วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto
<p><span style="font-weight: 400;">วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เป็นวารสารวิจัย/วิชาการ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี <strong>โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ</strong>เป็นสื่อ รวบรวม เผยแพร่ผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์สุขภาพ เกษตรศาสตร์และอุตสาหกรรมเกษตร และวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เป็นการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพผลงานของงานวิจัยสู่ระดับมาตรฐานสากล และเสริมสร้างให้เกิดผลงานวิจัยใหม่ๆ ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย </span><span style="font-weight: 400;">มีกำหนดเผยแพร่วารสาร ปีละ 2 ครั้ง (มกราคม - มิถุนายน และกรกฎาคม - ธันวาคม) </span></p> <p>เดิม: ISSN 1906-1889, ISSN 3027-8309, (Print),</p> <p>เปลี่ยน: ISSN 3027-8325, (Online)</p>
Institute Research Development, Rajamangala University of Technology Tawan-ok
en-US
วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
3027-8325
-
นวัตกรรมระบบไอโอทีสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้าแบบการกระจายความชื้นด้วยผ้าเปียก
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/267918
<p class="RJfirstparagraph"><span lang="TH">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้าขนาด 2</span> × <span lang="TH">2</span> × <span lang="TH">2</span> m <span lang="TH">และประเมินสมรรถนะของระบบ</span><span lang="TH">ไอโอที (</span>Internet of Things : IoT) <span lang="TH">ระบบนี้ใช้เซนเซอร์ </span>AHT<span lang="TH">20 และ </span>SHT<span lang="TH">41 ทำงานร่วมกับไมโครคอนโทรลเลอร์ </span>ESP<span lang="TH">32 </span><span lang="TH">เพื่อควบคุมพัดลมและปั๊มน้ำผ่านแพลตฟอร์ม </span>Blynk Legacy <span lang="TH">นอกจากนี้งานวิจัยได้ประเมินประสิทธิภาพของการกระจายความชื้นที่เกิดขึ้นผ่านกระบวนการระเหยน้ำจากผ้าเปียก โดยมีการเพาะเลี้ยงก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้าทั้งหมด 120 ก้อนเพื่อทดสอบระบบ</span></p> <p class="RJfirstparagraph"><span lang="TH">ผลการทดสอบพบว่า ระบบไอโอทีสามารถทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ อุณหภูมิเฉลี่ยภายในโรงเรือนอยู่ที่ 28.40</span><span style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span>±<span style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span><span lang="TH">1.72</span><span style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span>°C <span lang="TH">ซึ่งเทียบเคียงได้กับอุณหภูมิภายนอกที่ 28.30</span><span style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span>±<span style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span><span lang="TH">2.21</span><span style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span>°C <span lang="TH">ส่วนค่าความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยภายในโรงเรือนอยู่ที่ 92.41</span><span style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span>±<span style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span><span lang="TH">7.89</span><span lang="TH">%</span>RH <span lang="TH">ซึ่งสูงกว่าค่าภายนอกอย่างมีนัยสำคัญที่ 85.42</span><span style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span>±<span style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span><span lang="TH">6.74</span><span lang="TH" style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span><span lang="TH">%</span>RH <span lang="TH">ผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการระเหยน้ำจากผ้าเปียกสามารถเพิ่มความชื้นในอากาศภายในโรงเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิภายในสูงกว่าภายนอกเพียงเล็กน้อย (0.10</span><span lang="TH" style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span>°C) <span lang="TH">มีแนวโน้มที่จะเป็นผลมาจากการติดตั้งพัดลมในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม ผลผลิตเห็ดนางฟ้าทั้งหมดจากการเก็บเกี่ยว</span><span lang="TH">สองรอบมีน้ำหนักรวม 11.25</span><span lang="TH" style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span>Kg (<span lang="TH">93.75</span><span lang="TH" style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span>g <span lang="TH">ต่อก้อน) ดอกเห็ดที่เก็บเกี่ยวได้มีคุณภาพดี โดยมีลักษณะเด่นคือหมวกเห็ดเรียบเงางาม <span style="letter-spacing: -.2pt;">ก้านสีขาวสะอาด และมีความชุ่มชื้นเหมาะสม ระบบไอโอทีใช้พลังงานต่ำ 27.04 </span></span><span style="letter-spacing: -.2pt;">W <span lang="TH">ขณะทำงานปกติ และใช้พลังงานสูงสุด 184.66 </span>W</span> <span lang="TH">ซึ่งเหมาะสมกับฟาร์มเห็ดขนาดเล็ก การใช้พลังงานรวมต่อเดือนอยู่ที่ 63.56 </span>kWh <span lang="TH">ต่อเดือน คิดเป็นค่าไฟฟ้า 381.36 บาทต่อเดือน การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า การเพาะเห็ดนางฟ้า 300 ก้อนต่อรอบ โดยมีต้นทุนก้อนเชื้อ 8 บาทต่อก้อนและราคาขาย 70</span><span lang="TH" style="font-family: 'Arial',sans-serif;"> </span><span lang="TH">บาทต่อกิโลกรัม จะให้ผลกำไรสูงสุดและสามารถคืนทุนได้ภายใน 2.6 ปี</span></p>
ชัยสิทธิ์ แก้วจรูญ
อภิสิทธิ์ ชิตวณิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
1
18
10.63271/rmuttorj.v18i2.267918
-
การศึกษาปริมาณเห็ดนางฟ้าที่เสริมลงไปในผลิตภัณฑ์บราวนี่
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/266074
<p class="RJfirstparagraph"><span lang="TH">งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์บราวนี่เสริมเห็ดนางฟ้า ซึ่งโดยทั่วไปเห็ดนางฟ้านิยมนำมารับประทานเป็นอาหารคาว แต่ในงานวิจัยนี้เป็นการนำเห็ดนางฟ้ามาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารเบเกอรี่เพื่อเป็นแนวทางในการเพิ่มความหลากหลายให้แก่ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ สำหรับวัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ คือ ศึกษาปริมาณเห็ดนางฟ้าที่เสริมลงไปในผลิตภัณฑ์บราวนี่ </span>4<span lang="TH"> ระดับ คือ ร้อยละ </span>0 (<span lang="TH">สูตรควบคุม</span>) <span lang="TH">ร้อยละ </span>20<span lang="TH"> ร้อยละ </span>40<span lang="TH"> และร้อยละ </span>60<span lang="TH"> ตามลำดับ ผลการทดลองพบว่า ผลิตภัณฑ์บราวนี่ที่เสริมเห็ดนางฟ้า </span>(<span lang="TH">ร้อยละ </span>0 <span lang="TH">ร้อยละ </span>20 <span lang="TH">ร้อยละ </span>40<span lang="TH"> และร้อยละ </span>60)<span lang="TH"> มีค่าความสว่าง </span>(L*) <span lang="TH">ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </span>(<em>p</em>>0.05)<span lang="TH"> ในขณะที่ค่าความแข็ง </span>(Hardness) <span lang="TH">ค่าความชื้น ค่าสี และปริมาณน้ำอิสระ </span>(<em>a<sub>w</sub></em>)<span lang="TH"> ของผลิตภัณฑ์บราวนี่ที่เสริมเห็ดนางฟ้าทุกระดับมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ </span>(<em>p</em>≤0.05)<span lang="TH"> ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การเพิ่มปริมาณเห็ดนางฟ้าส่งผลต่อค่า</span><span lang="TH">ความแข็งค่าความชื้นและค่า </span><em>a<sub>w</sub></em> <span lang="TH">ในผลิตภัณฑ์บราวนี่ โดยยิ่งเพิ่มปริมาณเห็ดนางฟ้ามากขึ้น ค่าความแข็งมีแนวโน้มลดลง ในขณะที่ค่าความชื้น และค่า </span><em>a<sub>w</sub></em> <span lang="TH">มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากเห็ดนางฟ้ามีการคายความชื้นออกมาในระหว่างกระบวนการอบและหลังอบ จึงส่งผลให้ผลิตภัณฑ์บราวนี่มีความชื้น ค่า </span><em>a<sub>w</sub></em><span lang="TH"> สูงขึ้น และทำให้เนื้อสัมผัสนิ่มลง ส่วนผลการประเมินการยอมรับทางประสาทสัมผัสโดยใช้คะแนนความชอบ </span>9<span lang="TH"> ระดับ พบว่า ผู้ทดสอบชิมให้คะแนนการยอมรับทางประสาทสัมผัสผลิตภัณฑ์บราวนี่ที่เสริมเห็ดนางฟ้าร้อยละ </span>40 <span lang="TH">มากที่สุด จึงกล่าวได้ว่า ผลิตภัณฑ์บราวนี่ที่เสริมเห็ดนางฟ้าลงไปร้อยละ </span>40<span lang="TH"> เป็นปริมาณที่เหมาะสมที่สุด </span></p>
สินีนาถ สุขทนารักษ์
พชรวรรณ รัตนทรงธรรม
พัชรลักษณ์ วัฒนไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
19
26
10.63271/rmuttorj.v18i2.266074
-
การประเมินอิทธิพลคุณสมบัติบางประการของดินที่มีผลต่อผลผลิตและค่าซีซีเอสของอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 (KK3) และพันธุ์ LK92-11 ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/266188
<p>การประเมินอิทธิพลคุณสมบัติบางประการของดินต่อค่าซีซีเอส และผลผลิตของอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 และพันธุ์ LK92-11 โดยการปลูกทดสอบพันธุ์ขอนแก่น 3 และ LK92-11 ใน 15 พื้นที่ปลูก ครอบคลุม 3 จังหวัด คือ ชลบุรี สระแก้ว และฉะเชิงเทรา วิเคราะห์คุณสมบัติของดินในแต่ละพื้นที่ ประกอบด้วย ค่าพีเอส (pH) ค่าการนำไฟฟ้า (EC) ค่าอินทรียวัตถุ (OM) ปริมาณฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) และแมกนีเซียม (Mg) เมื่ออ้อยอายุครบ 12 เดือน วัดค่าซีซีเอส และเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไร่ วิเคราะห์ความแปรปรวนของการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุระหว่างค่าวิเคราะห์ดินและค่าซีซีเอส และผลผลิตอ้อย ผลการทดลองพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่าซีซีเอสในอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 และ LK92-11 ที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดชลบุรี สระแก้วและฉะเชิงเทรา คือค่าการนำไฟฟ้า ปริมาณฟอสฟอรัส และอินทรียวัตถุในดิน โดยพันธุ์ขอนแก่น 3 มีค่าสัมประสิทธิ์ของการตัดสินใจ (<em>R<sup>2</sup></em>) เท่ากับ 0.64 และพันธุ์ LK92-11 เท่ากับ 0.76 ส่วนปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตของอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 คือ ปริมาณแมกนีเซียมและฟอสฟอรัส มีค่า <em>R<sup>2</sup></em> เท่ากับ 0.51 ในขณะที่ปัจจัยที่มีผลต่อผลผลิตของอ้อยพันธุ์ LK92-11 คือ ค่าการนำไฟฟ้าและปริมาณฟอสฟอรัส มีค่า <em>R<sup>2</sup></em> เท่ากับ 0.62 โดยผลผลิตมีความสัมพันธ์กับค่าซีซีเอสทางบวกสูง การเพิ่มอินทรียวัตุในดินโดยการให้ปุ๋ยอินทรีย์สลับกับการให้ปุ๋ยเคมีเป็นแนวทางในการรักษาระดับค่าการนำไฟฟ้า เพิ่มอินทรีวัตถุในดิน และเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุฟอสฟอรัสในดิน</p>
ไสว บุดดีวงษ์
ปราโมทย์ พรสุริยา
สุพรรษา ชินวรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
27
34
10.63271/rmuttorj.v18i2.266188
-
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่จากข้าวกล้องจิ๊บแดง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/266272
<p class="RJfirstparagraph" style="text-indent: 42.5pt;"><span lang="TH">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เส้นก๋วยเตี๋ยว</span><span lang="TH">เส้นใหญ่จากข้าวกล้องจิ๊บแดง โดยใช้อัตราส่วนแป้งข้าวกล้องจิ๊บแดงร้อยละ </span>5–50 (<span lang="TH">โดยน้ำหนักแป้งข้าวเจ้า) เปรียบเทียบกับสูตรมาตรฐาน ศึกษาการคืนรูป คุณภาพทางประสาทสัมผัส ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี </span>DPPH <span lang="TH">และองค์ประกอบทางเคมีของเส้นก๋วยเตี๋ยว ผลการทดลองพบว่า สูตรที่มีแป้งข้าวกล้องจิ๊บแดงร้อยละ </span>50 <span lang="TH">ให้สีของเส้นเข้มที่สุด ขณะที่ความหนาของเส้นทุกสูตรไม่แตกต่างกัน โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง </span>0.04±0.01<span lang="TH"> ถึง </span>0.05±0.01 <span lang="TH">มิลลิเมตร ระยะเวลาการคืนรูปที่เหมาะสมคือ </span>4 <span lang="TH">นาที การประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัส โดยผู้ทดสอบ </span>30 <span lang="TH">คน พบว่าคะแนนการยอมรับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (</span><em>p</em><0.05) <span lang="TH">โดยสูตรร้อยละ </span>30 <span lang="TH">ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงที่สุด เท่ากับ </span>4.50±0.68 <span lang="TH">คะแนน การทดสอบการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี </span>DPPH <span lang="TH">มีค่าเท่ากับ </span>2.32 <span lang="TH">มิลลิกรัม </span>GAE/100 <span lang="TH">กรัม การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีพบว่า ค่าเถ้าไม่แตกต่างกัน ขณะที่ความชื้น โปรตีน ไขมัน เส้นใย และคาร์โบไฮเดรตมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 (</span><em>p</em><0.05) <span lang="TH">โดยสรุป สูตรที่มีแป้งข้าวกล้องจิ๊บแดงร้อยละ </span>30 <span lang="TH">เหมาะสมที่สุดสำหรับการพัฒนาเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ เนื่องจากมีการยอมรับทางประสาทสัมผัสดี และมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสม</span></p>
ประภาพันธ์ ศิริขันธ์แสง
กันตยา อ่อนเย็น
ศศิธร ศรีแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
35
43
10.63271/rmuttorj.v18i2.266272
-
การศึกษาเกณฑ์การออกแบบเครื่องเรือนใช้ในห้องนอนสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวผู้ใช้เก้าอี้ล้อเข็น
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/267066
<p class="RJfirstparagraph"><span lang="TH" style="letter-spacing: -.05pt;">การวิจัยเรื่องการศึกษาเกณฑ์ในการออกแบบเครื่องเรือนใช้ในห้องนอนสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวผู้ใช้เก้าอี้ล้อเข็น มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้งาน กิจกรรม และข้อจำกัดในการใช้เครื่องเรือนภายในห้องนอนของผู้พิการทางการเคลื่อนไหวที่ใช้เก้าอี้ล้อเข็น เพื่อนำผลที่ได้ไปใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนะแนวทางการออกแบบเครื่องเรือนที่เหมาะสม การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ใช้เก้าอี้ล้อเข็น </span><span style="letter-spacing: -.05pt;">2 <span lang="TH">กลุ่ม ได้แก่ ผู้พิการตั้งแต่เอวลงมาและตั้งแต่อกลงมา กลุ่มละ </span>10 <span lang="TH">คน รวม </span>20 <span lang="TH">คน จากศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสังเกตพฤติกรรม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแบบบันทึกการวัดสัดส่วนพื้นที่และการเข้าถึงเครื่องเรือน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกต การสัมภาษณ์ และการวัดพื้นที่ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า การออกแบบเครื่องเรือนในห้องนอนควรคำนึงถึงขนาดและพื้นที่การเข้าถึงในการใช้งาน โดยเฉพาะตู้เสื้อผ้า โต๊ะแต่งตัว โต๊ะทำงาน และเตียงนอน กลุ่มผู้พิการตั้งแต่เอวลงมาต้องการพื้นที่ประมาณ </span>2.15 x 1.95 <span lang="TH">ตารางเมตร ขณะที่กลุ่มผู้พิการตั้งแต่อกลงมาต้องการพื้นที่ประมาณ </span>2.00 x 1.90 <span lang="TH">ตารางเมตร ทั้งนี้ ควรออกแบบบานเปิด</span>–<span lang="TH">ปิดและลิ้นชักเป็นแบบบานเลื่อนเพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ข้อเสนอแนะควรนำเกณฑ์ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบเครื่องเรือนและการจัดผังห้องนอน รวมถึงพัฒนาเครื่องเรือนที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับระดับความพิการที่แตกต่างกัน ตลอดจนควรขยายกลุ่มตัวอย่างและพัฒนาเครื่องมือการวิจัยให้ครอบคลุมมิติด้านสรีรศาสตร์และความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้แนวทางการออกแบบที่เหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง</span></span></p>
สมบัติ ต่อวัฒนชัย
ทองพูล ทาสีเพชร
ยิ่งยง รุ่งฟ้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
44
59
10.63271/rmuttorj.v18i2.267066
-
ผลของระยะเวลาในการปรับสภาพเส้นใยจากก้านมะละกอสำหรับงานจักสาน
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/266250
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษากระบวนการที่เหมาะสมในการปรับสภาพก้านมะละกอสำหรับใช้ในงานจักสาน และการศึกษาสมบัติทางกายภาพและสมบัติทางกลของเส้นใยจากก้านมะละกอสำหรับใช้ในการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์งานจักสาน ระยะเวลาในการแช่สารฟอกขาว โดยแปรเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย 1, 2 และ 3 วัน โดยใช้ปริมาณก้านมะละกอแห้ง 1 กิโลกรัม แช่ในสารฟอกขาวต่อน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:2 ทำการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จะได้ทั้งหมด 3 สิ่งทดลอง ผลการทดลองพบว่า การแช่สารฟอกขาว 1 วัน ส่งผลให้เส้นใยจากก้านมะละกอมีสีขาวและมีความเหนียวมากกว่าระยะเวลาอื่น โดยมีค่าร้อยละความชื้นเท่ากับ 8.85<u>+</u>0.13 มีค่าความต้านทานแรงดึงเท่ากับ 18.39<u>+</u>0.57 นิวตัน ซึ่งมีความเหมาะสมสำหรับนำเข้าสู่กระบวนการปรับสภาพด้วยกลีเซอรีน โดยปัจจัยที่ทำการศึกษา คือ ระยะเวลาในการแช่กลีเซอรีน แปรเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย 3, 5 และ 7 วัน โดยทำการเตรียมก้านมะละกอที่ฟอกขาวแล้ว 200 กรัม มาแช่ในน้ำที่มีส่วนผสมของกลีเซอรีนต่อน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1:3 ทำการวางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (CRD) จะได้ทั้งหมด 3 สิ่งทดลอง ผลการวิจัยพบว่า สิ่งทดลองที่แช่ด้วยสารละลายกลีเซอรีนเป็นระยะเวลา 3 วัน มีคุณลักษณะที่เหมาะสำหรับนำไปใช้ในการขึ้นรูปผลิตภัณฑ์งานจักสานต่อไป โดยมีค่าร้อยละความชื้นเท่ากับ 14.17<u>+</u>0.24 ค่าความต้านทานแรงดึงเท่ากับ 28.30<u>+</u>0.70 นิวตัน โดยก้านมะละกอที่ได้เหมาะสำหรับนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์งานจักสาน เช่น พัด ที่รองจาน ของตกแต่งในบ้าน กระเป๋าแฟชั่น เป็นต้น</p>
จุพามาส เอี่ยมเจริญ
วินัย ตาระเวช
วิจิตร สนหอม
โสภิดา วิศาลศักดิ์กุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-24
2025-12-24
18 2
60
69
10.63271/rmuttorj.v18i1.266250
-
การส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพของเกษตรกรผู้ปลูกลำไยในตำบลย่านรี อำเภอสามเงา จังหวัดตาก
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/265446
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจ 2) สภาพการผลิตลำไยคุณภาพ 3) การได้รับการส่งเสริมด้านการผลิตลำไยคุณภาพ และ 4) ปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมการผลิตลำไยคุณภาพของเกษตรกร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ศึกษา คือ เกษตรกรผู้ปลูกลำไยในตำบลย่านรี อำเภอสามเงา จังหวัดตาก จำนวน 277 ราย กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน ได้ 164 ราย โดยใช้แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) เกษตรกรเป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 56.46 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา มีประสบการณ์ทำการเกษตรเฉลี่ย 18.39 ปี ได้รับการอบรมเกี่ยวกับการผลิตลำไยคุณภาพเฉลี่ย 1.59 ครั้ง มีจำนวนแรงงานที่จ้างเฉลี่ย 1.77 คน มีพื้นที่ปลูกลำไยเฉลี่ย 13.11 ไร่ มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 11,656.16 บาทต่อไร่ มีจำนวนผลผลิตเฉลี่ย 1.86 ตันต่อไร่ ราคาขายผลผลิตเฉลี่ย 21.80 บาทต่อกิโลกรัม และรายได้เฉลี่ย 436,725.61 บาทต่อรอบการผลิต 2) เกษตรกรใช้น้ำจากแหล่งน้ำบาดาล มีลักษณะดินที่ปลูกลำไยเป็นดินร่วน มีระยะการปลูก 8x8 เมตร ปลูกลำไยพันธุ์อีดอ ใช้ปุ๋ยเคมีในการปรับปรุงดิน มีการตัดแต่งกิ่งแบบเปิดกลางทรงพุ่ม และจำหน่ายผลผลิตผ่านพ่อค้าคนกลาง 3) เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอยู่ในระดับมาก โดยส่งเสริมแบบบุคคลในการเข้าเยี่ยมเยียนเกษตรกร 4) เกษตรกรมีปัญหาเกี่ยวกับการส่งเสริมแบบกลุ่มอยู่ในระดับปานกลาง (3.16, 1.088) ในประเด็นการส่งเสริมด้านเนื้อหาการใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตร (2.93, 0.966) และด้านเอกสาร บันทึกข้อมูลและการตามสอบ (2.93, 1.016) และเกษตรกรมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการส่งเสริมอยู่ในระดับมาก (3.84, 0.910) ในประเด็นควรส่งเสริมให้ความรู้ด้านการจัดการคุณภาพในกระบวนการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว (4.00, 0.878) และควรจัดการประชุมเกี่ยวกับการผลิตลำไยตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีเพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร (3.85, 0.855)</p>
ศุภวดี เขียววัน
นารีรัตน์ สีระสาร
สินีนุช ครุฑเมือง แสนเสริม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
70
77
10.63271/rmuttorj.v18i2.265446
-
การประยุกต์ใช้โปรแกรมจำลองสถานการณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสายการผลิตไส้แบบ
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/265859
<p>บทความนี้วิจัยและพัฒนาแบบจำลองเกี่ยวกับการผลิตไส้แบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำงานและปรับปรุงกระบวนการผลิตไส้แบบ ซึ่งประสบปัญหาคอขวด ความไม่สมดุลของกระบวนการและการรอคอยของชิ้นงาน ขาดการวิเคราะห์เชิงระบบที่สามารถประเมินผลกระทบของทางเลือกการปรับปรุงหลายรูปแบบได้อย่างเป็นรูปธรรมก่อนการตัดสินใจลงทุนจริง โดยทำการบันทึกข้อมูลกระบวนการผลิตมาวิเคราะห์และออกแบบระบบ จากนั้นนำมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบของแบบจำลอง เป็นการสร้างแบบจำลองสถานการณ์โดยเลือกโปรแกรมจำลองสถานการณ์แฟลกซ์ซิม มาช่วยในการพัฒนาและปรับปรุงออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อหาวิธีการทำงานที่เหมาะสมที่สุดที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต่อวันให้สูงขึ้น ผลการศึกษาพบว่า การผลิตไส้แบบไม่เป็นไปตามแผนการผลิตและการขึ้นรูปชิ้นงานใช้เวลาเป็น 2 เท่าของเครื่องปั้มขึ้นรูป ทำให้พนักงานต้องรอคอย เมื่อนำผลที่ได้จากการจำลองสถานการณ์ด้วยโปรแกรมแฟลกซ์ซิม เปรียบเทียบกับการผลิตในปัจจุบันพบว่า เมื่อเพิ่มเครื่อง Separator 1 เครื่องและ Combiner 2 เครื่อง เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น 54.8% หรือสามารถผลิตได้ 1,228 ชิ้นต่อวัน และยังลดจำนวนชิ้นงานที่รอก่อนเข้าสู่กระบวนการต่อไปได้</p>
จิรวัฒน์ ณ พัทลุง
สุภกิจ ทองแสง
ลดาพรรณ มีศิลป์
จริญญา วาสะรัมย์
นรา สมัตถภาพงศ์
พรนิวัติ ผลทวีชัย
ประจวบ กล่อมจิตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
78
88
10.63271/rmuttorj.v18i2.265859
-
การออกแบบผลิตภัณฑ์ภาชนะบรรจุอาหารจากเศษวัสดุกะลามะพร้าว
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/261368
<p class="RJfirstparagraph"><span lang="TH">กะลามะพร้าวเป็นวัสดุธรรมชาติที่มีความแข็งแรง น้ำหนักเบา และสามารถจัดหาได้ง่ายในท้องถิ่น จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบของเครื่องใช้และงานหัตถกรรมมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจชุมชนเทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี พบว่า มีกะลามะพร้าวเหลือทิ้งเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นแหล่งสะสมของน้ำที่เอื้อต่อการแพร่พันธุ์ยุง และการกำจัดด้วยการเผาที่ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศ งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้จากกะลามะพร้าวด้วยการออกแบบผลิตภัณฑ์ภาชนะบรรจุอาหาร โดยมุ่งศึกษาและวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของกะลามะพร้าวเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการออกแบบผลิตภัณฑ์ และประเมินความพึงพอใจด้านรูปแบบของผลิตภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมชุมชนเทศบาลตำบลตะเคียนเตี้ย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความพึงพอใจด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า ผลิตภัณฑ์ภาชนะบรรจุอาหารจากกะลามะพร้าวที่ออกแบบมีลักษณะเป็นภาชนะหลายชั้น ประกอบด้วยฐานและโครงสร้างรองรับจากไม้เนื้อแข็ง และภาชนะใส่อาหารจากกะลามะพร้าวจำนวน </span>3 <span lang="TH">ชั้น เชื่อมต่อกันด้วยโครงสร้างที่มีความมั่นคง แข็งแรง และสะดวกต่อการใช้งาน พร้อมทั้งมีการตกแต่งด้วยวัสดุธรรมชาติที่แสดงถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่น ส่วนผลการประเมินความพึงพอใจด้านรูปแบบผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับดีมาก แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมทั้งด้านการใช้งาน ความสวยงาม และการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนในระดับชุมชน</span></p>
ยิ่งยง รุ่งฟ้า
ธัญญพัทธ์ วัฒนจิรพันธุ์
ชุมสิทธ์ โรจน์สกุลพานิช
พัชรญา ปงปัญญายืน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
89
103
10.63271/rmuttorj.v18i2.261368
-
การประเมินคุณภาพทางด้านจุลินทรีย์และการปฏิบัติด้านสุขลักษณะในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตน้ำแข็งหลอดบริโภคในจังหวัดอุทัยธานี
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/267719
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินคุณภาพทางจุลชีววิทยา เคมี และกายภาพของน้ำดิบ น้ำกรอง และน้ำแข็งหลอดที่ใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานน้ำแข็งขนาดกลางแห่งหนึ่งในจังหวัดอุทัยธานี รวมทั้งติดตามคุณภาพทางจุลชีววิทยาของน้ำแข็งตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง ไปจนถึงสถานที่จำหน่ายอาหาร นอกจากนี้ ยังประเมินการปฏิบัติด้านสุขลักษณะของผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการซักล้างถุง การผลิต และการขนส่งน้ำแข็ง ตลอดจนสุขาภิบาลอาหารของสถานที่จำหน่ายอาหาร ผลการศึกษาพบว่า โรงงานน้ำแข็งปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP 420 โดยได้คะแนนรวม 111 จาก 114 คะแนน (ร้อยละ 97.37) และผ่านข้อกำหนดเฉพาะทั้ง 3 รายการ น้ำดิบและน้ำกรองมีค่าความเป็นกรด-ด่าง ปริมาณของแข็งที่ละลาย และความกระด้าง อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด การทดสอบทางจุลชีววิทยาของน้ำแข็งที่จุดผลิตทั้งก่อนและหลังการบรรจุบนรถขนส่ง และ ณ สถานที่จำหน่ายอาหารก่อนถ่ายใส่ภาชนะ ไม่พบการปนเปื้อนของแบคทีเรียโคลิฟอร์ม นอกจากนี้ การประเมินสุขลักษณะของผู้ปฏิบัติงานและความสะอาดทั่วไปในการผลิตน้ำแข็งหลอด พบว่าปฏิบัติตามข้อกำหนด อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหา ณ สถานที่จำหน่ายอาหารบางแห่ง ซึ่งภาชนะเก็บน้ำแข็งและอุปกรณ์ที่ใช้จัดการน้ำแข็งไม่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านสุขาภิบาลอาหาร การศึกษานี้จึงเสนอให้มีการให้ความรู้เพิ่มเติมด้านสุขาภิบาลอาหารและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมแก่ผู้สัมผัสอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค</p>
ธรรศ ทองจำรูญ
สายน้ำผึ้ง ทองใส
ศรชัย สินสุวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
104
115
10.63271/rmuttorj.v18i2.267719
-
การเปรียบเทียบระบบก่อสร้างและวัสดุที่มีผลต่ออุณหภูมิและความรู้สึกเสมือนภายในอาคาร กรณีศึกษา : บ้านต้นแบบสไตล์นอร์ดิก ตำบลบางพระ จังหวัดชลบุรี
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/266549
<p>งานวิจัยนี้ศึกษาเปรียบเทียบระบบก่อสร้างและวัสดุที่มีผลต่ออุณหภูมิและความรู้สึกเสมือนภายในอาคาร กรณีศึกษา : บ้านต้นแบบสไตล์นอร์ดิก ในตำบลบางพระ จังหวัดชลบุรี ที่มีผลต่อปัจจัยด้านการประหยัดพลังงานและคุณภาพชีวิตเป็นอย่างยิ่ง งานวิจัยนี้เลือกใช้ระบบ พื้น - ผนัง - หลังคา สำเร็จรูป โดยศึกษาทั้งหมด 3 กรณีศึกษา ได้แก่ (1) โครงสร้างก่ออิฐมวลเบา (2) โครงสร้างเหล็กกรุผนังเบาแผ่นซีเมนต์ไฟเบอร์และ (3) โครงสร้างระบบแผ่นฉนวนสำเร็จรูป ระบบการก่อสร้างที่นิยมใช้ในเมืองไทย คือ โครงสร้างก่ออิฐมวลเบา โครงสร้างเหล็กกรุผนังเบาแผ่นซีเมนต์ไฟเบอร์ มีอุณหภูมิภายในสูง มีค่าการใช้พลังงานสูงมาก และเกิดความรู้สึกร้อนไม่สบายตัวเมื่ออยู่ภายในอาคาร ไม่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศของเมืองไทย การวิจัยนี้พบว่ากรณีศึกษาที่ 3 คือ ระบบแผ่นฉนวนสำเร็จรูป มีค่าการกันความร้อนดีที่สุด มีอุณหภูมิและความรู้สึกเสมือนอยู่ในสภาวะน่าสบายดีที่สุด คือ โดยมีค่าความร้อน กรณีศึกษาที่ 1 อุณหภูมิวัดได้ 30.64 องศาเซลเซียส ความรู้สึกเสมือนอยู่ที่ 32.89 องศาเซลเซียส กรณีศึกษาที่ 2 อุณหภูมิ 31.06 องศาเซลเซียส ความรู้สึกเสมือนอยู่ที่ 33.47 องศาเซลเซียส และกรณีศึกษาที่ 3 อุณหภูมิวัดได้ 26 องศาเซลเซียส ความรู้สึกเสมือนอยู่ที่ 26.4 องศาเซลเซียส ตามลำดับ การก่อสร้างอาคารต้นแบบในงานวิจัยนี้ได้พัฒนาความรู้ ใช้ระบบแผ่นพื้น ผนัง หลังคา ฉนวนสำเร็จรูป ลดขั้นตอนงานก่อสร้าง ลดเวลา ลดแรงงาน จาการก่อสร้างแบบเดิม เป็นระบบที่ทำให้อาคารประหยัดพลังงานได้สูงสุด สร้างเสร็จได้เร็วภายในเวลา 5 วัน สามารถกันความร้อนและความชื้นได้ดี เมื่อประเมินความสำเร็จจากการทดลองใช้จริง เก็บข้อมูลความร้อน อุณหภูมิ อุณหภูมิแผ่รังสีความร้อน อุณหภูมิ ความรู้สึกเสมือน บทสรุป คือ บ้านสไตล์นอร์ดิกหากนำมาออกแบบบูรณาการกับการประหยัดพลังงานและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จะสามารถอยู่ในเมืองร้อนชื้นของไทยได้ดี</p>
ศศิธร ศรีเฟื่องฟุ้ง
สุธีวัน โล่ห์สุวรรณ
จักรกฤษณ์ โรจน์พานิชกิจ
ภิญญดา ธีระวณิชตระกูล
พูลชัย เรืองศิลปานันท์
ประภาส ดอนอ่อนสา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
116
125
10.63271/rmuttorj.v18i2.266549
-
Integrating Remote Sensing and Machine Learning for Crime-Risk Assessment: A Case Study of Bangkok Metro and Tourism Areas
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/265124
<p>This study aims to classify crime-risk areas in Bangkok to enhance safety in the tourism sector, specifically along metro lines. By integrating urban environmental data with satellite imagery including Sentinel-2 for vegetation (NDVI) and SNPP/VIIRS for nighttime lights, the research evaluates three machine learning models: Extra Trees (ET), Random Forest (RF), and LightGBM, utilizing 14 spatial parameters. The results demonstrate that the Extra Trees model achieved the highest performance with a test accuracy of 97.53%. Feature importance analysis revealed that business and industrial density (P8) is the most significant predictor of crime risk. Spatial analysis of 150 metro stations identified that 34 stations (22.67%) are in high-risk zones, particularly within key tourist districts such as Pathum Wan and Watthana. These findings confirm the effectiveness of combining geospatial technology with machine learning for urban safety assessment, providing policymakers with a data-driven tool to prioritize crime prevention strategies in high-density tourism corridors.</p>
เกรียงไกร มะโนใจ
ภัทราพร สร้อยทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
126
137
10.63271/rmuttorj.v18i2.265124
-
Estimate Particulate Matter PM2.5 Concentration Impact of Wildfires Using Machine Learning in Chiang Mai Province, Thailand
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/265288
<p>Wildfires globally impact ecosystems, with open burning and forest fires being primary causes of air pollution. Thailand's PM2.5 levels rise annually from December to April, particularly in the central and northern regions like Chiang Mai, affecting health and the economy. However, air quality monitoring is often limited, and insufficient monitoring stations make current measurements less reliable and incongruent with the actual environmental conditions. This research directly towards assesses PM2.5 from wildfires using integrated Remote Sensing data. The Random Forest model outperformed XGBoost and CNN, with <em>R</em>² values of 0.74–0.91, RMSE 10.40–30.53 µg/m³, and MAPE 18.56–36.48%. On average across all stations, RF achieved R² of 0.89, RMSE 11.61 µg/m³, and MAPE 34.22%. Estimates of feature importance impacting features included AOD-MAIAC (40%), TOTEXTTAU (22%), DUSMASS25 (12%), and CO (11%), confirming wildfires and emissions drive pollution. In addition, RF spatial dynamics maps show concentration peaks in the north and south from January to April, aligned with wildfire activity, and fire heat maps confirmed PM2.5 spikes during intense wildfire periods, impacting air quality. However, due to the limited number of monitoring stations and their uneven distribution across the area, the accuracy of the data varies, leading to discrepancies at certain stations, highlighting the need for further research to improve the understanding of PM2.5 pollution. Future studies should refine RF training and incorporate additional factors to enhance model robustness for more accurate estimations.</p>
ทิวากรณ์ เสนา
ภัทราพร สร้อยทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
138
160
10.63271/rmuttorj.v18i2.265288
-
Mapping the Spatio-Temporal Dynamics of Drought in Northeast Thailand
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/researchjournal2rmutto/article/view/265064
<p>Drought, a globally significant natural disaster, imposes considerable economic and environmental impacts, severely impacting agriculture and socio-economic annually. This study aims to investigate the spatiotemporal dynamics of drought in Northeast Thailand by integrating remote sensing (RS) and ground observations with machine learning models. Machine learning (ML) algorithms were employed to combine these data. The study utilized five RS parameters: Vegetation Condition Index (VCI), Enhanced Vegetation Index (EVI), Temperature Condition Index (TCI), topography, and precipitation, along with ground-based data such as the Standardized Precipitation Evapotranspiration Index (SPEI). Various ML techniques, including XGBoost, Random Forest, and Extra Trees, were applied to assess the relationships among the variables. The results indicate that the Extra Trees model outperforms others in predicting drought indices. For short-term predictions, the model achieved an <em>R</em>² ranging from 65.26% to 94.28%, an RMSE between 1.58% and 33.28%, and an MAE ranging from 0.09% to 18.55%. For long-term predictions, the <em>R</em>² ranged from 78.73% to 94.8%, the RMSE from 4.55% to 31.93%, and the MAE from 0.45% to 18.14%. Key variables contributing to the model’s accuracy include precipitation (27%–67%), topography (19%–37%), and land surface temperature (6%–21%). The study examined both short-term and long-term drought conditions using the Standardized Precipitation Evapotranspiration Index (SPEI). The short-term analysis revealed significant drought events in June 2015 and April 2016, as well as recurrent droughts from late 2018 through 2019, and the early months of 2020 and 2021. In the long-term analysis, sustained negative SPEI values from mid-2015 to 2016 signaled the onset of drought, while a prolonged negative trend from mid-2018 to 2020 marked an extended drought period lasting several months, emphasizing the severity and duration of the event. In conclusion, the study provides a framework for strategic planning in drought management by integrating RS and ground observation data.</p>
พงศ์พัฒน์ จ่าพิชม
ภัทราพร สร้อยทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
161
175
10.63271/rmuttorj.v18i2.265064