วารสารเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu <p> "<strong>วารสารเกษตร</strong>" เป็นวารสารวิชาการของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br /> โดยวารสารออกราย 4 เดือน (มกราคม พฤษภาคม และกันยายน) เพื่อเผยแพร่<br /> ความรู้ทางวิชาการด้านการเกษตร และสาขาที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากภายในและภายนอก<br /> มหาวิทยาลัย</p> <p> <br /><strong> <a href="https://tci-thailand.org/" target="_blank" rel="noopener">ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</a></strong></p> <p><strong> </strong><strong><a href="https://www.kmutt.ac.th/jif/Impact/impact_s.php" target="_blank" rel="noopener">Thai-Jounal Impact factor ประจำปี 2561 = 0.701</a></strong></p> th-TH agjournal22@gmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐา โพธาภรณ์) agjournal22@gmail.com (นางสาววันวิสา บุตรอินทร์ (เจ้าหน้าที่วารสารเกษตร)) Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจำแนกชนิดและการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของแมลงวันผลไม้เผ่า Dacini ในประเทศไทย โดยยีน <I>COX1</I> https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253683 <p>แมลงวันผลไม้เผ่า (tribe) Dacini เป็นเผ่าที่มีจำนวนชนิดมากที่สุดของแมลงวันผลไม้ในวงศ์ Tephritidae ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรอย่างสูงส่งผลต่อความกังวลใจด้านกักกันพืช และความปลอดภัยทางชีวภาพ แมลงวันผลไม้เผ่า Dacini มีรูปร่างลักษณะภายนอกที่ใกล้เคียงกันมากยากต่อการจำแนกชนิด การใช้เทคนิคชีวโมเลกุล โดยการใช้ดีเอ็นเอบาร์โคด (DNA barcode) จากยีน cytochrome c oxidase (<em>COX1</em>) นั้น สามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ เก็บตัวอย่างแมลงวันผลไม้จากทุกภูมิภาคของประเทศไทย สกัดและเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอบริเวณยีนตำแหน่ง <em>COX1</em> และวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์เปรียบเทียบกับฐานข้อมูล GenBank (standard nucleotide BLAST) พบว่า สามารถยืนยันชนิดและบันทึกในฐานข้อมูล GenBank ได้ 20 ชนิด ได้แก่ แมลงวันผลไม้สกุล <em>Dacus</em> (1 ชนิด): <em>Dacus longicornis</em> Wiedemann; แมลงวันผลไม้สกุล <em>Bactrocera</em> (10 ชนิด)<em>: </em><em>Bactrocera albistrigata </em>de Meijere<em>, B. carambolae</em> Drew &amp; Hancock, <em>B. </em><em>correcta</em> (Bezzi)<em>, B. </em><em>dorsalis</em> Hendel, <em>B. l</em><em>atifrons </em>(Hendel), <em>B. </em><em>limbifera</em> (Bezzi), <em>B. </em><em>nigrotibialis, </em>(Perkins), <em>B. </em><em>tuberculata </em>(Bezzi), <em>B. </em><em>umbrosa </em>(Fabricius), <em>B. </em><em>zonata </em>(Saunders); และแมลงวันผลไม้สกุล Z<em>eugodaucs</em> (9 ชนิด): <em>Zeugodacus apicalis</em> (de Meijere)<em>, Z. </em><em>caudatus</em> (Fabricius),<em> Z. </em><em>cilifer</em> (Hendel),<em> Z. </em><em>cucurbitae </em>(Coquillett),<em> Z. </em><em>diversa </em>(Coquillett)<em>, Z. </em><em>hochii</em> (Zia), <em>Z. i</em><em>ncisus </em>(Walker)<em>, Z. </em><em>isolatus</em> (Hardy), <em>Z. </em><em>platamus</em> (Hardy) และ<em> Z. tau </em>(Walker) การศึกษาความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการจากลำดับนิวคลีโอไทด์ของตำแหน่งยีน <em>COX1</em> จากแมลงวันผลไม้เผ่า Dacini จำนวน 20 ชนิด มาวิเคราะห์ด้วย maximum likelihood และ Bayesian analysis พบว่า แผนภูมิความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการจากทั้งสองวิธีการมีผลที่สอดคล้องกัน ยีน <em>COX1</em> แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาของ <em>Zeugodacus</em> และ <em>Dacus</em> จาก <em>Bactrocera</em> โดยความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการแสดงให้เห็นว่า <em>Zeugodacus</em> นั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ <em>Dacus</em> มากกว่า <em>Bactrocera </em>ซึ่งผลที่ได้นี้สามารถใช้สนับสนุนในการยกระดับของแมลงวันผลไม้ในสกุล <em>Zeugodacus </em>การศึกษานี้ให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับจำนวนชนิดของแมลงวันผลไม้เผ่า Dacini ในประเทศไทย และลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน <em>COX1</em> ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพในการระบุชนิดของแมลงวันผลไม้เผ่า Dacini แม้ใช้จากบาร์โคดบางส่วน ดังนั้นสามารถนำยีน <em>COX1</em> ไปใช้ในห้องปฏิบัติการวินิจฉัยศัตรูพืชและงานด้านกักกันศัตรูพืชเพื่อระบุชนิดของแมลงวันผลไม้เผ่า Dacini ได้อย่างถูกต้อง</p> ยุวรินทร์ บุญทบ, จารุวัตถ์ แต้กุล, ชมัยพร บัวมาศ, เกศสุดา สนศิริ, สุนัดดา เชาวลิต Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253683 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 ผลของการปรับพีเอชด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนตต่อคุณลักษณะของน้ำเวย์ที่ได้จากกระบวนการผลิตมอสซาเรลลาชีสน้ำนมแพะ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253746 <p>การผลิตมอสซาเรลลาชีสจากน้ำนมแพะดิบ จำนวน 10 กิโลกรัม ผลิตชีสได้ 8.62 เปอร์เซ็นต์ น้ำเวย์ 90.41 เปอร์เซ็นต์ และมีปริมาณการสูญเสียระหว่างกระบวนการผลิต 0.97 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้ำเวย์เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตมอสซาเรลลาชีส มีค่า pH ที่ 4.4 - 4.6 มีรสเปรี้ยวไม่สามารถบริโภคได้ การศึกษานี้จึงนำน้ำเวย์ มาปรับระดับ pH ด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนต 5 กลุ่มการทดลอง ที่ระดับ pH 4.8, 5.0, 5.2, 5.4 และ 5.6 วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design , CRD) โดยศึกษาองค์ประกอบของน้ำเวย์ พบว่า ปริมาณไขมันแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em> &lt; 0.05) โดยกลุ่มที่มีการปรับด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนตมีปริมาณไขมันสูงกว่ากลุ่มควบคุม แต่ปริมาณโปรตีน น้ำตาลแลกโตส และของแข็งไม่รวมมันเนยไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P </em>&gt; 0.05) และศึกษาลักษณะทางประสาทสัมผัสของผู้ทดสอบที่ได้รับการฝึกฝน จำนวน 10 คน ด้วยวิธีการทดสอบแบบ 9-Point hedonic scale พบว่า ลักษณะปรากฏ (สี) ลักษณะเนื้อสัมผัส (ความข้น) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P</em> &gt; 0.05) แต่ลักษณะเนื้อสัมผัส (ความรู้สึกขณะกลืน) รสชาติ และการยอมรับได้แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>P </em>&lt; 0.05) โดยผลการทดสอบน้ำเวย์ที่ปรับด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนตที่ระดับ pH 5.6 ได้คะแนนสูงสุดจากผู้ทดสอบ</p> ปฐมา แทนนาค, ใยไหม ช่วยหนู, ธรรมธวัช แสงงาม, วันวิสาข์ วัฒนะพันธ์ศักดิ์, ภาวิณี จำปาคำ, นริศรา ยิ่งกำแหง, ศศิธร นาคทอง Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253746 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 สภาพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมของเกษตรกรภายใต้โครงการตามพระราชประสงค์ ดอนขุนห้วย จังหวัดเพชรบุรี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251954 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมของเกษตรกรในโครงการตามพระราชประสงค์ดอนขุนห้วย จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินการเก็บข้อมูลด้านการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติและการทอผ้า จากกลุ่มเกษตรกรโดยวิธีการสัมภาษณ์รายบุคคล การสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูล โดยการสังเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรมีความรู้ในปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมที่เกิดจากประสบการณ์ส่วนบุคคลที่ไม่ได้มีการถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ พบปัญหารวมทั้งความต้องการพัฒนาของเกษตรกรที่ควรได้รับการถ่ายทอดความรู้ ได้แก่ 1) การจัดการทรัพยากรดินเพื่อเพิ่มอุดมสมบูรณ์และบรรเทาปัญหาการขาดความชื้นของดินโดยเฉพาะในฤดูแล้ง 2) ความรู้เรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เพื่อการย้อมเส้นไหมเพื่อให้ได้สีที่หลากหลาย และ 3) การสร้างลายผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่ ผลการศึกษาสามารถนามาใช้วางแผนการให้ความรู้แก่เกษตรกรกลุ่มและวางแผนการจัดการความรู้เพื่อเป็นประโยชน์ในการฟื้นฟูและส่งเสริมอาชีพการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหมในพื้นที่ดอนขุนห้วยต่อไป</p> วัชรา ปิ่นทอง Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251954 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติเกษตรดีที่เหมาะสมของเกษตรกรผู้ปลูกสตรอว์เบอร์รีคุณภาพ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252696 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะบางประการด้านกายภาพ เศรษฐกิจ และสังคมในการผลิตสตรอว์เบอร์รีคุณภาพภายใต้ระบบเกษตรดีที่เหมาะสม และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติเกษตรดีที่เหมาะสมในการผลิตสตรอว์เบอร์รีคุณภาพของเกษตรกร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ เกษตรกรผู้ปลูกสตรอว์เบอร์รีใน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 241 รายจากวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย โดยใช้แบบสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มในการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนมกราคม - กรกฎาคม พ.ศ. 2564 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ถดถอยพหุ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 43.47 ปี การศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา มีประสบการณ์ในการปลูกสตรอว์เบอร์รีเฉลี่ย 11.84 ปี ขนาดพื้นที่ปลูกสตรอว์เบอร์รีเฉลี่ย 2.82 ไร่ รายได้สุทธิเฉลี่ย 126,019.71 บาทต่อปี เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเกษตรดีที่เหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง และมีทัศนคติที่ดีต่อระบบเกษตรดีที่เหมาะสม จากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการปฏิบัติเกษตรดีที่เหมาะสมในการผลิตสตรอว์เบอร์รีคุณภาพอย่างมีนัยสำคัญ (<em>P</em> &lt; 0.01) ได้แก่ ทัศนคติที่มีต่อระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (Sig. = 0.000) และการติดต่อกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับระบบเกษตรดีที่เหมาะสม (Sig. = 0.006)</p> นฤมล คำดี, บุศรา ลิ้มนิรันดร์กุล, รุจ ศิริสัญลักษณ์, พรสิริ สืบพงษ์สังข์ Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252696 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 ปริมาณคลอโรฟิลล์และสถานะของธาตุอาหารในใบทุเรียนและดินที่เจริญเติบโตในระบบวนเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252481 <p>การจัดการธาตุอาหารมีความสำคัญมากต่อการเพาะปลูกทุเรียนให้มีคุณภาพบนพื้นที่ลาดชันในระบบวนเกษตรของจังหวัดอุตรดิตถ์ วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือการหาปริมาณคลอโรฟิลล์และประเมินสถานะธาตุอาหารพืชในดินและใบระหว่างช่วงการเจริญเติบโตของใบรุ่นที่ 1 และ 2 ที่เชื่อมโยงถึงการสังเคราะห์แสงและการจัดการธาตุอาหาร ดำเนินการศึกษาโดยเก็บตัวอย่างดินและใบทุเรียนจากสวนทุเรียน จำนวน 7 สวนที่มีการให้ธาตุอาหารแตกต่างกัน เพื่อวิเคราะห์สมบัติดิน ได้แก่ ความเป็นกรด-ด่าง (pH) อินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ และเก็บตัวอย่างใบมาวัดค่าความเขียว วิเคราะห์หาปริมาณคลอโรฟิลล์ วิเคราะห์ธาตุอาหาร ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม นำข้อมูลมาหาค่ามัธยฐาน และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวแปร ผลการศึกษาพบว่าปริมาณคลอโรฟิลล์สูงมากในใบดัชนีรุ่นที่ 1 ความเขียวของใบมีความสัมพันธ์กับปริมาณคลอโรฟิลล์รวม (r = 0.52***) แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณไนโตรเจน ส่วนสมบัติดินในสวนทุเรียนพบว่า ส่วนใหญ่มีค่า pH ต่ำกว่า 5.5 มีอินทรียวัตถุมากกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ พบปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์และโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ส่วนใหญ่มีปริมาณต่ำกว่าค่ามาตรฐาน พบปฏิสัมพันธ์ทางลบระหว่างโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้กับแคลเซียม (R<sup>2</sup> = 0.36**) และแมกนีเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ (R<sup>2</sup> = 0.38**) ระดับของธาตุอาหารในใบดัชนีขึ้นอยู่กับชนิดของธาตุอาหาร เฉพาะไนโตรเจนอยู่ในช่วงของค่ามาตรฐาน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนีเซียมมีค่ามัธยฐานสูงกว่าค่ามาตรฐานอย่างชัดเจน ขณะที่แคลเซียมต่ำกว่าค่ามาตรฐาน พบปฏิสัมพันธ์ทางลบระหว่างโพแทสเซียมกับแคลเซียม (R<sup>2 </sup>= 0.91**) และโพแทสเซียมกับแมกนีเซียม (R<sup>2 </sup>= 0.94**) อย่างชัดเจน แต่แมกนีเซียมเกินค่ามาตรฐาน 3-6 เท่า แสดงให้เห็นว่าทุเรียนต้องการแมกนีเซียมที่สูงกว่าค่ามาตรฐานเพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง และการปรับค่า pH ด้วยการใส่แคลเซียมทางดินยังคงมีความจำเป็นอย่างมากต่อการเพาะปลูกทุเรียนในระบบวนเกษตร</p> พจนีย์ แสงมณี, วิมลฉัตร สมนิยาม, พิชัย ใจกล้า Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252481 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 ผลของอัตราปุ๋ยต่อการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพการใช้น้ำของหอมประดับ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252217 <p>หอมประดับเป็นไม้ดอกประเภทหัวที่มีความสวยงาม มีช่อดอกขนาดใหญ่นิยมใช้เป็นไม้ตัดดอก และปลูกประดับแปลง อย่างไรก็ตามรายงานการวิจัยเกี่ยวกับการใช้น้ำ และการให้ปุ๋ยของพืชชนิดนี้มีจำกัดมาก ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราปุ๋ยต่อประสิทธิภาพการใช้น้ำและการเจริญเติบโต โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 3 กรรมวิธี ได้แก่ กรรมวิธีที่ 1) ไม่ให้ปุ๋ย, กรรมวิธีที่ 2 และ 3) ให้ปุ๋ยเม็ดเกรด 15-15-15 (Total N-P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>-K<sub>2</sub>O) อัตรา 2.5 และ 5 กรัมต่อต้นต่อเดือน ตามลำดับ เก็บข้อมูล 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ตั้งแต่ปลูกถึงดอกเหี่ยว และระยะที่ 2 ดอกเหี่ยวถึงระยะเก็บเกี่ยวหัวพันธุ์ โดยทำการบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตของพืช (ความสูงต้น จำนวนใบ และคุณภาพดอก) และข้อมูลประสิทธิภาพการใช้น้ำของพืช (ปริมาณการใช้น้ำ และค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช) ผลการทดลองพบว่า การให้ปุ๋ยอัตราต่างกันทำให้ความสูงต้น และจำนวนใบของหอมประดับไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่เส้นรอบวงช่อดอก และเส้นผ่านศูนย์กลางช่อดอกในกรรมวิธีที่ได้รับปุ๋ย 2.5 กรัมต่อต้นต่อเดือน (T2) มีค่ามากที่สุดคือ 41.11 และ 14.01 เซนติเมตร ตามลำดับ ซึ่งไม่แตกต่างจากกรรมวิธีที่ให้ปุ๋ย 5 กรัมต่อต้นต่อเดือน นอกจากนี้ยังพบว่า ประสิทธิภาพการใช้น้ำ ในระยะที่ 1 ไม่แตกต่างกันในแต่ละกรรมวิธีทดลอง ส่วนค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำของพืช และอัตราการคายน้ำ ในกรรมวิธีที่ได้รับปุ๋ย 2.5 กรัมต่อต้นต่อเดือน (T2) มีค่ามากที่สุดที่ 2.49 และ 0.53 มิลลิลิตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวัน ตามลำดับ ในระยะที่ 2 พบว่า ปริมาณการใช้น้ำ ปริมาณสัมประสิทธิ์การใช้น้ำ และปริมาณประสิทธิภาพการใช้น้ำของพืชไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะที่ปริมาณอัตราการคายน้ำต่อหน่วยพื้นที่ใบ ในกรรมวิธีที่ 3 มีค่ามากที่สุด 1.83 มิลลิลิตรต่อตารางเซนติเมตรต่อวัน</p> พิสิษฐ์ ชนะสงคราม, ชัยอาทิตย์ อิ่นคำ, กนกวรรณ ปัญจะมา, โสระยา ร่วมรังษี Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252217 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 การตรวจสอบโรคแอนแทรกโนสในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองด้วยเนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253107 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจหาโรคแอนแทรกโนสในมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองโดยใช้เนียร์อินฟราเรดสเปกโทรสโกปี โดยปลูกเชื้อรา <em>Colletotrichum gloeosporioides</em> ด้วยสปอร์แขวนลอยความเข้มข้น 10<sup>6</sup> สปอร์ต่อมิลลิลิตร ปริมาตร 20 ไมโครลิตร ลงบนผิวด้านหนึ่งของมะม่วง กำหนดให้เป็นด้านที่เกิดโรคแอนแทรกโนส สำหรับอีกด้านหนึ่งกำหนดให้เป็นชุดควบคุม (ไม่ปลูกเชื้อรา) ในการทดลองใช้มะม่วงทั้งหมด 102 ผล หลังจากนั้นบรรจุผลมะม่วงในกล่องที่มีความชื้นสัมพัทธ์ 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วเก็บรักษาในตู้ควบคุมอุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก่อนนำมาวัดสเปกตรัมมะม่วงทั้งสองด้านด้วยเครื่อง FT-NIR แบ่งสเปกตรัมเป็นชุดสร้างสมการ และชุดทดสอบสมการ (ชุดละ 102 สเปกตรัม ได้แก่ ชุดควบคุม (ด้านที่ไม่ปลูกเชื้อรา) 51 สเปกตรัม และด้านที่ได้รับการปลูกเชื้อรา 51 สเปกตรัม) วิเคราะห์สเปกตรัมด้วยวิธี partial least squares discriminant analysis (PLS-DA) ผลการทดลองพบว่า สเปกตรัมที่ปรับแต่งด้วยวิธี standard normal variate (SNV) สามารถแยกมะม่วงที่ได้รับการปลูกเชื้อราก่อโรคแอนแทรกโนสและมะม่วงชุดควบคุมได้ โดยมีความแม่นยำที่ 95.1 เปอร์เซ็นต์ และความยาวคลื่นที่สำคัญในการจำแนกประเภท คือ 1152, 1725 และ 1880 นาโนเมตร ดังนั้น การใช้ NIRS ร่วมกับการสร้างแบบจำลองวิเคราะห์แยกด้วยวิธี PLS-DA จึงมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ตรวจสอบโรคแอนแทรกโนสในผลมะม่วง</p> แคทรียา สนธิยา, พิมพ์ใจ สีหะนาม, ปาริชาติ เทียนจุมพล, พลกฤษณ์ มณีวระ Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253107 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระและสารป้องกันแรงดันออสโมติกในใบถั่วเขียวภายใต้สภาพอุณหภูมิสูง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253104 <p>ความเครียดจากความร้อนเป็นความเครียดทางกายภาพที่สำคัญ ส่งผลกระทบทำให้ผลผลิตเมล็ดของพืชปลูกลดลง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความทนทานต่ออุณหภูมิสูงของถั่วเขียว จำนวน 13 สายพันธุ์ และตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีในถั่วเขียวที่อยู่ภายใต้สภาพอุณหภูมิสูงในโรงเรือนร้อน ประกอบด้วย สารต้านอนุมูลอิสระ (ฟีนอลิกรวม และ ฟลาโวนอยด์รวม) และสารป้องกันแรงดันออสโมติก (ไกลซีนเบตาอีน และโพรลีน) ผลการทดลองพบว่า ถั่วเขียวสายพันธุ์ JP231223, JP31324 และ JP78930 มีผลผลิตลดลงเล็กน้อยเมื่ออยู่ในสภาพเครียดจากอุณหภูมิสูง โดยถั่วเขียวที่ทนทานต่ออุณหภูมิสูงทั้ง 3 สายพันธุ์นี้มีการสังเคราะห์สารฟีนอลิกรวม และไกลซีนเบตาอีน เพิ่มขึ้น ในขณะที่สายพันธุ์ JP31324 และ JP78930 มีปริมาณของสารฟลาโวนอยด์รวมและโพรลีนเพิ่มขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบว่า ถั่วเขียวสายพันธุ์ JP231223, JP31324 และ JP78930 มีการยับยั้งปฏิกิริยา lipid peroxidation โดยมีการสะสมของสาร malondialdehyde ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากปฏิกิริยา lipid peroxidation ลดลง ซึ่งการเพิ่มขึ้นของสารต้านอนุมูลอิสระและสารป้องกันแรงดันออสโมติกนี้อาจมีความสัมพันธ์กับความทนทานต่ออุณหภูมิสูงของถั่วเขียวสายพันธุ์ JP231223, JP31324 และ JP78930</p> วาสนา สงกลาง, ประกิจ สมท่า, จำเนียร ชมภู Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253104 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 ผลของปุ๋ยไนโตรเจนต่อปริมาณสารโพรลีน ผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต คุณภาพเมล็ด และการแสดงออกของยีนในข้าวหอมพันธุ์พื้นเมืองไทย https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252923 <p>ข้าวพันธุ์พื้นเมืองมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมตามท้องถิ่นได้ดี บางสายพันธุ์มีกลิ่นหอม ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะคุณภาพเมล็ดที่สำคัญต่อการบริโภค โดยความหอมเกิดจากสาร 2-acetyl-1-pyrroline ซึ่งมีสารตั้งต้นจากโพรลีน ที่สร้างขึ้นจากการได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม วิธีการเพาะปลูก และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวก็มีผลต่อความหอมในข้าวหอม งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของอัตราการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนต่อปริมาณสารโพรลีนในใบที่สามระยะการเจริญเติบโต (ระยะแตกกอ ระยะตั้งท้อง และระยะออกดอก) ต่อผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต คุณภาพเมล็ด และการแสดงออกของยีน <em>badh2</em> และยีน <em>TPI</em> ในข้าวหอมพันธุ์พื้นเมืองพันธุ์บือเนอมู 4 วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ จำนวน 3 ซ้ำ ปลูกทดลองในกระถาง ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 6 ระดับ ได้แก่ 30, 60, 90, 120, 150 และ 180 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่ โดยใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปแบบยูเรีย จากผลการทดลองพบว่า ที่ระยะตั้งท้องการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนที่อัตรา 180 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่ มีปริมาณสารโพรลีนสูงสุดเท่ากับ 2.41 ไมโครโมลต่อกรัม เมื่อเทียบจากระยะการเจริญเติบโตอื่น นอกจากนี้ยังพบว่า เมื่อใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราเพิ่มขึ้นส่งผลให้ผลผลิต และองค์ประกอบผลผลิตของข้าวเพิ่มขึ้น ขณะที่ทดสอบความหอมโดยวิธีดมกลิ่น พบว่า ที่ระดับปุ๋ย 60 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่ ข้าวพันธุ์บือเนอมู 4 ให้กลิ่นหอมมากสุด และที่ระดับปุ๋ย 150 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่ ไม่มีกลิ่นหอม ส่วนการทดสอบความอ่อนนุ่มของเมล็ดข้าวโดยวิธีการสลายตัวในด่าง พบว่า การเพิ่มระดับปุ๋ยไนโตรเจนไม่มีผลต่อความอ่อนนุ่มของข้าว และการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับลักษณะความหอม<em> badh2</em> และยีน <em>TPI</em> ในส่วนของดอกที่ระยะ 5 วันหลังดอกบาน 50 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดที่ระดับปุ๋ยไนโตรเจน 30 และ 120 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่ ตามลำดับ จากผลที่ได้สามารถนำไปประยุกต์เพื่อเพิ่มความหอมและผลผลิตของข้าวหอมพื้นเมืองให้ดีขึ้นในอนาคต</p> นันท์นพิน ปันธิ, ศันสนีย์ จำจด, ชนากานต์ เทโบลต์ พรมอุทัย, เพ็ญนภา จักรสมศักดิ์, ต่อนภา ผุสดี Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252923 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 การประเมินผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต ค่าความหวาน และความสามารถในการไว้ตอของอ้อยจำนวน 14 พันธุ์ที่เจริญเติบโตภายใต้สภาพน้ำท่วมขังธรรมชาติในจังหวัดพิษณุโลก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253002 <p>ในสภาวะเครียดจากน้ำท่วมขังส่งกระทบต่อผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต และความสามารถในการไว้ตอของต้นอ้อย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลผลิต องค์ประกอบผลผลิต และความสามารถในการไว้ตอของอ้อยจำนวน 14 พันธุ์ ในฤดูอ้อยปลูกและอ้อยตอ 1 วางแผนการทดลองแบบ RCBD จำนวน 4 ซ้ำ ปลูกอ้อยแต่ละพันธุ์ในแปลงย่อยที่มีขนาด 1.65 x 10 เมตร จำนวน 4 แถว พบว่า อ้อยพันธุ์ KPS 07 - 17 - 83, KK07 - 599 และ KPS 07 - 21 - 4 ให้ผลผลิตอ้อย และผลผลิตน้ำตาลสูงกว่าอ้อยพันธุ์เปรียบเทียบมาตรฐาน KK3 และ LK92 - 11 ในสภาวะน้ำท่วมขังธรรมชาติของฤดูอ้อยปลูก (29 และ 9 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ) และอ้อยตอ 1 (23 และ 7 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ) นอกจากนี้พันธุ์ KPS 07 - 17 - 83 และ KK07 - 599 มีศักยภาพที่ให้องค์ประกอบผลผลิตทุกลักษณะสูงที่สุดในทั้งสองฤดูปลูก ดังนั้น อ้อยพันธุ์ KPS 07 - 17 - 83, KK07 - 599 และ KPS 07 - 21 - 4 ควรได้รับการส่งเสริม หรือใช้เป็นพันธุ์ทางเลือกให้เกษตรกรในท้องถิ่นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังธรรมชาติในแปลงปลูกอ้อยในจังหวัดพิษณุโลกได้เลือกปลูกต่อไป</p> พิชัย บุตรสีภูมิ, อนุพงศ์ วงค์ตามี Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/253002 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 การประเมินประชากรลูกผสมระหว่างข้าวก่ำพันธุ์แสง 5 ที่มีสารฟีนอลสูงในเมล็ด กับข้าวพันธุ์สมัยใหม่ปทุมธานี 1 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252813 <p>ข้าวก่ำพันธุ์แสง 5 เป็นข้าวที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีม่วงดำและมีปริมาณสารฟีนอลในเมล็ดสูงซึ่งได้คัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์มาจากพันธุ์พื้นเมืองท้องถิ่นบนพื้นที่สูงในภาคเหนือของประเทศไทย โดยสารประกอบฟีนอลถือเป็นสารสำคัญที่พบมากในข้าวก่ำซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคเรื้อรังสำคัญต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ข้าวพันธุ์แสง 5 เป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่มีผลผลิตต่ำเมื่อเทียบกับข้าวพันธุ์ปรับปรุงสมัยใหม่ ดังนั้น เพื่อปรับปรุงพันธุ์ข้าวแสง 5 ให้มีผลผลิตสูงขึ้นจึงได้ผสมพันธุ์กับข้าวขาวพันธุ์ปรับปรุงสมัยใหม่พันธุ์ปทุมธานี 1 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินลักษณะทางพืชไร่ของลูกผสมชั่วที่ 1 และชั่วที่ 2 และเพื่อคัดเลือกต้นที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำที่มีปริมาณสารฟีนอลสูงจากประชากรลูกผสมชั่วที่ 2 โดยปลูกลูกผสมชั่วที่ 1 ในฤดูนาปี พ.ศ. 2560 ผลการทดลองพบว่า ลูกผสมชั่วแรกมีลักษณะทางพืชไร่ส่วนใหญ่และผลผลิตต่อต้นอยู่ระหว่างพ่อแม่ ยกเว้นลักษณะความสูงที่มากกว่าพันธุ์พ่อแม่ส่วนเปอร์เซ็นต์การติดเมล็ดน้อยกว่าพันธุ์พ่อแม่ ปลูกประชากรชั่วที่ 2 จำนวน 280 ต้น คัดเลือกต้นที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำได้ 129 ต้น นำไปประเมินลักษณะทางพืชไร่ พบว่า ลักษณะทางพืชไร่กระจายตัวนอกเหนือขอบเขตของพ่อแม่ ลูกผสมส่วนใหญ่ติดเมล็ดน้อยกว่าพ่อแม่ มีค่าผลผลิตอยู่ระหว่าง 6.2 - 56.5 กรัมต่อต้น ส่วนใหญ่ค่อนไปทางพันธุ์แม่ วิเคราะห์สารฟีนอลในเมล็ดพบว่า มีการกระจายตัวแบบต่อเนื่องตั้งแต่ 28 ถึง 272 มิลลิกรัม กรดแกลลิกสมมูลต่อ 100 กรัม ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตกับปริมาณฟีนอลในเมล็ดข้าว คัดเลือกลูกผสมที่มีค่าปริมาณฟีนอลสูงสุด 8 ต้น มีค่าระหว่าง 199.7 - 272.3 มิลลิกรัม กรดแกลลิกสมมูลต่อ100 กรัม มีผลผลิตระหว่าง 7.6 - 34.2 กรัมต่อต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าต้นที่คัดเลือกสามารถใช้เป็นฐานพันธุกรรมในการคัดเลือกในรุ่นต่อไปได้</p> พัทธพล ต้นกิ่ง, ชนากานต์ เทโบลต์ พรมอุทัย, ต่อนภา ผุสดี, ศันสนีย์ จำจด Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252813 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700 ผลของการให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสทางใบต่อผลผลิตและประสิทธิภาพการดูดใช้ฟอสฟอรัสในข้าวพันธุ์ กข61 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252787 <p>การให้ปุ๋ยทางใบเป็นวิธีการหนึ่งในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยของพืช โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสทางดินร่วมกับการพ่นปุ๋ยฟอสฟอรัสทางใบที่สามารถส่งเสริมการสร้างผลผลิต และประสิทธิภาพการดูดใช้ฟอสฟอรัสในข้าวพันธุ์ กข61 ที่ปลูกในชุดดินอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ภายในบล็อก (RCBD) จำนวน 3 ซ้ำ 11 ตำรับทดลอง ผลการทดลองพบว่า การให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสอัตรา 0.5 เท่าของค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการพ่นปุ๋ยฟอสฟอรัสทางใบอัตรา 1.28 กิโลกรัม P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>/ไร่ ให้ผลผลิตเมล็ดสูงสุด (1,185 กิโลกรัมต่อไร่) ซึ่งไม่แตกต่างทางสถิติกับการให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสตามวิธีการของเกษตรกร (10 กิโลกรัม P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>/ไร่) และกรรมวิธีดังกล่าวยังให้ค่าการดูดใช้ฟอสฟอรัสรวมในข้าวสูงที่สุดด้วย (10.17 กิโลกรัม P/ไร่) การให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสทางดินอัตรา 0.5 เท่าของค่าวิเคราะห์ดินให้ค่าสหสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่างผลผลิตเมล็ด (R<sup>2</sup>= 0.89*) และปริมาณการดูดใช้ฟอสฟอรัสในเมล็ด (R<sup>2</sup>= 0.95**) กับอัตราการพ่นปุ๋ยฟอสฟอรัสทางใบสูงกว่าการให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสทางดินอัตรา 0.25 เท่าของค่าวิเคราะห์ดิน ด้านประสิทธิภาพการดูดใช้ฟอสฟอรัสในข้าวนั้น การพ่นปุ๋ยฟอสฟอรัสทางใบในอัตราต่าง ๆ ส่งผลให้ข้าวพันธุ์ กข61 มีประสิทธิภาพการดูดใช้ฟอสฟอรัสสูงกว่าการให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสทางดิน ดังนั้นการให้ปุ๋ยฟอสฟอรัสอัตรา 0.5 เท่าของค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการพ่นปุ๋ยฟอสฟอรัสทางใบอัตรา 1.28 กิโลกรัม P<sub>2</sub>O<sub>5</sub>/ไร่ เป็นวิธีการที่เหมาะสมในการเพิ่มผลผลิตและช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสในข้าวพันธุ์ กข61 ที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา</p> สายชล สุขญาณกิจ, โสภิดา จิวประเสริฐ, ชาลินี คงสุด, ธนวรรณ พาณิชพัฒน์ Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252787 Tue, 31 May 2022 00:00:00 +0700