PBRU Science Journal https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU <p> วารสารได้ปรับเปลี่ยนชื่อจาก วารสารวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เป็น PBRU Science Journal โดยเผยแพร่ออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยใช้เลข ISSN 2773-9716 </p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของเนื้อหา</strong></p> <p>วารสาร PBRU Science Journal เป็นวารสารที่จัดทำโดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่ทันสมัย ซึ่งผลงานที่เผยแพร่เป็นทั้งบทความวิจัย (Research article) บทความวิจัยอย่างย่อ (Short report) บทความปริทัศน์ (Review article) ทางด้านวิทยาศาสตร์หลากหลายสาขาวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์การเกษตรและชีวภาพ ชีววิทยา จุลชีววิทยา เคมี วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณิตศาสตร์ สถิติ คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ </p> <ul> <li>General Agricultural and Biological Sciences</li> <li>General Microbiology</li> <li>General Chemistry</li> <li>General Mathematics</li> <li>General Computer Science </li> </ul> <p>โดยเรื่องที่ขอรับการตีพิมพ์ต้องเป็นผลงานที่ไม่ได้ทำการคัดลอกจากผลงานของผู้อื่น ต้องไม่เคยเผยแพร่ในวารสารใดมาก่อนและไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น โดยทุกเรื่องจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความสามารถ และความเชี่ยวชาญตรงสาขาวิชาของบทความ หรืออย่างน้อยต้องมีความเกี่ยวข้องกับบทความ โดยเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) จำนวน 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน ซึ่งไม่สังกัดองค์กรเดียวกับผู้แต่งบทความ และต้องได้รับความเห็นชอบให้ตีพิมพ์ได้อย่างน้อย 2 ใน 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind review) วารสารมีกำหนดเผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี (ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม -ธันวาคม)</p> <p>ค่าใช้จ่าย: วารสารเริ่มเก็บค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1.บุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2,500 บาท</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2.บุคคลภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 2,000 บาท</span></p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ PBRU Science Journal</p> sciencejournal@mail.pbru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุษกร อุ๋ยวงษ์) sciencejournal@mail.pbru.ac.th (Arunee Kaewborisut) Fri, 05 Jun 2026 17:32:29 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความท้าทายในการออกแบบระบบประเมินผลการปฏิบัติงานภาครัฐ: บทวิเคราะห์ประเด็นปัญหา UX/UI และผลกระทบต่อบุคลากร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/269745 <p>การศึกษาครั้งนี้วิเคราะห์ปัญหา UX/UI ของระบบประเมินผลการปฏิบัติงานดิจิทัลในสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐโดยอาศัยกรอบแนวคิด Nielsen's Usability Heuristics และทฤษฎี User-Centered Design (UCD) ผลการศึกษาพบปัญหาหลัก 4 ประการ ได้แก่ (1) UI ซับซ้อนไม่สอดคล้องกับหลัก Usability ก่อความสับสนในการใช้งาน (2) ข้อมูลซ้ำซ้อนจากการขาดการเชื่อมโยงระบบ (3) ขาดความยืดหยุ่นในการเข้าถึง (4) ขาดกระบวนการรับฟังผู้ใช้ ส่งผลให้ภาระงานเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ความเครียดสูง และการยอมรับระบบต่ำ การศึกษาเสนอแนวทางแก้ไขโดยยึดหลัก Human-Centered Design เริ่มจากการทำความเข้าใจผู้ใช้ Co-design และ Usability Testing เสนอแนะระยะสั้นปรับปรุง UI และเพิ่มระบบ Feedback ระยะกลางพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลและความยืดหยุ่น ระยะยาวพัฒนาศักยภาพทีมผู้พัฒนาและสร้างความสำคัญต่อประสบการณ์ผู้ใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างแท้จริง</p> พันธ์ศักดิ์ พึ่งงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/269745 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งในการพัฒนาตู้เลี้ยงจิ้งหรีดอัตโนมัติ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/269859 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ในการควบคุมสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงจิ้งหรีด 2) ออกแบบและพัฒนาตู้เลี้ยงจิ้งหรีดอัตโนมัติที่สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นได้อย่างเหมาะสม 3) ถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรในชุมชน และ 4) ประเมินประสิทธิภาพและความพึงพอใจต่อระบบที่พัฒนา การวิจัยเป็นแบบ วิจัยและพัฒนา (R&amp;D) ใช้แนวทาง การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ดำเนินการในพื้นที่ชุมชนบ้านหนองใหญ่ ตำบลหนองใหญ่ อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้บอร์ด NodeMCU ESP8266 เชื่อมต่อกับเซนเซอร์ DHT11 เพื่อวัดอุณหภูมิและความชื้นภายในตู้เลี้ยง พร้อมควบคุมอุปกรณ์พัดลมและหลอดไฟอินฟราเรดผ่าน โมดูลรีเลย์ ระบบสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและแสดงผลแบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน Blynk บนสมาร์ตโฟน ผลการดำเนินงานพบว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม (25–35 องศาเซลเซียส) ได้อย่างอัตโนมัติ ลดภาระแรงงานและเวลาในการดูแลฟาร์มจิ้งหรีดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน พบว่าระบบมีประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับ ดี (x̄ = 4.47, S.D. = 0.54) ขณะที่เกษตรกรจำนวน 50 คนที่เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีมีความพึงพอใจต่อระบบในระดับ ดี (x̄ = 4.49, S.D. = 0.49) โดยเฉพาะด้านประโยชน์ที่ได้รับ เช่น การลดเวลาในการดูแล การลดต้นทุน และการเพิ่มคุณภาพผลผลิต ตลอดจนเห็นว่าระบบมีความสะดวกต่อการใช้งานและสามารถนำไปขยายผลในชุมชนได้จริง</p> เปรม อิงคเวชชากุล, กิตติคุณ บุญเกตุ, กรกช ศิลปกอบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/269859 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสถิติทดสอบที่อิงวิธีการสุ่มตัวอย่างซ้ำสำหรับแผนแบบบล็อกสมบูรณ์เชิงสุ่มภายใต้ข้อมูลที่มีการแจกแจงล็อกนอร์มัล https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/270024 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของสถิติทดสอบที่อิงวิธีการสุ่มตัวอย่างซ้ำสำหรับแผนแบบบล็อกสมบูรณ์เชิงสุ่ม ได้แก่ สถิติทดสอบเอฟแบบบูตสแทร็ป และสถิติทดสอบเอฟแบบการเรียงสับเปลี่ยน โดยเปรียบเทียบกับวิธีพื้นฐานอีกสองวิธี ได้แก่ สถิติทดสอบเอฟ และ สถิติทดสอบฟรายด์แมน ทำการศึกษาภายใต้ข้อมูลที่มีการแจกแจงล็อกนอร์มัล กำหนดจำนวนทรีตเมนต์ที่ทำการศึกษา คือ 3 ทรีตเมนต์ จำนวนบล็อกที่ทำการศึกษา คือ 3, 5, 7 และ 10 บล็อก ระดับนัยสำคัญในการทดสอบเท่ากับ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า สถิติทดสอบเอฟ สถิติทดสอบฟรายด์แมน และสถิติทดสอบเอฟแบบการเรียงสับเปลี่ยนสามารถควบคุมความผิดพลาดแบบที่ 1 ได้ทุกกรณีที่ทำการศึกษา แต่สถิติทดสอบเอฟแบบบูตสแทร็ปสามารถควบคุมความผิดพลาดแบบที่ 1 ได้เมื่อ จำนวนบล็อกตั้งแต่ 5 ขึ้นไป เมื่อพิจารณากำลังการทดสอบพบว่า สถิติทดสอบเอฟมีกำลังการทดสอบสูง เมื่อจำนวนบล็อกเท่ากับ 3 แต่เมื่อจำนวนบล็อกเพิ่มมากขึ้น สถิติทดสอบเอฟแบบบูตสแทร็ป มีกำลังการทดสอบสูงที่สุดเกือบทุกกรณี</p> บำรุงศักดิ์ เผื่อนอารีย์, ธนพร เพ็งรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/270024 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบติดตามเครื่องมือผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการในแผนกผ่าตัดเล็ก กรณีศึกษาโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/269813 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบติดตามเครื่องมือผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการในแผนกผ่าตัดเล็ก 2) เพื่อประเมินคุณภาพพัฒนาระบบติดตามเครื่องมือผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการในแผนกผ่าตัดเล็ก 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานพัฒนาระบบติดตามเครื่องมือผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการในแผนกผ่าตัดเล็ก ผู้วิจัยพัฒนาและออกแบบโดยใช้ทฤษฎีวงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศ (System Development Life Cycle: SDLC) ประเมินคุณภาพด้วยทฤษฎีกล่องดำ (Black Box Testing) และประเมินความพึงพอใจด้วยทฤษฏี DeLone &amp; McLean Information System Success Model (D&amp;M IS Success Model) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรม Canva Google GoogleSheet visual studio codeภาษาที่ใช้ ได้แก่ HTML CSS ผู้วิจัยใช้แบบประเมินคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน และแบบประเมินความพึงพอใจจากผู้ใช้งาน จำนวน 30 คน ด้วยวิธีการคัดเลือกแบบบังเอิญ (Accidental Selection) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบสามารถเข้าใช้งานจาก https://surgical-instrument-tracking.my.canva.site/ สามารถเข้าใช้งานผ่านระบบออนไลน์ โดยผู้ใช้สามารถเข้าสู่ระบบผ่านหน้าเว็บไซต์เพื่อดูสถานะของชุดเครื่องมือ เช่น “รับแล้ว”, “กำลังทำความสะอาด”, “ทำเชื้อเสร็จแล้ว” หรือ “ส่งคืนเรียบร้อยแล้ว” เป็นต้น ระบบสามารถเรียกดูประวัติในการใช้งานย้อนหลังได้เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่าย 2) ผลการประเมินคุณภาพของระบบจากผู้เชี่ยวชาญ อยู่ในระดับมาก 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ธามนิธิศ ปรางทอง, วิยะดา พลชัย, นิรุตต์ จรเจริญ, มาลินี คำเครือ, พิศาล คงเอียด, ณรงค์ พันธุ์คง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/269813 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับค้นหาร้านค้าและบริการในจังหวัดหนองบัวลำภู https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/269688 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบค้นหาร้านค้าและบริการในอำเภอเมืองหนองบัวลำภู 2) ศึกษาและวิเคราะห์แนวทางการสร้างแอปพลิเคชันแนะนำร้านค้าและบริการ และ 3) พัฒนาแอปพลิเคชันที่รองรับการค้นหาเส้นทาง แสดงรายละเอียดร้านค้า รวมถึงการให้คะแนนและรีวิว เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคือ MIT App Inventor ในรูปแบบการเขียนโปรแกรมแบบบล็อกคำสั่ง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ผู้ใช้บริการร้านค้าในพื้นที่อำเภอเมืองหนองบัวลำภู จำนวน 50 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบบังเอิญ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าแอปพลิเคชันมีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=2.8, S.D.=0.93) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการออกแบบและการแสดงผลอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=2.9, S.D.=0.94) ด้านการใช้งานและประสิทธิภาพอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =2.6, S.D.=0.86) และด้านเนื้อหาและความครอบคลุมอยู่ในระดับปานกลาง (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> =2.8, S.D.=0.93) ทั้งนี้ ผลการประเมินสะท้อนถึงศักยภาพในการปรับปรุงระบบให้มีความง่ายต่อการใช้งาน เพิ่มเสถียรภาพ และความครบถ้วนของข้อมูล เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ที่ข้อมูลออนไลน์ยังไม่ครอบคลุม</p> สำราญ เลิศคอนสาร, นุชรี พิทักษ์, ศรายุทธ อินตะนัย, ชฎารัฐ ขวัญนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/269688 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปริมาณฟีนอลิกรวม ฟลาโวนอยด์รวม และฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระของสารสกัดกาวไหมจากไหมป่าอีรี่ (Samia ricini) ด้วยเทคนิคการสกัดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/271183 <p>งานวิจัยนี้เป็นการสกัดและศึกษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในไหมป่าอีรี่ (<em>Samia ricini</em>) เพื่อนำไปพัฒนาเป็นส่วนผสมของเวชสำอางด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำรังไหมไปสกัดหยาบด้วยการต้มกับสารละลายขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาข้าวหลามด้วยฟีนไม้ไผ่ เปรียบเทียบกับการต้มด้วยน้ำกลั่น การต้มด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนต (Na<sub>2</sub>CO<sub>3</sub>) ความเข้มข้น 0.2% w/v และสกัดด้วยสารละลายยูเรียเข้มข้น 8 โมลาร์ พบว่าการสกัดกาวไหมด้วยสารละลายขี้เถ้ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการใช้สารละลายโซเดียมคาร์บอเนต จากนั้นนำสารสกัดหยาบไปวิเคราะห์หาปริมาณโปรตีนด้วยวิธี Bradford assay พบว่าการสกัดด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนต เป็นเวลา 30 นาทีให้ปริมาณโปรตีนมากที่สุด (791.89± 0.85 mg/g) จากนั้นนำไปวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS assay ผลการทดลองพบว่าวิธีการสกัดด้วยสารละลายขี้เถ้าเป็นเวลา 90 นาทีนั้นมีปริมาณของสารประกอบฟีนอลิกสูงที่สุด (253.10 ± 7.07 mg GAE/gDW) และมีฟลาโวนอยด์ (41.72 ± 0.00 mg QE/ gDW) อยู่สูงอีกทั้งยังสามารถกำจัดอนุมูล ABTS ได้ดีที่สุดโดยมีร้อยละการยับยั้ง 90.05 ± 2.82 เมื่อทดสอบด้วยวิธี DPPH การสกัดด้วยการต้มด้วยน้ำกลั่นเป็นเวลา 90 นาทีกำจัดอนุมูลอิสระได้ดีที่สุด (ร้อยละการยับยั้ง 62.07 ± 0.79) ดังนั้น วิธีการสกัดด้วยสารละลายขี้เถ้าจากการเผาข้าวหลามจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพจากรังไหมอีรี่ที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นส่วนประกอบของเวชสำอางได้ในอนาคตเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับของที่ไม่ได้ใช้แล้วแก่เกษตรกรและชุมชน</p> สุนทรต์ ชูลักษณ์, สุชาวลี ชูลักษณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/271183 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 Anatomical Specialization of Myristica fragrans Houtt. Extracts: Targeted Antimicrobial Efficacy Against Veterinary Cutaneous Pathogens https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/271661 <p>The escalating global crisis of antimicrobial resistance (AMR) in veterinary practice necessitates the urgent development of sustainable, plant-derived topical agents for managing cutaneous infections. This study systematically evaluated the antimicrobial potency of 75% ethanol extracts from three distinct anatomical fractions of nutmeg (<em>Myristica fragrans</em> Houtt.); the pericarp, seed coat (mace), and kernel; against major veterinary pathogens, including <em>Pseudomonas aeruginosa</em>, <em>Staphylococcus aureus</em>, <em>S. epidermidis</em>, and <em>Streptococcus pyogenes</em>. Using the agar well diffusion method, the extracts demonstrated significant anatomical specialization in their inhibitory profiles. The pericarp extract exhibited the broadest antimicrobial spectrum at 500 mg/mL, with inhibition zones reaching up to 29.40 ± 1.31 mm; however, its activity was attenuated at lower concentrations (≤125 mg/mL). In contrast, the kernel extract demonstrated remarkable inhibition efficacy, maintaining potent inhibitory zones (14.70–17.30 mm) against <em>S. aureus</em>, <em>S. epidermidis</em>, and <em>S. pyogenes</em> even at the lowest concentration of 125 mg/mL, suggesting the presence of highly active, dilution-stable compounds. Thin-layer chromatography profiling revealed that each fraction possesses distinct phytochemical fingerprints, correlating with their varying biological activities. These findings substantiate the necessity of targeted extraction strategies over whole-fruit processing to optimize therapeutic yield. Consequently, nutmeg-derived kernel and pericarp fractions represent promising natural candidates for integration into veterinary dermatological formulations to mitigate infection and address the AMR challenge.</p> Amon Praduptong, Kanthapan Ubolrat, Chaiwat Boonkaewwan, Sudarat Chaichalerm, Atchaya Rapichai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/271661 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไพรเวทบล็อกเชน สำหรับบันทึกเอกสารควบคุมในองค์กร https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/272183 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบบันทึกเอกสารควบคุมโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน 2) ศึกษาประสิทธิภาพของระบบ และ 3) ศึกษาการยอมรับการใช้งานของผู้ใช้ตามแบบจำลอง Technology Acceptance Model (TAM) กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานของบริษัทผู้ผลิต และจำหน่ายโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 250 คน จากประชากร 650 คน โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินประสิทธิภาพระบบ และแบบสอบถามการยอมรับการใช้งาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบบันทึกเอกสารควบคุมโดยใช้เทคโนโลยีไพรเวทบล็อกเชนที่พัฒนาขึ้นสามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ โดยรองรับการบันทึกเอกสาร การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง และการตรวจสอบย้อนหลังผ่านค่าแฮช (Hash) และข้อมูลเวลา (Timestamp) ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัย ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการจัดการเอกสาร<br />ภายในองค์กร นอกจากนี้ ผลประสิทธิภาพของระบบโดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.01, S.D. = 0.52) โดยเฉพาะด้านความปลอดภัย และความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลัง และผลการยอมรับการใช้งานของผู้ใช้โดยรวมอยู่ในระดับมาก (Mean = 4.06, S.D. = 0.86) โดยด้านที่ได้รับการประเมินสูงสุดคือการรับรู้ประโยชน์ของระบบ แสดงให้เห็นว่าระบบสามารถเพิ่มความปลอดภัย ความโปร่งใส และประสิทธิภาพในการจัดการเอกสารภายในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> อรทัย ใบศิลา, แสงทอง บุญยิ่ง, ปริญญา นาโท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://li01.tci-thaijo.org/index.php/scijPBRU/article/view/272183 Fri, 05 Jun 2026 00:00:00 +0700