PBRU Science Journal
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU
<p> วารสารได้ปรับเปลี่ยนชื่อจาก วารสารวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เป็น PBRU Science Journal โดยเผยแพร่ออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยใช้เลข ISSN 2773-9716 </p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของเนื้อหา</strong></p> <p>วารสาร PBRU Science Journal เป็นวารสารที่จัดทำโดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่ทันสมัย ซึ่งผลงานที่เผยแพร่เป็นทั้งบทความวิจัย (Research article) บทความวิจัยอย่างย่อ (Short report) บทความปริทัศน์ (Review article) ทางด้านวิทยาศาสตร์หลากหลายสาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์การเกษตรและชีวภาพ ชีววิทยา จุลชีววิทยา เคมี วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณิตศาสตร์ สถิติ คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ </p> <ul> <li>General Agricultural and Biological Sciences</li> <li>General Microbiology</li> <li>General Chemistry</li> <li>General Mathematics</li> <li>General Computer Science </li> </ul> <p>โดยเรื่องที่ขอรับการตีพิมพ์ต้องเป็นผลงานที่ไม่ได้ทำการคัดลอกจากผลงานของผู้อื่น ต้องไม่เคยเผยแพร่ในวารสารใดมาก่อนและไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น โดยทุกเรื่องจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญตรงสาขาวิชาของบทความ หรืออย่างน้อยต้องมีความเกี่ยวข้องกับบทความ โดยเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) จำนวน 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน ซึ่งไม่สังกัดองค์กรเดียวกับผู้แต่งบทความ และต้องได้รับความเห็นชอบให้ตีพิมพ์ได้อย่างน้อย 2 ใน 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind review) วารสารมีกำหนดเผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี (ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม -ธันวาคม)</p> <p>ค่าใช้จ่าย: วารสารเริ่มเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1.บุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2,500 บาท</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2.บุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2,000 บาท</span></p>Faculty of Science and Technology Phetchaburi Rajabhat Universityth-THPBRU Science Journal2773-9716<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ PBRU Science Journal</p>ปริมาณแอลคาลอยด์ ฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสมุนไพรที่มีรสขมบางชนิด
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/266570
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปริมาณแอลคาลอยด์ ปริมาณฟีนอลิกและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในพืชสมุนไพรที่มีรสขมบางชนิด และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณสารฟีนอลิกและแอลคาลอยด์กับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของพืชสมุนไพรที่มีรสขมบางชนิด ตัวอย่างพืชสมุนไพรที่มีรสขม ได้แก่ ขี้เหล็ก ฟ้าทะลายโจร ยอ และสะเดา เก็บจากตำบลท่าเสน อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี นำส่วนใบของพืชมาสกัดด้วยวิธีแช่หมักด้วยเอทานอลและนำสารสกัดมาหาปริมาณแอลคาลอยด์ด้วยวิธี Bromocresol Green method หาปริมาณฟีนอลิกรวมโดยวิธี Folin-Ciocalteu และหาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบทางสถิติวิเคราะห์ด้วย one-way analysis of variance (ANOVA) ที่ระดับความเชื่อมั่น p£0.05 และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (R)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สารสกัดของพืชที่มีรสขมมีปริมาณแอลคาลอยด์ในช่วง 1.333 – 6.494 mg AE/g crude extract และสารสกัดฟ้าทะลายโจรมีปริมาณแอลคาลอยด์มากที่สุด 6.494± 0.187 mg AE/g crude extract ส่วนปริมาณฟีนอลิกพบว่าอยู่ในช่วง 242.61-794.89 µg GAE/g crude extract และสารสกัดใบขี้เหล็กมีปริมาณฟีนอลิกมากที่สุด (794.89± 15.03 µg GAE/g crude extract) และสารสกัดของพืชที่มีรสขมความเข้มข้น 1 mg/ml มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระระหว่าง 24.05-58.17% และพบว่าสารสกัดใบฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีที่สุด 58.17% และพบว่าปริมาณแอลคาลอยด์มีความสัมพันธ์สูง (0.6394) และไปในทิศทางเดียวกันกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ แต่ปริมาณฟีนอลิกมีความสัมพันธ์อ่อนมาก (-0.1456) ในทิศทางตรงกันข้ามกับฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ</p>วัชราภรณ์ ประภาสะโนบล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-312025-12-31222112Optimization of Culture Conditions for Carotenoid Production by Rhodotorula mucilaginosa Isolated from Mangrove Sediments
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/267723
<p><em>Rhodotorula mucilaginosa </em>is a carotenoid-producing yeast with high potential for biotechnological and industrial applications, particularly in the fields of pharmaceuticals, cosmetics, food additives, and animal feed, due to the antioxidant, immunomodulatory, and pigment properties of carotenoids. This yeast species is commonly found in diverse ecosystems, including both aquatic and terrestrial habitats. It is recognized for its ability to assimilate a wide range of carbon sources, making it an attractive candidate for cost-effective bioprocesses. Cultivation conditions are known to significantly influence carotenoid biosynthesis and overall productivity. This study aimed to optimize the cultivation parameters for carotenoid production by <em>R. mucilaginosa</em> SMY40, a strain isolated from mangrove sediments in Chonburi province, Thailand. Several factors were systematically varied, including glucose concentration, nitrogen source, initial pH, and incubation time. The optimal conditions identified were 15 g/L glucose as the carbon source, ammonium sulfate as the nitrogen source, an initial pH of 5.0, and incubation under shaking conditions at 150 rpm at room temperature for 120 hours. Under these optimized conditions, the highest biomass (dry cell weight) and carotenoid production were 4.26 ± 0.03 g/L and 41.98 ± 0.93 µg/g wet weight, respectively. Additionally, glucose consumption reached 13.36 ± 0.11 g/L. These results suggest that <br /><em>R. mucilaginosa</em> SMY40 exhibits strong potential for industrial-scale carotenoid production under economically viable conditions. The high efficiency of conversion and stability of pigment synthesis under moderate culture conditions highlight its applicability for future development in microbial pigment biotechnology.</p>Salinee PhonmatPranee ChalitaJakkaphun NanuamApirak WiseschartTraimat Boonthai
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-312025-12-312221329The Investigation of Organophosphate and Carbamate Pesticide Residues Found in the Period 2022-2024 on Popular Vegetables in Bangkan County, Bangkok, Thailand
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/267520
<p>The experiment on organophosphate and carbamate has been conducted since 2022, therefore the yearly experiment has been done to observe the situation of pesticide residue in vegetables. Vegetables around Thailand have been used the organophosphate and carbamate as pesticides<strong>. </strong>Organophosphate and carbamate are inhibitors of acetylcholinesterase, an enzyme critical to the control of nerve impulse transmission from one cell to another<strong>.</strong> The LD<sub>50</sub> <br />of organophosphate and carbamate is 5 <strong>– </strong>500 mg<strong>/</strong>kg<strong>. </strong>This investigation was performed on 10 kinds of vegetables found mostly in markets such as parsley, Chinese kale, cabbage, Chinese cabbage, water morning glory, carrot, lettuce, cowpea, tomato, and cucumber which were purchased in 2022, 2023 and 2024<strong>. </strong>They all were tested using the GT<strong>-</strong>Test Kit<strong>. </strong>The study found the combination of organophosphate and carbamate in morning glory was still over the maximum residue limits <strong>(</strong>MRLs<strong>) </strong>issued by the Thai Food and Drug Administration, issue number 288 <strong>(</strong>year 2005<strong>).</strong></p>patamaporn umnahanantSiriporn PraneeKanidrawee TechauaySuphochana CharensinThippayarat ChahomchuenWimonrat InsuanSirinit harntada
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-312025-12-312223041การวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เข้าพักโรงแรมด้วยเทคนิคการวิเคราะห์หัวข้อแฝง: กรณีศึกษาจังหวัดสุรินทร์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/267537
<p>งานวิจัยนี้ได้นำเสนอการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เข้าพักโรงแรมในจังหวัดสุรินทร์ด้วยเทคนิค<br />การวิเคราะห์หัวข้อแฝงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์หัวข้อแฝงของความคิดเห็นของผู้เข้าพักโรงแรม และ <br />2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประเด็นที่พบกับระดับความคิดเห็นของผู้เข้าพักผ่านมุมมองของผู้ใช้บริการ <br />มีขั้นตอนดำเนินการวิจัยตามกระบวนการวิทยาศาสตร์ข้อมูลแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การรวบรวมข้อมูล <br />(2) การเตรียมข้อมูลก่อนประมวลผล (3) การสร้างชุดข้อมูลกลุ่มระดับความคิดเห็น (4) การสร้างแบบจำลองหัวข้อแฝง และ (5) การศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อแฝงกับระดับความคิดเห็น</p> <p>การวิจัยครั้งนี้ใช้ข้อมูลความคิดเห็นจากผู้ใช้บริการโรงแรมจังหวัดสุรินทร์จำนวน 15 แห่งโดยการรวบรวมจาก Google Map จำนวน 2,042 ความคิดเห็น ผลการวิจัย พบว่า 1) ความคิดเห็นทั้งหมดสามารถจำแนกหัวข้อแฝงเป็น 7 หัวข้อ มีความเหมาะสมที่สุด โดยมีค่าคะแนนความสอดคล้องเท่ากับ 0.449 หัวข้อความคิดเห็น ได้แก่ (1) การพักผ่อนและสิ่งแวดล้อม (1) คุณภาพบริการและความสะอาด (3) ประสบการณ์หรูหรา <br />(4) เสน่ห์ของการตกแต่งโรงแรม 5) ความเงียบสงบและเหมาะสมของโรงแรม (6) ลักษณะของโรงแรมและสถานที่จัดงาน และ (7) ความคุ้มค่าและใช้งานได้จริง 2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อแฝงกับระดับความคิดเห็นพบว่า ผู้เข้าพักส่วนใหญ่มีความรู้สึกเชิงบวกถึงร้อยละ 23.60 โดยเฉพาะในด้านคุณภาพบริการและความสะอาด และส่วนใหญ่มีความรู้สึกเชิงลบร้อยละ 30.89 ในด้านเสน่ห์ของการตกแต่งโรงแรม</p>สรวิศ ต.ศิริวัฒนาเอกชัย แซ่จึงสุภาวดี พบพิมายธนินทร์ ระเบียบโพธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-052026-01-052224260การยับยั้ง Salmonella Typhimurium ในหลอดทดลองและบนใบสะระแหน่ด้วยน้ำมัน หอมระเหยไธม์
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/269407
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบการยับยั้ง <em>Salmonella</em> Typhimurium ของน้ำมันหอมระเหยไธม์ (<em>Thymus vulgaris</em>) ในหลอดทดลองและบนใบสะระแหน่ โดยทำการคัดกรองฤทธิ์ต้านแบคทีเรียเบื้องต้นด้วยวิธี disc diffusion พบว่าน้ำมันหอมระเหยไธม์บริสุทธิ์ (20 µl/disc) สามารถยับยั้ง <em>S</em>. Typhimurium มีขนาดของโซนยับยั้งเท่ากับ 22.17 มิลลิเมตร และหาความเข้มข้นขั้นต่ำที่สุดที่สามารถยับยั้งเชื้อ (MIC) และความเข้มข้นขั้นต่ำที่สุดที่สามารถทำลายเชื้อ (MBC) ด้วยวิธี broth macrodilution พบว่าค่า MIC และ MBC มีค่าเท่ากัน คือ 0.2% เมื่อนำไปทดสอบหาระยะเวลาในการทำลายเชื้อ (Time kill assay) พบว่าน้ำมันหอมระเหยไธม์ ความเข้มข้น 0.2% (1xMIC) สามารถทำลายเชื้อเริ่มต้น (5.36 log CFU/ml) ลงได้ > 3 log ภายในระยะเวลา 5 นาที นอกจากนี้ยังได้ทดสอบประสิทธิภาพในการลดจำนวน <em>S</em>. Typhimurium ที่ใส่ลงบนใบสะระแหน่ ด้วยสารละลายน้ำมันหอมระเหยไธม์ความเข้มข้น 1xMIC (0.2%), 2xMIC (0.4%) โดยมีน้ำกลั่นปราศจากเชื้อเป็นชุดควบคุม พบว่า น้ำมันหอมระเหยไธม์ที่ความเข้มข้น 0.4% (2xMIC) มีประสิทธิภาพในการลดจำนวนเชื้อ <em>S</em>. Typhimurium ที่ใส่ลงบนใบสะระแหน่ได้แตกต่างจากน้ำกลั่นปราศจากเชื้อ (ชุดควบคุม) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em><0.05) ผลการศึกษาในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าน้ำมันหอมระเหยไธม์มีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อ <em>S</em>. Typhimurium ทั้งในหลอดทดลองและบนใบสะระแหน่ ซึ่งอาจสามารถนำมาใช้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการใช้เป็นสารล้างทำความสะอาดผักสดได้</p>อุมาพร ทาไธสงรุ่งนภา มั่นคงนภัสสร เทียนมณี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-01-052026-01-052226178