วารสารเกษตร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu <p>"<strong>วารสารเกษตร</strong>" เป็นวารสารวิชาการของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยวารสาร<br />ออกราย 4 เดือน (มกราคม พฤษภาคม และกันยายน) ซึ่งจะตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการสาขาเกษตรศาสตร์ อุตสาหกรรมเกษตร สัตวแพทย์ และชีววิทยา ทั้งจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <p><strong><a href="https://tci-thailand.org/" target="_blank" rel="noopener">ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</a> </strong><br /><strong><a href="https://www.kmutt.ac.th/jif/Impact/impact_s.php" target="_blank" rel="noopener">Thai-Jounal Impact factor ประจำปี 2561 = 0.701 <span style="font-family: 'MS Sans Serif'; font-size: small;"><img src="https://journal.agri.cmu.ac.th/images/hot.gif" width="28" height="11" /></span></a></strong></p> th-TH agjournal22@gmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐา โพธาภรณ์) agjournal22@gmail.com (นางสาววันวิสา บุตรอินทร์ (เจ้าหน้าที่วารสารเกษตร)) Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 สัณฐานวิทยาและความสามารถในการผสมข้ามระหว่างลิลีตัดดอกและลิลีกระถาง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252720 <p>ลิลีเป็นไม้ตัดดอกและไม้กระถางที่นิยมปลูกกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีสีสันสวยงาม สดใส สะดุดตา และมีกลิ่นหอม ซึ่งการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสัณฐานวิทยา จำนวนโครโมโซม และความสามารถในการผสมข้ามระหว่างลิลีกลุ่มตัดดอก กลุ่มกระถาง และลิลีป่า ทำการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยา จำนวนโครโมโซมของลิลีลูกผสมสายพันธุ์ตัดดอก จำนวน 4 สายพันธุ์ ลิลีกระถาง 4 สายพันธุ์ และลิลีป่า 1 ชนิด คือ <em>L. primulinum</em> var. <em>burmanicum</em>. พบว่า ลักษณะทางสัณฐานวิทยาของลิลีมีความแตกต่างกัน ได้แก่ ความสูงต้น ลักษณะต้น ลักษณะใบ ลักษณะดอก และช่วงเวลาที่ออกดอก จำนวนโครโมโซมของลิลีสายพันธุ์ Buzzer, Tiny Bee, Tiny Invader, Tiny Rocket และลิลีป่า มีจำนวนโครโมโซม 2n = 24 และ Nashville, Nova Zembla และ Saronno มีจำนวนโครโมโซม 2n = 36 และ Caesars Palace มีจำนวนโครโมโซม 2n = 48 เมื่อทำการผสมพันธุ์โดยการผสมตัวเอง ผสมข้ามระหว่างกลุ่ม และผสมสลับพ่อแม่ พบว่า การผสมตัวเอง พบ 2 สายพันธุ์ที่ติดฝัก การผสมข้ามระหว่างลิลีกระถางพบ 9 คู่ผสมที่ติดฝัก การผสมข้ามระหว่างลิลีตัดดอกพบ 1 คู่ผสมที่ติดฝัก การผสมข้ามระหว่างลิลีกระถางและลิลีตัดดอกพบ 4 คู่ผสมที่ติดฝัก และการผสมข้ามระหว่างลิลีตัดดอกกับลิลีกระถางพบ 6 คู่ผสมที่ติดฝัก ส่วนการผสมข้ามระหว่าง ลิลีกระถางและลิลีตัดดอกกับลิลีป่าพบ 5 คู่ผสมที่ติดฝัก การเพาะเมล็ดที่ได้จากการผสมตัวเองและผสมข้าม พบว่า เมล็ดจากการผสมตัวเองของลิลีที่ทดลองมีการงอกอยู่ 1 สายพันธุ์ (Buzzer) และ 1 ชนิด (ลิลีป่า) เมล็ดจากการผสมข้ามภายในกลุ่มและข้ามกลุ่มแบบสลับพ่อแม่ของลิลีกระถาง ลิลีตัดดอก และลิลีป่าพบ 16 คู่ผสมที่สามารถงอกได้</p> จีระวัฒน์ นุธรรม, ฉันทลักษณ์ ติยายน, ณัฐา โพธาภรณ์ Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252720 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 การคัดเลือกแม่พันธุ์ที่มีลักษณะการผสมตัวเองไม่ติดเพื่อการปรับปรุงพันธุ์ผักกาดเขียวปลีลูกผสม https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251367 <p>เมล็ดพันธุ์ลูกผสมของผักกาดเขียวปลียังไม่มีการผลิตภายในประเทศไทยได้ ฉะนั้น เมล็ดที่ใช้ในการผลิตต้องส่งโรงงานแปรรูปผักกาดดอง จึงเป็นเมล็ดนำเข้าจากต่างประเทศ การผลิตลูกผสมสามารถทำได้หลายวิธี และการใช้ลักษณะการผสมตัวเองไม่ติดเป็นสายพันธุ์แม่ก็เป็นอีกวิธีที่นิยมใช้สำหรับผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมในพืชวงศ์กะหล่ำ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์แท้ที่มีลักษณะการผสมตัวเองไม่ติดเป็นสายพันธุ์แม่สำหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสม และประเมินพันธุ์ลูกผสมที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของโรงงาน ผลการประเมินพบว่า 4OR-17, 2M-23 และ 19H9-9 เป็นสายพันธุ์ที่มีการผสมตัวเองไม่ติดปานกลาง การประเมินพันธุ์เมล็ดพันธุ์ลูกผสม 6 คู่ผสม พบว่า คู่ผสม 19H16x2M-3(H6) ให้ผลผลิต 2,935 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับสายพันธุ์พ่อและแม่ อย่างไรก็ตามขนาดปลีหลังการตัดแต่งมีขนาดใหญ่กว่าความต้องการสำหรับการแปรรูป ในขณะที่คู่ผสม 2M-23x4OR-17(H4) ให้ผลผลิต 2,726 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งไม่แตกต่างกับพันธุ์การค้า และมีน้ำหนักปลีหลังตัดแต่งเท่ากับ 342 กรัมต่อปลี ความยาวของปลี 7.9 เซนติเมตร และความกว้างของปลี 8.0 เซนติเมตร จึงเป็นคู่ผสมที่เหมาะสำหรับการแปรรูป เนื่องจากมีน้ำหนักผลผลิตสูง รวมทั้งมีขนาดของปลี และความแน่นปลีที่ดี เหมาะสำหรับการแปรรูป อีกทั้งยังมีค่าความดีเด่นของลูกผสมในด้านลักษณะของผลผลิตต่อไร่ และดัชนีปลีในทางบวก</p> ธีรวัฒน์ สีทอง, มณีฉัตร นิกรพันธุ์, ณัฐา โพธาภรณ์ , จานุลักษณ์ ขนบดี, จุฑามาส คุ้มชัย Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251367 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 ผลของอุณหภูมิและต้นแบบชีวภัณฑ์จากเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ <I> Bacillus siamensis </I> RFCD306 ต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาของผลลำไยพันธุ์ดอ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251736 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของอุณหภูมิและต้นแบบชีวภัณฑ์สูตรแป้งข้าวเจ้า - 2 จากเชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ <em>Bacillus siamensis</em> ไอโซเลท RFCD306 (อัตราการใช้ 0.5 กรัมต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร) ต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาผลลำไยพันธุ์ดอ โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ ประกอบด้วย 6 กรรมวิธี ได้แก่ กรรมวิธีที่ 1 ไม่พ่นน้ำและไม่พ่นต้นแบบชีวภัณฑ์ เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้อง (29.75 ± 0.67<sup> º</sup>C, 66.75 ± 0.82 % RH) กรรมวิธีที่ 2 พ่นน้ำ เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้อง (29.75 ± 0.67<sup> º</sup>C, 66.75 ± 0.82 % RH) กรรมวิธีที่ 3 พ่นต้นแบบชีวภัณฑ์เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้อง (29.75 ± 0.67<sup> º</sup>C, 66.75 ± 0.82 % RH) กรรมวิธีที่ 4 ไม่พ่นน้ำ และไม่พ่นต้นแบบชีวภัณฑ์ เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 15 <sup>º</sup>C ความชื้นสัมพัทธ์ 75 % (15.06 ± 0.09<sup> º</sup>C, 73.38 ± 1.21 % RH) กรรมวิธีที่ 5 พ่นน้ำ เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 15 <sup>º</sup>C ความชื้นสัมพัทธ์ 75 % (15.06 ± 0.09<sup> º</sup>C, 73.38 ± 1.21 %RH) และกรรมวิธีที่ 6 พ่นต้นแบบชีวภัณฑ์ เก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 15 <sup>º</sup>C ความชื้นสัมพัทธ์ 75 % (15.06 ± 0.09<sup> º</sup>C, 73.38 ± 1.21%RH) เป็นระยะเวลา 2 วัน ผลการทดลองพบว่า ผลลำไยที่พ่นต้นแบบชีวภัณฑ์ ร่วมกับการเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 15 <sup>º</sup>C ความชื้นสัมพัทธ์ 75 % สามารถลดการสูญเสียน้ำหนักสด น้ำหนักแห้งเนื้อ ชะลอการการเกิดกลิ่นผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงของสีเปลือก และปริมาณวิตามินซีได้ นอกจากนี้ยังได้รับการยอมรับโดยรวมสูงที่สุด ส่งผลให้มีอายุการเก็บรักษานานที่สุด คือ 13.20 ± 0.49 วัน อย่างไรก็ตามการพ่นต้นแบบชีวภัณฑ์และอุณหภูมิที่เก็บรักษาไม่ส่งผลต่อน้ำหนักแห้งเปลือก และปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้ของผลลำไย</p> ปฐมพร ไชยะ, เจนจิรา บุญรักษา, เอมลิน พิพัฒนภักดี, ฉันทลักษณ์ ติยายน, อรอุมา เรืองวงษ์, ดนัย บุณยเกียรติ, พิมพ์ใจ สีหะนาม Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251736 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาการเติบโตทางลำต้น อัตราพันธุกรรม และสหสัมพันธ์ ในระยะกล้าของปาล์มน้ำมันลูกผสมพันธุ์ทรัพย์ ม.อ.1 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251006 <p>การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการเติบโตทางลำต้น อัตราพันธุกรรมและสหสัมพันธ์ของกล้าปาล์มน้ำมันพันธุ์ลูกผสมทรัพย์ ม.อ.1 ที่ได้จากการผสมระหว่างต้นพ่อพิสิเฟอราต้นเดียว และต้นแม่ดูราที่แตกต่างกัน จำนวน 27 คู่ผสม ได้แก่ 31, 52, 59, 69, 81, 96, 106, 118, 129, 136, 142, 155, 171, 177, 184, 201, 203, 207, 222, 227, 229, 230, 232, 237, 239, 240 และ 202/6 ทดลองที่คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2561 - มกราคม พ.ศ. 2562 วางแผนการทดลองแบบ completely randomized design (CRD) บันทึกลักษณะทางลำต้นเมื่อปาล์มมีอายุ 12 เดือน โดยทำการสุ่มต้นกล้าจำนวน 5 ต้น/คู่ผสม เพื่อวัดการเติบโต พบว่า ทุกลักษณะมีความแตกต่างกันทางสถิติ ลักษณะเหล่านี้มีค่าอัตราพันธุกรรมอย่างแคบอยู่ในระดับต่ำ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.73 - 2.36 % และมีสหสัมพันธ์ในทางบวกของลักษณะการเจริญเติบโตทางลำต้นทุกลักษณะ โดยพบว่ามีทั้งหมด 8 คู่ผสมที่ให้ลักษณะการเจริญเติบโตของต้นกล้าที่ดี ได้แก่ คู่ผสม 59,136,142, 184, 227, 239, 240 และ 202/6 ซึ่งข้อมูลที่ได้นี้จะสามารถเลือกใช้ต้นแม่พันธุ์ดูราเพื่อการผลิตต้นกล้าที่มีคุณภาพต่อไป</p> ธนนต์ รุ่งนิลรัตน์, จักรัตน์ อโณทัย Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251006 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 การคัดเลือกข้าวก่ำเพื่อธาตุเหล็กในเมล็ดและผลผลิตสูงในลูกผสมชั่วที่ 4 ถึงชั่วที่ 5 ระหว่างข้าวพันธุ์ก่ำหอม มช. และข้าวปทุมธานี 1 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252104 <p>ธาตุเหล็กเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อสุขภาพและร่างกายมนุษย์ ซึ่งข้าวนับเป็นอาหารหลักที่เป็นแหล่งพลังงานที่ประชากรส่วนใหญ่นิยมบริโภค แต่กลับพบว่ามีปริมาณธาตุเหล็กที่มีความจำเป็นต่อร่างกายน้อยกว่าธัญพืชชนิดอื่น ๆ ดังนั้น การเพิ่มธาตุเหล็กในเมล็ดข้าวจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาการขาดธาตุเหล็กของผู้บริโภคข้าว การทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวที่มีปริมาณธาตุเหล็กในเมล็ดสูง มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำ และให้ผลผลิตสูง โดยคัดเลือกจากประชากรลูกผสมชั่วที่ 3 ระหว่างข้าวเหนียวก่ำหอม มช. ที่เป็นพันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง มีปริมาณธาตุเหล็กในเมล็ดสูง และข้าวเจ้าปทุมธานี1 ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงและให้ผลผลิตสูง จำนวน 20 สายพันธุ์ มาเป็นประชากรตั้งต้น ปลูกคัดเลือกชั่วที่ 4 ในฤดูนาปรัง พ.ศ. 2561 ในสภาพนาสวน แบบต้นต่อแถว บันทึกวันออกดอก ความสูงต้น น้ำหนักเมล็ดต่อต้น สีเยื่อหุ้มเมล็ด และวิเคราะห์ปริมาณธาตุเหล็กในเมล็ดข้าวกล้อง หลังจากนั้นคัดเลือกต้นที่มีปริมาณธาตุเหล็กในเมล็ดสูง ปลูกคัดเลือกต่อในชั่วที่ 5 ในฤดูนาปี พ.ศ. 2561 ปลูกและจัดการเช่นเดียวกับชั่วที่ 4 โดยสามารถคัดเลือกต้นที่มีธาตุเหล็กในเมล็ดสูง เยื่อหุ้มเมล็ดสีดำ และให้ผลผลิตสูง ได้ทั้งหมด 6 ต้น มีธาตุเหล็กในเมล็ดข้าวกล้องระหว่าง 13.3 - 17.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ที่มีธาตุเหล็กสูงกว่าพันธุ์พ่อปทุมธานี 170<sup> </sup>-<sup> </sup>224% มีผลผลิตอยู่ระหว่าง 24.6 - 47.2 กรัมต่อต้น ซึ่งทุกสายพันธุ์มีผลผลิตมากกว่าพันธุ์แม่ก่ำหอม มช. 171<sup> </sup>- 328% และมีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำตรงตามวัตถุประสงค์ สายพันธุ์ที่คัดเลือกได้ในการศึกษาครั้งนี้สามารถใช้เป็นแหล่งพันธุกรรมที่สำคัญ เพื่อพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีปริมาณธาตุเหล็กในเมล็ดข้าวกล้องสูง มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำและมีผลผลิตสูงได้ในอนาคต</p> ศิลป์ศุภา พูลละม้าย, ชนากานต์ เทโบลต์ พรมอุทัย , ต่อนภา ผุสดี, ศันสนีย์ จำจด Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252104 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 การเกิดความต้านทานสารกำจัดวัชพืชหลายกลุ่มในประชากรหญ้าแดงต้านทานสารไพริเบนโซซิมในนาข้าว https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252573 <p>หญ้าแดงเป็นวัชพืชที่พบทั่วไปในนาข้าว ส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยการใช้สารไพริเบนโซซิม ซึ่งเป็นสารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ acetolactate synthase (ALS) ในปัจจุบันเกษตรกรหลายรายในพื้นที่ ตำบลกระจัน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เริ่มสังเกตเห็นว่าการใช้สารไพริเบนโซซิมไม่สามารถควบคุมหญ้าแดงได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้มีประสิทธิภาพในการควบคุมได้ดี การศึกษาในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์ให้แน่ชัดว่า หญ้าแดงมีการพัฒนาความต้านทานต่อสารสารไพริเบนโซซิม จริงหรือไม่ เก็บตัวอย่างเมล็ดหญ้าแดงจากแปลงเกษตรกรที่มีปัญหาเนื่องจากการใช้สารไพริเบนโซซิม เพื่อศึกษาการตอบสนองทางสรีรวิทยาของหญ้าแดงที่มีต่อสารไพริเบนโซซิมในสภาพเรือนทดลอง เมื่อพิจารณาค่า <em>I<sub>50</sub></em> จากความเป็นพิษ และค่า <em>GR<sub>50</sub></em> จากความสูงและน้ำหนักสดของหญ้าแดงทั้งสองไบโอไทป์ ที่ 3, 7, 14 และ 21 วันหลังจากได้รับสาร พบว่า ไบโอไทป์ต้านทานสารมีค่าดัชนีของความต้านทานสารสูงกว่าไบโอไทป์ที่อ่อนแอมากถึง 31.43 - 62.36 เท่า จากนั้น ศึกษาความต้านทานสารกำจัดวัชพืชหลายกลุ่มของหญ้าแดงไบโอไทป์ต้านทานไปยังสารในกลุ่มอื่นๆ ที่มีตำแหน่งการเกิดปฏิกิริยาในการยับยั้งภายในพืชที่แตกต่างกัน พบว่า สาร profoxydim (สารที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ACCase) และ propanil (สารที่ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงในระบบแสง II) มีประสิทธิภาพในการควบคุมหญ้าแดงไบโอไทป์ต้านทานสารไพริเบนโซซิมได้ตามอัตราแนะนำของสารในแต่ละชนิด จากข้อมูลการศึกษาในครั้งนี้ เกษตรกรควรจะหมุนเวียนการใช้สาร profoxydim และ propanil ซึ่งมีตำแหน่งการเกิดปฏิกิริยาในการยับยั้งภายในพืชที่แตกต่างกัน เพื่อควบคุมและลดจำนวนประชากรของหญ้าแดงไบโอไทป์ต้านทานสารไพริเบนโซซิมในนาข้าวต่อไป</p> กนกวรรณ ดาราหมาน, จำเนียร ชมภู, ทศพล พรพรหม Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252573 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 การประเมินประสิทธิภาพสารกำจัดวัชพืชแบบก่อนงอกสำหรับการควบคุมวัชพืชในแปลงปทุมมาลานนาสโนว์ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/250803 <p>วัชพืชเป็นปัญหาสำคัญในทุกช่วงระยะการเจริญเติบโตของการปลูกปทุมมา ส่งผลให้เกษตรกรมีต้นทุนด้านแรงงานในการกำจัดวัชพืชที่ค่อนข้างสูง การใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชแบบก่อนงอกช่วยในการลดต้นทุนด้านแรงงานได้ อย่างไรก็ตามการใช้สารกำจัดวัชพืชอาจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบหลังจากใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชแบบก่อนงอกที่มีต่อการงอกและการเจริญเติบโตของปทุมมาลานนาสโนว์ ตลอดจนการควบคุมวัชพืช รวมถึงวิเคราะห์ต้นทุนส่วนเพิ่มของกรรมวิธีการใช้สารแต่ละชนิด ผลการทดลองพบว่า การพ่นสาร atrazine อัตรา 270 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่, indaziflam อัตรา 10 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่, isoxaflutole + cyprosulfamide อัตรา 9.6 + 9.6 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่, oxyfluorfen อัตรา 47 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่, pendimethalin อัตรา 198 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่ และ sulfentrazone อัตรา 115 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่ สามารถควบคุมวัชพืชโดยรวม 14 วันหลังพ่นสาร ได้เฉลี่ยเท่ากับ 74.5 % และไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ส่งผลเสียหายต่อการงอก ความสูง ความกว้างใบ การคลี่ใบแรก และน้ำหนักแห้งของปทุมมาลานนาสโนว์ 21 วันหลังพ่นสาร อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกรรมวิธีการใช้สารป้องกันกำจัดวัชพืชแบบก่อนงอก พบว่า การพ่นสาร atrazine ให้ผลลัพธ์ที่มีความคุ้มค่ากับต้นทุนมากที่สุด จากข้อมูลพื้นฐานทางด้านการงอกและการเจริญเติบโตของพืช ความสามารถในการควบคุมวัชพืชของสาร และการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของกรรมวิธี ชี้ให้เห็นว่าควรเลือกใช้สาร atrazine ในการควบคุมวัชพืชก่อนงอกในแปลงปทุมมาลานนาสโนว์</p> อภิรัฐ บัณฑิต, กนกวรรณ ปัญจะมา, ชาติชาย เขียวงามดี , โสระยา ร่วมรังษี, ภารดี ธรรมาภิชัย Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/250803 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดราบางชนิดในการยับยั้งการงอกและการมีชีวิตของสปอร์ราแป้งสตรอว์เบอร์รี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251707 <p>การศึกษาการยับยั้งการงอกและการมีชีวิตของสปอร์ราแป้งสตรอว์เบอร์รี มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดรา 2 กลุ่ม รวม 11 กรรมวิธี คือ ประเภทสัมผัส ได้แก่ electrolyzed oxidized water (EOW), sulfur, aliphatic hydrocarbon, sodium bicarbonate และ mancozab และประเภทดูดซึม ได้แก่ azoxystrobin, difenoconazole + azoxystrobin, triforine, metalaxyl, penthiopyrad และ carbendazim โดยใช้<br />ในอัตราแนะนำสูงสุด และมีน้ำกลั่นฆ่าเชื้อเป็นกรรมวิธีควบคุม ผลการทดลองหลังบ่มสปอร์ราแป้งบนเยื่อหอมที่แช่ในสารละลายสารป้องกันกำจัดราแต่ละชนิดที่ระยะเวลา 6, 12, 18 และ 24 ชั่วโมง หลังการปลูกเชื้อ ให้ผลในทำนองเดียวกัน โดยการทดลองที่ 24 ชั่วโมง พบว่า สารป้องกันกำจัดราที่สามารถยับยั้งการงอกของสปอร์ราแป้งได้ไม่แตกต่างกันทางสถิติ โดยมีค่าสูงสุดที่ 99-100% ได้แก่ EOW, sulfur, aliphatic hydrocarbon, mancozeb, difenoconazole + azoxystrobin, triforine, metalaxyl และ penthiopyrad และเมื่อนำสปอร์ในแต่ละกรรมวิธีมาย้อมด้วย FDA เพื่อตรวจสอบความมีชีวิตภายใต้กล้อง inverted fluorescent พบว่า EOW, sulfur และ aliphatic hydrocarbon มีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกันทางสถิติในการทำให้สปอร์ตายและสอดคล้องกับการยับยั้งการงอกที่สูงที่สุด แต่พบว่า mancozab แม้จะสามารถยับยั้งการงอกได้ถึง 99.81% แต่พบการตายของสปอร์เพียง 54.43% ส่วนกรณี sodium bicarbonate และ metalaxyl แม้จะสามารถยับยั้งการงอกได้ค่อนข้างสูงที่ 78.35 และ 86.01% ตามลำดับ แต่พบว่าไม่สามารถลดความมีชีวิตของสปอร์ราแป้งได้ แสดงให้เห็นว่าสารป้องกันกำจัดราบางชนิดอาจมีผลในการชะลอการเข้าทำลายของเชื้อราแป้งด้วยการยับยั้งการงอกของสปอร์แต่อาจไม่สามารถควบคุมการเกิดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากไม่สามารถยับยั้งการมีชีวิตของสปอร์ได้</p> รวิพล ต่ายคง, วิศิษฐ์ เจริญอึ๊ง, ทิพย์ประภา พรมเทพ, มนัญชยา บุญตัว, เกวลิน คุณาศักดากุล Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251707 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 การใช้ก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์เป็นพลังงานทดแทนสำหรับเครื่องปั๊มน้ำขนาดเล็กในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251537 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานทดแทนน้ำมันแก๊สโซลีน หรือแก๊สโซฮอล์ 95 กับเครื่องยนต์สำหรับการปั๊มน้ำ ทำการศึกษาที่ฟาร์มของเกษตรกร มูลนิธิโครงการหลวง ที่อยู่ในระดับความสูงจากน้ำทะเลปานกลาง 3 ระดับ คือ น้อยกว่า 800, 800-1,000 และมากกว่า 1,000 เมตร โดยก๊าซชีวภาพที่นำมาใช้กับเครื่องยนต์ ผลิตจากมูลลูกไก่และมูลสุกรพ่อแม่พันธุ์เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปทางการค้า มูลสุกรพ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปผสมรำละเอียดกับผักพื้นบ้าน และจากมูลสุกรขุนที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป ตามลำดับ พบว่า ก๊าซชีวภาพมีส่วนประกอบของก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H<sub>2</sub>S) หรือก๊าซไข่เน่า 1,616.67, 776.67 และ 1,533.33 ppm ซึ่งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง <em>(P</em><em>&lt;</em>0.01<em>)</em> ตามชนิดและปริมาณของมูลสัตว์ รวมทั้งอาหารที่ใช้เลี้ยงต่างกันด้วย โดยชุดกรองซึ่งประกอบด้วยเม็ดตัวกลางเคลือบด้วยเฟอริกไฮดรอกไซด์ [Fe(OH)<strong><sub>3</sub></strong>] บรรจุในกล่องอะลูมิเนียมขนาด 15x60x60 เซนติเมตร สามารถกำจัดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ได้ 99.84-100% เมื่อนำไปใช้กับเครื่องยนต์ปั๊มน้ำ พบว่า สามารถใช้งานได้ตามความต้องการของเกษตรกร คือ 55.25, 22.50 และ 68.50 นาทีต่อวัน <em>(</em><em>P</em><em>&lt;</em>0.01<em>)</em> ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ 47.02, 19.15 และ 58.29 บาทต่อวัน ตามลำดับ <em>(</em><em>P</em><em>&lt;</em>0.01<em>)</em> สรุปได้ว่า ก๊าซชีวภาพผลิตได้แม้จะอยู่ในที่สูง 1,000 เมตร และยังสามารถใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อเป็นแหล่งพลังงานทดแทนสำหรับเครื่องปั๊มน้ำในฟาร์มเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้ โดยเกษตรกรผู้ใช้งานเครื่องยนต์มีความพึงพอใจในระดับ “มากที่สุด” ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ย 4.65 จากคะแนนเต็ม 5</p> สุชน ตั้งทวีวิพัฒน์, องอาจ ส่องสี, บุญล้อม ชีวะอิสระกุล, กัญญารัตน์ พวกเจริญ, คาซูทากะ อูเมทสุ Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251537 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบระดับการเติม <I> Pediococcus pentosaceus </I> สำหรับอาหารผสมครบส่วนแบบหมัก ต่อคุณภาพการหมัก คุณค่าทางโภชนะและการย่อยได้ในหลอดทดลอง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252257 <p>จุดประสงค์ของการศึกษานี้คือ การเปรียบเทียบระดับของการเติมเชื้อ <em>Pediococcus pentosaceus</em> ในการผลิตอาหารผสมครบส่วนแบบหมัก (ensiled total mixed ration; eTMR) ต่อคุณภาพการหมัก คุณค่าทางโภชนะและคุณลักษณะกระบวนการหมักในกระเพาะรูเมนโดยวิธีการผลิตแก๊สในหลอดทดลอง ( <em>In vitro</em> gas production technique) การศึกษานี้ทำการแบ่งกลุ่มทดลองออกเป็น 5 กลุ่ม 3 ซ้ำ คือ 1) อาหารผสมครบส่วนสด (fresh TMR) 2) อาหารผสมครบส่วนแบบหมักที่ไม่เติมเชื้อ (eTMR) 3) อาหารผสมครบส่วนแบบหมักที่เติมเชื้อ <em>P. pentosaceus</em> ที่ระดับ 10<sup>4</sup> CFU/g (PP4) 4) อาหารผสมครบส่วนแบบหมักที่เติมเชื้อ <em>P. pentosaceus</em> ที่ระดับ10<sup>5</sup> CFU/g (PP5) และ 5) อาหารผสมครบส่วนแบบหมักที่เติมเชื้อ <em>P. pentosaceus</em> ที่ระดับ 10<sup>6</sup> CFU/g (PP6) ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการหมักทำให้ค่า pH ปริมาณไขมัน เยื่อใยที่ไม่ละลายในสารละลายเป็นกลาง เฮมิเซลลูโลสและปริมาณแก๊สสะสมที่ 72 ชั่วโมงลดลง ในขณะที่ปริมาณNH<sub>3</sub>-N กรดแลคติก และกรดบิวทีริกสูงขึ้น<br />อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อเปรียบเทียบกับอาหารผสมครบส่วนแบบสด การเติมเชื้อ <em>P. pentosaceus</em> ทำให้ค่า pH และปริมาณกรดบิวทีริกต่ำลงเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ อีกทั้งการเติมเชื้อ <em>P. pentosaceus</em> ยังทำให้ปริมาณแก๊สและการย่อยได้ของวัตถุแห้ง (IVDMD) และอินทรียวัตถุ (IVOMD) ในหลอดทดลองของอาหารผสมครบส่วนแบบหมักสูงขึ้น ระดับของการเติมเชื้อ <em>P. pentosaceus</em> ที่ต่างกันส่งผลให้ค่า pH และปริมาณ NH<sub>3</sub>-N มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยพบว่าการเติมเชื้อ <em>P. pentosaceus</em> ที่ 10<sup>6</sup> CFU/g มีค่าต่ำที่สุด แต่ทั้งนี้กลับไม่ส่งผลต่อคุณค่าทางโภชนะและการย่อยได้ในหลอดทดลอง จากผลการศึกษานี้สามารถสรุปได้ว่าการเติมเชื้อ <em>P. pentosaceus</em> ที่ 10<sup>4</sup> CFU/g ถึง 10<sup>6 </sup>CFU/g สามารถใช้ในการผลิตอาหารผสมครบส่วนแบบหมักได้ ในขณะที่การเติมเชื้อ <em>P. pentosaceus</em> ที่ 10<sup>6</sup> CFU/g ให้ผลลัพธ์ในกระบวนการหมักที่ดีในแง่ของค่า pH และปริมาณ NH<sub>3</sub>-N ของอาหารผสมครบส่วนแบบหมักที่ต่ำ</p> ณัชชา เกษพานิช, เสาวลักษณ์ แย้มหมื่นอาจ, ทศพล มูลมณี, ก ทีปลักษณ์ ระงับเหตุ , พงศ์ธร คงมั่น Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252257 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 ระดับโปรตีนและพลังงานใช้ประโยชน์ในอาหารที่เหมาะสมต่อ สมรรถภาพการผลิต และองค์ประกอบซากของไก่ลูกผสมพื้นเมือง (ประดู่หางดำ x ฮับบาร์ดเจเอ 57 เคไอ) ช่วงอายุ 11-15 สัปดาห์ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251949 <p>ใช้ไก่ลูกผสมพื้นเมืองประดู่หางดำ x ฮับบาร์ดเจเอ 57 เคไอ (Hubbard JA 57 Ki) อายุ 10 สัปดาห์ เพศละ 630 ตัว สุ่มแบ่งเป็น 6 กลุ่ม ๆ ละ 3 ซ้ำ วางแผนการทดลองแบบ 2 x 3 factorial in RCBD โดยมีเพศเป็น block ให้อาหาร 6 สูตร คือ CP 2 ระดับ (17% และ 15%) ME 3 ระดับ คือ 3.2, 2.9 และ 2.6 kcal/g ใช้เลี้ยงไก่อายุ 11 - 15 สัปดาห์ ในโรงเรือนแบบเปิด พบว่า ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่าง CP และ ME ในทุกค่าที่ศึกษา อาหาร 17% CP ทำให้การเจริญเติบโต (BWG), อัตราแลกน้ำหนัก (FCR) และต้นทุนค่าอาหาร (FCG) ดีกว่า 15 % CP (<em>P</em> &lt; 0.05) ส่วนปริมาณอาหารที่กินได้ (FI) อัตราการตาย และองค์ประกอบซากไม่แตกต่างกัน (<em>P</em>&gt;0.05) การลด ME จาก 3.2 เป็น 2.9 หรือ 2.6 kcal/g ทำให้ FI และ BWG สูงขึ้น แต่มี FCR และ FCG ด้อยลง โดยระดับ 2.9 kcal ME/g ให้ BWG และ ADG ดีที่สุด (<em>P</em>&lt;0.05) ทั้งระดับ CP และ ME ไม่มีผลต่อสัดส่วนซากและองค์ประกอบซาก ยกเว้นกระเพาะบด และไขมันในช่องท้องที่สูงขึ้นเมื่อลดระดับ ME (<em>P</em>&lt;0.05) นอกจากนี้พบว่า ไก่เพศผู้มี FI และ BWG รวมทั้งสัดส่วนซาก และองค์ประกอบซากดีกว่า แต่มีเนื้ออกและไขมันในช่องท้องต่ำกว่าเพศเมีย (<em>P</em>&lt;0.05) ในขณะที่เพศไม่มีผลต่อ FCR, FCG อัตราการตาย รวมทั้งสัดส่วนของเนื้อสะโพกและปีก สูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับไก่ลูกผสมพื้นเมืองสายพันธุ์นี้ในช่วงอายุ 11 - 15 สัปดาห์ คือ 17% CP, 2.9 kcal ME/g.</p> วรรณสุข ไชยเดช, บุญล้อม ชีวะอิสระกุล, สุชน ตั้งทวีวิพัฒน์ Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251949 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 ผลของมันเส้นบดหมักยีสต์ต่อสมรรถนะการเจริญเติบโตค่าชีวเคมีในเลือดและลักษณะซากของไก่เนื้อ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252900 <p>มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพและราคาถูก ใช้เป็นอาหารสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งไก่เนื้อแต่มีข้อจำกัดคือโปรตีนต่ำ หากทำลายข้อจำกัดนั้นได้และมีข้อมูลการใช้จะเป็นประโยชน์มากต่อวงการปศุสัตว์ ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลของระดับมันเส้นบดหมักยีสต์ <em>Saccharomyces cerevisiae</em> (Cassava chips meal fermented with yeast <em>Saccharomyces cerevisiae; </em>CCFY) ในสูตรอาหารต่อสมรรถนะการเจริญเติบโต ค่าชีวเคมีในเลือด และลักษณะซากของไก่เนื้อ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ โดยใช้ไก่เนื้อสายพันธุ์ Arbor Acres คละเพศจำนวน 120 ตัว ให้ได้รับอาหารทดลองที่มีมันเส้นบดหมักยีสต์ในสูตรอาหารต่างกัน 4 ระดับ คือ 0, 10, 20 และ 30% ตามลำดับ ทำ 3 ซ้ำ ๆ ละ 10 ตัว ให้อาหารและน้ำดื่มกินแบบเต็มที่ ตลอดการทดลอง 42 วัน เก็บข้อมูลน้ำหนักตัว ปริมาณอาหารที่กิน อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำหนัก ค่าชีวเคมีในเลือด และลักษณะซาก ผลการทดลองพบว่าเมื่อใช้ CCFY ในสูตรอาหารระดับ 20 และ 30% มีผลทำให้สมรรถนะการเจริญเติบโต ค่าชีวเคมี และองค์ประกอบซากของไก่เนื้อเลวกว่ากลุ่มควบคุมและกลุ่มที่ใช้ CCFY ระดับ 10% อย่างมีนัยสำคัญ (<em>P</em>&lt;0.05) จึงสรุปได้ว่า การใช้ CCFY ที่ 10% ในสูตรอาหาร เป็นระดับที่เหมาะสมต่อสมรรถนะการเจริญเติบโต ค่าชีวเคมีในเลือด และคุณภาพซากของไก่เนื้อ โดยไม่แตกต่างจากกลุ่มควบคุมที่ไม่ใช้ CCFY</p> สุวิทย์ ทิพอุเทน, อรรถพล คำดำ, เต็มศิริ บุญเรือง, ทาริกา ทิพอุเทน Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/252900 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700 การผลิตน้ำพริกอ่องเป็ดอี้เหลียงบรรจุถุงรีทอร์ท https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251963 <p>วัสดุเหลือทิ้งจากมะเขือเทศพันธุ์โทมัสคุณภาพต่ำและเศษเนื้อเป็ดอี้เหลียงรมควันที่ผ่านการตัดแต่งไม่สมบูรณ์ถูกนำกลับมาใช้ใหม่เป็นผลิตภัณฑ์อาหารล้านนาพร้อมรับประทานที่เรียกว่าน้ำพริกอ่องเป็ดอี้เหลียง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อหาค่า F<sub>0</sub> ของการฆ่าเชื้อน้ำพริกอ่องเป็ดอี้เหลียงบรรจุถุงรีทอร์ทและเพื่อประเมินอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์ในสภาวะเร่ง จากการทดลอง พบว่า อุณหภูมิที่ใช้ในการฆ่าเชื้อน้ำพริกอ่องที่ 115 <sup>º</sup>C ในการฆ่าเชื้อเป็นระยะเวลา 5, 10 และ 15 นาที มีค่า F<sub>0</sub> เท่ากับ 4 นาที, 8 นาที และ 10 นาที ตามลำดับ สำหรับการประเมินอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์น้ำพริกอ่องเป็ดอี้เหลียงบรรจุถุงรีทอร์ทของทั้ง 3 ระยะเวลา พบว่า อายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ที่อุณหภูมิ 30 <sup>º</sup>C เก็บรักษาผลิตภัณฑ์ได้เป็นเวลา เท่ากับ 65 วัน โดยค่าความเป็นกรด-ด่าง และคะแนนการยอมรับทางประสาทสัมผัสลดลงหลังจากการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เป็นระยะเวลาสองเดือน แต่ปริมาณเชื้อจุลินทรีย์รวมทั้งหมดยังมีค่าน้อยกว่า 100 โคโลนีต่อกรัม ตลอดระยะเวลาในการเก็บรักษาซึ่งไม่เกินมาตรฐานตามที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ โดยกระบวนการที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการแปรรูปและวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์น้ำพริกชนิดอื่นที่บรรจุถุงรีทอร์ทได้</p> มาลัยพร วงค์แก้ว, โบว์ ถิ่นโพธิ์วงศ์, เอกรินทร์ อินประมูล, ณัฐธินี สาลี, กันยวิชญ์ กันจินะ, สุรีรัตน์ ถมยา, อนิวรรต กันทายวง, พิกุลทอง ไชยมงคล Copyright (c) 2022 วารสารเกษตร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/251963 Mon, 31 Jan 2022 00:00:00 +0700