Journal of Agricultural Research and Communications
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu
<p> "<strong>Journal of Agricultural Research and Communications</strong>" เป็นวารสารวิชาการของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br /> โดยวารสารออกราย 4 เดือน (มกราคม พฤษภาคม และกันยายน) เพื่อเผยแพร่<br /> ความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตร และสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอก<br /> มหาวิทยาลัย</p> <p> <br /><strong> <a href="https://tci-thailand.org/" target="_blank" rel="noopener">ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</a></strong></p> <p><strong> </strong><strong><a href="https://www.kmutt.ac.th/jif/Impact/impact_s.php" target="_blank" rel="noopener">Thai-Jounal Impact factor ประจำปี 2561 = 0.701</a></strong></p>
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
th-TH
Journal of Agricultural Research and Communications
3057-1022
-
มุมมองและเงื่อนไขการเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/266498
<p>การพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่เป็นนโยบายสำคัญของประเทศไทยมากว่าทศวรรษ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกำลังคนในภาคเกษตร การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองและเงื่อนไขการดำรงชีพและการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพใน 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษามุมมองต่ออาชีพผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่ไม่เคยเป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ (30 ราย) ผู้ที่เป็นผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ (40 ราย) และอดีตผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ (20 ราย) ระยะที่ 2 ศึกษาสภาพที่เป็นอยู่ของผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เข้าร่วมโครงการ Young Smart Farmer จำนวน 60 ราย ข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและเชิงประเด็น พร้อมการเปรียบเทียบข้ามกลุ่มสถานะและข้ามช่วงรุ่น (X, Y, Z) ผลการศึกษา พบว่า ผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยธุรกิจครัวเรือน โดยมี 3 มิติหลัก ได้แก่ (1) การมีเงินและทรัพย์สิน (2) ความอบอุ่นของครอบครัวและเครือข่ายอาชีพ และ (3) ความเป็นอยู่ที่ดีและความสะดวกสบาย เงื่อนไขสำคัญของแต่ละมิติประกอบด้วย รายได้และทรัพย์สิน การสนับสนุนและความมั่นใจจากครอบครัว/เครือข่าย และสุขภาพกับโครงสร้างพื้นฐาน โดยทุกช่วงรุ่น ให้ความสำคัญในลำดับเดียวกัน คือ ด้านเศรษฐกิจ รองลงมาคือด้านความสัมพันธ์ และด้านความ-เป็นอยู่ที่ดีตามลำดับ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนาผู้ประกอบการเกษตรรุ่นใหม่ผ่านการผลิตที่นำรายได้และตลาดเป็นตัวตั้ง ควบคู่กับการพัฒนาช่องทางตลาดและทักษะการบริหารจัดการธุรกิจเกษตรให้สอดคล้องกับบริบทของคนรุ่นใหม่</p>
กชพร โพธิ์นิ่มแดง
ศุภกิจ สินสุข
พนิตนาฏ วงศ์ยิ้ม
กัญลยา มิขะมา
ยศ บริสุทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
42 1
1
14
-
การชักนำให้เกิดแคลลัสและต้นอ่อนจากอับเรณูของฟ้าทะลายโจรในสภาพปลอดเชื้อ
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/264549
<p>การศึกษาการเพาะเลี้ยงอับละอองเรณูของฟ้าทะลายโจรจากแหล่งปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในสภาพปลอดเชื้อ พบว่า พัฒนาการของดอกที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงอับละอองเรณูของฟ้าทะลายโจร คือ ระยะดอกที่อายุในช่วงวันที่ 9 ถึง 7 วัน ก่อนดอกบาน เมื่อนำดอกในระยะดังกล่าวไปทดลองเพาะเลี้ยงในอาหารสูตร Nitschand Nitsch medium (1967) ดัดแปลง Lichter (1982) (NLN) ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต 6-Benzylaminopurine (BAP) ความเข้มข้น 0, 0.1, 0.5 และ 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ Naphthalene acetic acid (NAA) ความเข้มข้น 0, 0.1 และ 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร พบว่า อาหารสูตร NLN เติมสารควบคุมการเจริญเติบ BAP ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ NAA ที่ความเข้มข้น 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ชักนำให้เกิดแคลลัสมากที่สุด ในระยะเวลา 8 สัปดาห์ และเมื่อนำอับละอองเรณูมาเพิ่มปริมาณแคลลัส แล้วนำไปชักนำให้เกิดต้น ด้วยการเพาะเลี้ยงที่อุณหภูมิแตกต่างกัน โดยการเพาะเลี้ยงที่อุณหภูมิต่ำ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 และ 3 วัน ต่อเนื่องด้วยการเพาะเลี้ยงที่อุณหภูมิ 28, 30 และ 32 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1, 2, 3 และ 4 วัน พบว่า การเพาะเลี้ยงที่อุณหภูมิต่ำ 4 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 วัน ร่วมกับการเพาะเลี้ยงที่อุณหภูมิสูง 28 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 วัน ในอาหารสูตร NLN ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต BAP ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ NAA ความเข้มข้น 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถเพิ่มปริมาณแคลลัสของฟ้าทะลายโจรได้ และสามารถชักนำให้เกิดเป็นต้นอ่อนได้</p>
เทิดศักดิ์ โทณลักษณ์
ฉันทนา วิชรัตน์
จินทภา อ่วมอ่ำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
42 1
15
30
-
อิทธิพลของระยะเวลาการให้แสงและระดับความเข้มข้นของน้ำตาลซูโครสต่อการเจริญเติบโตของหงส์เหินภายใต้สภาพปลอดเชื้อ
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/267387
<p>หงส์เหิน (<em>Globba</em> spp.) เป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย นิยมตัดดอกไปไหว้พระช่วงวันเข้าพรรษาหรือเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งดอกของหงส์เหินมีหลายสี เช่น สีม่วง ขาว ชมพู เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำไปปลูกเป็นไม้กระถางสำหรับตกแต่งอาคารสถานที่เพื่อความสวยงาม วัตถุประสงค์ของงานทดลองนี้เพื่อศึกษาระยะเวลาการให้แสงร่วมกับระดับความเข้มข้นของน้ำตาลซูโครสที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของหงส์เหินในสภาพปลอดเชื้อ วางแผนการทดลองแบบ 2x5 แฟกทอเรียลในแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (2x5 Factorial in CRD) โดยปัจจัย A คือ ระยะเวลาการให้แสงไฟเทียมจากหลอดฟลูออเรสเซนต์ความเข้มแสง 3,000 ลักซ์ (Lux) ได้แก่ 8 และ 16 ชั่วโมงต่อวัน ปัจจัย B คือ ระดับความเข้มข้นของน้ำตาลซูโครส ได้แก่ 0, 30, 40, 50 และ 60 กรัมต่อลิตร ทำการเลี้ยงต้นหงส์เหินในห้องควบคุมอุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ พบว่า อิทธิพลของระยะเวลาการให้แสงที่ 8 และ 16 ชั่วโมง ไม่พบความแตกต่างทางสถิติ ในขณะที่ระดับความเข้มข้นของน้ำตาลซูโครสมีความแตกต่างทางสถิติ (<em>P</em><0.01) เมื่อพิจารณาอิทธิพลร่วมระหว่างระยะเวลาการให้แสง 8 และ 16 ชั่วโมง ร่วมกับน้ำตาลซูโครสระดับความเข้มข้น 30 กรัมต่อลิตร มีความ-แตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (<em>P</em><0.01) กับกรรมวิธีอื่น ๆ อย่างไรก็ตามอิทธิพลร่วมระหว่างการให้แสง 16 ชั่วโมงต่อวัน ร่วมกับน้ำตาลซูโครสระดับความเข้มข้น 30 กรัมต่อลิตร ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของหงส์เหินด้านจำนวนยอด จำนวนใบ ความสูงต้น และจำนวนราก มากกว่ากรรมวิธีอื่นๆ</p>
อรณิช คำยง
กัลยวรรธน์ เมืองเปรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
42 1
31
43
-
ประสิทธิภาพของรูปทรงและความสูงของกับดักกาวเหนียวต่อการจับแมลงวัน (Diptera: Muscidae) ในฟาร์มโคนม จังหวัดสระบุรี ประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/269417
<p>แมลงวันจัดเป็นแมลงศัตรูสำคัญในโคและอาจก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในฟาร์มโคนม แต่การศึกษาการใช้กับดักกาวเหนียวกับแมลงศัตรูเหล่านี้ในประเทศไทยยังมีจำกัด ดังนั้นวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อประเมินประสิทธิภาพรูปทรงที่แตกต่างและความสูงของกับดักกาวเหนียวสีน้ำเงินและสีขาวในการจับตัวเต็มวัยของแมลงวัน โดยดำเนินการทดลองในฟาร์มโคนม จังหวัดสระบุรี ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน พ.ศ. 2567 ทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของรูปทรงกับดักกาวเหนียว 4 แบบ ได้แก่ วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมผืนผ้า และสี่เหลี่ยมจัตุรัส และระดับความสูงของกับดักจากพื้นดิน 3 ระดับ ได้แก่ 20, 50 และ 80 เซนติเมตร ผลการทดลองพบว่า จำนวนแมลงวันที่จับได้ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่างรูปทรงต่าง ๆ ของกับดัก แต่กับดักกาวเหนียวทั้งสีน้ำเงินและขาวขอบด้านล่างอยู่สูงจากพื้นดิน 20 เซนติเมตร สามารถดักจับแมลงวันได้มากที่สุด และมีแนวโน้มในการจับแมลงวันกลุ่มปากไม่กัดได้มากกว่าแมลงวันกลุ่มปากกัด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการปรับความสูงของกับดักให้เหมาะสมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับ และช่วยให้การติดตามชนิดเป้าหมายในฟาร์มโคนมมีความแม่นยำยิ่งขึ้น</p>
จำนงจิต ผาสุข
ดรุณวรรณ ชื่นแสงอรุณ
ฉัตราภรณ์ รุ่งเฉลิมลักษณ์
แพรไพริน ใจเอื้อน
ณัฐสุดา กลิ่นแก้ว
วิษณุวัฒน์ ฉิมน้อย
ภูมิพัฒน์ ทองอยู่
เกษริน ขำยิ่งเกิด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
42 1
45
55
-
การทดสอบและเปรียบเทียบประสิทธิภาพของเชื้อราไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์กลาย และสายพันธุ์คัดเลือกใหม่ในการควบคุมโรคไหม้ของข้าว
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/269835
<p>โรคไหม้ข้าว (<em>Pyricularia oryzae</em>) เป็นโรคสำคัญที่ส่งผลต่อผลผลิตและคุณภาพข้าวในประเทศไทย การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา (<em>Trichoderma</em> spp.) จึงเป็นทางเลือกของการจัดการโรคโดยชีววิธีที่มีศักยภาพและส่งเสริมการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและยืนยันประสิทธิภาพของเชื้อไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์กลายและคัดเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงในการจัดการโรคไหม้ข้าวอย่างยั่งยืน โดยนำเชื้อไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์กลายที่ได้จากการชักนำด้วยรังสีแกมมาและรังสียูวี และสายพันธุ์คัดเลือกใหม่มาทดสอบความสามารถในการยับยั้งไอโซเลทของเชื้อรา <em>P. oryzae</em> ในห้องปฏิบัติการ จากการทดสอบพบว่า สายพันธุ์กลาย TEPCNT002_Gamma_003, TCNT_003 Gamma_005 และ TEPCNT002_Gamma_001และไอโซเลทคัดเลือกใหม่ 66TRCRPA2-1, 66TRCMMC1-1 และ 66TRCMMC2-4 ยังคงแสดงประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อได้ดี โดยเฉพาะสายพันธุ์กลาย TEPCNT002_Gamma_003 ซึ่งถูกจำแนกชนิดด้วยการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์ตำแหน่ง internal transcribe spacer (ITS) translation elongation factor 1-alpha (tef 1α) และ RNA polymerase II subunit B (rpb2) ว่าเป็น <em>Trichoderma asperelloides</em> แสดงการควบคุมโรคได้ดี เมื่อทดสอบในสภาพโรงเรือน และมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคไหม้ได้ดีที่สุดเมื่อทดสอบในสภาพแปลงนาทดลอง การทดสอบนี้ชี้ให้เห็นว่า การชักนำให้เชื้อราไตรโคเดอร์มาเกิดการกลายพันธุ์เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มศักยภาพการควบคุมโรค โดย <em>T. asperelloides</em> TEPCNT002_Gamma_003 สายพันธุ์กลายนี้จะเป็นทางเลือกที่ยั่งยืนในการใช้ทดแทนสารเคมีเพื่อควบคุมโรคไหม้ข้าวต่อไป</p>
นุจรินทร์ จังขันธ์ โกเมส เด ฟาเรียส
ดวงกมล บุญช่วย
วันพร เข็มมุกด์
จิราภรณ์ กวงใหม
กนกพร มะโนเรือง
อัญชลี ตาคำ
พยอม โคเบลลี่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Agricultural Research and Communications
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-31
2026-01-31
42 1
57
68