https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/issue/feed
วารสารวนศาสตร์ไทย
2026-06-09T00:00:00+07:00
Asst. Prof. Dr. Laddawan Rianthakool
fforlwr@ku.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารวนศาสตร์ เริ่มก่อตั้งในปี พ.ศ.2525 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น วารสารวนศาสตร์ไทย ในปี พ.ศ.2563 ISSN : 2822-115X (Online) ภายใต้การดำเนินงานของคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตีพิมพ์ผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องทางด้านวนศาสตร์ เช่น นิเวศวิทยาป่าไม้ การจัดการป่าไม้ เศรษฐศาสตร์ป่าไม้ วนวัฒนวิทยา การจัดการลุ่มน้ำ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ สัณฐานวิทยาและสรีรวิทยาของพืชพรรณและสัตว์ป่า เป็นต้น จากนักวิจัยไทยทั่วประเทศ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในแต่ละสาขาเป็นผู้พิจารณาผลงาน อย่างน้อย 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน และมีกำหนดพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ คือ เดือนมกราคม-มิถุนายน และเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม</p>
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/269223
การพึ่งพิงและเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรป่าไม้ในป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง จังหวัดชัยนาท
2025-09-25T14:34:44+07:00
จิรายุส นิลจินดา
jirayus.ni@ku.th
สันติ สุขสอาด
fforsss@ku.ac.th
อภิชาต ภัทรธรรม
fforacp@ku.ac.th
<p class="H3" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH">การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลทางเศรษฐกิจ สังคม และข้อมูลทั่วไปของราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง เพื่อศึกษาการพึ่งพิงทรัพยากรป่าไม้ รูปแบบการแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรป่าไม้จากป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 292 ชุด เก็บข้อมูลในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด และค่าต่ำสุด</span></p> <p class="H3" style="text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;"><span lang="TH">ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 54.79 มีอายุเฉลี่ย 55.75 ปี ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาในระดับประถมศึกษา คิดเป็นร้อยละ 67.12 อาชีพหลักคือการทำเกษตรกรรม คิดเป็นร้อยละ 67.81 และประกอบอาชีพรองรับจ้างทั่วไป คิดเป็นร้อยละ 37.33 มีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4 คน มีการถือครองที่ดินเฉลี่ย 16.53 ไร่ รายได้ของครัวเรือนเฉลี่ย 198,923.33 บาทต่อปี และรายจ่ายของครัวเรือนเฉลี่ย 109,066.67 บาทต่อปี ทรัพยากรป่าไม้ที่ราษฎรพึ่งพิงในป่าชุมชนเขาราวเทียนทอง จังหวัดชัยนาท ได้แก่ ไม้ฟืน เห็ด หน่อไม้ ไม้ไผ่ พืชผัก/พืชหัว น้ำผึ้ง สมุนไพร และอึ่ง มีมูลค่าสุทธิจากการใช้ประโยชน์รวมเท่ากับ 2</span>61<span lang="TH">,352.12 บาทต่อปี เฉลี่ยต่อครัวเรือนเท่ากับ 895.04 บาทต่อปี มีการนำของป่ามาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยของป่าที่ราษฎรนำมาแปรรูป ได้แก่ ผักอีนูน เห็ดโคน และหน่อไม้ มีมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมดเท่ากับ 33</span>,<span lang="TH">550.00 บาทต่อปี และค่าใช้จ่ายทั้งหมด 40</span>,<span lang="TH">255.03 บาทต่อปี มูลค่าสินค้าแปรรูปทั้งหมดเท่ากับ 64</span>,8<span lang="TH">00.00 บาทต่อปี และมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปทั้งหมดเท่ากับ </span>24,5<span lang="TH">44.97 บาทต่อปี ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้เพื่อนำไปใช้ในการจัดการป่าชุมชนเขาราวเทียนทองให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน</span></p>
2026-06-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/266588
การพัฒนาแนวทางการจัดการไฟป่าแบบมีส่วนร่วม บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำตกเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี
2025-04-29T15:42:59+07:00
ภัททิยา นพนนท์
patthiyanop@gmail.com
นิตยา เมี้ยนมิตร
ffornym@ku.ac.th
กอบศักดิ์ วันธงไชย
fforksw@ku.ac.th
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับการจัดการไฟป่า 2) ศึกษาความคิดเห็นและบทบาทของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างมีส่วนร่วม และ 3) แนวทางการการพัฒนาการจัดการไฟป่า ผลการศึกษาพบว่าสามารถกำหนดผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 40 ราย แบ่งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยเมตริกซ์บทบาทความสนใจ ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่มีบทบาทอำนาจสูง และมีความสนใจสูง (players) 2) กลุ่มมีบทบาทอำนาจสูงแต่ความสนใจต่ำ (context setters) 3) กลุ่มมีบทบาทอำนาจต่ำแต่มีความสนใจสูง (subject) และ 4) กลุ่มมีบทบาทอำนาจต่ำและความสนใจต่ำ (crowd) ในขณะที่ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับการจัดการไฟป่า พบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดเห็นว่าป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำตกเขาอีโต้ จังหวัดปราจีนบุรี มีความสำคัญ และให้ความสำคัญในด้านพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ/ท่องเที่ยว ได้คะแนนมากที่สุด 177 คะแนน แหล่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์การป้องกันไฟป่าและหมอกควัน พบว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใหญ่รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์การป้องกันไฟป่าและหมอกควันจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้/เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดทราบว่าปัจจุบันมีกฎหมาย ระเบียบ มาตรการเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่าและหมอกควันในจังหวัดปราจีนบุรี ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่าและหมอกควันในจังหวัดปราจีนบุรี อยู่ในระดับมากที่สุด ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใหญ่คิดว่ากฎหมาย ระเบียบ มาตรการเกี่ยวกับการป้องกันไฟป่าและหมอกควันที่มีอยู่สามารถช่วยลดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน แนวโน้มการเกิดไฟป่าในพื้นที่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียส่วนใหญ่คิดว่ามีแนวโน้มลดลง สาเหตุการเกิดไฟป่าและหมอกควันส่วนใหญ่เกิดจากความประมาท และสูญเสียสภาพความสวยงามตามธรรมชาติ<br />เป็นผลกระทบของไฟป่าที่มีระดับของผลกระทบมากที่สุด</p>
2026-06-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/267599
การใช้ประโยชน์และการจัดการไผ่ตง (Dendrocalamus asper) สำหรับใช้ผลิตผืนระนาดทุ้ม
2025-05-19T14:54:36+07:00
ธนโชติ สดงาม
thanachot.so@ku.th
นิตยา เมี้ยนมิตร
ffornym@ku.ac.th
สราวุธ สังข์แก้ว
fforsws@ku.ac.th
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ความรู้ในการใช้ประโยชน์ไผ่ในการผลิตผืนระนาดทุ้ม และวิเคราะห์แนวทางการจัดการไผ่ตงในป่าชุมชนบ้านคลองสีเสียด ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและบันทึกเสียงผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 3 คน ซึ่งคัดเลือกโดยใช้วิธีการแบบ snowball sampling และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ รวมทั้งการวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมโดยใช้ SWOT analysis และ TOWS matrix</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ไผ่ตง ที่เป็นพันธุ์ปลูกพื้นเมืองที่ชื่อว่า “ไผ่ตงหม้อ” ซึ่งเป็นไผ่ที่มีคุณลักษณะที่เหมาะสมต่อการผลิตผืนระนาดทุ้ม มีการคัดเลือกและจัดการไผ่ตงโดยพิจารณาช่วงอายุและตำแหน่งของลำไผ่ที่ให้เสียงดี คือ ไผ่ที่มีอายุมากกว่า 5 ปี และไม่มีรอยตำหนิ ความยาวปล้องอยู่ระหว่าง 35.5 เซนติเมตร ถึง 50.8 เซนติเมตร การจัดการไผ่ตงจำแนกได้เป็น 4 ด้าน คือ 1) การคัดเลือกหน่อและการไว้ลำ 2) การปลูกเสริม 3) วิธีการตัดฟัน และ 4) การติดตาม และการบำรุงรักษา ปริมาณการใช้ประโยชน์ไผ่ตงในการผลิตผืนระนาดทุ้มคิดเป็นร้อยละ 10.12 ของการใช้ไผ่ตงทั้งหมด ปัญหาที่พบคือ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยปลูกไผ่ตงเป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น สำหรับแนวทางการจัดการไผ่ตง มี 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1) การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ใช้ประโยชน์จากไผ่ตงและหน่วยงานภาครัฐ 2) การอบรมความรู้ด้านวิชาการเพื่อการจัดการผลผลิตจากไผ่ตง 3) การฝึกอบรมการจัดการไผ่ตงเพื่อการผลิตผืนระนาดทุ้ม และ 4) การรณรงค์ให้มีการปลูกไผ่ตงควบคู่กับการปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ</p>
2026-06-17T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/267755
การดำเนินการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างไม้ไผ่ และการมีส่วนร่วมของชุมชน กรณีศึกษา ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
2025-06-17T16:35:56+07:00
กิตติพจน์ เพิ่มพูล
kittipot.p@ku.th
นางสาวนวพร สุญาณเศรษฐกร
vjk3535@gmail.com
<p>ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง มีเนื้อที่ 15.2 ตารางกิโลเมตร (ประมาณ 9,500 ไร่) มีแนวชายฝั่งทะเลติดกับอ่าวไทยยาว 6.5 กิโลเมตร สภาพชายฝั่งเป็นหาดเลนทอดยาวลงไปในทะเล และมีแนวป่าชายเลนบริเวณใกล้ฝั่งเนื้อที่ประมาณ 1,100 ไร่ งานศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งของพื้นที่ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนที่อยู่ในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน ผลการศึกษาสามารถจำแนกได้เป็น 2 ส่วน คือ 1) ได้แนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งตำบลคลองตำหรุด้วยการใช้แนวป้องกันแบบไม่ใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมและเลือกใช้วัสดุไม้ไผ่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 2) ได้แนวทางการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในลักษณะเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งและป่าชายเลน ทั้งนี้ หนึ่งในนวัตกรรมเชิงพื้นที่ของงานศึกษา คือ การใช้โครงสร้างไม้ไผ่ปักแบบสลับฟันปลา ซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลการทดลองพบว่า โครงสร้างไม่ไผ่ที่มีการปักแบบสลับฟันปลา 3 แถวตลอดแนว 1,200 เมตร ระยะห่างระหว่างลำไม่ไผ่ 4.5 เซนติเมตร (หรือ 0.6 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางลำไม้ไผ่) โดยเว้นช่องกว้างประมาณ 10 เมตร เพื่อให้เรือประมงขนาดเล็กเข้าออก สามารถลดความเร็วกระแสน้ำเฉลี่ยได้ถึงร้อยละ 48.75 และส่งผลให้มีการสะสมของตะกอนหลังแนวไม้ไผ่สูงถึง 2.43 เซนติเมตร ภายในระยะเวลา 1 เดือน นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งในชุมชน ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการอนุรักษ์ชายฝั่งร่วมกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/269419
คุณสมบัติของแผ่นไม้อัดจากต้นกล้วยผสมผักตบชวา ในอัตราส่วนผสมที่แตกต่างกัน
2025-10-24T14:32:19+07:00
พิศุทธุ์ ศิริพันธุ์
fforpssp@ku.ac.th
ณัฐวุฒิ สิงห์คา
natthawut.sin@ku.th
กิติพงศ์ ตั้งกิจ
kitipong.t@ku.th
วรทัตตา สุทธิภาค
voratatta.su@ku.th
<p style="font-weight: 400;">งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติของแผ่นชิ้นไม้อัดจากต้นกล้วยและผักตบชวาเพื่อเป็นแนวทางในการใช้ประโยชน์จากชีวมวลเหลือทิ้งที่มีปริมาณมากในประเทศไทย และช่วยลดการแพร่กระจายของวัชพืชน้ำ โดยนำมาผลิตเป็นแผ่นชิ้นไม้อัดที่มีอัตราส่วนต่างกัน จากการศึกษาสามารถสรุปว่าได้อัตราส่วนของต้นกล้วย:ผักตบชวาที่เหมาะสมสำหรับการผลิตแผ่นชิ้นไม้อัดคือ อัตราส่วนต้นกล้วย:ผักตบชวาอยู่ที่ 0:100 จากการวิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติด้วยวิธี Anova แบบปัจจัยเดียว ระหว่างแผ่นชิ้นไม้อัดที่ผลิตจากต้นกล้วยและผักตบชวาที่อัตราส่วนแตกต่างกัน พบว่าอัตราส่วนผสมที่แตกต่างกันส่งผลให้แผ่นชิ้นไม้อัดมีปริมาณความชื้น การพองตัวตามความหนา ค่ามอดุลัสแตกหัก และค่ามอดุลัสยืดหยุ่นที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แต่อัตราส่วนต้นกล้วยและผักตบชวาที่แตกต่างกันไม่ส่งผลให้ความหนาแน่นและความต้านแรงดึงตั้งฉากกับผิวหน้าของแผ่นชิ้นไม้อัดมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อทำการอ้างอิงตามมาตรฐาน มอก.876-2565 พบว่าปริมาณความชื้น ความหนาแน่น การพองตัวตามความหนา ของแผ่นชิ้นไม้อัดที่มีอัตราส่วนผสมแตกต่างกันล้วนผ่านมาตรฐานทั้งสิ้น ในส่วนของค่ามอดุลัสแตกหัก (MOR) และค่าความต้านแรงดึงตั้งฉากกับผิวหน้ามีเพียงแผ่นชิ้นไม้อัดที่มีอัตราส่วนต้นกล้วย:ผักตบชวา 0:100 เท่านั้นที่ผ่านมาตรฐาน โดยมีค่า MOR 15.75 ± 0.61 MPA ในขณะที่ค่ามอดุลัสยืดหยุ่นของ แผ่นชิ้นไม้อัดทุกอัตราส่วนล้วนไม่ผ่านมาตรฐานทั้งสิ้น จากผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ผักตบชวาสามารถใช้เป็นวัตถุดิบทางเลือกในการผลิตแผ่นชิ้นไม้อัดได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/270603
การศึกษาสมบัติทางกายภาพและทางกลของแผ่นอัดประสานที่ผลิตจากฟางข้าวและขี้โฟม
2026-02-11T13:11:11+07:00
พิศุทธุ์ ศิรพันธุ์
fforpssp@ku.ac.th
วรทัตตา สุทธิภาค
voratatta.su@ku.th
ณัฐริกา พรมทา
voratatta.su@ku.th
กิติพงศ์ ตั้งกิจ
fforpssp@ku.ac.th
<p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางกายภาพและสมบัติเชิงกลของแผ่นอัดประสานจากฟางข้าวผสมขี้โฟม โดยใช้อัตราส่วนกาวเมทิลีนไดฟีนิลไดไอโซไซยาเนต (Methylene diphenyl diisocyanate) ร้อยละ 5 และ 7 ร่วมกับอัตราส่วนฟางข้าว:โฟม 95:5, 90:10 และ 85:15 แผ่นอัดประสานถูกผลิตด้วยวิธีอัดร้อน จากนั้นทำการทดสอบสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ ปริมาณความชื้น ความหนาแน่น และการพองตัวตามความหนา รวมถึงสมบัติเชิงกล ได้แก่ ความต้านแรงดึงตั้งฉากกับผิวหน้า มอดุลัสแตกหัก (MOR) และค่ามอดุลัสยืดหยุ่น (MOE) ผลการทดลองพบว่าแผ่นอัดประสานมีปริมาณความชื้นอยู่ในช่วง 8.03–9.29% ความหนาแน่นอยู่ในช่วง 0.71–0.84 g/cm³ และค่าการพองตัวตามความหนาอยู่ในช่วง 2.63–6.00% ซึ่งล้วนผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแผ่นชิ้นไม้อัดชนิดอัดราบ มอก. 876-2565 ในด้านสมบัติเชิงกล พบว่าแผ่นอัดประสานมีค่าความต้านแรงดัดสูงกว่ามาตรฐาน แต่ค่าความต้านแรงดึงตั้งฉากผิวหน้าต่ำกว่ามาตรฐานทั้งหมด และมีเพียงสูตรที่ใช้กาวร้อยละ 5 ร่วมกับอัตราส่วนฟางข้าว:โฟม 90:10 และ 85:5 เท่านั้นที่มีค่ามอดุลัสยืดหยุ่นผ่านเกณฑ์มาตรฐาน เมื่อทำการวิเคราะห์ความแตกต่างทางสถิติด้วยวิธี ANOVA แบบปัจจัยเดียว แสดงให้เห็นว่าอัตราส่วนกาวและวัตถุดิบที่แตกต่างกันส่งผลต่อปริมาณความชื้น การพองตัวตามความหนา ค่าความต้านแรงดึงตั้งฉากกับผิวหน้า และค่าความต้านแรงดัดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ไม่ส่งผลต่อความหนาแน่นและค่ามอดุลัสยืดหยุ่น จากผลการศึกษา แสดงให้เห็นว่าแผ่นอัดประสานจากฟางข้าวผสมโฟมมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัสดุทดแทนแผ่นไม้ได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/268774
การประยุกต์ใช้อากาศยานไร้คนขับเพื่อใช้ในการประเมินปริมาณค่าการกักเก็บคาร์บอน ในสวนป่าสัก สถานีวนวัฒนวิจัยเชียงราย จังหวัดเชียงราย
2025-08-14T11:30:34+07:00
คงศักดิ์ สร้อยเสนา
kongsak1982@hotmail.com
ต่อลาภ คำโย
torlarp66@gmail.com
ยุวดี พลพิทักษ์
torlarp66@gmail.com
ปิยะพิศ ขอนแก่น
torlarp66@gmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้อากาศยานไร้คนขับ (unmanned aerial vehicles, UAV) เพื่อประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในสวนป่าสักของสถานีวนวัฒนวิจัยเชียงราย โดยศึกษาในแปลงปลูกสักปี พ.ศ. 2531 (อายุ 37 ปี) โดยการหาค่าความสูง ของต้นสักจากแบบจาลองความสูงภูมิประเทศเชิงเลข และแบบจาลองความสูงสิ่งปกคลุมพื้นผิวเชิงเลข จากอากาศยานไร้คนขับเปรียบเทียบกับการเก็บข้อมูลภาคสนามโดยวางแปลงสารวจขนาด 40 x 40 เมตร จานวน 3 แปลง เก็บข้อมูลขนาดเส้นผ่านศูนย์เพียงอกและความสูงของต้นสัก ผลการวิจัยพบว่าความสูงจากอากาศยานไร้คนขับมีค่าความสูงเฉลี่ยที่สูงกว่าข้อมูลภาคสนามในแปลงที่ 1 ถึง 3 มีค่าเท่ากับ 1.24 1.78 และ 1.54 เมตร ตามลาดับ มีความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยกาลังสอง (RMSE) เท่ากับ 2.14 พบว่าค่าความสูงของทั้ง 2 วิธี มีความสอดคล้องกันค่อนข้างมาก (r2 = 0.88) ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนที่ประเมินโดยใช้จากอากาศยานไร้คนขับและจากการสารวจภาคสนาม มีค่าเท่ากับ 30.31 และ 34.51 ตันคาร์บอนต่อเฮกตาร์ ตามลาดับ ค่าประเมินการกักเก็บคาร์บอนที่ได้จากอากาศยานไรคนขับมีสูงกว่าการเก็บข้อมูลภาคสนามเฉลี่ย 4.20 ตันคาร์บอนต่อเฮกตาร์ หรือคิดเป็นร้อยละ 12.89 การนา อากาศยานไร้คนขับมาใช้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนสามารถช่วยลดระยะเวลาในการสารวจ แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม คือเครื่องมือในการจับค่าพิกัดภาคพื้นดินที่ต้องมีความละเอียดสูงเนื่องจากมีผลต่อความสูงของแบบจาลองความสูงลักษณะภูมิประเทศ และการคานวนค่าความสูงของต้นไม้ซึ่งจะส่งผลต่อการประเมินการกักเก็บคาร์บอนที่คลาดเคลื่อนได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/268910
ผลการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินต่อปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้าแม่คำมี
2025-10-17T12:49:53+07:00
วชิระ ชำนาญ
poawachira12@hotmail.com
ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ
pattraporn@mju.ac.h
ภัทราพร ผูกคล้าย
pattraporn@mju.ac.h
ธัญญรัตน์ เชื้อสะอาด
Thanyarat@mju.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณลุ่มน้ำแม่คำมีและศึกษาผลของการใช้ประโยชน์ที่ดินต่อปริมาณน้ำท่าของพื้นที่ลุ่มน้ำแม่คำมี ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม Landsat 8 บันทึกข้อมูลปี พ.ศ. 2559 2563 และ 2567 ด้วยเทคนิคการแปลตีความข้อมูลจากดาวเทียมด้วยสายตา (visual interpretation) จากโปรแกรมทางด้านภูมิสารสนเทศศาสตร์</p> <p>ผลการศึกษาในปี พ.ศ. 2559 - 2567 ได้จำแนกแบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชนและสิ่งก่อสร้าง พื้นที่แหล่งน้ำ และพื้นที่เบ็ดเตล็ด ทั้งนี้พบว่า พื้นที่ป่าไม้ลดลงร้อยละ 0.74 ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด พื้นที่เกษตรกรรม พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง พื้นที่เบ็ดเตล็ด และพื้นที่แหล่งน้ำ ร้อยละ 0.38 0.18 0.16 และ 0.02 ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด ตามลำดับ มีค่าร้อยละความถูกต้องรวมของการจำแนก เท่ากับร้อยละ 88.28 และสัมประสิทธิ์แคปปา เท่ากับ 0.79 มีปริมาณน้ำท่าช่วงน้ำหลาก ปริมาณน้ำท่าช่วงแล้งฝน และปริมาณน้ำท่าทั้งหมด เท่ากับ 120.69 13.44 134.13 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ คิดเป็นปริมาณน้ำท่าต่อขนาดพื้นที่ลุ่มน้ำเท่ากับ 296,507.78 ลูกบาศก์เมตรต่อปีต่อตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำท่าหรือความสูงของน้ำ เท่ากับ 296.51 มิลลิเมตร คิดเป็นสัมประสิทธิ์น้ำท่า เท่ากับ 0.27 เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ประโยชน์ที่ดินกับปริมาณน้ำท่ารายปี พบว่า เมื่อพื้นที่ป่าไม้เปลี่ยนแปลงไปเป็นพื้นที่เกษตรกรรมไม่มีอิทธิพลต่อปริมาณน้ำท่า แต่อาจจะมีอิทธิพลต่อปริมาณน้ำท่าในช่วงน้ำหลากมากกว่าปริมาณน้ำท่าช่วงแล้งฝนในอนาคต</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/269080
ความแตกต่างของสมบัติดินในพื้นที่การใช้ที่ดินที่แตกต่างกันบริเวณลุ่มน้้าแม่ค้ามี จังหวัดแพร่
2025-10-17T13:20:01+07:00
ทองชนก ชำนาญ
Penguin_ft@outlook.co.th
ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ
thanakorn-l@mju.ac.th
ภัทราพร ผูกคล้าย
pattraporn@mju.ac.th
ธัญญรัตน์ เชื้อสะอาด
Thanyarat@mju.ac.th
<p>การศึกษาความผันแปรของสมบัติดินในพื้นที่การใช้ที่ดินที่แตกต่างกันในพื้นที่ลุ่มน้าแม่คามี จังหวัดแพร่ ประกอบด้วยสวนป่าสัก สวนหลังบ้าน สวนยางพารา ไร่ข้าวโพด และหย่อมป่า โดยเก็บตัวอย่างดินบน (ระดับความลึกจากผิวหน้าดิน 0-5 เซนติเมตร) และดินล่าง (ระดับความลึกจากผิวหน้าดิน 20-25 เซนติเมตร) เก็บตัวอย่างดินพื้นที่ละ 3 จุด รวม 15 ตัวอย่าง เพื่อวิเคราะห์สมบัติดินทางกายภาพและทางเคมี และความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติดินของรูปแบบการใช้ที่ดินที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า ดินบนมีค่าเฉลี่ยความแข็งของดิน 23.02 เซนติเมตร ความชื้นในดินร้อยละโดยน้าหนัก 13.82 ความหนาแน่นรวมของดิน 1.12 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร และค่า pH 5.84 ส่วนดินล่างมีค่าเฉลี่ยความแข็งของดิน 23.96 เซนติเมตร ความชื้นในดินร้อยละโดยน้าหนัก 16.62 ความหนาแน่นรวมของดิน 1.15 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร และค่า pH 5.86 ซึ่งดินล่างมีความแข็งและความหนาแน่นสูงกว่าดินบนเล็กน้อย และมีความชื้นดินสูงกว่า ส่วน pH มีปฏิกิริยาดินเป็นกรดทั้งดินบนและดินล่าง ส่วนผลจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติดินในรูปแบบการใช้ที่ดินที่แตกต่างกัน พบว่า การใช้ที่ดินส่งผลต่อสมบัติทางกายภาพและเคมีของดินในแต่ละระดับความลึกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยหย่อมป่ามีสมบัติดินที่ดีและคงสภาพธรรมชาติไว้ได้มาก ส่วนสวนในบ้านมีความอุดมสมบูรณ์ของดินสูงจากการจัดการของมนุษย์ ส่วนสวนยางพารามีสมบัติดินปานกลางสามารถรองรับการปลูกยางพาราได้ แต่ไม่อุดมสมบูรณ์เท่ากับหย่อมป่าและสวนหลังบ้าน ต้องมีการจัดการดินเพื่อเติมอินทรียวัตถุและปุ๋ยฟอสฟอรัสเพื่อให้ผลผลิตยาง ในขณะที่ไร่ข้าวโพดและสวนป่าสักแสดงถึงปัญหาดินเสื่อมโทรม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/270070
สมดุลน้ำบริเวณลุ่มน้ำห้วยนาตอง ตำบลอ่ายนาไลย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
2026-02-17T16:18:04+07:00
กัญจนพร จันตา
Kanchanaphon.work@gmail.com
ธนากร ลัทธิ์ถีระสุวรรณ
formanmju@gmail.com
ภัทราพร ผูกคล้าย
pattraporn@mju.ac.th
ธัญญรัตน์ เชื้อสะอาด
Thanyarat@mju.ac.th
<p>การศึกษาสมดุลน้ำมีความสำคัญต่อการวางแผนและจัดการการใช้ประโยชน์ทรัพยากรน้ำ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงปริมาณน้ำที่เข้าและออกจากระบบนิเวศลุ่มน้ำ พื้นที่ต้นน้ำลำธารในจังหวัดน่านประสบปัญหาน้ำท่วมดินถล่ม ภัยแล้ง ไฟป่าและหมอกควันที่รุนแรงมากขึ้น การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจลักษณะการหมุนเวียนของวัฎจักรของน้ำในลุ่มน้ำ และประเมินสถานภาพสมดุลน้ำบริเวณลุ่มน้ำห้วยนาตอง ตำบลอ่ายนาไลย อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปริมาณฝน น้ำท่า การคายระเหย และความชื้นดิน โดยประยุกต์ใช้ค่าดัชนีความชุ่มชื้นดิน (Antecedent Precipitation Index, API) ในการวิเคราะห์สมดุลน้ำ ระหว่างปี พ.ศ. 2555 – 2568 ผลการศึกษา พบว่า ปริมาณฝนรายปี 1,332.57 มิลลิเมตร การคายระเหยน้ำรายปี 328.49 มิลลิเมตร ปริมาณน้ำท่ารายปี 356.42 มิลลิเมตร คิดเป็นอัตราส่วนปริมาณน้ำท่าต่อปริมาณน้ำฝน (runoff ratio) 0.27 และดัชนีความชุ่มชื้นดินรายปี 91.60 มิลลิเมตร การวิเคราะห์สถิติด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ระหว่างปริมาณฝน การคายระเหยน้ำ น้ำท่า และดัชนีความชุ่มชื้นดิน พบว่า ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กันระดับปานกลาง - มาก โดยมีเพียงปัจจัยการคายระเหยน้ำกับน้ำท่าที่ไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การศึกษาสมดุลน้ำ พบว่า ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าพื้นที่ลุ่มน้ำ (inflow) รายปี 1,332.57 มิลลิเมตร และปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการต่างๆ (water consumption) 782.27 มิลลิเมตร คิดเป็นปริมาณน้ำเหลือใช้ (excess water) เท่ากับ 550.30 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนจัดการลุ่มน้ำ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมดินถล่ม และประยุกต์ใช้กับลุ่มน้ำขนาดเล็กที่เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกัน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/269242
สมบัติเชิงกลและความต้านทานปลวกของไม้กระถินลูกผสมอายุ 5 ปี สวนป่าลาดกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทรา
2025-09-26T15:56:26+07:00
ปิยะชนก ต.เจริญ
piyachanok.to@ku.th
วัฒนชัย ตาเสน
fforwct@ku.ac.th
ธีระ วีณิน
ffortev@ku.ac.th
กิติพงศ์ ตั้งกิจ
fforkpt@ku.ac.th
นิเวศน์ ปานรอด
nives623@gmail.com
<p>ไม้กระถินสกุล Acacia มีการนามาปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะไม้กระถินลูกผสมที่สามารถเจริญเติบโตทนโรคได้ดี งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาคุณสมบัติเชิงกลของไม้กระถินลูกผสม (<em>Acacia HybridHybrid</em>) จากสวนป่าลาดกระทิง จังหวัดฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบค่ามอดุลัสแตกร้าวและค่ามอดุลัสยืดหยุ่น (Modulus of Rupture (MOR) and Modulus of Elasticity (MOE) in Static Bending) หลังจากการเข้าทาลายของปลวกใต้ดิน โดยเลือกศึกษาสายต้น KK4 และสายต้น KK19 อายุ 5 ปี สุ่มเลือกสายต้นละ 3 ต้น แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ โคนต้น กลางต้น และปลายต้น ผลการศึกษาพบว่าสายต้น KK4 มีค่า MOR เฉลี่ยเท่ากับ 111.97 MPa และ MOE เฉลี่ยเท่ากับ 10 625.52 MPa และสายต้น KK19 มีค่า MOR เฉลี่ยเท่ากับ 102.73 MPa และ MOE เฉลี่ยเท่ากับ 9,625.20 MPa จากหนังสือคุณลักษณะของไม้ไทย กล่าวว่าเนื้อไม้ที่มี MOR สูงกว่า 95 MPa จัดเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงสูงได้ ซึ่งไม้กระถินลูกผสมสายต้น KK4 และ สายต้น KK19 มี MOR มากกว่า 95 MPa สามารถจัดเป็นไม้เนื้อแข็งแรงสูงได้ และ MOE ของสายต้น KK4 มีค่ามากกว่า สายต้น KK19 แสดงให้เห็นว่าเนื้อไม้ของสายต้นที่ KK4 มีความยืดหยุ่นมากกว่าสายต้นที่ KK19 เนื่องจากมีค่า MOE มากกว่า 10,000 MPa ขึ้นไป ส่วนการทดสอบคุณสมบัติเชิงกลหลังถูกปลวกใต้ดินเข้าทาลายในระยะเวลา 21 วัน ตามมาตรฐาน JIS K 1571 : 2010 พบว่าไม้กระถินลูกผสมสายต้น KK4 หลังถูกปลวกใต้ดินเข้าทาลายมี MOR เฉลี่ยเท่ากับ 94.92 ซึ่งมีอัตราลดลงร้อยละ 17.97 MOE เฉลี่ยเท่ากับ 10 062.67 MPa และ สายต้น K19 มี MO R เฉลี่ยเท่ากับ 89.46 MPa ซึ่งมีอัตราลดลงร้อยละ 14.84 และ MOE เฉลี่ยเท่ากับ 8,388.12 MPa</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/269350
ความหลากหลายของพรรณไม้ในป่าของชุมชนบ้านกวางงอยพัฒนา ตาบลโคกกลาง อาเภอลาปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์
2025-10-17T13:38:34+07:00
รัตนพร เจริญชาติ
aomcharoenchad_rtnp@hotmail.com
ชาคริต ณ ตะกั่วทุ่ง
chakrit.n@ku.ac.th
ขรรค์ชัย ประสานัย
fforkcp@ku.ac.th
<p>ปัจจุบันการจัดเก็บและเผยแพร่ข้อมูลพรรณไม้ในป่าชุมชนมีมากขึ้น มักจัดทาในรูปแบบเอกสารหรือแผ่นพับ จึงมีข้อจากัดในการเข้าถึงและปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไปมีความเสี่ยงข้อมูลสูญหายหรือขาดความแม่นยาทางวิชาการ การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อสารวจและจัดเก็บข้อมูลความหลากหลายของพรรณไม้ในป่าของชุมชนบ้านกวางงอยพัฒนา ตาบลโคกกลาง อาเภอลาปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ดาเนินการเก็บข้อมูลในปี พ.ศ. 2567 โดยวางแปลงตัวอย่าง<br />ทั้งหมด 11 แปลง เพื่อนาข้อมูลพรรณไม้จากการสารวจมาสร้างฐานข้อมูลที่เข้าถึงและเข้าใจได้ง่าย แสดงผลและจัดเก็บข้อมูลผ่านเว็บไซต์ Google My Maps และ Google Sheet ซึ่งใช้งานอย่างแพร่หลาย<br />ผลการศึกษาพบพรรณไม้ทั้งหมด 57 ชนิดจาก 29 วงศ์ เป็นสังคมป่าเต็งรังผสมป่าเบญจพรรณ โดยวงศ์ที่พบมากสุดคือถั่ว (Fabaceae) เช่น แดง ซาก มะค่าแต้ ไม้ต้นที่มีค่าดัชนีความสาคัญ (IVI) สูงสุดคือ พลองเหมือด เท่ากับ 53.82 รองลงมาคือ แดง มะกอกเกลื้อน ยอป่า และรัง ตามลาดับ มีค่าความหลากหลายของชนิด (H’) 2.47 จากการพัฒนาฐานข้อมูล สามารถจัดเก็บและแสดงผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลแปลงตัวอย่าง และรายละเอียดพรรณไม้ คลอบคลุมชื่อวิทยาศาสตร์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ การกระจายพันธุ์ และการใช้ประโยชน์ โดยดาเนินการทดสอบผู้ใช้งานจริงประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และบุคคลทั่วไป 30 คน รวมทั้งสิ้น 33 คน ผลการประเมินพบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมของการใช้งานฐานข้อมูลนี้อยู่ในระดับพึงพอใจมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10) ระบบฐานข้อมูลดังกล่าวช่วยจัดเก็บและปรับข้อมูลได้อย่างต่อเนื่อง และสนับสนุนการจัดการข้อมูลพรรณไม้ป่าชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/269103
การประเมินมูลค่าทางนันทนาการของสวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร
2025-09-29T15:37:31+07:00
ภูริณัฐ ไทยาพงศ์สกุล
phoorinat.th@ku.th
สันติ สุขสอาด
fforsss@ku.ac.th
อภิชาต ภัทรธรรม
fforacp@ku.ac.th
ศุภศิษย์ ศรีอักขรินทร์
fforsssr@ku.ac.th
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการนันทนาการของผู้ใช้บริการ และเพื่อประเมินมูลค่าทางนันทนาการของสวนเบญจกิติ โดยใช้วิธีค่าใช้จ่ายในการเดินทางระดับบุคคล และวิธีสมมติเหตุการณ์ให้ประมาณค่าโดยใช้ความเต็มใจที่จะจ่าย ใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ใช้บริการสวนเบญจกิติจานวน 400 คน ช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 และทาการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าต่าสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย และใช้สมการถดถอยพหุคูณโดยวิธี Stepwise<br /> ผลการศึกษาพบว่า ผู้ใช้บริการสวนเบญจกิติส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 26.56 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 22,384.43 บาท จานวนครั้งที่มาใช้บริการในรอบ 1 ปีเฉลี่ย 10.61 ครั้ง ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อมาพักผ่อน และมาใช้บริการกับเพื่อน มีจานวนสมาชิกในกลุ่มที่มาใช้บริการเฉลี่ย 3.51 คน ส่วนใหญ่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ระยะทางจากที่พักอาศัยมาสวนเบญจกิติเฉลี่ย 14.33 กิโลเมตร และค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการเดินทางมาใช้บริการสวนเบญจกิติเฉลี่ย 308.80 บาท การประเมินมูลค่าทางนันทนาการของสวนเบญจกิติโดยใช้วิธีค่าใช้จ่ายในการเดินทางระดับบุคคลมีมูลค่า 772,744,379.07 บาทต่อปี และการประเมินมูลค่าทางนันทนาการด้วยวิธีสมมติเหตุการณ์ให้ประมาณค่าโดยใช้ความเต็มใจที่จะจ่ายมีมูลค่า 88,266,548.13 บาทต่อปี การศึกษาครั้งนี้สามารถนาข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผน ในการจัดสรรงบประมาณสวนสาธารณะให้สอดคล้องและเหมาะสมต่อได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/269914
ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของสวนมะพร้าวน้าหอมในจังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม
2025-12-15T09:34:47+07:00
ฐิติภา บุญทองแก้ว
thitipa.bo@ku.th
สาพิศ ดิลกสัมพันธ์
sapit.d@ku.ac.th
วิรงรอง ดวงใจ
thitipa.bo@ku.th
<p>ศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนพื้นที่ปลูกพืชเกษตรยืนต้นมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการจัดทาบัญชีก๊าซเรือนกระจก ภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินของประเทศไทย แต่ในปัจจุบันยังขาดข้อมูลศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในสวนมะพร้าวน้าหอม ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจและพืชเกษตรที่มีความสาคัญ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการกักเก็บคาร์บอน ในมวลชีวภาพ และซากพืชของสวนมะพร้าว 9 แห่ง ในจังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม ซึ่งมีอายุและการจัดการที่แตกต่างกัน ทาการศึกษาโดยการพัฒนาสมการแอลโลเมตรี เพื่อประเมินมวลชีวภาพเหนือดินของมะพร้าว เก็บข้อมูลซากพืช และวิเคราะห์ปริมาณคาร์บอนในมวลชีวภาพส่วนต่าง ๆ และซากพืช เพื่อนาไปวิเคราะห์การกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ และซากพืช และความเพิ่มพูนของการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของสวนมะพร้าว</p> <p>จากการพัฒนาสมการประมาณมวลชีวภาพ พบว่า ตัวแปรเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงอกร่วมกับความสูงถึงทางใบแรก (DBH2Hf) ให้สมการที่เหมาะสมที่สุดในการประมาณมวลชีวภาพเหนือดิน (R2 = 0.7728) โดยมวลชีวภาพรวม และการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวมของสวนมะพร้าวน้าหอมทั้ง 9 แห่ง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 10.89 และ 4.90 ตันต่อไร่ ตามลาดับ และมีความเพิ่มพูนของการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของสวนมะพร้าว เท่ากับ 0.49 ตันต่อไร่ต่อปี คิดเป็น 1.79 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไร่ต่อปี โดยความเพิ่มพูนของการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของสวนมะพร้าวที่มีอายุมากมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้ยังพบว่า สวนมะพร้าวทั้ง 9 แห่ง พื้นที่รวม 46 ไร่ มีการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพรวม และในซากพืช เท่ากับ 32.37 และ 34.99 ตัน และมีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพ เท่ากับ 81.81 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี การศึกษาครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นว่า การกักเก็บคาร์บอนในสวนมะพร้าวมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอายุ รูปแบบการปลูก การจัดการต้นมะพร้าวน้าหอม และการจัดการซากพืชในสวนมะพร้าวน้าหอม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย
https://li01.tci-thaijo.org/index.php/tjf/article/view/271620
ความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของกอไผ่และการวางไข่ของหนอนไม้ไผ่ (Omphisa fuscidentalis) บริเวณสถานีเกษตรหลวงปางดะ จังหวัดเชียงใหม่
2026-04-23T13:44:50+07:00
ชุดาภา หอมเพียร
chudapa.ho@ku.th
เดชา วิวัฒน์วิทยา
Dacha5050@gmail.com
สราวุธ สังข์แก้ว
fforsws@ku.ac.th
<p>หนอนไม้ไผ่ หรือหนอนรถด่วน (Omphisa fuscidentalis) เป็นแมลงกินได้ที่มีราคาสูงและคนไทยนิยมรับประทาน หนอนไม้ไผ่สามารถพบได้ในป่าไผ่ธรรมชาติและในสวนไผ่ที่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของกอไผ่และ การวางไข่ของหนอนไม้ไผ่ได้ทาการศึกษาในแปลงปลูกไผ่เพื่อผลิตหน่อไผ่ขาย และเป็นแหล่งที่พบการกระจายตัวของหนอนไม้ไผ่ คือบริเวณสถานีเกษตรหลวงปางดะ จังหวัดเชียงใหม่ โดยทาการสารวจการวางไข่ของผีเสื้อหนอนไม้ไผ่ในปี พ.ศ. 2565 และสารวจลักษณะของกอไผ่ได้ทาการศึกษา 4 ลักษณะ คือ จานวนหน่อไผ่ จานวนลาไผ่ อัตราส่วนพื้นที่หน้าตัดลาไผ่ต่อพื้นที่กอ และการกระจายตัวของลาไผ่ต่อกอ จากนั้นนาผลการสารวจทั้งหมดมาหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะของลาไผ่และการวางไข่ของหนอนไม้ไผ่ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านลักษณะของลาไผ่ที่มีอิทธิพลต่อการวางไข่ของหนอนไม้ไผ่มากที่สุด ได้แก่ การกระจายตัวของลาไผ่ต่อกอ รองลงมาคือ จานวนหน่อไผ่ต่อกอ และจานวนลาไผ่ต่อกอ ตามลาดับ ส่วนอัตราส่วนพื้นที่หน้าตัดลาไผ่ต่อพื้นที่กอมีอิทธิพลน้อยที่สุด โดยการกระจายตัวของลาไผ่ต่อกอเป็นปัจจัยหลัก เนื่องจากกอไผ่ที่มีขึ้นเรียงชิดกันเอื้อต่อการเป็นแหล่งหลบซ่อนและเกาะอาศัยของตัวเต็มวัย (ผีเสื้อ) ส่งผลให้มีโอกาสวางไข่สูงขึ้น ขณะที่จานวนหน่อไผ่มีผลในลาดับถัดมา เนื่องจากกอที่มีหน่อจานวนมากสามารถเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมของหนอนไม้ไผ่ได้ สาหรับจานวนลาไผ่ต่อกอมีผลในระดับรอง เนื่องจากพื้นที่ศึกษามีการจัดการแปลงอย่างเป็นระบบ โดยมีการตัดสางกออย่างสม่าเสมอ ทาให้จานวนลาไผ่ไม่แตกต่างกันมากนัก ส่วนอัตราส่วนพื้นที่หน้าตัดลาไผ่ต่อพื้นที่กอต่อกอมีอิทธิพลน้อยที่สุด ซึ่งอาจเกิดจากความคลาดเคลื่อนของค่าที่ได้จากวิธีการคานวณ ทาให้ไม่สามารถสะท้อนผลกระทบที่ชัดเจนได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวนศาสตร์ไทย