Journal of Agricultural Research and Communications
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu
<p> "<strong>Journal of Agricultural Research and Communications</strong>" เป็นวารสารวิชาการของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br /> โดยวารสารออกราย 4 เดือน (มกราคม พฤษภาคม และกันยายน) เพื่อเผยแพร่<br /> ความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตร และสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอก<br /> มหาวิทยาลัย</p>
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
th-TH
Journal of Agricultural Research and Communications
3057-1022
-
ผลของกากมันสำปะหลังหมักที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการต่อปริมาณการกินได้ กระบวนการหมักในกระเพาะรูเมน การผลิตน้ำนม และสารเมตาโบไลต์ในเลือดของโคนม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/270452
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของกากมันสำปะหลังหมักที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการต่อปริมาณการกินได้ การหมักในกระเพาะรูเมน การผลิตน้ำนม และสารเมตาโบไลต์ในเลือดของโคนม โดยใช้โคนมสายพันธุ์ Holstein Friesian จำนวน 12 ตัว น้ำหนักตัวเฉลี่ย 450 ± 20.0 กิโลกรัม อยู่ในรอบการให้นมที่ 1 (1<sup>st</sup> lactation) มีระยะการให้น้ำนม 130 ± 30 วัน และมีปริมาณการให้น้ำนมเฉลี่ย 12.0 ± 2.0 กิโลกรัมต่อวัน โคนมได้รับอาหารผสมครบส่วน (Total mixed ration; TMR) ที่มีระดับโปรตีน 14% และให้อาหารแบบ <em>ad libitum</em> วางแผนการทดลองแบบ independent sample t-test แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มควบคุมที่ได้รับ TMR โดยไม่มีการทดแทนกากมันสำปะหลังหมัก (CON) และกลุ่มทดลองที่ได้รับ TMR ซึ่งมีการทดแทนกากมันสำปะหลังหมัก (Fermented cassava pulp; FCP) ในสูตรอาหารที่ระดับ 20% DM basis (TREAT) ทำการทดลอง 59 วัน (ระยะปรับอาหาร 14 วัน และระยะเก็บตัวอย่าง 45 วัน) มีการบันทึกปริมาณการให้อาหารและการให้น้ำนมทุกวัน และเก็บตัวอย่างของเหลวในกระเพาะรูเมน น้ำนม และเลือดในวันที่ 0, 15, 30 และ 45 ของการทดลอง เพื่อวิเคราะห์ค่า pH ความเข้มข้นของแอมโมเนียไนโตรเจน (NH<sub>3</sub>-N) ปริมาณกรดไขมันระเหยง่าย (Volatile fatty acids; VFA) องค์ประกอบน้ำนม และสารเมตาโบไลต์ในเลือด ผลการศึกษาพบว่า ในวันที่ 45 กลุ่ม TREAT มีปริมาณการกินวัตถุแห้งต่ำกว่ากลุ่ม CON อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 30 และ 45 กลุ่ม TREAT มีความเข้มข้นของ NH<sub>3</sub>-N ปริมาณกรดไขมันระเหยง่ายรวม และสัดส่วนโพรพิโอเนตสูงกว่ากลุ่ม CON อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) ขณะที่ปริมาณน้ำนม องค์ประกอบน้ำนม และสารเมตาโบไลต์ในเลือดไม่แตกต่างกันระหว่างกลุ่มทดลอง การศึกษาครั้งนี้จึงสรุปได้ว่าการทดแทน FCP ในสูตรอาหาร TMR ที่ระดับ 20% บนพื้นฐานวัตถุแห้งสามารถช่วยเพิ่มกิจกรรมการหมักในกระเพาะรูเมนและปรับรูปแบบการหมักไปสู่การผลิตโพรพิโอเนตมากขึ้น โดยไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสมรรถนะการให้น้ำนมและสุขภาพของโคนม</p>
ชัยวัฒน์ อาจิน
กรวรรณ ศรีงาม
ปรมินทร์ วินิจฉัยกุล
มลรัฐ แสงเกตุ
เสาวลักษณ์ แย้มหมื่นอาจ
พชร ตาสุขใส
จุลภัทร ใจกันทะ
กรรณิการ์ พุทธโส
นิทธนต์ นันทะเรือน
ปฏิภาณ หน่อแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-31
2026-05-31
42 2
69
83
-
ผลของสารละลายพลาสมาต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาของผลลำไย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/254060
<p>ลำไยเป็นไม้ผลเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ผลสดมีอายุการเก็บรักษาและวางจำหน่ายสั้น การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสารละลายพลาสมาต่อคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของลำไย โดยแช่ผลลำไยในสารละลายพลาสมาความเข้มข้น 1 เปอร์เซ็นต์ที่ระยะเวลาต่างกันคือ 1, 3 และ 5 นาที โดยใช้ผลลำไยที่แช่น้ำประปานาน 1 นาที เป็นชุดควบคุม จากนั้นนำผลลำไยไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80-85 เปอร์เซ็นต์ หลังจากการเก็บรักษานาน 28 วัน พบว่าการสูญเสียน้ำหนักสด ความแน่นเนื้อ ปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ และปริมาณกรดทั้งหมดที่ไทเทรตได้ของน้ำคั้นจากผลลำไยในทุกกรรมวิธีไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 4.52-12.98 เปอร์เซ็นต์ 16.55-26.15 กก./ซม.<sup>2 </sup>18.82-21.03 เปอร์เซ็นต์ และ 0.69-1.44 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ผลลำไยในกรรมวิธีแช่สารละลายพลาสมานาน 5 นาที มีปริมาณสารประกอบฟีนอลทั้งหมดสูงกว่าผลที่แช่ในสารละลายพลาสมานาน1 นาที 3 นาที และน้ำประปา (ชุดควบคุม) เมื่อเก็บรักษาเป็นระยะเวลา 28 วัน ในส่วนของสีเปลือก ผลลำไยในทุกกรรมวิธีที่แช่สารละลายพลาสมา มีคะแนนการเกิดสีน้ำตาลอยู่ระหว่าง 2.35-2.65 ในวันที่ 28 ของการเก็บรักษา ซึ่งมีค่าต่ำกว่าชุดควบคุมที่มีคะแนนเท่ากับ 4.15 แสดงถึงการชะลอการเกิดสีน้ำตาลของเปลือกระหว่างการเก็บรักษาสำหรับอายุการเก็บรักษา ผลลำไยในชุดควบคุมมีอายุการเก็บรักษา 21 วัน เนื่องจากมีอัตราการเน่าเสียเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ในวันที่ 28 ของการเก็บรักษา ในขณะที่กรรมวิธีที่แช่สารละลายพลาสมามีอายุการเก็บรักษานาน 28 วัน ซึ่งมีอัตราการเน่าเสียของผลอยู่ระหว่าง 13.63-14.50 เปอร์เซ็นต์</p>
วันทนวิภา แสนกล
ธนะชัย พันธ์เกษมสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-31
2026-05-31
42 2
85
96
-
การพัฒนาของผลและคุณภาพผลของราสป์เบอร์รีสีแดง รหัสพันธุ์ ‘อาร์ 1’ ที่ปลูกในพื้นที่สถานีเกษตรหลวงปางดะ จังหวัดเชียงใหม่
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/270258
<p>การศึกษาการพัฒนาผลราสป์เบอร์รีสีแดง รหัสพันธุ์ ‘อาร์ 1’ ที่ปลูกในสถานีเกษตรหลวงปางดะ ความสูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง 690 เมตร พิกัด 18°51'12.5" เหนือ 98°45'40.4" ตะวันออก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพและเคมีของผลในช่วงการพัฒนาผล เพื่อใช้เป็นข้อมูลการปลูก การจัดการ และการผลิตผลราสป์เบอร์รีในไทย ผลการศึกษาการพัฒนา จำนวน 8 ระยะ ในช่วงเวลา 30 วันหลังดอกบาน พบว่า ผลราสป์เบอร์รีมีการเติบโตแบบ sigmoid โดยมีการเพิ่มขึ้นของขนาดผลและน้ำหนักผลในลักษณะเดียวกัน มีช่วงของน้ำหนัก 0.60-4.21 กรัมต่อผล ความกว้างผล 8.87-16.78 มิลลิเมตร และความยาวผล 9.97-19.40 มิลลิเมตร ตามลำดับ ส่วนการเปลี่ยนแปลงของสีผล พบว่า ในช่วงแรกผลมีสีเขียวเข้ม และเริ่มอ่อนลง จนเปลี่ยนเป็นสีแดงที่เกิดจากสารสีแอนโทไซยานินในวันที่ 26 หลังดอกบาน ทางด้านปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้มีค่าเพิ่มขึ้นในทุกระยะการเติบโตพบที่ 2.89-9.43 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณกรดทั้งหมดที่สามารถไทเทรตได้มีค่าเพิ่มขึ้นและลดลงในช่วงการสุกของผลที่ร้อยละ 0.98-2.91 นอกจากนี้ปริมาณแอนโทไซยานินทั้งหมดและปริมาณกรดแอสคอร์บิกมีค่าเพิ่มขึ้นทุกระยะของการเติบโตและมีค่ามากที่สุดในผลสุกเต็มที่ โดยมีค่าสูงสุดที่ 114.02 และ 15.00 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมน้ำหนักสด ตามลำดับ</p>
รวิพล ต่ายคง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-31
2026-05-31
42 2
97
109
-
การพัฒนาต้นแบบระบบคัดแยกผลเชอร์รี่กาแฟด้วยคอมพิวเตอร์วิทัศน์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/266237
<p>ตลาดกาแฟของประเทศไทยมีการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องที่ร้อยละ 7.3 ระหว่างปี พ.ศ. 2560 ถึง 2566 มีมูลค่าตลาดถึง 34 ล้านบาท ด้วยการเติบโตดังกล่าว การควบคุมคุณภาพกาแฟให้สม่ำเสมอจึงมีความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนแรกของการคัดเลือกผลเชอร์รี่กาแฟ คุณภาพของผลเชอร์รี่กาแฟส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของเมล็ดกาแฟ ทำให้การคัดแยกที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผลิตกาแฟคุณภาพพรีเมียม งานวิจัยนี้ศึกษาแนวทางนวัตกรรมในการจำแนกผลเชอร์รี่กาแฟโดยใช้เทคนิคการประมวลผลภาพ ได้พัฒนาและเปรียบเทียบแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องสี่รูปแบบ ได้แก่ Support Vector Machine (SVM), K-Nearest Neighbors (KNN), Artificial Neural Network (ANN), และ Convolutional Neural Network (CNN) แบบจำลองแต่ละตัวได้รับการประเมินด้านความแม่นยำในการจำแนกและความเร็วในการประมวลผล ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าแบบจำลอง CNN มีประสิทธิภาพในการจำแนกสูงสุดอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีความแม่นยำถึงร้อยละ 94 และมีเวลาประมวลผลที่ 0.532 วินาทีต่อภาพ นอกจากนี้ เมื่อนำแบบจำลอง CNN มาประยุกต์ใช้ในระบบคัดแยกต้นแบบ พบว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจทั้งในด้านความแม่นยำและกำลังการผลิต โดยมีความแม่นยำในการคัดแยกภาพรวมที่ร้อยละ 81.73 และมีกำลังการผลิตประมาณ 120 ผลต่อนาที (ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อชั่วโมง) ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการตรวจสอบด้วยภาพแบบอัตโนมัติโดยใช้ CNN สามารถพัฒนาประสิทธิภาพและความสม่ำเสมอในการคัดแยกผลเชอร์รี่กาแฟ ซึ่งมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตของวิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรรายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
รัฐพล พรประสิทธิ์
พงษ์ประพันธ์ กันทะแก้ว
กฤติยาภรณ์ ตาคำ
วัสสนัย วรรธนัจฉริยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-31
2026-05-31
42 2
111
121
-
ข้าววัชพืชมาจากไหน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/270540
<p>ข้าววัชพืชเป็นที่รู้จักมานานในประเทศไทย ในชื่อ “ข้าวแดง” จากพื้นที่นาน้ำลึก แต่เหตุใดจึงมีการระบาดในพื้นที่นาทั่วประเทศเพียงในคริสต์ศตวรรษที่ 21 บทความปริทัศน์นี้ทำการวิเคราะห์ต้นเหตุโดยรวมที่ได้ส่งผลให้ข้าววัชพืชได้ระบาดแพร่หลายฉับพลันทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มด้วยการเรียงลำดับเวลาที่มีการบันทึกหลักฐานการพบข้าววัชพืชและการแพร่กระจายของเทคโนโลยีการทำนาสมัยใหม่ จากนั้นจึงนำเสนอหลักฐานบ่งชี้ถึงปฏิสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างข้าวปลูก ข้าวป่า และข้าววัชพืช พร้อมทั้งวิเคราะห์บทบาทของความไม่ไวต่อช่วงแสงจากข้าวพันธุ์สมัยใหม่ที่ถูกถ่ายทอดเข้าสู่แหล่งพันธุกรรมร่วมของข้าวในท้องถิ่น ต่อไปจึงทบทวนอิทธิพลของกรรมวิธีการจัดการในการทำนาสมัยใหม่ต่อความสามารถในการแข่งขัน การปรับตัว และการแพร่กระจายของข้าววัชพืช และประเมินผลกระทบของข้าววัชพืชต่อการผลิตข้าว ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า ข้าววัชพืชน่าจะเป็นพืชประจำถิ่นของพื้นที่นาน้ำลึกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาแต่เดิม การระบาดแพร่กระจายออกไปทั่วภูมิภาคเกิดขึ้นจากการไหลของยีนลักษณะไม่ไวต่อช่วงแสงจากข้าวพันธุ์สมัยใหม่เข้าสู่ประชากรข้าววัชพืชเป็นหลัก ส่งผลให้ช่วงแสงเฉพาะถิ่นไม่มีอิทธิพลต่อการสืบพันธุ์ของข้าววัชพืชอีกต่อไป และทำให้ข้าววัชพืชสามารถปรับตัวเข้าสู่พื้นที่นาชลประทานและนาน้ำฝนได้อย่างกว้างขวาง และมีโอกาสผสมข้ามกับข้าวปลูกในพื้นที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน สภาพแวดล้อมในนาข้าวที่เอื้อต่อความได้เปรียบของข้าววัชพืช เป็นผลพวงจากกรรมวิธีการเพาะปลูกภายใต้เทคโนโลยีการทำนาสมัยใหม่ ที่แม้นำมาซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมต่อภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ก็ได้ก่อให้เกิดผลกระทบโดยไม่คาดคิดต่อการผลิตข้าวจากการระบาดลงนาของข้าววัชพืช การควบคุมข้าววัชพืชจำเป็นต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจอย่างรอบด้านถึงกลไกที่ขับเคลื่อนการระบาดและการแพร่กระจายของข้าววัชพืช</p>
เบญจวรรณ ฤกษ์เกษม
ศันสนีย์ จำจด
จรรยา มณีโชติ
ต่อนภา ผุสดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-31
2026-05-31
42 2
123
143