วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju <p> <strong>วารสารผลิตกรรมการเกษตร (Maejo Journal of Agricultural Production: mJAP)</strong> จัดทำโดยคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านการเกษตรและสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเกษตร วารสารรับพิจารณาต้นฉบับบทความวิชาการในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ บทความวิจัยฉบับเต็ม (Full-length Article) บทความสั้น (Short Communication) และ บทความปริทัศน์หรือบทความประมวลความรู้เชิงวิเคราะห์ (Review Article) โดยบทความที่ส่งมาจะต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์มาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาในวารสารอื่น</p> <p> วารสารรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากนักศึกษา คณาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการทั้งในและนอกสถาบัน โดยมีค่าธรรมเนียมการดำเนินการ (Article Processing Charge) จำนวน 3,500 บาท โดยวารสารจะแจ้งให้ผู้แต่งชำระค่าดำเนินการ ก่อนส่งต้นฉบับบทความเพื่อประเมิน และวารสารขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าดำเนินการให้ในทุกกรณี ค่าธรรมเนียมการดำเนินการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคุณภาพของบทความเพื่อการตอบรับตีพิมพ์แต่อย่างใด แต่ให้เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่ง สำหรับการประเมินต้นฉบับทุกบทความจะผ่านการตรวจประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องจากต่างสถาบัน จำนวน 3 ท่าน โดยกระบวนการพิจารณาและแจ้งผลใช้ระยะเวลาประมาณ 120 วัน (<a href="https://drive.google.com/file/d/10NjbOGJS-DYfpcZvfZc_ORDefVpg9LpJ/view">แผนผังขั้นตอนการพิจารณาบทความ</a>) ทั้งนี้ คณะผู้จัดทำไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย และมิใช่ความรับผิดชอบของคณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ให้เป็นความรับผิดชอบของผู้แต่ง ส่วนการทำซ้ำหรือการนำภาพ ตาราง หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหาจากบทความที่ตีพิมพ์ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจากวารสาร หรือได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากกองบรรณาธิการก่อนทุกครั้ง</p> <p>วารสารมีกำหนดเผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p>เดือนมกราคม ถึง เมษายน</p> <p>เดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม</p> <p>เดือนกันยายน ถึง ธันวาคม</p> <p> วารสารเริ่มตีพิมพ์ฉบับแรกในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 (ปีที่ 1 ฉบับที่ 1) ผู้อ่านสามารถเข้าถึงบทความที่ตีพิมพ์ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (Open Access)</p> <p><a href="http://jap.mju.ac.th/file/Fee.pdf" target="_blank" rel="noopener"><strong>ประกาศมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เรื่อง กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความ</strong></a></p> <p> </p> <table style="height: 120px;" width="576"> <tbody> <tr> <td width="378"> <p><strong> ค่าธรรมเนียม</strong></p> </td> <td width="85"> <p><strong> แบบปกติ</strong></p> </td> </tr> <tr> <td width="378"> <p><br />อัตราค่าธรรมเนียมการเผยแพร่บทความวิจัยและบทความทางวิชาการ<br />วารสารผลิตกรรมการเกษตร</p> </td> <td width="85"> <p> 3,500</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p> </p> Faculty of Agricultural Production, Maejo University th-TH วารสารผลิตกรรมการเกษตร 3027-7183 การผลิตข้าวท่าดอกคำของเกษตรกรในพื้นที่ อำเภอนาทรายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264441 <p> การวิจัยครั้งนี้ศึกษาการผลิตข้าวท่าดอกคำของเกษตรกร ในพื้นที่อำเภอนาทรายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะส่วนบุคคล ลักษณะทางเศรษฐกิจ และสังคมของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอนาทรายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ 2) ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการผลิตข้าวของเกษตรกร 3) ปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตข้าวของเกษตรกร และ 4) ปัญหาและข้อเสนอแนะต่อการผลิตข้าวของเกษตรกร โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้ผลิตข้าวในพื้นที่อำเภอนาทรายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ จำนวน 117 คน จากวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple random sampling) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 49 ปี สถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ปวช. สมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4 คน แรงงานในภาคการเกษตร เฉลี่ย 2 คน รายได้ในครัวเรือน 222,811 บาทต่อปี รายได้จากการทำการเกษตร เฉลี่ย 55,463.25 บาทต่อปี มีหนี้สินในครัวเรือนเฉลี่ย 21,061.42 บาทต่อปี การถือครองที่ดินเฉลี่ย 11.73 ไร่ แหล่งเงินทุนมาจากเงินทุนของตนเอง รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐเฉลี่ย 1 ครั้งต่อปี เป็นสมาชิกกลุ่ม มีการเข้าร่วมฝึกอบรม และดูงานเฉลี่ย 1 ครั้งต่อปี เกษตรกรมีความรู้เกี่ยวกับการผลิตข้าวโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง การปฏิบัติในการผลิตข้าวอยู่ในระดับมาก ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อการผลิตข้าว ได้แก่ การรับรู้แหล่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการผลิตข้าวมีความสัมพันธ์เชิงบวก ในทางกลับกันจำนวนหนี้สินในครัวเรือน มีความสัมพันธ์เชิงลบ กับการผลิตข้าวท่าดอกคำของเกษตรกร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนปัญหาและข้อเสนอแนะ พบว่า เกษตรกรมีปัญหาด้านเมล็ดพันธุ์ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนภายในกลุ่ม อัตราการงอกต่ำ ปัญหาการจัดสรรน้ำในการผลิตข้าว รวมถึงการสูญเสียเมล็ดจากการใช้รถเกี่ยวนวด ทั้งนี้เกษตรกรต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนด้านความรู้ และหาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ให้ภาครัฐวางนโยบายพัฒนาการผลิตข้าวให้มีประสิทธิภาพ </p> เข็มพอน แพงคำฮัก พุฒิสรรค์ เครือคำ ปิยะ พละปัญญา นคเรศ รังควัต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-10 2026-03-10 1 11 10.14456/mjap.2026.17 การปรับตัวของเกษตรกรรุ่นใหม่ในยุคเทคโนโลยีสร้างความพลิกผัน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/264808 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล และปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม การปรับตัวของเกษตรกรรุ่นใหม่ในยุคเทคโนโลยีสร้างความพลิกผัน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับเกษตรกรรุ่นใหม่ ในพื้นที่ 20 อำเภอ จังหวัดร้อยเอ็ด รวมจำนวน 135 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น และสุ่มตัวอย่างแบบโควตาตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละอำเภอ สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ Independent Sample T-test/One - way ANOVA และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรยุคใหม่มีการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของเกษตรกรอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.89) โดยมีการเข้าถึงความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.94) ในส่วนของการปรับตัวของเกษตรกรรุ่นใหม่ในยุคเทคโนโลยีสร้างความพลิกผัน พบว่า เกษตรกรยุคใหม่มีการปรับตัวอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.93) โดยพบว่า เกษตรกรมีการปรับตัวด้านการตลาดมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=3.93) และพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับตัวของเกษตรกรรุ่นใหม่ในยุคเทคโนโลยีสร้างความพลิกผัน ประกอบด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม คือ แหล่งเงินทุน และในส่วนของการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของเกษตรกร ด้านอุปกรณ์และเครือข่าย ด้านความรู้เรื่องเทคโนโลยี และด้านโปรแกรม Software มีอิทธิพลต่อการปรับตัวของเกษตรกรรุ่นใหม่ในยุคเทคโนโลยีสร้างความพลิกผันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สุวนันท์ สามารถกุล ธานินทร์ คงศิลา สุภาภรณ์ เลิศศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-10 2026-03-10 12 23 10.14456/mjap.2026.18 ความสามารถในการผสมข้ามและการประเมินลักษณะฟีโนไทป์ของบัวบกลูกผสมชั่วที่ 1 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/265528 <p> การศึกษาความสามารถในการผสมข้ามสายพันธุ์ของบัวบกจากสายพันธุ์พื้นเมือง 3 สายพันธุ์ โดยใช้แผนการผสมแบบพบกันหมด ประกอบด้วย สายพันธุ์ระยอง นครปฐม และอุบลราชธานี พบว่า การผสมเกสรบัวบก 787 ดอก มีอัตราการติดผล 64.2 เปอร์เซ็นต์ ได้เมล็ด 255 เมล็ด ภายหลังการเพาะเมล็ด ได้ต้นลูกผสม 41 ต้น หรือคิดเป็น 16.1 เปอร์เซ็นต์ แต่พบบางคู่ผสมไม่งอกรวมถึงต้นอ่อนบางต้นมีความอ่อนแอ ทำให้เหลือต้นลูกผสมที่สามารถประเมินลักษณะทางสัณฐานได้เพียง 4 คู่ผสม 26 ต้น ลูกผสมบัวบกชั่วที่ 1 ที่ได้ นำมาประเมินลักษณะทางสัณฐานวิทยา พบว่า ลูกผสมมีลักษณะสัณฐานวิทยาเป็นไปในทิศทางเดียวกับสายพันธุ์ที่นำมาใช้พันธุ์แม่</p> สุรพงษ์ อนุตธโต วาสนา สุภาพรหม เกษร แช่มชื่น จารุพงศ์ ประสพสุข มณีรัตน์ รุจิณรงค์ พฤกษ์ คงสวัสดิ์ อนุรักษ์ สุขขารมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-10 2026-03-10 24 35 10.14456/mjap.2026.19 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตกาแฟภายใต้มาตรฐานเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงปางมะโอ จังหวัดเชียงใหม่ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/266121 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยด้านเศรษฐสังคม ปัจจัยสนับสนุน การผลิตกาแฟ และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตกาแฟภายใต้มาตรฐานเกษตรที่ดี (GAP) ของเกษตรกรโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงปางมะโอ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์กับสมาชิกเกษตรกรผู้ผลิตกาแฟจำนวน 141 คน จากสมาชิกเกษตรกรทั้งหมด 299 คน โดยการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับฉลาก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรเกือบสองในสาม (ร้อยละ 65.95) เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 52.04 ปี จบการศึกษาในระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 35.50) และส่วนใหญ่ (ร้อยละ 73.04) มีสถานภาพสมรส เกษตรกรมีแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 3.07 คน และมีพื้นที่ปลูกกาแฟเฉลี่ย 13.14 ไร่ เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยในครัวเรือน 265,560.28 บาทต่อปี มีต้นทุนเฉลี่ยในการผลิตกาแฟ 34,480.07 บาทต่อปี และมีประสบการณ์ผลิตกาแฟเฉลี่ย 7.84 ปี ในขณะที่เกษตรกรมีทัศนคติต่อมาตรฐานเกษตรที่ดี อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก (ค่าเฉลี่ย 3.91) มีแรงจูงใจระดับมากในการผลิตกาแฟภายใต้มาตรฐานเกษตรที่ดี (ค่าเฉลี่ย 3.78) และในภาพรวมเกษตรกรยังมีการผลิตกาแฟภายใต้มาตรฐานเกษตรที่ดี อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.54) ทั้งนี้ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณในภาพรวมพบ 3 เหตุปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการผลิตกาแฟภายใต้มาตรฐานเกษตรที่ดีของเกษตรกร ได้แก่ ประสบการณ์การผลิตกาแฟ ทัศนคติต่อมาตรฐานเกษตรที่ดี และแรงจูงใจในการผลิตกาแฟภายใต้มาตรฐานเกษตรที่ดี</p> เอกพล พวงทอง นคเรศ รังควัต ปิยะ พละปัญญา จักรพงษ์ พวงงามชื่น ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-10 2026-03-10 36 46 10.14456/mjap.2026.20 ลักษณะทางสัณฐานวิทยาสำหรับใช้ในการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวโพดที่มีการแสดงออกของยีน Trehalose-6-phosphate synthase ในระดับที่สูง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/265370 <p> การคัดเลือกลักษณะในระยะต้นกล้า เป็นหนึ่งในวิธีที่ลดระยะเวลาในการปรับปรุงพันธุ์ได้ นอกจากนี้ การใช้เทคนิคด้านโมเลกุลในการคัดเลือกสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการปรับปรุงพันธุ์พืชได้อีกทาง ในสภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนทิ้งช่วงก่อให้เกิดความเสียหายแก่พืชปลูก พืชที่มีการสะสมน้ำตาลทรีฮาโลสในปริมาณที่สูงสามารถปรับตัวต่อสภาพเครียดจากสิ่งไม่มีชีวิตได้ดีขึ้น ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงทำการตรวจสอบการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์น้ำตาลทรีฮาโลส ด้วยเทคนิค RT-PCR เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์พ่อแม่เพื่อนำมาผลิตเป็นเมล็ดคู่ผสมโดยใช้แผน Line x Tester งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างระดับการแสดงออกของยีน <em>Trehalose-6-phosphate synthase </em>กับลักษณะฟีโนไทป์ในระยะต้นกล้า พร้อมประเมินค่าทางพันธุกรรมของสายพันธุ์พ่อแม่จากคู่ผสมที่ผลิตได้ ผลการทดสอบ พบว่า ระดับการแสดงออกของยีน <em>Trehalose-6-phosphate synthase </em>มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับค่าความเขียวใบ ความสูงของต้นกล้า น้ำหนักแห้งของส่วนเหนือราก และน้ำหนักแห้งรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อวิเคราะห์ความสามารถในการผสม พบว่า สายพันธุ์แม่ Grp2-1-2S1-3 และสายพันธุ์พ่อ Ki11 แสดงค่าความสามารถในการรวมตัวแบบทั่วไปสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมดของสายพันธุ์พ่อแม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และยังพบอีกว่า คู่ผสม Grp3-1-S1×Ki11 Grp2-3-1S1×DTMA202 Grp2-1-2S1-3×Kei1608 Grp3-13-1S1×DTMA202 และ Grp6-3-2S1-5×Kei1608 ให้ค่าความสามารถในการรวมตัวแบบจำเพาะเจาะจงที่สูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อลักษณะดังกล่าว ดังนั้น คู่ผสมทั้ง 5 คู่นี้จึงควรถูกคัดเลือกไปทดสอบในสภาพแปลงปลูกในลำดับถัดไป</p> ณัฏฐนันท์ ฉันทะมิตร์ ปัทมา หาญนอก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-27 2026-03-27 47 62 10.14456/mjap.2026.21 การใช้เทคโนโลยีการผสมเทียมโคแบบแม่นยำของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโครายย่อยในอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/266056 <p> การใช้เทคโนโลยีการผสมเทียมโคแบบแม่นยำนำมาใช้เพื่อเพิ่มการผลิตโคที่ตอบโจทย์ความต้องการการบริโภคในปัจจุบัน การทำวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม 2) ความรู้เรื่องเทคโนโลยีด้านการผสมเทียมโคแบบแม่นยำ 3) การใช้เทคโนโลยีการผสมเทียมโคแบบแม่นยำ 4) ความสัมพันธ์ของปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคมกับการใช้เทคโนโลยีด้านการผสมเทียมโคแบบแม่นยำของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโครายย่อยใน อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี 5) ปัญหาและข้อเสนอแนะ กลุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้เลี้ยงโครายย่อย 140 ราย จากการสุ่มอย่างง่าย ใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และไคสแควร์ ระยะเวลาในการวิจัย กรกฎาคม ถึง ตุลาคม พ.ศ. 2564 ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรเป็นเพศชาย ร้อยละ 57.10 อายุเฉลี่ย 42.74 ปี ระดับการศึกษามัธยมศึกษา ร้อยละ 45 รายได้ภาคการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 298,928.57 บาทต่อปี ประสบการณ์ในการเลี้ยงโคเฉลี่ย 13.27 ปี จำนวนโคที่เลี้ยงเฉลี่ย 12.20 ตัว รายได้จากการจำหน่ายโคเฉลี่ย 173,535.71 บาทต่อปี จำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4.28 คน จำนวนแรงงานเฉลี่ย 3.18 คน ความรู้เรื่องการใช้เทคโนโลยีการผสมเทียมโคแบบแม่นยำในระดับมากเฉลี่ย 2.67 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า เพศ รายได้ภาคการเกษตร สมาชิกในครัวเรือน จำนวนโคที่เลี้ยง และการรวมกลุ่มของเกษตรกรมีความสัมพันธ์กับการใช้เทคโนโลยีการผสมเทียมโคแบบแม่นยำ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 และ 0.05 ปัญหาที่พบ คือ เกษตรกรกังวลเรื่องราคาของเครื่องมือที่นำมาใช้ในการจับสัด และมีความต้องการเทคโนโลยีผสมเทียมโคแบบแม่นยำที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน</p> กรรณภัทร สระทองพรม พิชัย ทองดีเลิศ ชลาธร จูเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 63 73 10.14456/mjap.2026.22 Impact of Soil Moisture on the Efficacy and Reproductive Success of Entomopathogenic Nematodes Against Insect Hosts https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/266238 <p> Entomopathogenic nematodes (EPNs), specifically <em>Steinernema siamkayai</em>, are effective biological control agents for managing pests due to their ability to target and eliminate a variety of insect hosts without harming non-target organisms. However, their efficacy is influenced by environmental factors, particularly soil moisture. This study evaluated the impact of different soil moisture levels on mortality rates and nematode reproduction of mealworms (<em>Tenebrio molitor</em>) and Greater wax moth (GWM) (<em>Galleria mellonella</em>), both in the presence (+) and absence (–) of <em>S. siamkayai</em>. The mortality data indicated that GWM larvae had significantly higher mortality rates compared to mealworms when exposed to <em>S. siamkayai</em>. The mortality rate of GWM larvae increased with higher soil moisture levels, except at 20%. The highest mortality rate (80%) was observed at 15% soil moisture. While mealworms showed increasing mortality rates with higher soil moisture, their overall mortality was lower compared to GWM larvae. Both mealworms and GWM larvae exhibited higher mortality rates when exposed to <em>S. siamkayai</em>. Reproduction success of EPNs was assessed by dissecting the host larvae and counting the number of nematodes present. The highest reproduction rate was observed at a soil moisture level of 15%, with 379 nematodes in mealworms and 471 nematodes in GWM. This indicated that 15% soil moisture provides optimal conditions for nematode survival and reproduction. Conversely, the drop in mortality rate at 20% soil moisture suggested that excessively high moisture levels may negatively impact <em>S. siamkayai</em> activity or survival. Both extremely low and high moisture levels negatively affected nematode reproduction. Maintaining appropriate soil moisture levels is crucial for optimizing the effectiveness of <em>S. siamkaya </em>in biological pest control strategies. Ensuring that the soil moisture is around 15% can significantly enhance nematode survival, reproduction, and subsequent pest elimination capabilities.</p> Kanjana Chantab Aekkachai Khueamee Suphat Jampahway Saiphon Thodthasri Nion Ngamhui ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-25 2026-03-25 74 84 10.14456/mjap.2026.23 ปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ในการผลิตทุเรียนปราจีนของเกษตรกรในจังหวัดปราจีนบุรี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/japmju/article/view/265982 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคล เศรษฐกิจ สังคม และทัศนคติของเกษตรกรที่ผลิตทุเรียนปราจีนของเกษตรกร 2) ความรู้การผลิตทุเรียนปราจีนของเกษตรกร 3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความรู้การผลิตทุเรียนปราจีนของเกษตรกร 4) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคของเกษตรกรที่ผลิตทุเรียนปราจีน ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนปราจีนในจังหวัดปราจีนบุรี ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนปราจีนกับสำนักงานเกษตรจังหวัดปราจีนบุรี 5 อำเภอ จำนวน 1,092 ราย ที่ขึ้นทะเบียนใน ปี 2023 ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 293 ราย ผู้วิจัยได้สุ่มตัวอย่างเกษตรกรแต่ละตำบลโดยการสุ่มแบบง่าย แบบเป็นสัดส่วนของประชากร เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์เส้นทาง</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 41 ปี ส่วนใหญ่มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า มีประสบการณ์ในการปลูกทุเรียนปราจีน เฉลี่ย 13.66 ปี มีพื้นที่ปลูกเฉลี่ย 5.64 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,223.43 กิโลกรัม/ไร่ ราคาขายเฉลี่ย 215.77 บาท/กิโลกรัม สร้างรายได้เฉลี่ย 1,406,856.35 บาท/ปี เกษตรกรส่วนใหญ่ได้รับการฝึกอบรม (ร้อยละ 94.6) และเป็นสมาชิกองค์กร (ร้อยละ 94.9) ด้านทัศนคติ เกษตรกรมีทัศนคติโดยรวมในระดับดี (ค่าเฉลี่ย 4.41) โดยเห็นว่าการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะช่วยสร้างการรับรู้ และการปลูกทุเรียนสร้างความมั่นคงทางรายได้ ส่วนด้านความรู้ในการผลิต เกษตรกรมีความรู้อยู่ในระดับปานกลาง มีปัจจัยที่มีผลต่อความรู้การผลิตทุเรียนปราจีนของเกษตรกรในจังหวัดปราจีนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ 0.01 มีอิทธิพลทางตรง ได้แก่ ทัศนคติของเกษตรกรที่มีผลต่อการผลิตทุเรียนปราจีน ระดับการศึกษา การเข้ารับการฝึกอบรม ผลผลิตทุเรียนปราจีนต่อไร่ การได้รับข้อมูลข่าวสาร การเป็นสมาชิกองค์กร มีอิทธิพลทางอ้อม ได้แก่ ทัศนคติของเกษตรกรที่มีผลต่อการผลิตทุเรียนปราจีน ระดับการศึกษา การเข้ารับการฝึกอบรม ผลผลิตทุเรียนปราจีนต่อไร่ สำหรับปัญหาในการผลิตทุเรียน ด้านสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของทุเรียน ด้านแหล่งชลประทาน เนื่องจากสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้สภาพแวดล้อมและแหล่งชลประทาน มีผลกระทบต่อการผลิตทุเรียนของเกษตรกร ซึ่งเกษตรกรไม่สามารถวางแผนรับมือได้</p> ศัตรา เอกมธุรพจน์ สายสกุล ฟองมูล กังสดาล กนกหงษ์ พหล ศักดิ์คะทัศน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารผลิตกรรมการเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-27 2026-03-27 85 98 10.14456/mjap.2026.24