคมี และประสาทสัมผัสของส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง (Citrus maxima Merr.) จากอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ตามสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์
2026-03-30T06:30:06+07:00
ณัฐพร จันทร์ฉาย
nuttapornchanchay@gmail.com
ทรงอำนาจ พงษ์สมบูรณ์
nuttapornchanchay@gmail.com
อัญศญา บุญประจวบ
nuttapornchanchay@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และประเมินคุณภาพแบบบูรณาการของส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลอง (<em>Citrus maxima</em> Merr.) จากอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ทั้งด้านชีวภาพ กายภาพ เคมี และประสาทสัมผัส เพื่อยืนยันอัตลักษณ์และคุณลักษณะเฉพาะตามสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ตัวอย่างส้มโอจำนวน 30 ผล จาก 6 แปลงปลูก ถูกวิเคราะห์คุณภาพทางชีวภาพในด้านแหล่งที่มาของกิ่งพันธุ์ คุณภาพทางกายภาพ ได้แก่ น้ำหนักผล ทรงผล และความหนาแน่นของต่อมน้ำมัน คุณภาพทางเคมี ได้แก่ ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด (TSS) ความเป็นกรดที่ไตเตรตได้ (TA) ค่า pH อัตราส่วน TSS/TA และปริมาณแคโรทีนอยด์รวม รวมถึงการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสโดยผู้ทดสอบ 30 คน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ส้มโอทั้ง 6 แปลง มีที่มาของกิ่งพันธุ์จากแหล่งเดียวกันที่ยืนยันว่า เป็นสายพันธุ์ขาวน้ำผึ้งส้มโอคุณภาพทางกายภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน GI (น้ำหนักผล 1.83 - 1.97 กิโลกรัม) และมีทรงผลกลมนูนสูงตามลักษณะพันธุ์ ในทางเคมี ค่า TSS เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 6.46 - 8.74 °Brix ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ GI (>9 °Brix) ค่า pH เฉลี่ยสูงกว่าค่าอ้างอิงเล็กน้อย และอัตราส่วน TSS/TA มีความผันแปรสูง การประเมินประสาทสัมผัสพบความแตกต่างในความชอบ โดยตัวอย่าง SO1 และ SO4 ได้รับคะแนนความชอบสูงสุด ส้มโอขาวน้ำผึ้งเมืองลองมีคุณสมบัติทางกายภาพโดดเด่นและอัตลักษณ์เฉพาะพันธุ์ แม้จะมีความผันผวนทางเคมีและประสาทสัมผัสในบางตัวอย่าง ข้อมูลที่ได้สามารถใช้เป็นฐานวิทยาศาสตร์ในการกำหนดเกณฑ์และมาตรฐานสำหรับการขึ้นทะเบียน GI ของส้มโอขาวน้ำผึ้งจังหวัดแพร่ต่อไป</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/270287
ผลของ IBA และ NAA ต่อการออกรากของราก และการเติบโตของต้นเคพกูสเบอร์รีหลังการปักชำ
2026-01-30T11:19:50+07:00
อนัญญา สีอุทธา
nopporn@mju.ac.th
อำพล สอนสระเกษ
nopporn@mju.ac.th
ภูมิรพี คำรมภ์
nopporn@mju.ac.th
ราเชนทร์ ใคร่ครวญ
rachane.k@ku.th
นพพร บุญปลอด
nopporn@mju.ac.th
<p> การศึกษาความเข้มข้นของการใช้สาร IBA และ NAA ต่อการเกิดราก และการเติบโตของต้นเคพกูสเบอร์รี (<em>Physalis peruviana</em> L.) หลังการปักชำ ณ แปลงทดลองสาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 วางแผนการทดลองแบบ CRD มี 9 กรรมวิธี กรรมวิธีละ 4 ซ้ำ โดยการจุ่มโคนกิ่งชำลงในสารละลาย IBA และ NAA ความเข้มข้น 200 และ 400 มิลลิกรัมต่อลิตร ทั้งในรูปแบบการใช้สารชนิดเดียว และการใช้ร่วมกันระหว่างสารทั้งสองชนิด ผลการทดลอง พบว่า การใช้ IBA ความเข้มข้น 400 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 400 มิลลิกรัมต่อลิตร ให้ผลดีที่สุดในด้านการพัฒนารากโดยให้จำนวนรากเฉลี่ย 89.75 ราก ความยาวรากเฉลี่ย 7.16 เซนติเมตร และเส้นผ่านศูนย์กลางรากเฉลี่ย 0.73 มิลลิเมตร ซึ่งไม่แตกต่างกันทางสถิติกับการใช้ IBA ความเข้มข้น 400 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่ให้จำนวนรากเฉลี่ย 87.50 ราก ความยาวรากเฉลี่ย 6.11 เซนติเมตร และเส้นผ่านศูนย์กลางรากเฉลี่ย 0.58 มิลลิเมตร ขณะที่การเจริญของยอด พบว่า กรรมวิธีควบคุมให้ผลดีที่สุด โดยมีจำนวนยอดเฉลี่ย 3.93 ยอด และจำนวนใบเฉลี่ย 5.06 ใบ</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/271996
ปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตกัญชงของเกษตรกรชาวม้ง ในตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก
2026-06-09T06:42:56+07:00
สุนทร พรหมาธรรม
jukkaphong.mju@gmail.com
นคเรศ รังควัต
jukkaphong.mju@gmail.com
พุฒิสรรค์ เครือคำ
jukkaphong.mju@gmail.com
ปิยะ พละปัญญา
jukkaphong.mju@gmail.com
จักรพงษ์ พวงงามชื่น
jukkaphong.mju@gmail.com
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตกัญชงของเกษตรกรชาวม้ง ในตำบลคีรีราษฎร์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับเกษตรกรชาวม้งที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกกัญชงกับสำนักงานเกษตรอำเภอพบพระ ช่วงกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ถึง มิถุนายน พ.ศ. 2565 จำนวน 180 คน ด้วยวิธีการสุ่มด้วยการใช้สูตรเทียบสัดส่วนจากเกษตรกรผู้ปลูกกัญชงทั้งหมด 326 คน ทำการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลากแบบไม่ใส่คืน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณด้วยวิธีปกติ ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 60.00) สมรสแล้ว (ร้อยละ 100.00) อายุเฉลี่ย 39.96 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนปลาย (ร้อยละ 63.30) มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.86 คน จำนวนแรงงานทางการเกษตรทั้งหมดเฉลี่ย 3.16 คน จำนวนแรงงานทางการเกษตรในครัวเรือนเฉลี่ย 2.56 คน รายได้ในครัวเรือนเฉลี่ย 225,666.66 บาทต่อปี รายจ่ายในครัวเรือนเฉลี่ย 210,000 บาทต่อปี ส่วนมากใช้เงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ร้อยละ 67.20) มีพื้นที่ทำการเกษตรของตัวเองเฉลี่ย 6.83 ไร่ โดยส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการหมู่บ้าน (ร้อยละ 72.22) และเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกร (ร้อยละ 59.45) เข้าร่วมฝึกอบรมด้านการเกษตรเฉลี่ย 2.13 ครั้งต่อปี รับรู้ข่าวสารด้านการเกษตรเกี่ยวกับการปลูกกัญชง 3.80 ครั้งต่อปี และมีประสบการณ์ในการปลูกพืชกัญชงเฉลี่ย 14.20 ปี โดยเกษตรกรทั้งหมดมีความรู้เกี่ยวกับการผลิตกัญชงอยู่ในระดับมาก (ร้อยละ 100.00) มีทัศนคติต่อการผลิตกัญชงภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.76) และมีการผลิตกัญชงภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.91) ในขณะที่ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณด้วยวิธีปกติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 พบ 4 ปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตกัญชง ได้แก่ ประสบการณ์ในการปลูกพืชกัญชง การเข้าร่วมฝึกอบรมการผลิตพืชกัญชง ทัศนคติต่อการผลิตกัญชง และระดับการศึกษา</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/272294
ความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกจากพืชของประชาชน อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
2026-06-26T14:44:24+07:00
เปมิกา แซ่เอี้ยว
pemika.sae@ku.th
พัชราวดี ศรีบุญเรือง
tanin.k@ku.th
ธานินทร์ คงศิลา
tanin.k@ku.th
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม 2) พฤติกรรมการบริโภค 3) การรับรู้ประโยชน์ 4) ความต้องการส่วนประสมทางการตลาด (4Ps) และ 5) เปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการการบริโภคผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกจากพืช (plant-based protein) ของประชากรในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในพื้นที่ จำนวน 400 คน โดยสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (accidental sampling) เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test, F-test (One-way ANOVA) และการทดสอบเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี LSD ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.3 มีอายุ 29 ปี หรือต่ำกว่า ร้อยละ 38.0 จบปริญญาตรี ร้อยละ 45.8 และเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 22.0 ด้านพฤติกรรม พบว่า ผู้ที่บริโภคส่วนใหญ่นิยมรับประทานกลุ่มนมทางเลือกเพื่อควบคุมน้ำหนัก ส่วนกลุ่มผู้ไม่บริโภคระบุอุปสรรคสำคัญ คือ ชื่นชอบรสชาติเนื้อสัตว์จริงมากกว่า ด้านการรับรู้ประโยชน์ พบว่า อยู่ในระดับมากในมิติเศรษฐกิจและสังคม (Mean = 0.86) สำหรับความต้องการส่วนประสมทางการตลาด ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคาเป็นลำดับแรก (Mean = 4.78) โดยต้องการราคาใกล้เคียงหรือถูกกว่าเนื้อสัตว์ปกติ รองลงมา คือ ด้านผลิตภัณฑ์ (Mean = 4.67) ที่เน้นรสชาติและมาตรฐานความปลอดภัย ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล พฤติกรรมการบริโภค และการรับรู้ประโยชน์ที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกจากพืชแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 0.01</p>
2026-08-27T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร