https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/issue/feed
Journal of Agricultural Research and Communications
2026-09-30T21:53:45+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐา โพธาภรณ์
agjournal22@gmail.com
Open Journal Systems
<p> "<strong>Journal of Agricultural Research and Communications</strong>" เป็นวารสารวิชาการของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br /> โดยวารสารออกราย 4 เดือน (มกราคม พฤษภาคม และกันยายน) เพื่อเผยแพร่<br /> ความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตร และสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอก<br /> มหาวิทยาลัย</p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/273388
การจัดการอาหาร องค์ประกอบทางเคมีของอาหารสัตว์ ผลผลิตและองค์ประกอบทางโภชนะของน้ำนมในฟาร์มโคนม จังหวัดพัทลุง
2026-08-21T05:23:56+07:00
นิรมล ทองเต็ม
Niramol.t@rmutsv.ac.th
ภรณ์ทิพย์ ทองมณี
Porntip.T@rmutsv.ac.th
ธีระพงษ์ รัตนพันธุ์
Teerapong.r@rmutsv.ac.th
สุรเชษ จำนงค์จิตร
surachet.j@rmutsv.ac.th
สุภิญญา ชูใจ
supinya.c@rmutsv.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการจัดการอาหาร วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของอาหารสัตว์ และประเมินผลผลิตและองค์ประกอบน้ำนมในฟาร์มโคนมจังหวัดพัทลุงจำนวน 102 ฟาร์ม โดยจำแนกเป็นฟาร์มขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยมีจำนวนฟาร์มเฉลี่ยแต่ละกลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ 1 (ฟาร์มขนาดเล็ก มีโคนมทั้งหมดไม่เกิน 37 ตัว) กลุ่มที่ 2 (ฟาร์มขนาดกลาง มีโคนมทั้งหมด 38–40 ตัว) เท่ากับ 30 ฟาร์ม และกลุ่มที่ 3 (ฟาร์มขนาดใหญ่ มีโคนมทั้งหมดตั้งแต่ 41 ตัวขึ้นไป) จำนวนโคในฟาร์มเฉลี่ยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มเท่ากับ 37, 39 และ 42 ตัว ตามลำดับ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์และบันทึกระดับฟาร์ม พร้อมเก็บตัวอย่างอาหารและน้ำนมจาก 4 พื้นที่ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Duncan’s multiple range test ผลการศึกษาพบว่า ฟาร์มส่วนใหญ่ใช้หญ้าสดเป็นอาหารหยาบหลัก (85.29%) และให้อาหารข้นแบบรวมกลุ่ม (80.39%) ผลผลิตน้ำนมเฉลี่ยของฟาร์มทั้งสามขนาดไม่แตกต่างกันทางสถิติ โดยอยู่ระหว่าง 13.35–13.69 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ฟาร์มขนาดเล็กให้อาหารข้นสูงกว่าฟาร์มขนาดกลางและใหญ่ (<em>P</em><0.001) ขณะที่ฟาร์มขนาดใหญ่มีจำนวนโคเต้านมอักเสบสูงกว่า (<em>P</em><0.001) อาหารข้นมีโปรตีนหยาบสูงสุด 17.04% ของวัตถุแห้ง ส่วนผลพลอยได้มี NDF, ADF และ ADL สูงสุด พื้นที่ตั้งฟาร์มไม่มีผลต่อไขมัน โปรตีน และของแข็งไม่รวมไขมัน แต่มีผลต่อแลคโตส (<em>P</em>=0.008) โดยของแข็งไม่รวมไขมันทุกพื้นที่ต่ำกว่าเกณฑ์อ้างอิง ผลการศึกษาสะท้อนถึงความจำเป็นในการวิเคราะห์อาหารและจัดสูตรบนฐานวัตถุแห้ง ให้อาหารตามระดับผลผลิต และควบคุมโรคเต้านมอักเสบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพน้ำนม</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/263000
ผลของ 6-benzyladenine และการผ่าชิ้นส่วนยอดตามแนวยาวต่อการเกิดหน่อใหม่ของกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในสภาพปลอดเชื้อ
2024-04-19T04:28:21+07:00
พันทิพา ลิ้มสงวน
pantipa_l@rmutt.ac.th
ธีรยุทธ คล้ำชื่น
teerayut_k@rmutt.ac.th
เยาวรัตน์ วงศ์ศรีสกุลแก้ว
yaowarat_w@rmutt.ac.th
ประวิทย์ ธรรมทะ
prawit_t@rmutt.ac.th
<p>การศึกษาผลของสารควบคุมการเจริญเติบโต BA และการผ่าครึ่งยอดตามแนวยาว ต่อการเพิ่มจำนวนหน่อของกล้วยน้ำว้าพันธุ์ปากช่อง 50 ในสภาพปลอดเชื้อ วางแผนการทดลองแบบแฟกทอเรียลในแผนแบบการทดลองสุ่มสมบูรณ์ กรรมวิธีละ 12 ซ้ำ ซ้ำละ 1 ต้น ซึ่งทดลองโดยนำเนื้อเยื่อต้นกล้วยในสภาพปลอดเชื้อ มาตัดใบออกให้เหลือเฉพาะส่วนโคนยาว 1 เซนติเมตร นำมาเพาะเลี้ยงบนอาหารแข็งสูตร MS ที่เติม BA ความเข้มข้น 0, 1, 3 และ 5 มิลลิกรัมต่อลิตร และใช้วิธีการเตรียมเนื้อเยื่อสำหรับเพาะเลี้ยง 2 วิธีการ คือ เพาะเลี้ยงทั้งต้น และเพาะเลี้ยงโดยผ่าแบ่งครึ่งชิ้นส่วนยอดตามแนวยาว โดยเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 8 สัปดาห์ มีการเปลี่ยนอาหารในสัปดาห์ที่ 4 ผลการทดลองพบว่า ความเข้มข้นที่แตกต่างกันของ BA มีผลต่อจำนวนหน่อใหม่ที่เกิดขึ้น โดยการใช้ BA ความเข้มข้น 3 มิลลิกรัมต่อลิตร มีผลทำให้เกิดหน่อใหม่ 3.50±1.16 หน่อ ซึ่งไม่แตกต่างทางสถิติกับกรรมวิธีที่เติม BA ความเข้มข้น 5 และ 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ที่เกิดหน่อใหม่ 2.64±0.75 และ 2.64±0.61 หน่อ ตามลำดับ แต่จำนวนหน่อนี้สูงกว่าหน่อที่เพาะเลี้ยงในอาหารที่ไม่เติม BA สำหรับวิธีการผ่าและไม่ผ่าชิ้นส่วนยอดนั้น มีผลต่อจำนวนหน่อใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการผ่าและไม่ผ่าชิ้นส่วนยอดให้จำนวนหน่อ 3.93±0.67 และ 1.10±0.08 หน่อ ตามลำดับ และพบอิทธิพลร่วมระหว่างการใช้ BA และวิธีการผ่าชิ้นส่วนยอดต่อจำนวนหน่อใหม่ที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งวิธีการผ่าชิ้นส่วนยอดร่วมกับการเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติม BA 1, 3 และ 5 มิลลิกรัมต่อลิตร มีจำนวนหน่อมากกว่ากรรมวิธีอื่น ๆ</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/265870
ผลของกรดอินโดล-3-บิวทีริกและกรดจิบเบอเรลลิกต่อการเกิดรากพิเศษ และการเติบโตของต้นไหลสตรอว์เบอร์รีพันธุ์อะกิฮิเมะ
2025-01-04T21:11:42+07:00
วีรภัทร ปั้นฉาย
werapat.p@cmu.ac.th
เจษฎากร จบแล้ว
daruni.n@cmu.ac.th
รวิพล ต่ายคง
nesloverawipon@gmail.com
สุวิทย์ บุญเรือง
Suwit.b@cmu.ac.th
ดรุณี นาพรหม
daruni.n@cmu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกระตุ้นการเกิดรากในต้นไหลของสตรอว์เบอร์รีพันธุ์อะกิฮิเมะ (Akihime) ที่ปลูกในสารละลายธาตุอาหารสูตรดัดแปลง CMU2S ภายในโรงเรือนควบคุมอุณหภูมิแบบการคายระเหยของน้ำ (Evaporative cooling greenhouse) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยในสัปดาห์ที่ 1 ให้ค่าการนำไฟฟ้าไฟฟ้า (EC) ของสารละลายปุ๋ย เท่ากับ 0.0 และเพิ่มค่า EC เป็น 1.0, 1.5 และ 2.0 มิลลิซีเมนส์ต่อเซนติเมตร ในสัปดาห์ที่ 2, 3 และ 4 ตามลำดับ วางแผนการทดลองแบบ (2x2)+1 factorial in CRD จำนวน 7 ซ้ำ โดยปัจจัย A คือ กรดอินโดล-3-บิวทีริก (Indole-3-butyric acid; IBA) ที่ระดับความเข้มข้น 0.6 และ 1.2 มิลลิกรัมต่อลิตร และปัจจัย B คือ กรดจิบเบอเรลลิก (Gibberellic acid; GA<sub>3</sub>) ที่ระดับความเข้มข้น 50 และ 150 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยจุ่มฐานของต้นไหลสตรอว์เบอร์รีลงในสารละลายแต่ละกรรมวิธีเป็นเวลา 3 นาที เปรียบเทียบกับกรรมวิธีควบคุมที่ใช้เพียงน้ำเปล่า ผลการทดลองพบว่า การใช้ IBA ร่วมกับ GA<sub>3</sub> มีปฏิสัมพันธ์กันต่อจำนวนรากและปริมาณคลอโรฟิลล์ของต้นไหลสตรอว์เบอร์รี โดยทุกกรรมวิธีให้จำนวนรากและปริมาณคลอโรฟิลล์ต่ำกว่ากรรมวิธีควบคุม ยกเว้นการใช้ IBA ความเข้มข้น 1.2 มก./ลิตร ร่วมกับ GA<sub>3</sub> ความเข้มข้น 50 มก./ลิตร ซึ่งให้ค่าไม่แตกต่างจากกรรมวิธีควบคุม</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/273121
การใช้ซิลิกอนและโบรอนทางใบเพื่อบรรเทาผลกระทบจากอุณหภูมิสูงต่อผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการของข้าวพันธุ์ กข43
2026-07-30T17:27:49+07:00
เพ็ญนภา จักรสมศักดิ์
pennapa.j@cmu.ac.th
สาวิกา กอนแสง
sawika@mju.ac.th
<p>ข้าวในฤดูนาปรังของประเทศไทยมักเกิดความเครียดเนื่องจากผลของอุณหภูมิสูง ทำให้ผลผลิตและคุณภาพเมล็ดลดลงเมื่อเทียบกับฤดูนาปี แม้การฉีดพ่นซิลิกอน หรือโบรอนทางใบสามารถช่วยบรรเทาผลกระทบนี้ แต่ยังไม่มีการศึกษาผลร่วมกันต่อผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการภายใต้ความแตกต่างของฤดูปลูก โดยเฉพาะข้าวพันธุ์ กข43 ซึ่งเป็นข้าวที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำและมีความสำคัญทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการฉีดพ่นซิลิกอนและโบรอนทางใบต่อผลผลิตและคุณภาพผลผลิตข้าวพันธุ์ กข43 ที่ปลูกฤดูนาปรังและนาปี กรรมวิธีทดลอง ได้แก่ ไม่มีการฉีดพ่นธาตุอาหาร ฉีดพ่นด้วยซิลิกอน (0.6% Si) ฉีดพ่นด้วยโบรอน (0.01% B) และฉีดพ่นด้วยซิลิกอน (0.6% Si) ร่วมกับโบรอน (0.01% B) ผลการทดลองพบว่าผลผลิตและคุณภาพผลผลิตเมล็ดในฤดูนาปรังต่ำกว่าฤดูนาปีอย่างมีนัยสำคัญ การฉีดพ่นด้วยซิลิกอนร่วมกับโบรอนช่วยเพิ่มการติดเมล็ด โดยเฉพาะในฤดูนาปรัง และเพิ่มผลผลิตเมล็ด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการสะสมไนโตรเจน และโปรตีนในเมล็ดข้าว แต่พบว่าทำให้การสะสมสังกะสีในเมล็ดลดลง ผลการศึกษานี้เป็นแนวทางการจัดการธาตุอาหารเพื่อรักษาผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการของข้าวพันธุ์ กข43 ในสภาพอุณหภูมิที่ต่างกันของแต่ละฤดูปลูก</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/273019
ผลของการใส่ปุ๋ยสังกะสีทางดินและการพ่นทางใบต่อปริมาณสังกะสีในเมล็ดข้าว และการสูญเสียของสังกะสีจากกระบวนการขัดสีข้าว
2026-07-21T21:32:21+07:00
สิทธิกร บดีรัฐ
si-siwakorn@hotmail.com
ชนากานต์ พรมอุทัย
chanakan.p@cmu.ac.th
<p>สังกะสี (Zn) เป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ทั้งพืชและสัตว์ การขาดธาตุสังกะสีเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญด้านโภชนาการของประชากร ซึ่งการเพิ่มธาตุสังกะสีในเมล็ดข้าวเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในกลุ่มผู้บริโภคข้าวได้ การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมิน 1) ประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการธาตุสังกะสีในรูปแบบต่าง ๆ ต่อการสะสมธาตุสังกะสีในเมล็ดข้าว และ 2) ผลของการขัดสีต่อคุณภาพการขัดสีและการสูญเสียธาตุสังกะสีในเมล็ดข้าวเหนียวพันธุ์สันป่าตอง 1 โดยจัดชุดการทดลองแบบ 4×2 factorial ในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ในบล็อก (RCBD) ประกอบด้วย การจัดการปุ๋ยสังกะสี 4 กรรมวิธี คือ 1) ไม่ใส่ปุ๋ยสังกะสี (กรรมวิธีควบคุม) 2) ใส่ปุ๋ยสังกะสีทางดิน 3) พ่นปุ๋ยสังกะสีทางใบ และ 4) พ่นปุ๋ยสังกะสีทางใบร่วมกับธาตุอาหารอื่น ๆ (ไอโอดีน เหล็ก และซิลีเนียม) โดยพ่น 2 ครั้งที่ระยะดอกบานและหลังดอกบาน 7 วัน ในพื้นที่ปลูกทดลอง 2 พื้นที่ ได้แก่ 1) แปลงทดลองสถานีวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ 2) แปลงเกษตรกรอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ผลการทดลองพบว่า การพ่นสังกะสีทางใบและการพ่นสังกะสีทางใบร่วมกันธาตุอาหารอื่น ๆ ทำให้ความเข้มข้นและปริมาณธาตุสังกะสีในเมล็ดข้าวเปลือก ข้าวกล้อง และข้าวขาว เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับกรรมวิธีควบคุม นอกจากนี้ยังพบว่าสถานที่ปลูกมีผลต่อความเข้มข้นของธาตุสังกะสีในข้าวเปลือก ข้าวกล้อง และข้าวขาว โดยข้าวที่ปลูกแปลงทดลองสถานีวิจัยมีความเข้มข้นของธาตุสังกะสีในข้าวเปลือก ข้าวกล้อง และข้าวขาว รวมไปถึงการสูญเสียปริมาณธาตุสังกะสีสูงกว่าแปลงสันทรายหลังจากผ่านกระบวนการขัดสี ผลการทดลองนี้ชี้ให้เห็นว่า การพ่นสังกะสีทางใบช่วยเพิ่มความเข้มข้นของธาตุสังกะสีในเมล็ดข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่การเพิ่มขึ้นของธาตุสังกะสีอาจต้องสูญเสียไปจากกระบวนการขัดสีในปริมาณมากเช่นเดียวกัน</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications