การวิเคราะห์ประสิทธิภาพและความเป็นไปได้ของการให้น้ำชลประทานเพื่อเพิ่มผลผลิตอ้อย ในพื้นที่ปลูกอ้อยรอบโรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอีสาน
DOI:
https://doi.org/10.14456/thaidoa-agres.2018.2คำสำคัญ:
อ้อย, การให้น้ำ, ABC analysisบทคัดย่อ
การผลิตอ้อยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักประสบปัญหาสภาวะความแห้งแล้ง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลผลิตต่ำ การให้น้ำจึงเป็นแนวทางที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตได้แต่ยังมีข้อจำกัดของแหล่งน้ำชลประทาน จึงได้ศึกษาความเป็นไปได้ของการให้น้ำชลประทานในพื้นที่ปลูกอ้อยรอบโรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอีสาน ในรัศมี 60 กม. ซึ่งมีพื้นที่ปลูกอ้อย 630,915 ไร่ แบ่งได้เป็น 68 SMU (Simulation Mapping Unit) ประกอบไปด้วย 5 เขตน้ำฝน และ 23 กลุ่มชุดดิน แต่ละ SMU ใช้แบบจำลอง canegro model จำลองผลผลิตของอ้อย 10 ปี ใน 2 รูปแบบการจัดการน้ำ คือแบบอาศัยน้ำฝน และให้น้ำชลประทาน ใช้ข้อมูลภูมิอากาศรายวันตั้งแต่ปี พ.ศ.2543 - 2552 และใช้อ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 เป็นตัวแทนหาความแตกต่างของผลผลิตและปริมาณน้ำที่ให้เพิ่มระหว่างการจัดการน้ำทั้งสองรูปแบบ จากนั้นนำไปซ้อนทับกับแผนที่ปริมาณน้ำใต้ดิน เพื่อหาต้นทุนการให้น้ำ ผลตอบแทนและความเป็นไปได้
ของการให้น้ำชลประทานในแต่ละ SMU โดยวิธีการ ABC analysis จากการจำลอง พบว่า แต่ละ SMU ต้องการน้ำสำหรับให้น้ำชลประทานแตกต่างกัน ตั้งแต่ 138 ถึง 658 มล. ตลอดฤดูปลูกและทำให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้น 1.1- 8.4ตัน/ไร่ แต่การให้น้ำมีต้นทุนตั้งแต่ 815 ถึง 9,561 บาท/ไร่ ทำให้ได้รับผลตอบแทนตั้งแต่ -331 ถึง 11,034 บาท/ไร่ SMU ที่มีความเป็นไปได้และมีประสิทธิภาพมากสำหรับการนำเอาน้ำใต้ดินมาใช้มีพื้นที่ 381,359 ไร่ มีความเป็นไปได้และมีประสิทธิภาพปานกลางจำนวน 149,133 ไร่ มีความเป็นไปได้แต่ไม่มีประสิทธิภาพจำนวน 100,005 ไร่ และพบว่าพื้นที่ปลูก 418 ไร่ ไม่เหมาะสมสำหรับการให้น้ำ
ชลประทาน สรุปได้ว่าถึงแม้ว่าการให้น้ำทำให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้น แต่มีผลตอบแทนแตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะของชนิดดิน ปริมาณน้ำฝน และปริมาณน้ำใต้ดิน ดังนั้นการประเมินประสิทธิภาพของพื้นที่ ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการลงทุนให้น้ำ
แก่อ้อยได้
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
วารสารวิชาการเกษตร