https://li01.tci-thaijo.org/index.php/jstcrru/issue/feed
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
2025-12-17T21:38:03+07:00
Asst. Prof. Banthot Chomsawan
scijournal@crru.ac.th
Open Journal Systems
<p><em>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย</em></p> <p>ISSN 2821-9333 (Online)</p> <p><strong><em>กำหนดออก</em></strong><em> : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</em></p> <p><strong><em>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </em></strong><em>เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ที่มีคุณภาพของคณาจารย์ นักศึกษาและนักวิชาการทั้งในและนอกสถาบันในศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สาขาวิชาคณิตศาสตร์และคณิตศาสตร์ประยุกต์</em></p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/jstcrru/article/view/267542
สมการไดโอแฟนไทน์ 3^x+n^y=z^2 เมื่อ n≡2 (mod 3)
2025-07-29T10:06:17+07:00
ณัฏฐ์วัฒน์ สามาอาภัตร์
asiasamaapat@gmail.com
ฉัตรชัย พรมศิริ
ChatchaiPomsiri4@gmail.com
สุธน ตาดี
suton.t@lawasri.tru.ac.th
<p>ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาผลเฉลยทั้งหมดของสมการไดโอแฟนไทน์ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;3^{x}&plus;n^{y}=z^{2}" alt="equation" /> เมื่อ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x,y,z" alt="equation" /> เป็นจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบ และ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?n" alt="equation" /> เป็นจำนวนเต็มบวก โดยที่ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?n\equiv&space;2\left(mod&space;3\right)" alt="equation" /> โดยใช้ทฤษฎีบทของมิไฮเลสคูและทฤษฎีบทของหลูและหลี่ ผลการวิจัยพบว่า สมการไดโอแฟนไทน์ดังกล่าวมีผลเฉลยทั้งหมด ดังนี้ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\left(n,x,y,z\right)\in\left\{\left(2,0,3,3\right),\left(n,1,0,2\right),\left(2,2,4,5\right),\left(11,5,4,122\right)\right\}\cup\left\{\left(n,0,1,\sqrt{n&plus;1}\right):\sqrt{n&plus;1}\in\mathbb{Z}\right\}" alt="equation" /></p> <p> </p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/jstcrru/article/view/268348
การยอมรับเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี
2025-08-27T05:30:51+07:00
อิทธิพล ไชยวงค์
chaiwong.7761@gmail.com
นารีรัตน์ สีระสาร
nareerut.see@stou.ac.th
บำเพ็ญ เขียวหวาน
nareerut.see@stou.ac.th
พัฒนา สุขประเสริฐ
nareerut.see@stou.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การยอมรับเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร 2) ปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร การวิจัยเป็นเชิงสำรวจ ประชากรที่ศึกษา คือ เกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลัง ตำบลดีลัง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ที่ขึ้นทะเบียนปี 2566 จำนวน 264 ราย กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรทาโร่ ยามาเน่ ที่ระดับความคลาดเคลื่อน 0.05 จำนวน 159 ราย วิธีการสุ่มแบบง่ายโดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า เกษตรกรมีอายุเฉลี่ย 58.72 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา เป็นสมาชิกกลุ่มลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีประสบการณ์เฉลี่ย 16.51 ปี พื้นที่ปลูกเฉลี่ย 14.82 ไร่ รายได้ในการผลิตเฉลี่ย 106,421.38 บาท/ปี และมีต้นทุนในการผลิตเฉลี่ย 3,163.58 บาท/ไร่ เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังในช่วงต้นฤดูฝน โดยอาศัยน้ำฝน ใช้มันสำปะหลังพันธุ์แขกดำ สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย มีการปรับปรุงดินโดยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยพืชสด การเตรียมดินจะไถชักร่องเดี่ยวและยกร่อง เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์ของตนเอง ปลูกโดยเว้นระยะห่าง 0.8 x 0.8 เมตร และใช้แรงงานคนในการปลูก จากการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกร ได้แก่ จำนวนแรงงาน รายได้จากการผลิต และหนี้สิน</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/jstcrru/article/view/268211
การศึกษาผลเฉลยของสมการไดโอแฟนไทน์ p^x+(p+30)^y=z^2
2025-07-29T16:17:14+07:00
เกริกไชย ใจมโน
thanwarat.but@crru.ac.th
ณัฏฐณิชา ดวงทิพย์
thanwarat.but@crru.ac.th
นิติมา พรหมมารัตน์
thanwarat.but@crru.ac.th
ธัญวรัชญ์ บุตรสาร
thanwarat.but@crru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผลเฉลยจำนวนเต็มไม่เป็นลบของสมการไดโอแฟนไทน์ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;29^{x}&plus;59^{y}=z^{2}" alt="equation" /> โดยพิจารณาเฉพาะกรณีที่ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?y&space;" alt="equation" /> ไม่เป็นพหุคูณของ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?29^{2}" alt="equation" /> ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว ผู้วิจัยพิสูจน์ได้ว่าสมการนี้มีผลเฉลยจำนวนเต็มเพียงหนึ่งเดียว คือ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\left(x,y,z\right)=\left(2,1,30\right)" alt="equation" /> วิธีการพิสูจน์อาศัยการวิเคราะห์ภาวะคู่คี่ สมบัติการหารลงตัว และทฤษฎีจำนวนเชิงมอดูลัส ตลอดจนทฤษฎีบทของ Mihăilescu เพื่อยืนยันความถูกต้องของผลเฉลย ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการจำกัดเงื่อนไขของตัวแปรช่วยให้สามารถหาผลเฉลยของสมการไดโอแฟนไทน์ที่ซับซ้อนได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจเป็นแนวทางสำหรับการศึกษาสมการในรูปแบบที่กว้างขึ้นต่อไป</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/jstcrru/article/view/268204
ผลของการใช้ปุ๋ยหมักจากเศษผักต่อการเจริญเติบโตของจิงจูฉ่าย
2025-08-13T09:32:11+07:00
อภิชญา พัดพิน
apichaya_ph@kpru.ac.th
จารุกิตต์ แสงส่ง
Apichaya_ph@kpru.ac.th
ธนากร วงษศา
thanakorn_wo@kpru.ac.th
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตราส่วนของปุ๋ยหมักที่เหมาะสมจากเศษผักจากตลาดสดต่อการเจริญเติบโตของ จิงจูฉ่าย โดยใช้เศษผักเป็นแหล่งคาร์บอนหลักและดินเป็นแหล่งพลังงานของแบคทีเรียจากตลาดสดจังหวัดกำแพงเพชร นำมาทำเป็นปุ๋ยหมักเพื่อลดขยะอินทรีย์ในสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยอัตราส่วนของดินต่อเศษผัก ได้แก่ 1:1, 1:3 และ 1:5 ตามลำดับ เมื่อครบกำหนด 49 วัน นำไปวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพและเคมี พบว่าปุ๋ยหมักอัตราส่วน 1:3 มีการย่อยสลายที่สมบูรณ์ที่สุด โดยเหมาะสำหรับนำมาเป็นวัสดุปรับปรุงดิน (<em>P</em><u><</u>0.05) มีค่า C/N เท่ากับ 15.96 ธาตุอาหารหลักไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยหมักอินทรีย์ นอกจากนี้ยังพบปริมาณของธาตุแคลเซียมและสังกะสีเพิ่มขึ้นก่อนเริ่มหมักปุ๋ย แต่เมื่อนำปุ๋ยหมักทั้ง 3 อัตราส่วนไปใช้ปลูกกับต้นจิงจูฉ่ายพบว่าปุ๋ยอัตราส่วน 1:1 ทำให้ต้นจิงจูฉ่ายเจริญได้ดีที่สุด ทั้งปริมาณน้ำหนักสด และจำนวนการรอดชีวิต</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/jstcrru/article/view/268284
การศึกษาคุณสมบัติทางกลของอิฐบล็อกดินที่เสริมแรงด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร : การเปรียบเทียบระหว่างรำแกลบ ฟางข้าว ใบไผ่ และใบตะไคร้ ของชาวบ้านหมู่ 4 ตำบลนางั่ว อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
2025-07-29T15:03:41+07:00
มานิตย์ น้อยบัว
artithutem@pcru.ac.th
จิรวรรตน์ จิรชัยเชาวนนท์
artithutem@pcru.ac.th
พินิจ บัวพา
artithutem@pcru.ac.th
โชคอนันต์ พันธุ์นายม
artithutem@pcru.ac.th
กาญจน์ คุ้มทรัพย์
topkan13@gmail.com
เจษฎาพร ปาคำวัง
artithutem@pcru.ac.th
อาทิตย์ หู้เต็ม
artithutem@pcru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกลของอิฐบล็อกที่ผลิตจากดินเหนียวปนทรายเสริมแรงด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ได้แก่ รำแกลบ ฟางข้าวแห้ง ใบไผ่แห้ง และใบตะไคร้แห้ง โดยทำการหมักดินเหนียวปนทรายกับน้ำเป็นเวลา 1 - 2 วัน ก่อนผสมกับวัสดุเสริมแรงในอัตราส่วนที่กำหนด จากนั้นนำส่วนผสมไปขึ้นรูปเป็นก้อนอิฐและทดสอบความแข็งแรงด้วยวิธีโยนจากความสูง 1 เมตร จำนวน 3 ครั้ง ผลการทดลองพบว่าอิฐบล็อกที่เสริมแรงด้วยใบไผ่แห้งสับมีความยาว 2 - 3 เซนติเมตร (สูตรที่ 3) มีความแข็งแรงสูงสุดและไม่แตกหักเมื่อโยนจากความสูง 1 เมตร ในขณะที่อิฐบล็อกที่เสริมแรงด้วยรำแกลบ (สูตรที่ 1) เริ่มมีรอยแตกเล็กน้อยเมื่อโยนครั้งที่ 2 และอิฐที่เสริมแรงด้วยฟางข้าวแห้ง (สูตรที่ 2) แตกออกเป็น 2 ชิ้น ตั้งแต่การโยนครั้งแรก ส่วนอิฐบล็อกที่เสริมแรงด้วยใบตะไคร้แห้ง (สูตรที่ 4) เกิดรอยแตกมากขึ้นหลังจากโยนครั้งที่ 2ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการเสริมแรงด้วยใบไผ่แห้งสับความยาว 2 - 3 เซนติเมตร ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความทนทานของอิฐบล็อกดินเหนียวปนทรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นทางเลือกที่เหมาะสมในการลดต้นทุนการก่อสร้างตามหลักการโคกหนองนา</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/jstcrru/article/view/267674
การประเมินดัชนีเก็บเกี่ยวอะโวคาโดพันธุ์บัคคาเนีย
2025-08-27T05:30:03+07:00
สุรางค์รัตน์ พันแสง
spunsaeng137@gmail.com
พวงผกา แก้วกรม
spunsaeng137@gmail.com
<p>อะโวคาโด เป็นไม้ยืนต้น อยู่ในวงศ์ Lauraceae ชื่อวิทยาศาสตร์ <em>Persea americana</em> Mill. ผลสุกจะมีสีดำและ เนื้อภายในจะมีสีเขียว ลักษณะของเนื้ออ่อนนุ่ม แต่เกษตรกรจะมีปัญหาเรื่องการเก็บเกี่ยวเนื่องจากใช้วิธีการสังเกตจากการเปลี่ยนสีผิวของผล แต่อะโวคาโดบางพันธุ์จะไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะภายนอกของผลให้เห็นชัดเจนเมื่อผลแก่และสุก ส่งผลให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลอะโวคาโดที่ยังไม่แก่แล้วนำไปจำหน่าย ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลอะโวคาโดที่ไม่สามารถบ่มให้สุกและรับประทานได้ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีแนวคิดที่จะประเมินดัชนีเก็บเกี่ยวที่มีต่อคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวของผลอะโวคาโด โดยดำเนินการเก็บเกี่ยวของผลอะโวคาโดพันธุ์บัคคาเนียที่ระยะ 120, 140, 160 และ 180 วันหลังติดผล จำนวน 6 ผลต่อระยะความแก่ นำมาแบ่งเป็น 2 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 คือ ผลดิบ นำมาตรวจสมบัติทางกายภาพทันทีหลังการเก็บเกี่ยว ชุดที่ 2 คือ ผลสุก โดยนำผลดิบมาเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 5 วัน ผลการตรวจสมบัติทางกายภาพ พบว่าผลดิบมีการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางกายภาพที่ระยะเก็บเกี่ยวต่าง ๆ โดยมีน้ำหนัก ขนาด วัตถุแห้งเพิ่มขึ้น ส่วนความชื้นลดลงอย่างชัดเจน ในขณะที่ค่าสีเปลือกและสีเนื้อ ความแน่นเนื้อ มีค่าค่อนข้างคงที่ อย่างไรก็ตามเมื่อผลอะโวคาโดผ่านกระบวนการสุก จะมีสมบัติทางกายภาพส่วนใหญ่ลดลง และการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดที่สามารถสังเกตได้ คือ สีเปลือกผล ซึ่งเปลี่ยนจากสีเขียวเข้มเป็นสีน้ำตาลเข้ม เนื้อผลมีสีเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยยังคงมีสีเหลืองอ่อนปนเขียว ดังนั้นอะโวคาโดพันธุ์บัคคาเนียที่ระยะ 160 - 180 วัน เป็นระยะที่เหมาะสม ผู้บริโภคสามารถนำไปบ่มให้สุกและรับประทานได้</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/jstcrru/article/view/267592
จำนวนอันตรสัณฐานของกราฟยกน้ำหนัก
2025-11-03T14:43:35+07:00
บวรรัตน์ โสมศรี
proyproy09@gmail.com
นิรุตติ์ พิพรรธนจินดา
nirutt.p@gmail.com
<p>กราฟยกน้ำหนัก <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?B_{n}" alt="equation" /> คือ กราฟที่เกิดจากการเชื่อมคอมพลีทกราฟสองกราฟ ได้แก่ K<sub>n</sub> และ K<sub>n</sub>' เข้าด้วยกันด้วยสะพาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาจำนวนอันตรสัณฐานทั้งหมดของกราฟยกน้ำหนัก เราได้แสดงว่าอันตรสัณฐานออกเป็น 4 คลาสที่แตกต่างกัน ได้แก่ End(K<sub>n</sub>,K<sub>n</sub>'), End(K<sub>n</sub>',K<sub>n</sub>), End(K<sub>n</sub>,K<sub>n</sub>) และ End(K<sub>n</sub>',K<sub>n</sub>') จากนั้นดำเนินการนับสมาชิกภายในแต่ละคลาส ซึ่งทำให้สามารถหาสูตรสำหรับจำนวนอันตรสัณฐานทั้งหมดของ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?B_{n}" alt="equation" /> ได้เป็น <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\left|End(B_{n})\right|=2(n-1)!^{2}[1&plus;n(n-1)]" alt="equation" /></p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/jstcrru/article/view/268122
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและปริมาณสารฟีโนลิกในเมล็ดถั่วดาวอินคาและเปลือกถั่วดาวอินคา
2025-08-13T09:29:02+07:00
มณีรัตน์ ยารวง
sc_piyada@crru.ac.th
ปิยดา ยศสุนทร
sc_piyada@crru.ac.th
<p>งานวิจัยครั้งนี้ศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวมของสารสกัดหยาบเอทานอลจาก ถั่วดาวอินคา 2 ส่วน คือ เมล็ดถั่วดาวอินคา และเปลือกถั่วดาวอินคา ที่เพาะปลูกในพื้นที่บ้านป่าแดด อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย โดยศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และการตรวจวัดปริมาณสารฟีนอลิกโดยใช้ Folin – ciocalteu method พบว่าเปลือกถั่วดาวอินคามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าเมล็ดถั่วดาวอินคาโดยมีค่า IC<sub>50</sub> เท่ากับ 0.43 (±0.01) มก./มล. และ 0.63 (±0.02) มก./มล. ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบค่า IC<sub>50</sub> กับสารมาตรฐาน Trolox พบว่า เมล็ดถั่วดาวอินคามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระน้อยกว่า Trolox 23.70 และ 21.15 เท่า ตามลำดับ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH ของสารสกัดหยาบของถั่วดาวอินคาทั้ง 2 ส่วนมีความสัมพันธ์แปรผันตรงกับปริมาณสารฟีนอลิกรวม โดยพบสารปริมาณ ฟีนอลิกในเปลือกถั่วดาวอินคาและเมล็ดถั่วดาวอินคาเท่ากับ 3.26 (±0.03) และ 0.59 (±0.02) มก. GAE/กรัมน้ำหนักแห้ง ตามลำดับ</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/jstcrru/article/view/268172
ผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL ต่อการแก้โจทย์ปัญหาพื้นที่ผิวและปริมาตร ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
2025-10-20T13:19:29+07:00
ปิยดา โพธิ์ศรี
piyada.p@lawasri.tru.ac.th
ชญานิศ คล้ายมุข
piyada.p@lawasri.tru.ac.th
ไพโรจน์ วงศ์ชวลิต
piyada.p@lawasri.tru.ac.th
<p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างการคิดวิเคราะห์และการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาพื้นที่ผิวและปริมาตรโดยใช้เทคนิค KWDL ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จำนวน 49 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster random sampling) ดำเนินการสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่างโดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิค KWDL และประเมินผลการเรียนรู้จากคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโจทย์ปัญหาพื้นที่ผิวและปริมาตร และสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอน ผลการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยเทคนิค KWDL สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค KWDL ในระดับมาก</p>
2025-12-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย