วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu <p><strong>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</strong></p> <p>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นวารสารวิชาการที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ ในลักษณะของบทความวิจัย (Research articles) และบทความวิชาการ (Review articles) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เกษตรศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง <strong>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดย</strong><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ จำนวน 2 หรือ 3 คน (ขึ้นกับความประสงค์ของผู้นิพนธ์) โดยประเมินแบบ </strong><strong>Double-blinded review</strong> เผยแพร่แบบออนไลน์ [ISSN: 3057-1472 (Online)] ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม และฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม)</p> Ubon Ratchathani University th-TH วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 3057-1472 <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> การค้นหาและออกแบบสารอนุพันธ์แซนโทนเป็นสารยับยั้งเอนไซม์ InhA เพื่อใช้เป็นสารต้านวัณโรคด้วยการคัดสรรเสมือนจริงและการจำลองพลวัตเชิงโมเลกุล https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/266379 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาสารต้านวัณโรคชนิดใหม่จากสารอนุพันธ์แซนโทนที่สามารถยับยั้งการทำงานของ InhA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้รวบรวมโครงสร้างทางเคมีของสารกลุ่มแซนโทนจำนวน 19,856 โครงสร้างจากฐานข้อมูล PubChem เพื่อนำมาทำการคัดสรรเสมือนจริง ซึ่งคัดเลือกสารประกอบกลุ่มแซนโทน 3 โครงสร้างที่มีศักยภาพ โดยสามารถเกิดอันตรกิริยาที่สำคัญและมีพลังงานการจับกับเอนไซม์ InhA เมื่อนำมาศึกษารูปแบบการจับตัวและอันตรกิริยาสำคัญภายในโพรงการจับของเอนไซม์ InhA โดยใช้วิธีการจำลองพลวัตเชิงโมเลกุล ผลการศึกษาพบว่า หมู่ไฮดรอกซิลที่ติดกับโครงสร้างของแซนโทนมีบทบาทสำคัญในการสร้างพันธะไฮโดรเจนกับกรดอะมิโน Tyr158 และโคแฟกเตอร์ NADH ซึ่งช่วยเสริมฤทธิ์ในการยับยั้ง InhA ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ สารหมายเลข <strong>1</strong> ยังแสดงอันตรกิริยาแบบไฮโดรโฟบิกกับกรดอะมิโนที่มีสมบัติไฮโดรโฟบิกในโพรงการจับของ InhA ได้แก่ Phe149, Met155, Pro156, Ala157, Pro193, Met199 และ Leu218 จากผลการศึกษาดังกล่าว ได้มีการออกแบบสารยับยั้ง InhA ตัวใหม่อย่างมีเหตุผลโดยใช้สารหมายเลข <strong>1</strong> เป็นแม่แบบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ผลการศึกษาในงานวิจัยนี้สามารถให้ข้อมูลเชิงโครงสร้างที่มีคุณค่าในระดับโมเลกุล และนำไปสู่การพัฒนาสารต้านวัณโรคชนิดใหม่ที่มีศักยภาพในอนาคต</p> นฤดล ภูศรี ภาพตะวัน ทองดี บงกชวรรณ พาคำวงค์ ฑิมพิกา พรพรม กัมปนาท ฉายจรัส จิดาภา แสงสวันต์ อรดี พันธ์กว้าง คมสันต์ สุทธิสินทอง ประสาท กิตตะคุปต์ พรพรรณ พึ่งโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 28 1 1 10 การพัฒนาวัสดุดูดซับของเสียแมวจากชานอ้อยและใยมะพร้าวผสมกากกาแฟ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/266808 <p>วัสดุดูดซับของเสียแมวส่วนใหญ่ทำมาจากสารเคมี ซึ่งส่งผลให้เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาวัสดุดูดซับของเสียแมวจากเส้นใยธรรมชาติ ได้แก่ ชานอ้อย และใยมะพร้าว ผสมกากกาแฟและตัวประสาน 2) เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพของวัสดุดูดซับของเสียแมวจากเส้นใยธรรมชาติ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เลี้ยงแมวที่มีต่อวัสดุดูดซับของเสียแมวที่พัฒนาขึ้นจากเส้นใยธรรมชาติ การวิจัยนี้แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมเส้นใยธรรมชาติ กากกาแฟ และตัวประสาน ขั้นตอนที่ 2 กระบวนการผลิตวัสดุดูดซับของเสียแมว ขั้นตอนที่ 3 เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพของวัสดุดูดซับของเสียแมวจากเส้นใยธรรมชาติกับวัสดุดูดซับของเสียแมวจากไม้สน และขั้นตอนที่ 4 การประเมินความพึงพอใจของผู้เลี้ยงแมวที่มีต่อวัสดุดูดซับของเสียแมว ที่พัฒนาขึ้น ผลการวิจัยพบว่าวัสดุดูดซับของเสียแมวที่ใช้อัตราส่วนผสมระหว่างน้ำหนักชานอ้อยต่อกากกาแฟ (75:25) มีค่าร้อยละการดูดซับน้ำสูงที่สุด และได้รับผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เลี้ยงแมวในระดับความพึงพอใจสูงที่สุด ดังนั้นวัสดุดูดซับของเสียแมวที่ใช้อัตราส่วนผสมระหว่างน้ำหนักชานอ้อยต่อกากกาแฟ (75:25) จึงเป็นวัสดุดูดซับของเสียแมวที่มีความเหมาะสมมากที่สุด</p> ชาญณรงค์ สัมฤทธิ์ นันท์ลินี ภูมิสวัสดิ์ น้ำฝน คูเจริญไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 28 1 11 23 การจำลองและวิเคราะห์การอพยพออกจากขบวนรถไฟฟ้ารางเดี่ยวในสถานการณ์ฉุกเฉิน : กรณีรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/267533 <p>การเกิดอุบัติเหตุมักคาดเดาได้ยาก การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน จะช่วยลดโอกาสเกิดความเสียหายรุนแรงได้ งานวิจัยนี้จำลองการอพยพออกจากขบวนรถไฟฟ้ารางเดี่ยวในสถานการณ์ฉุกเฉิน กรณีรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรีโดยโปรแกรม Pathfinder เพื่อศึกษาปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อเวลาอพยพ โดยปัจจัยที่ทำการศึกษา ได้แก่ ความกว้างของบันไดออกจากรถไฟ (0.7 และ 0.9 เมตร) รูปแบบการอพยพ (แบบทิศทางเดียวและแบบสองทิศทาง) และอัตราการเพิ่มของผู้สูงอายุในอนาคต (ในปี พ.ศ. 2573 และ 2583) ผลการศึกษาพบว่าการอพยพแบบสองทิศทางใช้เวลาอพยพทั้งหมดออกจากขบวนรถไฟและไปชั้นชานชาลาน้อยกว่าการอพยพแบบทิศทางเดียวอย่างมีนัยสำคัญเฉลี่ยที่ 10 นาที เมื่อขนาดความกว้างของบันไดทางออกจากขบวนรถไฟเพิ่มขึ้นจาก 0.7 เมตร เป็น 0.9 เมตร เวลาอพยพทั้งหมดของอพยพออกจากขบวนรถไฟแบบทิศทางเดียวและแบบสองทิศทางจะใช้เวลาลดลงแตกต่างกัน 1 นาที แต่เวลารวมทั้งหมดที่ใช้ในการอพยพไปชั้นชานชาลาพบว่ามีความแตกต่างกันเพียง 12 วินาที เมื่อพิจารณาถึงอัตราการเพิ่มของผู้สูงอายุจากหกเดือนแรกของการเปิดใช้บริการ (ในปีพ.ศ. 2567) จนถึงปีพ.ศ. 2583 (ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 23.70) พบว่าเวลาการอพยพออกจากขบวนรถไฟจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 9.38 และเวลาอพยพทั้งหมดไปชั้นชานชาลาจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5.30 ข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อการวางแผนและเตรียมการในอนาคตเพื่อลดเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพในการอพยพผู้โดยสารจากขบวนรถไฟฟ้ารางเดี่ยว</p> จิดาภา สุวรรณเพชร เอกชัย ศิริกิจพาณิชย์กูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 28 1 24 36 ระดับความร้อนในสภาพแวดล้อมการทำงานและพลังงานที่ใช้ในการทำงานของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/267638 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจวัดระดับความร้อนในสภาพแวดล้อมการทำงานและหาค่าพลังงานที่ใช้ในการทำงานของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีจำนวน 326 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้ทำการเปรียบเทียบค่าระดับความร้อนในสภาพแวดล้อมการทำงานและค่าพลังงานที่ใช้ในการทำงานที่ได้กับค่ามาตรฐานตามกฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานการบริหารและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 ในการศึกษานี้ได้กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 175 ครัวเรือน โดยวิธีสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย การตรวจวัดระดับความร้อนในสภาพแวดล้อมการทำงานทำโดยการวัดอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบ (WBGT) ด้วยเครื่อง area heat stress monitor โดยตรวจวัด 2 ชั่วโมงต่อ 1 จุด ในการศึกษานี้ทำการวัดทั้งหมด 175 จุด ผลการทดลองพบว่าค่าต่ำสุดและสูงสุดของ WBGT (outdoor) ที่วัดได้เท่ากับ 25.40 และ 32.90 องศาเซลเซียส ตามลำดับ ส่วนค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของ WBGT (outdoor) เท่ากับ 29.04 และ 2.22 องศาเซลเซียส ตามลำดับ การหาค่าพลังงานที่ใช้ในการทำงานของเกษตรกรทำโดยการประเมินจากอัตราการเผาผลาญอาหารในร่างกายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งพบว่า การเตรียมดิน และการปักดำจัดเป็นงานหนัก (ใช้พลังงานมากกว่า 350 กิโลแคลอรี่/ชั่วโมง) และ การหว่านเมล็ดพันธุ์ การกำจัดศัตรูพืช การใส่ปุ๋ย และการตัดใบข้าวจัดเป็นงานปานกลาง (ใช้พลังงานในช่วง 201 ถึง 350 กิโลแคลอรี่/ชั่วโมง) เมื่อนำค่า WBGT (outdoor) และค่าพลังงานที่ใช้ในการทำงานของเกษตรกรไปเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานตามกฎกระทรวงดังกล่าวข้างต้น พบว่ามีกลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในสภาวะการทำงานที่มีค่าระดับความร้อนเกินค่ามาตรฐาน ร้อยละ 16 และกลุ่มตัวอย่างที่ทำงานในสภาวะการทำงานที่มีค่าระดับความร้อนไม่เกินค่ามาตรฐาน ร้อยละ 84</p> วิชาญ บุญค้ำ พงศ์ธร แสงชูติ ชัญญากานต์ โกกะพันธ์ กฤษดา เพ็งอารีย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 28 1 37 46 การศึกษาและประเมินประสิทธิภาพของระบบดับเพลิงด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับเครื่องเคลือบผิวพลาสติกด้วยกาวในโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบอ่อน https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/267828 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและประเมินประสิทธิภาพของระบบดับเพลิงด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ใช้กับเครื่องเคลือบผิวพลาสติกด้วยกาวในโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบอ่อนโดยยึดตามมาตรฐาน NFPA 12 โดยเครื่องจักรที่ใช้ในการศึกษานี้มีช่องเปิดทั้งด้านล่างและด้านบน ซึ่งส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขณะใช้งานระบบดับเพลิง การรั่วไหลนี้ส่งผลให้ต้องใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมากกว่าค่าที่ได้จากการคำนวณตามทฤษฎี โดยจากการคำนวณพบว่าปริมาตรของเครื่องจักรเท่ากับ 7.48 ลูกบาศก์เมตร และปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ควรใช้ตามปริมาตรเครื่องจักรและความเข้มข้นของก๊าซที่เหมาะสม คือ 9.77 กิโลกรัม แต่เมื่อนำค่าการรั่วไหลที่เกิดจากช่องเปิดด้านล่าง ซึ่งมีพื้นที่รวม 1.03 ตารางเมตร มาพิจารณาจะต้องใช้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ เพิ่มขึ้นเป็น 124.60 กิโลกรัม ซึ่งคิดเป็นปริมาณการสูญเสียมากกว่า 13 เท่า จากการศึกษาผลของอุณหภูมิโดยรอบของเครื่องจักรต่อการรั่วไหลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้องใช้จะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น และเมื่อทดลองลดขนาดช่องเปิดด้านล่างลงทีละ 1 เซนติเมตร เพื่อวิเคราะห์ปริมาณการรั่วไหลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าสามารถลดการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนและออกแบบระบบดับเพลิงในอนาคต ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงการออกแบบระบบดับเพลิงด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหมาะสมกับเครื่องจักรในอุตสาหกรรมพลาสติกให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการดับเพลิง ลดความเสียหาย และเพิ่มความปลอดภัยแก่บุคลากรและทรัพย์สินในสถานประกอบการ</p> พัสราพร ไพรวัลย์ ประกอบ สุรวัฒนาวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 28 1 47 57 การตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลด้วยการเรียนรู้เชิงลึก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/267882 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPE) โดยใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงลึกร่วมกับอัลกอริทึม YOLOv7 เพื่อวิเคราะห์ภาพแบบต่อเนื่อง อุปกรณ์ที่สามารถตรวจจับได้ประกอบไปด้วย หมวกนิรภัย เสื้อสะท้อนแสง แว่นตานิรภัย และที่ครอบหูลดเสียง โดยระบบได้รับการฝึกจากชุดข้อมูลที่จัดเตรียมขึ้นจากการเก็บข้อมูลภาพการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่ถูกต้อง ทำการประเมินผลด้วยค่าตัวชี้วัด เช่น Precision, Recall, mAP@0.5 และ mAP@0.5:0.95 ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าโมเดลสามารถตรวจจับอุปกรณ์ PPE ด้วยค่าความแม่นยำที่สูง โดยได้ค่าผลรวม Precision 0.956, Recall 0.928, mAP@0.5 0.966, mAP@0.5:0.95 0.744 และสามารถตรวจจับการสวมใส่อุปกรณ์ PPE ที่ถูกต้องได้ผลดีตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ นอกจากนี้โมเดลยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อพบการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และสามารถส่งการแจ้งเตือนได้ตอบสนองทางเวลาแบบทันกาล พร้อมบันทึกข้อมูลไว้ตรวจสอบในภายหลังได้ ในการทดสอบการตรวจจับโดยการจำลองสถานการณ์การทำงานจริง โมเดลสามารถตรวจจับภาพการสวมใส่ PPE แบบต่อเนื่องได้ขณะผู้ปฏิบัติงานทำงาน แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของการตรวจสอบลักษณะการสวมใส่อุปกรณ์ที่ไม่ถูกต้องบางประการ ระบบที่พัฒนาขึ้นนี้สามารถประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน และเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาระบบตรวจสอบความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้นในอนาคต</p> ตะวัน อันเตปุริก ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 28 1 58 69 ระบบการตรวจจับสัตว์ป่าอัตโนมัติโดยใช้ YOLOv12 ร่วมกับไมโครคอนโทรลเลอร์ ESP32-S3 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/267897 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโมเดลตรวจจับและจำแนกสัตว์ป่าด้วยเทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึก โดยใช้โมเดล YOLOv12 ซึ่งได้รับการฝึกด้วยชุดภาพสัตว์ป่าจำนวน 12,500 ภาพ ที่รวบรวมจากฐานข้อมูล Kaggle, Google, Pixabay และภาพถ่ายจากพื้นที่จริง การทดลองประกอบด้วยการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของกล้องเลนส์มุมกว้าง 66 และ 160 องศา ที่ใช้ร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวแบบอินฟราเรด (HC-SR501) และไมโครเวฟ (RCWL-0516) นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาระบบแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์โดยใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ ESP32-S3 เพื่อส่งภาพที่บันทึกไว้ผ่าน Wi-Fi ไปยังเซิร์ฟเวอร์ FastAPI โดยใช้โปรโตคอล HTTPS และส่งการแจ้งเตือนผ่าน Telegram Bot กลุ่มเป้าหมายที่สนใจตรวจจับของงานวิจัยนี้คือสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงต่อความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ป่า ได้แก่ ช้าง เสือ หมี และกระทิง การประเมินประสิทธิภาพของโมเดลใช้ค่า mean Average Precision (mAP), Precision และ Recall ผลการวิจัยพบว่า YOLOv12 ที่ปรับแต่งเพื่อการตรวจจับสัตว์ป่ามีค่า mAP@0.5 เท่ากับ 0.908 โดยจำแนกเสือได้แม่นยำที่สุด (mAP = 0.947) รองลงมาคือ ช้าง (mAP = 0.925), กระทิง (mAP = 0.901) และหมี (mAP = 0.859) กล้องเลนส์ 66 องศาให้ความแม่นยำในการตรวจับเฉลี่ย 82.28% สูงกว่าแบบ 160 องศา (72.72%) เนื่องจากภาพจากเลนส์มุมกว้างลดขนาดสัตว์ในภาพเมื่ออยู่ระยะไกล ระบบสามารถแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเซ็นเซอร์ HC-SR501 เหมาะกับการตรวจจับระยะใกล้ โดยให้ค่าความแม่นยำในการตรวจับเท่ากับ 84.43% ที่ระยะ 4 เมตร สำหรับช้าง และให้ค่าความแม่นยำในการตรวจับเท่ากับ 80.46% ที่ 6 เมตรสำหรับกระทิง ในขณะที่เซ็นเซอร์ RCWL-0516 มีความแม่นยำมากกว่าในระยะไกลและในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งกีดขวาง โดยให้ค่าความแม่นยำในการตรวจับเท่ากับ 69.43% ที่ระยะ 8 เมตร สำหรับช้าง และให้ค่าความแม่นยำในการตรวจับเท่ากับ 65.17% ที่ 10 เมตรสำหรับหมี ระบบที่พัฒนานี้แสดงให้เห็นศักยภาพในการติดตามและแจ้งเตือนสัตว์ป่าอย่างคุ้มต้นทุนและแม่นยำในการใช้งานจริง</p> ณัชพล เกิดชนะ ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 28 1 70 80 การศึกษาผลกระทบของการแบ่งกั้นพื้นที่ภายในอาคาร ความขรุขระของผิวท่อ และความเร็วของการไหลในท่อต่อการออกแบบระบบกระจายน้ำดับเพลิงในอาคารสูง https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/267990 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงในอาคาร โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีศึกษาใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การแบ่งกั้นพื้นที่การใช้งานภายในอาคาร (2) ค่าสัมประสิทธิ์ความขรุขระของผิวท่อส่งน้ำ (C-factor) และ (3) ความเร็วของน้ำภายในท่อ โดยใช้หลักการคำนวณทางไฮดรอลิกตามมาตรฐาน NFPA 13 ร่วมกับการเปรียบเทียบข้อมูลเชิงปริมาณ ผลการศึกษาพบว่า การแบ่งกั้นพื้นที่ภายในอาคารส่งผลให้การออกแบบระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงจำเป็นต้องมีจำนวนหัวและมีความหนาแน่นต่อการจัดวางเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความดันของหัวกระจายน้ำที่อยู่ไกลที่สุดลดลงต่ำกว่าค่าขั้นต่ำที่มาตรฐานกำหนดส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบลดลง นอกจากนี้ค่าความขรุขระของผิวท่อที่เพิ่มขึ้นตามอายุการใช้งานทำให้ความดันสูญเสียในระบบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อท่อมีการใช้งานเกิน 20 ปี ส่วนการเพิ่มความเร็วน้ำในท่อจาก 10 ฟุตต่อวินาที เป็น 12 ฟุตต่อวินาที ส่งผลให้ความดันสูญเสียเพิ่มขึ้นมากกว่า 12% ซึ่งอาจต้องเพิ่มขนาดของเครื่องสูบน้ำดับเพลิงเพื่อชดเชยความดันที่สูญเสียให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การออกแบบระบบหัวกระจายน้ำที่มีประสิทธิภาพและมีความคุ้มค่า ควรพิจารณาปัจจัยข้างต้นร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยให้เกิดสมดุลทั้งด้านเทคนิคและต้นทุน เพื่อให้สามารถวางแผนการออกแบบที่เหมาะสมกับสภาพใช้งานจริงในระยะยาว</p> รัตตินันท์ เวชตรียานนท์ ประกอบ สุรวัฒนาวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 28 1 81 96 การออกแบบสถานีงานเพื่อลดผลกระทบด้านสุขภาพของพนักงานซ่อมพาเลทไม้ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/268241 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาด้านการยศาสตร์ในสถานีงานซ่อมพาเลทไม้ และเสนอแนวทางในการปรับปรุงลักษณะท่าทางการทำงาน จากข้อมูลสถิติการเข้ารับบริการห้องพยาบาลของบริษัทผู้ให้บริการด้านพาเลทแห่งหนึ่ง ในพ.ศ. 2566 พบว่าพนักงานมีปัญหาเกี่ยวกับระบบกล้ามเนื้อ ข้อ และกระดูก คิดเป็นร้อยละ 25 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด โดยในจำนวนนี้ร้อยละ 16 เป็นพนักงานจากส่วนงานซ่อมพาเลท การศึกษานี้ใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยง 2 ประเภท ได้แก่ สมการการยกของ NIOSH และแบบประเมินท่าทางของร่างกายส่วนบน (RULA) โดยมุ่งเน้นการประเมินความเสี่ยงในสถานีงานซ่อมพาเลท ผลการศึกษาพบว่าขั้นตอนการยกพาเลทจากระดับความสูงที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ค่าดัชนีการยกแบบรวม (CLI) มีค่าเท่ากับ 4.09 ซึ่งอยู่ในระดับความเสี่ยงสูง ดังนั้นจึงได้ดำเนินการปรับลดจำนวนพาเลทที่เรียงซ้อนกันจาก 10 อัน เหลือ 5 อัน พร้อมทั้งติดตั้งโต๊ะยกปรับระดับความสูง ส่งผลให้ค่าดัชนี CLI ลดลงเหลือ 1.95 และค่าดัชนีการยกรายตัว (LI) ของพาเลทลำดับที่ 1-4 ลดลงเหลือ 1.42 นอกจากนี้ยังพบว่าการใช้ปืนยิงตะปูเป็นการใช้อุปกรณ์ที่มีน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง และจากการประเมินด้วย RULA พบว่ามีคะแนนอยู่ที่ระดับ 6 ซึ่งจัดอยู่ในระดับที่ต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงได้ติดตั้งอุปกรณ์ช่วยยกสำหรับปืนยิงตะปู ส่งผลให้คะแนนจากการประเมินด้วย RULA ลดลงเหลือระดับ 3 ซึ่งสะท้อนถึงการลดภาระของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างมีนัยสำคัญ ผลของการปรับปรุงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการออกแบบสถานีงานตามหลักการยศาสตร์ในการลดความเสี่ยงทางกายภาพของพนักงานได้อย่างชัดเจน</p> ธนนท์ปกรณ์ เพชรประพักตร์ จเร เลิศสุดวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 28 1 97 111 ผลของหัวเชื้อคีเฟอร์นมถั่วเหลืองเสริมจุลินทรีย์ย่อยเซลลูโลสต่อการเจริญและคุณค่าทางโภชนาการของจิ้งหรีดทองดำ (Gryllus bimaculatus) https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/269027 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลของการเพิ่มหัวเชื้อคีเฟอร์นมถั่วเหลืองที่มีเชื้อแบคทีเรียกรดแลคติก <em>Lactobacillus</em> sp. FF02041 ที่สามารถย่อยเซลลูโลสในอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดทางการค้าต่อการเจริญและคุณค่าทางโภชนาการของจิ้งหรีดทองดำ (<em>Gryllus bimaculatus</em>) นำหัวเชื้อคีเฟอร์ที่ผ่านการหมักเป็นเวลา 30 วันไปผสมกับอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดทางการค้าในอัตราส่วน 1, 2 และ 3 เปอร์เซ็นต์ แล้วนำไปเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นเวลา 45 วัน จากนั้นวัดการเจริญ คุณค่าทางโภชนาการ และปริมาณจุลินทรีย์ในลำไส้ของจิ้งหรีด ผลการทดลองพบว่าชุดทดลองที่ได้รับอาหารผสมคีเฟอร์ 3 เปอร์เซ็นต์ มีอัตราการเจริญเติบโต น้ำหนักสด น้ำหนักแห้ง อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ ความยาวลำตัว และอัตราการรอดชีวิตสูงที่สุด รวมทั้งมีปริมาณโปรตีน ไขมัน และเยื่อใยสูงกว่าชุดควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ การวิเคราะห์แร่ธาตุพบว่าปริมาณฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และโซเดียมเปลี่ยนแปลงตามอัตราส่วนของคีเฟอร์ที่ผสมในอาหาร จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าการเสริมหัวเชื้อคีเฟอร์นมถั่วเหลืองที่มีเชื้อแบคทีเรียกรดแลคติก <em>Lactobacillus</em> sp. FF02041 ที่สามารถย่อยเซลลูโลสในอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดในอัตรา 3 เปอร์เซ็นต์ เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดในการเพิ่มผลผลิตและคุณค่าทางโภชนาการของจิ้งหรีด</p> วรพล สุรพัฒน์ วารีรัตน์ แสนมาโนช นวลใย ญารักษา ประวีรณ์ สุพรรณอ่วม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-02-24 2026-02-24 28 1 112 120