วารสารเกษตรพระวรุณ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/pajrmu
<p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์บทความในวารสารเกษตรพระวรุณ </strong></p> <p>1. เป็นบทความวิจัย (Research article) บทความปริทัศน์ (Review article) หรือบทความทางวิชาการ (Academic article) ทางด้านเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ ประมง วิทยาศาสตร์สุขภาพสัตว์ วิทยาศาสตร์การอาหารและอุตสาหกรรมการเกษตร ธุรกิจการเกษตร ส่งเสริมการเกษตร สารสนเทศการเกษตร นวัตกรรมการเกษตร และนวัตกรรมเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น </p> <p>2. ต้องไม่เคยได้รับการตีพิมพ์มาก่อน (ต้นฉบับหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของต้นฉบับ) และต้นฉบับต้องไม่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งตีพิมพ์อื่นใด</p> <p><strong>การตรวจสอบการตีพิมพ์ </strong></p> <p>บทความทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารเกษตรพระวรุณต้องผ่านกระบวนการพิจารณาเพื่อตอบรับการตีพิมพ์ โดยกองบรรณาธิการประกอบด้วย</p> <p>กระบวนการที่ 1: กลั่นกรองเบื้องต้นในรูปแบบการพิมพ์ ขอบเขตของเนื้อหา และความสมบูรณ์ของบทความ </p> <p>กระบวนการที่ 2: กลั่นกรองต้นฉบับโดยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 ท่าน ในประเด็นความเหมาะสมตามเกณฑ์คุณภาพของบทความแต่ละประเภทรวมถึงองค์ความรู้ใหม่ที่ค้นพบในรูปแบบ <strong>"DOUBLE BLINED REVIEW"</strong></p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่วารสาร ปีละ 2 ฉบับ </strong></p> <p><strong>- ฉบับที่ 1: เดือนมกราคม - เดือนมิถุนายน</strong></p> <p><strong>- ฉบับที่ 2: เดือนกรกฎาคม - เดือนธันวาคม </strong></p>
FACULTY OF AGRICULTURAL TECHNOLOGY, RAJABHAT MAHA SARAKHAM UNIVERSITY
th-TH
วารสารเกษตรพระวรุณ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
3088-1196
-
การพัฒนาแบบจำลองเพื่อพยากรณ์ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง: กรณีศึกษาประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/pajrmu/article/view/268605
<p>ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และภาคการเกษตรของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ระดับฝุ่นมักเกินค่ามาตรฐาน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองสำหรับการพยากรณ์ (Forecasting Model) ค่าฝุ่น PM2.5 โดยเปรียบเทียบวิธีการพยากรณ์อนุกรมเวลา (Time Series Forecasting Methods) ได้แก่ วิธีโฮลท์–วินเทอร์ส (Holt–Winters) และเออาร์ไอม่า (ARIMA) กับเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning Techniques) ได้แก่ เรนดอมฟอเรสต์ (Random Forest) และซัพพอร์ตเวกเตอร์รีเกรสชัน (Support Vector Regression: SVR) ใช้ข้อมูลรายเดือนจากกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2561–2567 โดยแบ่งข้อมูลตามลำดับเวลาเป็นชุดฝึก (Training Set) และชุดทดสอบ (Test Set) ในสัดส่วน 80:20 และประเมินความแม่นยำด้วยตัวชี้วัด รากที่สองของค่าคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (Root Mean Squared Error: RMSE) และค่าเฉลี่ยความคลาดเคลื่อนสัมบูรณ์ (Mean Absolute Error: MAE) ผลการศึกษาพบว่าเรนดอมฟอเรสต์ (Random Forest) ให้ค่าความคลาดเคลื่อนต่ำที่สุดในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีความผันผวนสูง เช่น เชียงใหม่และขอนแก่น ขณะที่เอสวีอาร์ (SVR) ให้ผลลัพธ์แม่นยำน้อยกว่า แบบจำลองอนุกรมเวลา (Time Series Models) ยังคงให้ผลลัพธ์ที่ดีในพื้นที่ที่ข้อมูลมีความต่อเนื่อง เช่น สงขลา โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความแม่นยำของแบบจำลอง ได้แก่ ตัวแปรแบบหน่วงเวลา (Lag Variables) และค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) แบบจำลองที่พัฒนาขึ้น โดยเฉพาะเรนดอมฟอเรสต์ (Random Forest) แสดงศักยภาพสูงในการนำไปประยุกต์ใช้เป็นระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ (Air Quality Alert System) และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน</p>
ณิฏะญาร์ บรรเทา
พูนศักดิ์ ศิริโสม
ปรมาภรณ์ แสงภารา
วริดา พลาศรี
อุเทน จิณโรจน์
รดา สมเขื่อน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระวรุณ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
2026-01-30
2026-01-30
23 1
1
15
10.14456/paj.2026.1
-
ผลของระดับเต้าหู้ต่อสมบัติทางเคมีกายภาพของผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมจากพืช
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/pajrmu/article/view/268907
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของระดับการเติมเต้าหู้ต่อสมบัติทางเคมีกายภาพ และการประเมินคุณสมบัติทางประสาทสัมผัสในการพัฒนาเนื้อเทียมจากพืช โดยใช้เต้าหู้ในปริมาณที่แตกต่างกันต่อสูตร (90 95 100 และ 105 กรัม) จากนั้นตรวจสอบสมบัติทางเคมีกายภาพ ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด และการประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส ผลการศึกษาพบว่าสูตรที่มีเต้าหู้ 105 กรัมมีปริมาณความชื้นและค่าวอเตอร์แอคทิวิตี้สูงสุด แต่มีค่าความแข็งต่ำสุด นอกจากนี้มีปริมาณโปรตีนและสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดสูงสุด (ร้อยละ 46.46 และ 66.90 mg GAE/g db ตามลำดับ) สูตรที่มีเต้าหู้ 105 กรัม มีคะแนนประเมินทางประสาทสัมผัสจากผู้บริโภคสูงสุดในด้านรสชาติและเนื้อสัมผัส ผลการศึกษาชี้ว่าสูตร 105 กรัม มีความเหมาะสมต่อการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบมากที่สุด เนื่องจากมีปริมาณโปรตีน สารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดสูงสุด และมีคะแนนการยอมรับของผู้บริโภคสูงสุด องค์ความรู้จากการวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประยุกต์ใช้เต้าหู้ที่เหมาะสมในการสร้างผลิตภัณฑ์เนื้อเทียมที่มีคุณค่าทางโปรตีนและสารประกอบฟีนอลิกสูง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและมีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ทั้งในระดับครัวเรือนและอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มมูลค่าแก่พืชตระกูลถั่วและสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกอย่างยั่งยืน</p>
จิรนันต์ รัตสีวอ
จิรายุ มุสิกา
สหัสา พลนิล
อนุวัฒน์ ศรีสุวรรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระวรุณ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
2026-04-27
2026-04-27
23 1
16
23
10.14456/paj.2026.2
-
ผลของความเข้มข้นของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงต่อการเจริญเติบโตผลผลิต และคุณภาพทางกายภาพของผักสลัด
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/pajrmu/article/view/271353
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแนวทางการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (Photosynthetic Bacteria: PSB) เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของผักสลัดกรีนโอ๊ค 2) ศึกษาผลของความเข้มข้นของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงต่อมวลชีวภาพของผักสลัดกรีนโอ๊ค และ 3) ศึกษาผลกระทบต่อความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของวัสดุปลูก กลุ่มตัวอย่างคือ ผักสลัดกรีนโอ๊คที่ปลูกภายใต้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จำนวน 6 ชุดการทดลอง (รวมชุดควบคุม) ชุดละ 3 ซ้ำ โดยทดสอบที่ระดับความเข้มข้น PSB 10 20 30 และ 40 ml ต่อน้ำ 10 L เปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 และชุดควบคุม (น้ำเปล่า) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ANOVA และการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยแบบ Duncan’s Multiple Range Test ผลการวิจัยพบว่า 1) จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของผักสลัดกรีนโอ๊คได้เทียบเท่ากับการใช้ปุ๋ยเคมี 2) เมื่อสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 5 การใช้ปุ๋ยเคมีให้ค่าเฉลี่ยน้ำหนักสดสูงสุด (59.84 g) ซึ่งไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่ระดับความเข้มข้น 20 ml ต่อน้ำ 10 L (58.33 g) และ 3) ด้านความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของวัสดุปลูก พบว่าการใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่ระดับความเข้มข้น 10-30 ml ต่อน้ำ 10 L สามารถรักษาค่า pH ให้อยู่ในช่วง 6.80–7.00 ซึ่งเหมาะสมต่อการดูดซึมธาตุอาหาร ต่างจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่ส่งผลให้ค่า pH ลดลงเหลือ 6.37 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em>< 0.05) สรุปได้ว่าจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่ระดับความเข้มข้น 20 ml ต่อน้ำ 10 L เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการลดการใช้ปุ๋ยเคมี เนื่องจากสามารถรักษาสมดุล pH ของวัสดุปลูกและให้ผลผลิตมวลชีวภาพเทียบเท่ากับการใช้ปุ๋ยเคมี</p>
กีรติ ทองเนตร
เหล็กไหล จันทะบุตร
วุฒิพล ฉัตรจรัสกูล
ธวัชชัย สหพงษ์
กุลริศา คำสิงห์
วุธเมธี วรเสริม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระวรุณ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
2026-06-29
2026-06-29
23 1
24
29
10.14456/paj.2026.3
-
การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและโลหิตวิทยาในปลาทอง (Carassius auratus) ด้วยวัคซีนป้องกันเชื้อ Aeromonas hydrophila
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/pajrmu/article/view/271368
<p>การแพร่ระบาดของเชื้อ <em>Aeromonas hydrophila</em> ในปลาสวยงามมีเพิ่มขึ้น การพัฒนาวิธีการป้องกันจึงมีความสำคัญ โดยการศึกษาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันและโลหิตวิทยาของวัคซีนป้องกันเชื้อ <em>A. hydrophila</em> ในปลาทอง (<em>Carassius auratus</em>) ในปลาทอง น้ำหนักเฉลี่ย 47.40 ± 1.95 กรัม แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มการทดลอง โดยแบ่งความเข้มข้นของวัคซีนออกเป็น กลุ่มควบคุม (0), 1x10<sup>2</sup>, 1x10<sup>4</sup>, 1x10<sup>6</sup> และ 1x10<sup>8 </sup>เซลล์ต่อมิลลิลิตร ปลาทองทุกกลุ่มได้รับวัคซีนที่เตรียมจากเชื้อ <em>A. hydrophila</em> พบว่า ที่ความเข้มข้นของวัคซีน 1 x 10<sup>6</sup> เซลล์ต่อมิลลิลิตร มีอัตราการเจริญเติบโตต่อวันสูงที่สุด คือ เท่ากับ 0.91 ± 0.04 กรัมต่อวัน และมีค่าปริมาณเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (% Hematocrit: Hct) ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติของทุกความเข้มข้น และพบว่าค่าแอนติบอดี้ไตเตอร์ เท่ากับ 3.19 ± 0.06 ไม่แตกต่างกันทางสถิติกับความเข้มข้น 1 x 10<sup>8</sup> เซลล์ต่อมิลลิลิตร ซึ่งมีแอนติบอดี้ไตเตอร์เท่ากับ 3.22 ± 0.03 ซึ่งเป็นค่าที่สูงที่สุดในการทดลอง โดยระดับความเข้มข้นของวัคซีนที่เหมาะสมคือ 1 x 10<sup>6</sup> เซลล์ต่อมิลลิลิตร</p>
พุทธชาติ อิ่มใจ
บัณฑิตา สวัสดี
ชนวรรณ โทวรรณา
เหล็กไหล จันทะบุตร
อรอนงค์ ขันเดช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระวรุณ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
2026-06-29
2026-06-29
23 1
30
38
10.14456/paj.2026.4
-
การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของข้าวพื้นเมือง (Oryza sativa L.) เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากข้าว
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/pajrmu/article/view/271330
<p>การศึกษาครั้งนี้มุ่งสำรวจความหลากหลายของพันธุ์ข้าวพื้นเมืองในจังหวัดร้อยเอ็ด ประเทศไทย โดยวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณสารประกอบฟีนอลิก และศึกษาความเข้มข้นที่เหมาะสมของเมทิลเซลลูโลส (เมโทเซล) สำหรับการผลิตชาข้าวกล้องงอกสำเร็จรูป จากการวิเคราะห์ข้าวพื้นเมืองจำนวน 23 สายพันธุ์ พบว่าข้าวเขี้ยวงูมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงที่สุด (ร้อยละ 76.83) ในขณะที่ข้าวเหนียวหอมภูพานมีปริมาณเส้นใยอาหารสูงที่สุด (ร้อยละ 4.97) ข้าวก่ำใบเขียวมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมสูงที่สุด (113.73 มิลลิกรัม GAE ต่อ 100 กรัม) และข้าวก่ำน้อยมีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด (ร้อยละ 78.40 ของการยับยั้ง DPPH) สำหรับการผลิตชาสำเร็จรูป พบว่าความเข้มข้นของเมโทเซลที่ร้อยละ 2.00 ให้ค่าเสถียรภาพของโฟม (1.95 มิลลิลิตรต่อนาที) และความสามารถในการคืนรูป (ร้อยละ 92.12) สูงที่สุด โดยผลิตภัณฑ์ที่มีเมโทเซลร้อยละ 1.50 และ 2.00 ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในระดับสูง การศึกษาครั้งนี้พบว่าข้าวพื้นเมือง โดยเฉพาะข้าวก่ำน้อยและข้าวก่ำใบเขียว เป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาเครื่องดื่มเชิงฟังก์ชันจากข้าว ทั้งนี้ ผลการวิจัยสนับสนุนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของข้าวพื้นเมืองและการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสำหรับตลาดอาหารเพื่อสุขภาพของประเทศไทย</p>
ชัญญรินทร์ สมพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเกษตรพระวรุณ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
2026-06-30
2026-06-30
23 1
39
49
10.14456/paj.2026.5