วารสารเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu <p> "<strong>วารสารเกษตร</strong>" เป็นวารสารวิชาการของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br /> โดยวารสารออกราย 4 เดือน (มกราคม พฤษภาคม และกันยายน) เพื่อเผยแพร่<br /> ความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตร และสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอก<br /> มหาวิทยาลัย</p> <p> <br /><strong> <a href="https://tci-thailand.org/" target="_blank" rel="noopener">ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</a></strong></p> <p><strong> </strong><strong><a href="https://www.kmutt.ac.th/jif/Impact/impact_s.php" target="_blank" rel="noopener">Thai-Jounal Impact factor ประจำปี 2561 = 0.701</a></strong></p> คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ th-TH วารสารเกษตร 0857-0841 ปัจจัยทางกายภาพและชีวภาพต่อคุณลักษณะเนื้อสัมผัสของเฟต้าชีสจากน้ำนมแพะ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253918 <p>ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ทาเหนือได้เพิ่มมูลค่าน้ำนมแพะโดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เฟต้าชีส ซึ่งเป็นอาหารฟังก์ชันชนิดหนึ่ง เฟต้าชีสเป็นชีสเนื้อนุ่มสีขาวหมักจากนมแพะและแกะ ซึ่งปัจจุบันได้มีการใช้นมประเภทอื่นด้วย ได้แก่ นมวัว และนมกระบือ งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหาปริมาณเชื้อแบคทีเรียและเอนไซม์เรนเนททางการค้าที่เหมาะสมสำหรับการผลิตเฟต้าชีสจากน้ำนมแพะที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับเฟต้าชีสทางการค้าโดยใช้การวางแผนการทดลองแบบ 3 x 2 แฟคทอเรียลแบบสุ่มสมบูรณ์ รวมทั้งหาระยะเวลาในการกวนเคิร์ดต่อผลผลิตเฟต้าชีส ซึ่งจาก 6 กรรมวิธี ของปริมาณเชื้อแลคติกแอซิดแบคทีเรีย (ร้อยละ 0.0010, 0.0015 และ 0.0020 โดยน้ำหนัก) และปริมาณเอนไซม์เรนเนท (ร้อยละ 0.0035 และ 0.0040 โดยน้ำหนัก) พบว่า เฟต้าชีสที่ผลิตได้จากทุกกรรมวิธีมีคุณลักษณะเนื้อสัมผัสที่คล้ายคลึงกับเฟต้าชีสทางการค้า โดยเฟต้าชีสที่มีการเติมปริมาณเชื้อแบคทีเรียน้อยที่สุด (ร้อยละ 0.001 โดยน้ำหนัก) และปริมาณเอนไซม์เรนเนทมากที่สุด (ร้อยละ 0.004 โดยน้ำหนัก) มีลักษณะของเนื้อสัมผัสของเฟต้าชีสที่มีความแข็งน้อย มีค่าการคืนตัว และการยึดติดที่สูง และมีคุณลักษณะเนื้อสัมผัสที่ใกล้เคียงกับเฟต้าชีสทางการค้า นอกจากนี้ผลผลิตของเฟต้าชีสที่ได้จากการกวนเคิร์ดที่เวลา 20, 30 และ 40 นาที เท่ากับ ร้อยละ 13.50, 12.68 และ 12.64 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ ซึ่งระยะเวลาในการกวนที่นานขึ้นทำให้เกิดการแตกตัวของไขมันในโปรตีนส่งผลทำให้ได้ผลผลิตที่ลดลง กระบวนการที่ได้จากการการศึกษานี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการแปรรูปเฟต้าชีสให้แก่กลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการที่สนใจในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากนมแพะได้</p> โบว์ ถิ่นโพธิ์วงศ์ กฤษณะ ศรีวิลัย รุ่งทิวา ประสงค์ทรัพย์ มาลัยพร วงค์แก้ว เอกรินทร์ อินประมูล Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 319 329 ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบรับรองเกษตรอินทรีย์ แบบมีส่วนร่วม (PGS) ของสมาชิกเครือข่ายเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม แปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252944 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลพื้นฐานทั่วไปของสมาชิกเครือข่ายเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) แปดริ้ว 2) ความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับระบบพีจีเอส 3) การมีส่วนร่วมของสมาชิกในการพัฒนาระบบพีจีเอส และ 4) ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการพัฒนาระบบพีจีเอส เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 125 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติอนุมานโดยการวิเคราะห์ถดถอยพหุ ผลการศึกษาพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 54.82 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์เฉลี่ย 5.03 ไร่ เป็นสมาชิกเครือข่ายมาเป็นเวลาเฉลี่ย 2.42 ปี ได้รับข่าวสารเกี่ยวกับระบบพีจีเอสจากสื่อบุคคลในระดับปานกลาง(ค่าเฉลี่ย 2.58) และจากสื่อมวลชนในระดับน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย 1.17) โดยสมาชิกส่วนใหญ่ (ร้อยละ 81.60) มีความรู้เกี่ยวกับระบบพีจีเอสในระดับมาก โดยภาพรวมสมาชิกมีทัศนคติเชิงบวกต่อระบบพีจีเอส (ค่าเฉลี่ย 4.30) และมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบพีจีเอสในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 3.92) และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน คือ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล และการศึกษาครั้งนี้พบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบพีจีเอสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(<em>P</em> &lt; 0.05) มี 3 ตัวแปร ได้แก่ ทัศนคติต่อระบบพีจีเอส การรับรู้ข่าวสารจากสื่อมวลชน และความรู้เกี่ยวกับระบบพีจีเอส</p> อดิศักดิ์ อ่ำเทศ สุณีพร สุวรรณมณีพงศ์ ดวงกมล ปานรศทิพ ธรรมาธิวัฒน์ Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 331 343 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ของประเทศไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/254384 <p>ความผันผวนของราคายางพาราส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและอุตสาหกรรมผลิตยาง การศึกษานี้มุ่งศึกษาความผันผวนราคายางพารา รวมทั้งปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ของประเทศไทย โดยใช้แบบจำลอง GARCH และ GARCH-X ใช้ข้อมูลอนุกรมเวลารายวันของราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ระหว่างวันที่ 4 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 23 ธันวาคม 2562 (1,605 ชุดข้อมูล) โดยมีข้อมูลตัวแปรที่กำหนดเป็นตัวภายนอกของแบบจำลอง ได้แก่ อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงิน (หยวน/บาท) ราคาซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3 ในตลาดล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จากการวิเคราะห์ความผันผวนของราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ของประเทศไทย พบว่า อัตราแลกเปลี่ยน และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ไม่มีผลต่อความผันผวนของราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ราคาซื้อขายยางแผ่นรมควันชั้น 3 ในตลาดล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ มีผลต่อความผันผวนของราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 อย่างมีนัยสำคัญที่ช่วงความเชื่อมั่นที่ 99 เปอร์เซ็นต์ โดยมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน</p> สโรชา อนุกูล เยาวเรศ เชาวนพูนผล กรรณิกา แซ่ลิ่ว Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 345 356 อัตราปุ๋ยฟอสฟอรัสที่เหมาะสมสำหรับข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ที่ปลูกในดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/254611 <p>ปุ๋ยฟอสฟอรัสเป็นปุ๋ยธาตุอาหารหลักที่สำคัญสำหรับการเพาะปลูกข้าว เนื่องจากมีส่วนช่วยในการส่งเสริมการเจริญเติบโต การพัฒนาของรากและช่อดอก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตข้าว งานวิจัยนี้ทำการศึกษาผลของการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสในอัตรา 0, 0.04, 0.08 และ 0.16 ก. P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> / กระถาง ต่อผลผลิต การดูดใช้ฟอสฟอรัส และทำการประเมินอัตราการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสที่เหมาะสมสำหรับข้าวปทุมธานี 1 ที่ปลูกในชุดดินท่าเรือ เสนา และอยุธยาโดยใช้สมการกำลังสอง (quadratic equation) ผลการทดลองพบว่า ข้าวปทุมธานี 1 ที่ปลูกในชุดดินท่าเรือและชุดดินเสนามีแนวโน้มให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นตามอัตราการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสที่สูงขึ้น ขณะที่ข้าวปทุมธานี 1 ที่ปลูกในชุดดินอยุธยานั้นการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสอัตรา 0.08 ก. P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> / กระถาง ให้ผลผลิตสูงสุด (24.6 ก. / กอ) ในส่วนของการดูดใช้ฟอสฟอรัสในข้าวปทุมธานี 1 นั้น พบว่า การใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสอัตรา 0.04 - 0.16 ก. P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> / กระถาง ส่งผลให้ข้าวปทุมธานี 1 มีปริมาณการดูดใช้ฟอสฟอรัสสูงกว่าตำรับทดลองที่ไม่ใส่ปุ๋ยอย่างชัดเจนโดยเฉพาะในชุดดินเสนาและชุดดินอยุธยา และเมื่อทำการประเมินอัตราการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสที่เหมาะสมโดยใช้สมการกำลังสองพบว่า อัตราปุ๋ยฟอสฟอรัสที่เหมาะสมสำหรับข้าวปทุมธานี 1 ที่ปลูกในชุดดินท่าเรือ เสนา และอยุธยา มีค่าเท่ากับ 0.133, 0.127 และ 0.102 ก. P<sub>2</sub>O<sub>5</sub> / กระถางโดยให้ผลผลิตสูงสุดที่ได้จากการใช้ปุ๋ยในอัตราดังกล่าวเท่ากับ 14.50, 29.38 และ 24.79 ก. / กอ ตามลำดับ</p> สายชล สุขญาณกิจ โสภิดา สุขญาณกิจ สิริวรรณ สมิทธิอาภรณ์ ธนวรรณ พาณิชพัฒน์ Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 357 368 ผลของการลดอุณหภูมิแบบสุญญากาศและแบบใช้น้ำแข็งต่อคุณภาพของผักคะน้าฮ่องกง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253551 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการลดอุณหภูมิโดยใช้น้ำแข็งและสุญญากาศต่อคุณภาพทางกายภาพ เคมี และอายุการเก็บรักษาของคะน้าฮ่องกง โดยศึกษาการลดอุณหภูมิแบบใช้น้ำแข็ง ในอัตราส่วนคะน้าฮ่องกง:น้ำแข็ง เท่ากับ 1 : 1 และการลดอุณหภูมิแบบสุญญากาศที่ความดัน 6.5 มิลลิบาร์ 20 นาที เปรียบเทียบกับคะน้าฮ่องกงที่ไม่ได้ผ่านการลดอุณหภูมิ เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 8 ± 2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80 - 85 เปอร์เซ็นต์ จากการศึกษา พบว่า คะน้าฮ่องกงที่ผ่านการลดอุณหภูมิช่วยลดการสูญเสียน้ำหนักสด ปริมาณวิตามินซี ปริมาณคลอโรฟิลล์ และปริมาณสารประกอบฟีนอลที่ดีกว่าคะน้าฮ่องกงที่ไม่ผ่านการลดอุณหภูมิ ส่งผลให้สามารถยืดอายุการเก็บรักษาคะน้าฮ่องกงได้ โดยคะน้าฮ่องกงที่ไม่ผ่านการลดอุณหภูมิ คะน้าฮ่องกงที่ผ่านการลดอุณหภูมิโดยใช้น้ำแข็ง และคะน้าฮ่องกงที่ผ่านการลดอุณหภูมิแบบสุญญากาศ มีอายุการเก็บรักษาที่ 5.20 ± 0.18, 8.2 ± 0.18 และ 8.0 ± 0.00 วัน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม การลดอุณหภูมิไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ ค่าสีของใบ และกิจกรรมของสารต้านอนุมูลอิสระของคะน้าฮ่องกง</p> รติยา ประดิษฐวนิช ดนัย บุณยเกียรติ พิชญา พูลลาภ Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 369 379 ผลผลิตและคุณภาพการบริโภคของสายพันธุ์มะเขือเทศเชอร์รีลูกผสมชั่วที่ 1 ที่ปลูกภายใต้โรงเรือนพลาสติกตาข่ายและโรงเรือนระบบปิด https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/254613 <p>สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้มะเขือเทศเชอร์รีที่ผลิตในสภาพแปลงเปิดมีผลผลิตลดลงและคุณภาพไม่คงที่ การปรับปรุงพันธุ์พืชร่วมกับการพัฒนาระบบการผลิตสมัยใหม่อาจช่วยเพิ่มคุณภาพและผลผลิตของมะเขือเทศเชอร์รีได้ ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงศึกษาผลผลิตและคุณภาพของมะเขือเทศเชอร์รีลูกผสมชั่วที่ 1 ภายใต้สภาพโรงเรือนที่แตกต่างกัน โดยงานทดลองนี้ทำการปลูกทดสอบมะเขือเทศเชอร์รีลูกผสมทั้งหมด 3 คู่ผสม ร่วมกับสายพันธุ์พ่อจำนวน 3 สายพันธุ์ (102, 103 และ 104) และสายพันธุ์แม่จำนวน 2 สายพันธุ์ (201 และ 202) ภายใต้สภาพโรงเรือนพลาสติกตาข่ายและโรงเรือนระบบปิด ในฤดูแล้ง ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2563 ถึงมีนาคม 2564 แต่ละสภาพแวดล้อมวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) จำนวน 3 ซ้ำ ผลการทดลองพบว่า อิทธิพลของพันธุ์ สภาพแวดล้อม และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุ์กับสภาพแวดล้อมมีผลต่อทุกลักษณะที่ศึกษา ยกเว้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างพันธุ์กับสภาพแวดล้อม ซึ่งไม่มีผลต่อการสะสมปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ อีกทั้งยังพบว่า โรงเรือนพลาสติกตาข่ายมีอุณหภูมิในอากาศสูงและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ ขณะที่โรงเรือนระบบปิดมีอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ค่อนข้างคงที่และอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลให้มะเขือเทศเชอร์รีที่ปลูกในสภาพโรงเรือนระบบปิดมีน้ำหนักผลและผลผลิต (12.20 กรัม และ 704.0 กรัม ตามลำดับ) มากกว่ามะเขือเทศเชอร์รีที่ปลูกในสภาพโรงเรือนพลาสติกตาข่าย (10.33 กรัม และ 642.0 กรัม ตามลำดับ) ในทางตรงกันข้าม ผลมะเขือเทศเชอร์รีที่ปลูกในสภาพโรงเรือนพลาสติกตาข่ายมีการสะสมปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ (10.8 เปอร์เซ็นต์) สูงกว่าผลมะเขือเทศเชอร์รีที่ปลูกในสภาพโรงเรือนระบบปิด (8.9 เปอร์เซ็นต์) นอกจากนี้พบว่า มะเขือเทศเชอร์รีลูกผสม 201 / 102, 202 / 103 และ 202 / 104 ให้ผลผลิตมากกว่าสายพันธุ์แม่ รวมทั้งมีการสะสมปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้สูงกว่าสายพันธุ์พ่อ ดังนั้น การผลิตมะเขือเทศเชอร์รีลูกผสมภายใต้โรงเรือนระบบปิดสามารถผลิตมะเขือเทศที่มีคุณภาพดีและให้ผลผลิตสูงได้</p> จันทร์สุดา โหมดนอก ณัฐริกา บดีรัฐ ธนิดา ถาน้อย จุฑามาศ คุ้มชัย พัชราภรณ์ สุวอ ธัญญารัตน์ ตาอินต๊ะ สุชีลา เตชะวงค์เสถียร นครินทร์ จี้อาทิตย์ Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 381 392 ความสัมพันธ์ระหว่างสีและสารออกฤทธิ์สำคัญทางชีวภาพของไม้ดอกประดับแปลง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/254126 <p>ดอกไม้เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในระบบนิเวศทางการเกษตร โดยหลายชนิดให้คุณค่าทั้งทางเศรษฐกิจ นิเวศวิทยาตลอดจนสุขภาพของมนุษย์ เนื่องจากดอกไม้ประกอบด้วยสารทุติยภูมิที่มีความสามารถในการต้านอนุมูล-อิสระซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้องค์ความรู้ที่เกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ จะช่วย<br />ให้ผู้คนให้ความสำคัญแก่ดอกไม้ในระบบนิเวศทางการเกษตรมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสีของรงควัตถุและสารต้านอนุมูลอิสระของไม้ดอกประดับ รวมทั้งปริมาณฟีนอลิก ปริมาณฟลาโวนอยด์รวม และความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ โดยเลือกใช้ไม้ดอกในการศึกษาทั้งสิ้น 8 ชนิด ได้แก่ ดอกดาวเรือง ดอกทานตะวัน ดอกดาวกระจายสีเหลือง ดอกดาวกระจายสีม่วง ดอกปอเทือง ดอกทองกวาว คีนวาสีแดง (<em>Chenopodium quinoa</em> W.) และ คีนวาสีเขียว (<em>C. quinoa</em>) ซึ่งทำการเก็บรวบรวมจากแปลงสาธิตในช่วงปลายฤดูหนาว (มกราคม 2563) ตัวอย่างถูกนำมาทำแห้งด้วยการแช่เยือกแข็ง แล้วสกัดโดยแช่ในสารละลายเมทานอล จากนั้น นำสารสกัดที่ได้มาวิเคราะห์ค่าสี (CIEL*a*b*) ปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ รวมทั้ง ความสัมพันธ์ของค่าดังกล่าวกับดอกไม้แต่ละชนิดโดยใช้เครื่องมือทางสถิติแบบหลายตัวแปร ผลการศึกษาพบว่า ดอกทองกวาวมีค่าความเป็นสีแดง (26.14) ค่าความเป็นสีเหลือง (131.87) และปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์สูงสุด (0.09 กรัมสมมูลของแคทีชิน<br />ต่อกรัมสารสกัด) ส่วนดอกดาวเรืองมีปริมาณฟีนอลิกรวม (4.01 กรัมสมมูลของแคทีชินต่อกรัมสารสกัด) และความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด (ร้อยละ 75.45) จากผลการศึกษาสามารถสรุปได้ว่า ค่าความเป็นสีแดง และค่าความเป็นสีเหลืองของดอกไม้มีความสัมพันธ์แปรผันตรงกับปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์ทั้งหมด ในขณะที่ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมมีความสัมพันธ์แปรผันตรงกับค่าความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ อย่างไรก็ตาม ค่าความสว่าง (L*) ของดอกไม้ไม่มีความสัมพันธ์กับสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ งานวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจของดอกไม้ที่ใช้ตกแต่งในภูมิทัศน์เกษตรกรรม รวมทั้งพิสูจน์ให้เห็นถึงความสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศทางการเกษตรอีกทางหนึ่งด้วย</p> ชลลดา ศรีคำวัง สรณะ สมโน พงศกร ศุภกิจไพศาล มาลัยพร วงค์แก้ว Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 393 404 ผลของการจัดการน้ำและปุ๋ยไนโตรเจนต่อปริมาณโพรลีนในใบ ในแต่ละระยะการเจริญเติบโตของข้าวหอมพื้นเมืองไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/254141 <p>โพรลีน (proline) เป็นสารตั้งต้นชนิดหนึ่งในกระบวนการสังเคราะห์ 2-acetyl-1-pyrroline (2AP) ในเมล็ดทำให้ข้าวมีกลิ่นหอม การสะสมโพรลีนเกิดขึ้นหลังจากได้รับสภาวะเครียดจากสภาพแวดล้อม เช่น ภัยแล้ง อุณหภูมิสูง อุณหภูมิต่ำ หรือ การขาดธาตุอาหาร ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดการน้ำ (สภาพน้ำขังและสภาพไม่ขังน้ำ) และไนโตรเจนที่อัตรา 60 (N60) และ 150 (N150) กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ ในข้าวหอมพันธุ์พื้นเมือง คือ บือเนอมู4 (BNM4) และพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกทั่วไป ได้แก่ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 และสุพรรณบุรี 1 วางแผนการทดลองแบบ factorial in completely randomized design ปลูกในกระถาง ภายใต้สภาพโรงเรือน จำนวน 3 ซ้ำ ประเมินการสะสมโพรลีนในใบข้าวที่อยู่ในระยะแตกกอ ตั้งท้อง และออกดอก จากการศึกษาพบว่าปริมาณโพรลีนในพันธุ์ข้าวทั้ง 3 พันธุ์ มีการตอบสนองต่อการจัดการน้ำและปุ๋ยไนโตรเจนแตกต่างกันในระยะแตกกอ และออกดอก ส่วนในระยะตั้งท้องพบว่าปริมาณโพรลีนของข้าวทั้งสามพันธุ์มีการตอบสนองต่อการจัดการน้ำและปุ๋ยไนโตรเจนในทิศทางเดียวกัน เมื่อปลูกในสภาพไม่ขังน้ำร่วมกับไนโตรเจนที่อัตรา N150 ส่งผลให้มีปริมาณโพรลีนในใบเพิ่มมากกว่าที่ไนโตรเจนอัตรา N60 อยู่ในช่วง 37 - 46 เปอร์เซ็นต์ แต่ในทางกลับกันเมื่อปลูกในสภาพน้ำขังร่วมกับการให้ไนโตรเจนที่ N60 ทำให้ปริมาณโพรลีนในใบเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เมื่อเทียบกับการให้ปุ๋ยไนโตรเจนที่ N150 โดยมีค่าอยู่ในช่วง 52 - 66 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างระยะเจริญเติบโตพบว่า ในระยะตั้งท้องมีปริมาณโพรลีนในใบสะสมมากที่สุด ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการน้ำและปุ๋ยไนโตรเจนที่เหมาะสมในแต่ละพันธุ์ โดยคาดว่าการสะสมปริมาณโพรลีนในใบข้าวมีความสัมพันธ์กับความหอม (2AP) ในข้าวหอมอาจต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่าง 2AP กับปริมาณโพรลีนในใบ และศึกษาเชิงลึกในระดับโมเลกุลที่ทำให้ทราบถึงการแสดงออกของยีนที่ควบคุมปริมาณโพรลีนที่มีความสัมพันธ์กับความหอม (2AP) ในข้าวหอมต่อไป</p> ชุติมา วิริยา เพ็ญนภา จักรสมศักดิ์ ชนากานต์ เทโบลต์ พรมอุทัย ศันสนีย์ จำจด ต่อนภา ผุสดี Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 405 417 การกำหนดอายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของพันธุ์อ้อยที่ปลูกภายใต้สภาพน้ำขังตามธรรมชาติในจังหวัดพิษณุโลก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/254241 <p>อายุเก็บเกี่ยวอ้อยที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น พันธุ์ สภาพแวดล้อม และการจัดการ เป็นต้น เมื่ออ้อยอยู่ภายใต้สภาพน้ำท่วมขังอาจจะส่งผลให้มีอายุเก็บเกี่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาพแวดล้อมปกติ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอายุเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของพันธุ์อ้อยที่ปลูกภายใต้สภาพน้ำขังตามธรรมชาติ ในจังหวัดพิษณุโลกของประเทศไทย ดำเนินการปลูกทดสอบในฤดูปลูกอ้อยปี 2563/64 ณ แปลงปลูกอ้อยของเกษตรกร ตำบลบ่อทอง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก วางแผนการทดลองแบบ factorial in RCBD จำนวน 4 ซ้ำ ปัจจัยแรก คือ พันธุ์อ้อย จำนวน 5 พันธุ์ ได้แก่ KPS 07 - 17 - 83, KK07 - 599, KPS 07 - 21 - 4, KK3 และ LK92 - 11 และ ปัจจัยที่สอง คือ อายุเก็บเกี่ยว จำนวน 4 ช่วงอายุเก็บเกี่ยว ได้แก่ เดือนที่ 10, 11, 12 และ 13 หลังปลูก ทำการประเมินและบันทึกข้อมูลผลผลิตอ้อย ผลผลิตน้ำตาล และคุณภาพน้ำอ้อย เมื่ออ้อยอายุ 10, 11, 12 และ 13 เดือนปลูก ผลการศึกษาพบว่า อ้อยพันธุ์ KPS 07 - 17 - 83, KK07 - 599 และ KPS 07 - 21 - 4 ให้ผลผลิตอ้อย ผลผลิตน้ำตาล และคุณภาพน้ำอ้อยสูงที่สุดในเดือนที่ 13 หลังปลูกเหมือนกัน ซึ่งบ่งชี้ว่าเดือนที่ 13 หลังปลูกนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเก็บเกี่ยวอ้อยทั้งสามพันธุ์นี้ เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิต และองค์ประกอบผลผลิตที่สูง ภายใต้สภาวะน้ำท่วมขังธรรมชาติของจังหวัดพิษณุโลก จากข้อมูลนี้สามารถนำไปใช้ประกอบการส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดพิษณุโลกที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังธรรมชาติปลูกและเก็บเกี่ยวอ้อยทั้งสามพันธุ์นี้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อไป</p> สุพรรษา ชินวรณ์ พิชัย บุตรสีภูมิ อนุพงศ์ วงค์ตามี Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 419 427 ผลของสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเซตและพาราควอตที่ตกค้างในดินต่อการงอกและการเจริญเติบโตของต้นกล้าข้าว https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/254359 <p>การทดสอบการงอกของข้าวในดินหลังพ่นสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเซตและพาราควอต สารแต่ละชนิดวางแผนการทดลองแบบ 2 x 5 factorial in CRD ทั้งหมด 3 ซ้ำ ปัจจัยที่ 1 อัตราการใช้ต่างกัน 2 อัตรา คืออัตราแนะนำและสูงกว่าอัตราแนะนำ ไกลโฟเซตประกอบด้วย 240 และ 480 กรัมสารออกฤทธิ์/ไร่ พาราควอตประกอบด้วย 82.8 และ 165.6 กรัมสารออกฤทธิ์/ไร่ ปัจจัยที่ 2 วันปลูกข้าว 5 วันปลูก คือ 3, 7, 14, 21 และ 28 วัน หลังพ่นสารกำจัดวัชพืช พบว่าอัตราการใช้และวันปลูกหลังพ่นสารทั้งสองชนิดมีผลต่อเปอร์เซ็นต์การงอก ความยาวลำต้น และความยาวรากของข้าว โดยการปลูกข้าวหลังการใช้สารกำจัดวัชพืชทั้งสองชนิดที่อัตราสูงกว่าอัตราแนะนำ 2 เท่าทำให้เปอร์เซ็นต์การงอก ความยาวลำต้นและรากของข้าว ต่ำกว่าที่อัตราแนะนำ การปลูกข้าวที่ 21 วัน หลังใช้ไกลโฟเซตทั้ง 2 อัตรา ทำให้เปอร์เซ็นต์การงอกสูงขึ้นเป็น 92 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการไม่ใช้สารไกลโฟเซต ในขณะที่การปลูกข้าวที่ 28 วัน หลังใช้ที่อัตรา 240 กรัมสารออกฤทธิ์/ไร่ ทำให้เปอร์เซ็นต์การงอก ความยาวลำต้นและรากของข้าวเท่ากับการไม่ใช้สารไกลโฟเซต การปลูกข้าวที่ 21 วันหลังใช้พาราควอตทั้ง 2 อัตราพบว่า เปอร์เซ็นต์การงอก ความยาวลำต้นและรากสูงขึ้นเป็น 90 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการไม่ใช้สารพาราควอต และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อปล่อยดินทิ้งไว้นานขึ้น การทดลองนี้สรุปได้ว่า หลังใช้สารกำจัดวัชพืชไกลโฟเซตและพาราควอตทั้ง 2 อัตรา ควรปล่อยดินทิ้งไว้อย่างน้อย 21 วัน ไม่แนะนำให้ปลูกก่อน 21 วันโดยเฉพาะในอัตราที่สูงกว่าอัตราแนะนำ 2 เท่า</p> สุพรรษา ชินวรณ์ อนุพงศ์ วงค์ตามี Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 429 438 ผลของการเสริมซีสทีอามีนไฮโดรคลอไรด์ กัวนิดิโนอะซิเตท และเมทไธโอนีนในอาหารสุกรขุนต่อประสิทธิภาพการเจริญเติบโต และคุณภาพซาก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/254185 <p>วัตถุประสงค์ของการทดลองนี้เพื่อศึกษาผลของการเสริมซีสทีอามีน ไฮโดรคลอไรด์ (CTH) กัวนิดิโนอะซิเตท (GDA), และเมทไธโอนีน (Met) ในอาหารสุกรระยะขุนต่อประสิทธิภาพการเจริญเติบโต และลักษณะซาก โดย<br />ใช้สุกรจำนวน 144 ตัว แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ซ้ำ ซ้ำละ 8 ตัวต่อคอก สุกรได้รับอาหารดังนี้ 1) อาหารควบคุม: อาหารทางการค้า 2) CHGMet: อาหารควบคุมเสริม CTH, GDA, และ Met ปริมาณ 1,000 กรัมต่อตันอาหาร และ <br />3) CTH: อาหารควบคุมเสริม CTH ปริมาณ700 กรัมต่อตันอาหาร ใช้เวลาทดลอง 90 วัน จากการศึกษาพบว่า ในช่วง<br />การทดลองวันที่ 1 - 77 สุกรที่ได้รับอาหาร CTH มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าสุกรที่ได้รับอาหารควบคุม และ CHGMet (<em>P</em> &lt; 0.05) สำหรับในช่วงการทดลองวันที่ 78 - 90 และ วันที่ 1 - 90 สุกรที่ได้รับอาหาร CHGMet และ CTH มีปริมาณอาหารที่กินมากกว่าสุกรที่ได้รับอาหารควบคุม (<em>P </em>&lt; 0.05) และในช่วงการทดลอง<br />วันที่ 1 - 90 พบว่า สุกรที่ได้รับอาหาร CTH มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าสุกรกลุ่มควบคุม (<em>P</em> &lt; 0.05) นอกจากนี้ ผลต่อลักษณะซากสุกรขุน พบว่าเปอร์เซ็นต์สันนอก และสามชั้นของสุกรที่ได้รับอาหาร CHGMet และ CTH มีค่ามากกว่าสุกรกลุ่มควบคุม (<em>P </em>&lt; 0.05) จากการศึกษาสรุปได้ว่าการเสริม CTH ในอาหารสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโต และลักษณะซากของสุกรขุน</p> ขวัญระวี สุขเจริญ วันวิสา ชุ่มเงิน เกรียงศักดิ์ สะอาดรักษ์ สุกัญญา รัตนทับทิมทอง Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 349 447 อิทธิพลของการเสริมแคโรทีนอยด์สังเคราะห์ในอาหารต่อสมรรถภาพการผลิตและสีไข่แดงของเป็ดไข่ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/254140 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของแคโรทีนอยด์สังเคราะห์ในอาหารต่อความเข้มสีไข่แดงของเป็ดไข่ โดยใช้เป็ดไข่พันธุ์กากีแคมเบลล์ (Khaki Campbells) อายุ 23 สัปดาห์จำนวน 1,500 ตัว โดยแบ่งเป็ดทดลองออกเป็น 6 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีกลุ่มย่อย 5 กลุ่ม กลุ่มละ 50 ตัว เริ่มทำการทดลองเมื่อเป็ดไข่มีอายุ 26 สัปดาห์ มีการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (completely randomized design) โดยกลุ่มการทดลองทั้ง 6 กลุ่ม จัดแบ่งตามสูตรอาหาร ดังนี้คือ 1. อาหารพื้นฐาน (ไม่เสริมแคโรทีนอยด์สังเคราะห์) 2. อาหารพื้นฐานเสริมด้วย 150 ppm canthaxanthin ร่วมกับ 100 ppm apo-ester 3. อาหารพื้นฐานเสริมด้วย 150 ppm canthaxanthin ร่วมกับ 150 ppm apo-ester 4. อาหารพื้นฐานเสริมด้วย 150 ppm canthaxanthin ร่วมกับ 1000 ppm 2 % Xanthophyll 5. อาหารพื้นฐานเสริมด้วย 250 ppm canthaxanthin และ 6. อาหารพื้นฐาน เสริมด้วย 250 ppm canthaxanthin ร่วมกับ 150 ppm apo-ester ทำการทดลองเป็นเวลา 4 สัปดาห์ จากการวิจัยพบว่า การเสริมแคโรทีนอยด์สังเคราะห์ในอาหารที่ระดับความเข้มข้นต่างกัน ไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของไข่เป็ด (<em>P</em> &gt; 0.05) แต่มีผลต่อระดับความเข้มสีของไข่แดงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(<em>P</em> &lt; 0.01) โดยอาหารพื้นฐานที่เสริมด้วย canthaxanthin 250 ppm มีประสิทธิภาพการให้ค่าความแดงดีที่สุด โดยมีค่าความเข้มสีของไข่แดงสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นทุกกลุ่ม (<em>P</em> &lt; 0.01) ในขณะที่การเสริมด้วย apo-ester 150 ppm ในอาหารมีประสิทธิภาพการให้ค่าความเหลืองสูงกว่าอาหารที่เสริมด้วยสารสกัดจากดอกดาวเรือง (xanthophyll 2 %) 1000 ppm เมื่อนำไข่เป็ดจากแต่ละหน่วยการทดลองไปต้ม ทำเป็นไข่เค็ม และไข่แดงเค็มแล้ว วิเคราะห์ค่าความเข้มสีของไข่แดง พบว่า ทั้งไข่ต้ม ไข่แดงเค็มต้ม และไข่แดงเค็มยังคงมีค่าความเข้มสีของไข่แดงทางสถิติไปในทิศทางเดียวกันกับสีไข่แดงสด ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าการเสริมแคโรทีนอยด์สังเคราะห์ในอาหารสามารถเพิ่มความเข้มสีของไข่แดงได้อย่างมีประสิทธิภาพตามระดับของสารสังเคราะห์ที่เสริมในอาหาร</p> สุพจน์ โกเมนเอก ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ สมบัติ ประสงค์สุข ธีรวิทย์ เป่ยคำภา Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2022-09-28 2022-09-28 38 3 449 460