วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu
<p><strong>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</strong></p> <p>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นวารสารวิชาการที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ ในลักษณะของบทความวิจัย (Research articles) และบทความวิชาการ (Review articles) ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ในสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เกษตรศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง <strong>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดย</strong><strong>ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ จำนวน 2 หรือ 3 คน (ขึ้นกับความประสงค์ของผู้นิพนธ์) โดยประเมินแบบ </strong><strong>Double-blinded review</strong> เผยแพร่แบบออนไลน์ [ISSN: 3057-1472 (Online)] ปีละ 3 ฉบับ (ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม และฉบับที่ 3 ประจำเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม)</p>
Ubon Ratchathani University
th-TH
วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
3057-1472
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p>
-
การระบุชนิดปูน้ำเค็มในบริเวณอ่าวยาง จังหวัดจันทบุรี โดยใช้เทคนิคดีเอ็นเอ บาร์โค้ดดิ้ง
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/269163
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการระบุชนิดปูน้ำเค็มบริเวณอ่าวยาง จังหวัดจันทบุรี โดยใช้เทคนิคดีเอ็นเอ บาร์โค้ดดิ้ง จากการวิเคราะห์ลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนไซโตโครม ซี ออกซิเดส วัน (Cytochrome c oxidase I gene; COI) ในไมโตคอนเดรีย จากตัวอย่างปูน้ำเค็มทั้งหมด 57 ตัวอย่าง พบว่าสามารถเพิ่มปริมาณดีเอ็นเอในส่วนของยีน COI โดยเทคนิค PCR และได้ข้อมูลลำดับนิวคลีโอไทด์ของปูน้ำเค็มทุกตัวอย่าง โดยมีความยาวของลำดับนิวคลีโอไทด์อยู่ประมาณ 700 คู่เบส เมื่อทำการเปรียบเทียบข้อมูลพันธุกรรมของตัวอย่างปูกับฐานข้อมูลพันธุกรรม GenBank พบว่า สามารถระบุชนิดของปูน้ำเค็ม ได้จำนวน 10 ชนิด จาก 5 วงศ์ โดยมีค่าความคล้ายคลึงทางพันธุกรรมสูงถึง 98.05%-100% โดยผลการระบุชนิดด้วยเทคนิคดีเอ็นเอ บาร์โค้ดดิ้ง พบว่า มีความสอดคล้องกับการระบุชนิดด้วยลักษณะทางสัณฐาน ผลการสร้างแผนภูมิต้นไม้แสดงความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ (Phylogenetic tree) ด้วยวิธี Neighbor-joining พบว่าตัวอย่างปูทุกชนิดรวมกลุ่มกันในลักษณะ Monophyletic clade โดยสามารถแยกกลุ่มของปูแต่ละวงศ์ (Portunidae, Menippidae, Calappidea, Eriphiidae และ Xanthidae) และปูแต่ละชนิดตามสายวิวัฒนาการออกจากกันได้อย่างชัดเจน การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าเทคนิคดีเอ็นเอ บาร์โค้ดดิ้งมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการยืนยันชนิดปูน้ำเค็มในบริเวณอ่าวยาง จังหวัดจันทบุรี ซึ่งถือเป็นตัวแทนของพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปูบางชนิดที่มีลักษณะทางสัณฐานคล้ายคลึงกันมาก หรือมีความแปรผันของลักษณะทางสัณฐานภายในชนิด ข้อมูลที่ได้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลอ้างอิงทางพันธุกรรมของปูน้ำเค็มในอนาคต สนับสนุนการศึกษาด้านอนุกรมวิธานเชิงโมเลกุล ใช้ตรวจสอบชนิดปูในงานอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงการตรวจสอบความถูกต้องของชนิดในผลิตภัณฑ์อาหารทะเล</p>
วิรังรอง กรินท์ธัญญกิจ
ชุตาภา คุณสุข
อรอนงค์ บุญมี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
28 2
1
13
-
การพัฒนาและการประเมินฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Streptococcus mutans ของน้ำยาบ้วนปากสูตรสารสกัดสมุนไพรตำรับจตุผลาธิกะ
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/269404
<p>สมุนไพรตำรับจตุผลาธิกะ มีสรรพคุณ แก้ไข้ แก้ลม แก้โรคตา บำรุงธาตุ รู้ถ่ายรู้ปิด ต้านเชื้อจุลินทรีย์ และต้านการอักเสบ แต่ยังไม่มีการศึกษาการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย <em>Streptococcus mutans </em>ซึ่งเป็นเชื้อที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ฟันผุ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจหาสารประกอบฟีนอลิกรวม และสารประกอบฟลาโวนอยด์รวม รวมทั้งทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย <em>S. mutans</em> ของสารสกัดเอทานอลจตุผลาธิกะ และพัฒนาสารสกัดดังกล่าวไปเป็นน้ำยาบ้วนปากสมุนไพรตำรับจตุผลาธิกะ ผลการทดสอบพบว่าสารสกัดจตุผลาธิกะมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกรวม และปริมาณสารประกอบฟลาโวนอยด์รวม เท่ากับ 368.62 ± 5.15 มิลลิกรัมสมมูลของกรดแกลลิกต่อกรัมของสารสกัดแห้ง และ 652.33 ± 6.8 มิลลิกรัมสมมูลของเคอร์ซิตินต่อกรัมของสารสกัดแห้ง ตามลำดับ ทั้งยังมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย <em>S. mutans</em> โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ (MIC) และค่าความเข้มข้นต่ำสุดในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ (MBC) เท่ากับ 12.5 ± 0.00 และ 200 ± 0.00 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ และฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างไบโอฟิล์มของ <em>S. mutans</em> นอกจากนี้น้ำยาบ้วนปากสมุนไพรตำรับจตุผลาธิกะ สูตรที่ 3 (ซึ่งมีสารสกัดจตุผลาธิกะความเข้มข้นเท่ากับ 2MIC เป็นส่วนประกอบ) มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ดีที่สุดในทุกช่วงเวลาที่ทำการทดสอบ</p>
นันท์นภัส แก้วตาเสน
ปิยวดี คำสวัสดิ์
สายสุดา แสงกล้า
พรรณนิภา เจ๊กแตงพะเนาว์
รัชฎาวรรณ อรรคนิมาตย์
ปราณี ศรีราช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
28 2
14
22
-
อิทธิพลของระบบการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อยและแบบปล่อยตามธรรมชาติต่อการติดพยาธิภายในทางเดินอาหารในแพะเนื้อ: กรณีศึกษาเกษตรกรรายย่อย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/268580
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบอิทธิพลของระบบการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อยและแบบปล่อยตามธรรมชาติต่อการติดพยาธิภายในทางเดินอาหารของแพะเนื้อ โดยใช้เกษตรกรรายย่อยเป็นกรณีศึกษา การดำเนินการวิจัยทำโดยเก็บตัวอย่างอุจจาระจากแพะเนื้อเพศเมียพันธุ์ลูกผสม อายุ 1-1.5 ปี จากฟาร์มเกษตรกรรายย่อย จำนวน 74 ตัว (กลุ่มกึ่งขังกึ่งปล่อย 17 ตัว และกลุ่มปล่อยตามธรรมชาติ 57 ตัว) เพื่อนำมาตรวจสอบปริมาณไข่พยาธิและโอโอซิสต์ของโปรโตซัวในตัวอย่างอุจจาระด้วยวิธีแม็คมาสเตอร์ (McMaster technique) ผลการศึกษาพบว่าระบบการเลี้ยงมีอิทธิพลต่อชนิดและความชุกของพยาธิที่พบในตัวอย่างมูลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) โดยกลุ่มเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติมีความชุกของไข่พยาธิกลุ่ม Strongyle-type eggs และโอโอซิสต์ของกลุ่ม Coccidia (<em>Eimeria</em> spp.) สูงกว่ากลุ่มเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย (ร้อยละ 98.25 เทียบกับ ร้อยละ 70.59 และร้อยละ 100.00 เทียบกับ ร้อยละ 94.74 ตามลำดับ) นอกจากนี้ยังพบว่ามีค่าไข่พยาธิและโอโอซิสต์ของโปรโตซัวต่อกรัมอุจจาระสูงกว่า 3.58 เท่า ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าระบบการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติมีความเสี่ยงต่อการติดพยาธิภายในทางเดินอาหารของแพะเนื้อมากกว่าระบบการเลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดการฟาร์มที่เหมาะสมและโปรแกรมถ่ายพยาธิที่สอดคล้องกับระบบการเลี้ยง</p>
ธยานะ คำแก้ว
พยับ บุญปลูก
กัลยกร วงศ์รักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
28 2
23
29
-
ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันโปรตีนเข้มข้นจากแมลงกินได้
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/268120
<p>แนวโน้มการดูแลสุขภาพของผู้บริโภคในปัจจุบันส่งผลให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันโดยเฉพาะโปรตีนเข้มข้นจากแมลง ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการสกัดโปรตีนจากแมลง โดยศึกษาอัตราส่วนแมลงกินได้ที่เหมาะสม 3 ชนิด ได้แก่ จิ้งหรีด (ร้อยละ 40-50), สะดิ้ง (ร้อยละ 30-40) และดักแด้ไหมอีรี่ (ร้อยละ 10-20) ในการสกัดโปรตีนภายใต้ความดันในสภาวะกึ่งวิกฤต (pressurized hot water extraction) ด้วยหม้อต้มความดัน (pressure cooker) อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพื้นผิวตอบสนอง (RSM) และการออกแบบการทดลองแบบ Box-Behken โดยใช้อุณหภูมิในการต้มภายใต้สภาวะกึ่งวิกฤติที่ 126 องศาเซลเซียส นาน 45 นาที สภาวะที่ดีที่สุด คือ ใช้ส่วนผสมของจิ้งหรีด สะดิ้ง และดักแด้ไหมอีรี่ ร้อยละ 45.27, 39.82 และ 20 ให้ปริมาณโปรตีนร้อยละ 17.95 ให้คะแนนความชอบรวม 7.52 คะแนน จากกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องพบว่าแบบจำลองที่สร้างขึ้นจากกระบวนการหาสภาวะที่เหมาะสมมีความถูกต้องอยู่ในเกณฑ์ที่สูง โดยมีค่าความเบี่ยงเบนเฉลี่ยสัมพัทธ์ระหว่างค่าที่ทำนายได้จากแบบจำลองและค่าที่ทดลองวัดได้จริงสำหรับค่าโปรตีน เท่ากับ 6.40 จากนั้นนำสารละลายโปรตีนที่สกัดได้ไปทำให้เข้มข้นขึ้นเท่าตัวด้วยเครื่องระเหยสุญญากาศ ปรุงแต่งสีและเนื้อสัมผัส เพื่อให้ได้เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มฟังก์ชันโปรตีนเข้มข้นจากแมลงกินได้ ที่มีปริมาณโปรตีน ร้อยละ 35.15</p>
ศุกฤชชญา เหมะธุลิน
ศศิณี กันยาบุญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
28 2
30
38
-
ฤทธิ์ของสารสกัดจากแก่นแสมสารในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็งตับของมนุษย์ผ่านการหยุดวัฏจักรเซลล์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/270461
<p>แก่นแสมสารเป็นสมุนไพรที่ใช้กันมาอย่างยาวนานในประเทศไทย สำหรับการรักษาอาการเจ็บป่วยหลายชนิด รวมถึงโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม การศึกษาฤทธิ์ของแก่นแสมสารต่อเซลล์มะเร็งตับชนิด Hepatocellular carcinoma ยังมีจำกัด การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินฤทธิ์ต้านมะเร็งของสารสกัดจากแก่นแสมสาร (SGE) ต่อเซลล์มะเร็งตับของมนุษย์ชนิด HepG2 และเพื่อหาปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ทั้งหมดในสารสกัดดังกล่าว โดยประเมินฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนและความเป็นพิษต่อเซลล์โดย Sulforhodamine B (SRB) assay วัดความสามารถในการเกิดโคโลนีโดย Colony formation assay วิเคราะห์การหยุดวัฏจักรเซลล์โดย Flow cytometry และตรวจวัดปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ทั้งหมดโดย Folin-Ciocalteu assay และ Aluminium chloride colorimetric assay ตามลำดับ ผลการศึกษาพบว่า SGE สามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนเซลล์ HepG2 ได้ในลักษณะขึ้นกับความเข้มข้นและระยะเวลา โดยมีฤทธิ์ดีที่สุดที่เวลา 72 ชั่วโมง (IC<sub>50</sub> = 28.22 ± 1.64 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร) และแสดงความเป็นพิษจำเพาะต่อเซลล์มะเร็ง (ค่า Selective index = 2.09) นอกจากนี้ SGE ยังสามารถยับยั้งการเกิดโคโลนีของเซลล์ได้อย่างมีนัยสำคัญ และเหนี่ยวนำให้วัฏจักรเซลล์หยุดที่ระยะ G0/G1 จากผลการศึกษายังพบว่า SGE มีปริมาณสารฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ทั้งหมดเท่ากับ 388.89 ± 0.56 มิลลิกรัมสมมูลของกรดแกลลิกต่อกรัมสารสกัด และ 238.20 ± 6.73 มิลลิกรัมสมมูลของคาเทชินต่อกรัมสารสกัด ตามลำดับ การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า SGE มีศักยภาพในการออกฤทธิ์ต้านมะเร็งต่อเซลล์ HepG2 ซึ่งควรมีการศึกษากลไกระดับโมเลกุลเพิ่มเติมต่อไป</p>
ฐิตาภรณ์ คอมแพงจันทร์
อัญชลี ต้นศรี
วรวัฒน์ สุราฤทธิ์
พินทุสร หาญสกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
28 2
39
49
-
ทางเลือกการใช้ประโยชน์พื้นที่ราบน้ำท่วมของเอกชน บริเวณกุดของแม่น้ำชี โดยการฟื้นฟูปลูกเสริมป่าบุ่งป่าทาม
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/269559
<p>การพัฒนาเศรษฐกิจโดยการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินป่าบุ่งป่าทามในลุ่มแม่น้ำมูลและชีให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้นิเวศป่าไม้ดั้งเดิมถูกทำลายและผลผลิตทางการเกษตรที่ต่ำ ด้วยลักษณะเฉพาะของพื้นที่ที่เป็นที่ราบน้ำท่วมที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน 3-4 เดือน ระดับความลึกที่ 1-4 เมตร ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ที่ดินเอกชนเหล่านี้จึงถูกปล่อยทิ้งร้าง โดยเฉพาะที่ดินที่มีเอกสารสิทธิของเอกชนรอบกุดของลำน้ำมูลและชี ขณะเดียวกันอัตราภาษีที่ดินของพื้นที่ถูกทิ้งร้างไม่ใช้ประโยชน์มีอัตราก้าวหน้าและสูงกว่าที่ดินเพื่อการเกษตรมาก ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว การศึกษานี้จึงเป็นโครงการนำร่องเพื่อนำเสนอความเป็นไปได้ในการใช้ประโยชน์ที่ดิน ใน 3 ทางเลือก คือ (1) ปล่อยให้พื้นที่มีการฟื้นตัวตามธรรมชาติในเวลา 15 ปี (2) ปลูกสวนป่าเศรษฐกิจ โดยใช้วิธีการปลูกเสริมป่าบุ่งป่าทามดั้งเดิมตามหลักฟื้นฟูนิเวศป่าไม้ (3) พัฒนาสระเก็บน้ำในพื้นที่ เพิ่มจากทางเลือกที่ 2 และปลูกสวนป่าในพื้นที่ที่เหลือ การประเมินความคุ้มค่าการลงทุนเบื้องต้น สรุปว่าทางเลือกที่ 2 มีความเหมาะสมมากที่สุด เจ้าของที่ดินได้รับประโยชน์สูงสุดดังนี้ (1) จ่ายภาษีที่ดินในราคาถูก (2) นำเงินภาษีที่ดินที่ประหยัดได้ ไปลงทุนปลูกสวนป่าและดูแลรักษาป่าใน 3 ปีแรก (3) มีแหล่งน้ำธรรมชาติใกล้กับแปลงที่ดิน ไม่ต้องลงทุนและเสียที่ดินเพื่อสร้างสระเก็บน้ำ (4) ป่าทามที่ได้รับการฟื้นฟู จะเป็นแหล่งอาหาร วัสดุ พลังงาน และรายได้ให้กับคนท้องถิ่นผู้ดูแลและชุมชน โดยเจ้าของที่ดินไม่ต้องจ่ายค่าดูแลรักษาเป็นตัวเงิน ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป (5) ต้นไม้ในป่าบุ่งป่าทามนี้ช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อม สามารถประเมินเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตได้ในอนาคต</p>
ฉัตรชัย โชติษฐยางกูร
เชาวน์ หิรัญตียะกุล
อินทรียา สุทธิวานิช
อุดมวิทย์ มณีวรรณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
28 2
50
65
-
ความรู้ ทัศนคติเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม และพฤติกรรมการป้องกันโรคมะเร็งเต้านมของนักศึกษาหญิง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/270348
<p>การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรู้ ทัศนคติเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม และพฤติกรรมการป้องกันโรคมะเร็งเต้านม และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม และพฤติกรรมการป้องกันโรคมะเร็งเต้านม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหญิง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ภาคปลาย ปีการศึกษา 2567 จำนวน 413 ราย ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด สุ่มแบบหลายขั้นตอน (multistage random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม แบบสอบถามทัศนคติเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านม และแบบสอบถามพฤติกรรมการป้องกันโรคมะเร็งเต้านม โดยแบบสอบถามความรู้มีค่าความเชื่อมั่นตามสูตรคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 (KR-20) เท่ากับ .80 ส่วนแบบสอบถามทัศนคติและพฤติกรรมมีค่าความเที่ยงตามสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ .75 และ .98 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในระดับสูง (x̄ = 16.22, SD = 2.75) ทัศนคติเกี่ยวกับโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในระดับดี (x̄ = 54.31, SD = 6.31) และพฤติกรรมการป้องกันโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในระดับเหมาะสม (x̄ = 88.06, SD = 10.60) และ 2) ความรู้มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันโรคมะเร็งเต้านมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r<sub>p</sub> = .26, r<sub>p</sub> = .17 ตามลำดับ) และทัศนคติ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการป้องกันโรคมะเร็งเต้านมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r<sub>p </sub>= .23) ผลการศึกษาสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมในการป้องกันมะเร็งเต้านมโดยการส่งเสริมความรู้และทัศนคติในการป้องกันโรคมะเร็งเต้านม</p>
รมิดา เวฬุวนารักษ์
ภิรดา เถาว์แก้ว
ชลิดา ชูศรียิ่ง
มานิตา หนองสิมมา
เยาวมาลย์ สร้อยเสนา
พิมพ์นิภา ลอยลม
รัชฎา ดวงตา
อมรรัตน์ นธะสนธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
28 2
66
76
-
การพัฒนาและการศึกษาสมบัติบางประการของตำรับอิมัลเจลที่มีสารสกัดปิตตะผลเป็นส่วนประกอบ
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/270566
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตำรับอิมัลเจลจากสารสกัดปิตตะผล ศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ปริมาณสารฟีนอลิก สารฟลาโวนอยด์ ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลชีพและประเมินลักษณะทางกายภาพ ความคงตัวของของผลิตภัณฑ์อิมัลเจล จากการศึกษาพบว่าตำรับอิมัลเจลที่เหมาะสมที่สุด คือ อิมัลเจลตำรับที่ 3 (T3) ซึ่งมีสารสกัดปิตตะผล (ที่มีความเข้มข้น 10 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร) ในอัตราส่วน 0.50% โดยพิจารณาจากค่าความเป็นกรด-ด่าง การกระจายตัวของผลิตภัณฑ์ กลิ่นของผลิตภัณฑ์ เนื้ออิมัลชั่นหรือการแยกชั้น ความรู้สึกหรือการสัมผัส และความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญ จากการศึกษาสมบัติบางประการของอิมัลเจลตำรับที่ 3 พบว่า มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (มีค่าร้อยละการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ เท่ากับ 72.14 ± 0.67 %) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (มีค่า IC<sub>50</sub> โดยวิธี DPPH assay และ ABTS assay เท่ากับ 55.18 ± 2.23 และ 87.26 ± 0.33 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ) มีปริมาณ ฟีนอลิกรวม เท่ากับ 0.043 ± 0.002 มิลลิกรัมสมมูลของกรดแกลลิกต่อกรัมสารสกัด และปริมาณฟลาโวนอยด์รวม เท่ากับ 0.079 ± 0.002 มิลลิกรัมสมมูลของเควอซิตินต่อกรัมสารสกัด มีลักษณะทางกายภาพที่ดีและมีความคงตัวอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังไม่พบการปนเปื้อนเชื้อจุลชีพ อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ยังเป็นเพียงการทดลองในระดับห้องปฏิบัติการ และเป็นการศึกษาวิจัยเบื้องต้น จึงจำเป็นต้องทำการศึกษาในเชิงลึกต่อไป เพื่อให้ได้ข้อมูลในการพิจารณาพัฒนาต่อยอดเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้เป็นทางเลือกในการป้องกันและรักษาโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังได้ในอนาคต</p>
สุภัสสร วันสุทะ
กัญญารัตน์ แก้วสุวรรณ
ธีรภัทร์ กัณหา
ปริญญา แดงนา
อรณิชา ครองยุติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
28 2
77
87
-
การวิเคราะห์ลายนิ้วมือทางพฤกษเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดน้ำและเมทานอลจากดอกเก๊กฮวย (Chrysanthemum morifolium Ramat.) ด้วย TLC และ FTIR-ATR
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/270752
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณสารพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ลักษณะสารสำคัญและโครงสร้างเบื้องต้นของสารสกัดจากดอกเก๊กฮวยขาว (<em>Chrysanthemum morifolium</em>) และดอกเก๊กฮวยเหลือง (<em>Chrysanthemum indicum</em>) จากการสกัดดอกเก๊กฮวยขาวและดอกเก๊กฮวยเหลืองด้วยตัวทำละลายน้ำและเมทานอล ได้สารสกัดหยาบ 4 ชนิด ได้แก่ สารสกัดดอกเก๊กฮวยเหลืองด้วยเมทานอล (YM-1) สารสกัดดอกเก๊กฮวยขาวด้วยเมทานอล (WM-2) สารสกัดดอกเก๊กฮวยเหลืองด้วยน้ำ (YD-3) และสารสกัดดอกเก๊กฮวยขาวด้วยน้ำ (WD-4) นำสารสกัดที่ได้มาวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ด้วยวิธี Folin-Ciocalteu assay และวิธี aluminum chloride colorimetric assay ตามลำดับ ประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH radical scavenging assay, nitric oxide scavenging assay และ ferrous ion chelating assay รวมถึงวิเคราะห์ลักษณะสารสำคัญและโครงสร้างเบื้องต้นด้วยเทคนิค thin-layer chromatography (TLC) และ Fourier transform infrared spectroscopy แบบ attenuated total reflectance (FTIR-ATR) ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดน้ำมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและสารฟลาโวนอยด์สูงกว่าสารสกัดเมทานอล โดยสารสกัด YD-3 ให้ปริมาณสารสำคัญและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH สูงที่สุด ขณะที่สารสกัด YM-1 แสดงความสามารถในการจับไอออนเหล็กสูงที่สุด สอดคล้องกับการศึกษาหมู่ฟังก์ชันด้วย FTIR-ATR ที่พบว่าสารสกัดน้ำมีหมู่ฟังก์ชันของสารประกอบฟีนอลิกซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเด่นชัด ส่วนการวิเคราะห์ TLC แสดงลายนิ้วมือทางเคมี (chemical fingerprints) ของสารชัดเจนในสารสกัดเมทานอล โดยสรุปสารสกัดด้วยน้ำของดอกเก๊กฮวยขาวและดอกเก๊กฮวยเหลืองมีศักยภาพเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติ ซึ่งผลการศึกษานี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากดอกเก๊กฮวยในอนาคต</p>
สุขฤทัย วงศ์สุบิน
อัสนีย์ เหมกระศรี
ปิยานี รัตนชำนอง
นภสร ชาบาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
28 2
88
98
-
การพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้วัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับกรอบความรู้ด้านการสอนผนวกเนื้อหาและเทคโนโลยี (TPACK) ในรายวิชาสถิติเพื่อการวิจัยทางชีววิทยา
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/sci_ubu/article/view/271310
<p>การวิจัยครั้งนี้มีความวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้วัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับกรอบความรู้ด้านการสอนผนวกเนื้อหาและเทคโนโลยี (TPACK) ในการเรียนการสอนรายวิชาสถิติเพื่อการวิจัยทางชีววิทยา และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ 7E ร่วมกับ TPACK ในการเรียนการสอนรายวิชาสถิติเพื่อการวิจัยทางชีววิทยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาสาขาวิชาชีววิทยาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่ลงทะเบียนรายวิชาสถิติเพื่อการวิจัยทางชีววิทยา ในภาคเรียนที่ 2/2568 จำนวน 19 คน ได้จากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) มคอ.3 รายละเอียดรายวิชาโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 7E ร่วมกับ TPACK 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีแบบกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังการเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้ 7E ร่วมกับ TPACK สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้ 7E ร่วมกับ TPACK อยู่ในระดับมากที่สุดโดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56</p>
ขจิตา สมเนตร
ขวัญเดือน รัตนา
ศุภาวีร์ แสงจันทร์จิรเดช
พักพล มุ่งลือ
ศศิธร ธงชัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-15
2026-07-15
28 2
99
108