การศึกษาปริมาณรังสีที่เจ้าหน้าที่และบุคคลใกล้ชิดได้รับจากผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจประเมินสมรรถภาพของหัวใจห้องล่างซ้าย โดยการใช้เทคนีเชียม-99 เอ็ม ติดฉลากกับเซลล์เม็ดเลือดแดง

ผู้แต่ง

  • กนกอร ภู่นาค ภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กรุงเทพมหานคร
  • พีระวรรณ โชชัย ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กรุงเทพมหานคร
  • จีรารัตน์ เทพเกลี้ยง ภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กรุงเทพมหานคร
  • วิชญาพร ถิ่นขาม ภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กรุงเทพมหานคร

คำสำคัญ:

ปริมาณรังสีที่แผ่ออกมา, การตรวจประเมินสมรรถภาพการทำงานของหัวใจแบบมัลติเกต, ปริมาณรังสีที่ผู้ปฏิบัติงานได้รับ

บทคัดย่อ

หลักการและวัตถุประสงค์ : การประเมินสมรรถภาพหัวใจโดยใช้ค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ด้วยเทคนิค multiple gated acquisition (MUGA) scan เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงและให้ค่าที่สามารถทำซ้ำได้ แต่มีขั้นตอนที่ผู้ป่วยต้องได้รับการฉีดสารเภสัชรังสีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งปริมาณรังสีที่แผ่ออกจากผู้ป่วยอาจส่งผลกระทบต่อบุคลากรทางการแพทย์ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อวัดปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาจากผู้ป่วยเข้ารับการตรวจประเมินสมรรถภาพของหัวใจห้องล่างซ้ายด้วยเทคนิค multiple gated acquisition (MUGA) scan ที่ระยะเวลาหลังฉีดสารเภสัชรังสีและระยะห่างจากผู้ป่วยที่แตกต่างกัน และประเมินค่าการได้รับรังสีของนักรังสีการแพทย์ ผู้ช่วยนักรังสีการแพทย์ และบุคคลที่ใกล้ชิดผู้ป่วยได้รับ

วิธีการศึกษา : การศึกษานี้ เป็นแบบเชิงพรรณนาไปข้างหน้า (Prospective descriptive study) ดำเนินการกับผู้ป่วยจำนวน 20 รายที่เข้ารับการตรวจ MUGA scan ณ แผนกเวชศาสตร์นิวเคลียร์ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล การวัดปริมาณรังสีดำเนินการโดยใช้เครื่องวัดรังสีที่ระดับใต้ลิ้นปี่ของผู้ป่วยในสองช่วงเวลา ได้แก่ ทันทีหลังฉีดสารเภสัชรังสี และ 40 นาทีหลังฉีด โดยทำการวัดที่ระยะห่าง 0.25, 0.50, 1.00 และ 2.00 เมตรจากผู้ป่วย จากนั้น คำนวณค่าปริมาณรังสีที่ได้รับของนักรังสีการแพทย์ ผู้ช่วยนักรังสีการแพทย์ และบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยได้รับ และเปรียบเทียบกับค่าขีดจำกัดปริมาณรังสีต่อปีที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันอันตรายจากรังสี

ผลการศึกษา: ค่าเฉลี่ยปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาจากผู้ป่วย ทันทีหลังฉีดสารเภสัชรังสี ที่ระยะ 0.25, 0.50 , 1.00  และ 2.00 เมตร คือ 60.65 ± 16.08, 27.53 ± 4.38, 11.20 ± 1.52 และ 3.84 ± 0.89 ไมโครซีเวิร์ต/ชั่วโมง (µSv/hr) ตามลำดับ ในขณะที่ 40 นาทีหลังฉีด ค่าลดลงเป็น 53.53 ± 16.60, 25.36 ± 4.52, 10.07 ± 1.33 และ 3.30 ± 0.57 µSv/hr ตามลำดับ ค่าปริมาณรังสีที่คำนวณได้สำหรับนักรังสีการแพทย์ ผู้ช่วยนักรังสีการแพทย์ ญาติหรือบุคคลที่ใกล้ชิดผู้ป่วยได้รับ ค่าเฉลี่ยสูงสุดที่ระยะ 0.25 เมตร คือ 3.90 ± 3.03, 2.59 ± 1.67 และ 38.93 ± 25.08 µSv ตามลำดับ

สรุป: ผลการศึกษาพบว่าปริมาณรังสีที่แผ่ออกจากผู้ป่วยมีค่าแปรผกผันกับระยะห่างจากผู้ป่วยและระยะเวลาหลังฉีดสารเภสัชรังสี นอกจากนี้ ค่าปริมาณรังสีที่นักรังสีการแพทย์ ผู้ช่วยนักรังสีการแพทย์ และบุคคลที่ใกล้ชิดผู้ป่วยได้รับยังคงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าขีดจำกัดที่กำหนดโดยคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันอันตรายจากรังสี (ICRP)

เอกสารอ้างอิง

Tanking C. Introduction to cardio-oncology: anthracyclines induced cardiotoxicity. J Chulabhorn Royal Acad 2021;3(2):71-9.

Yang SN, Sun SS, Zhang G, Chou KT, Lo SW, Chiou YR, et al. Left ventricular ejection fraction estimation using mutual information on technetium-99m multiple-gated SPECT scans. Biomed Eng Online 2015;14:119. doi:10.1186/s12938-015-0117-2.

International commission on radiological protection. The 2007 Recommendations of the International Commission on Radiological Protection. ICRP Publication No. 103. New York: Pergamon Press; 2007.

Bartlett ML. Estimated dose from diagnostic nuclear medicine patients to people outside the Nuclear Medicine department. Radiat Prot Dosimetry 2013;157(1):44-52. doi:10.1093/rpd/nct119.

Stenstad LI, Pedersen GA, Landmark AD, Brattheim B. Nuclear radiation dose to the surroundings from patients who are undergoing nuclear medicine examinations. Rad Open 2014;1:10-18. doi:10.7577/radopen.1196.

Cheebsumon P. Radiation dose obtained from whole body bone scans. J DMS 2020;45:148-53.

Wisetnan C, Awikunprasert P, Kaewsombat T, Molee P. Radiation emitted from patients undergoing nuclear medicine examination at Udonthani Cancer Hospital. J Assoc Med Sci 2021;54:73-7.

Kim HS, Cho JH, Shin SG, Dong KR, Chung WK, Chung JE. A study on quantitative analysis of exposure dose caused by patient depending on time and distance in nuclear medicine examination. Radiat Eff Defects Solids 2012;168(1):80–7. doi:10.1080/10420150.2012.670859.

Dennis E. Inverse square law applied in radiation [Internet]. 2019 [cited Dec 6, 2024]. Available from: https://www.researchgate.net/publication/331717578_inverse_square_law_applied_in_radiation

Udon Y. Inverse square law and radiation protection [Internet]. [cited Mar 23, 2022]. Available from: http://nkc.tint.or.th/nkc5004/nkc5004k.html

Gültekin SS, Sahmaran T. Importance of bladder radioactivity for radiation safety in nuclear medicine. Mol Imaging Radionucl Ther 2013;22(3):94–7. doi:10.4274/Mirt.18480.

Parihar AS, Chopra S, Prasad V. Nephrotoxicity after radionuclide therapies. Transl Oncol 2022;15(1):101295. doi:10.1016/j.tranon.2021.101295.

Bolch WE, Eckerman KF, Sgouros G, Thomas SR. MIRD pamphlet No. 21: A generalized schema for radiopharmaceutical dosimetry—standardization of nomenclature. J Nucl Med 2009;50(3):477-84. doi:10.2967/jnumed.108.056036.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-06-23

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ภู่นาค ก, โชชัย พ, เทพเกลี้ยง จ, ถิ่นขาม ว. การศึกษาปริมาณรังสีที่เจ้าหน้าที่และบุคคลใกล้ชิดได้รับจากผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจประเมินสมรรถภาพของหัวใจห้องล่างซ้าย โดยการใช้เทคนีเชียม-99 เอ็ม ติดฉลากกับเซลล์เม็ดเลือดแดง. SRIMEDJ [อินเทอร์เน็ต]. 23 มิถุนายน 2025 [อ้างถึง 2 กุมภาพันธ์ 2026];40(3):367-75. available at: https://li01.tci-thaijo.org/index.php/SRIMEDJ/article/view/266037

ฉบับ

ประเภทบทความ

Original Articles