อิทธิพลของระยะสุกแก่และการลดความชื้นต่อความงอก ความแข็งแรง และการรั่วไหลของเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองในระหว่างการเก็บรักษา

ผู้แต่ง

  • อารมย์ ศรีพิจิตต์ คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

DOI:

https://doi.org/10.14456/thaidoa-agres.2001.6

คำสำคัญ:

ถั่วเหลือง, การสุกแก่ของเมล็ด, การลดความชื้น, คุณภาพเมล็ดพันธุ์, การเก็บรักษา

บทคัดย่อ

การเก็บเกี่ยวเมล็ดที่สุกแก่ทางสรีรวิทยา (PM) และลดความชื้นในที่ร่มน่าที่จะเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลือง [Glycine max (L.) Merr.] การศึกษานี้เป็นการวิจัยเพื่อประเมินผลของระยะสุกแก่ของเมล็ด และการลดความชื้นต่อความงอก ความแข็งแรง และการรั่วไหลของเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองในระหว่างการเก็บรักษา เก็บเกี่ยวเมล็ดซึ่งปลูกที่อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานีในระหว่างฤดูฝนของปี 2542 ที่ระยะ PM และเมื่อสุกแก่ในแปลง (FM) มาลดความชื้นโดยไม่ต้องนวด โดยให้เมล็ดแห้งลงอย่างช้า ๆ ภายในร่มของห้องปฏิบัติการและแห้งอย่างรวดเร็วด้วยแสงอาทิตย์ นวดเมล็ดด้วยมือ เมื่อความชื้นเมล็ดลดลงเหลือ 14-15% แล้วลดความชื้นต่อไปจนกระทั่งเมล็ดมีความชื้น 8-9 % เมล็ดที่ PM ซึ่งลดความชื้นด้วยแสงอาทิตย์แสดงการลดลงของความแข็งแรง เมื่อเก็บรักษาได้ 120 วัน การเสื่อมสภาพปรากฎออกมาให้เห็นทั้งที่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงในความงอก โดยมีการลดลงของ TZ1 การเพิ่มขึ้นของ TZ3 ถึง TZ5 อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เกิดขึ้นน้อยในเมล็ดที่ PM ซึ่งลดความชื้นในที่ร่ม เมล็ดที่ FM ซึ่งลดความชื้นด้วยแสงอาทิตย์แสดงการรั่วไหลออกมาให้เห็นในระยะเริ่มแรกของการดูดน้ำโดยตลอดระยะการเก็บรักษา 90 วัน ในขณะที่เมล็ดที่ PM ซึ่งลดความชื้นด้วยแสงอาทิตย์ มีการรั่วไหลเกิดขึ้นเมื่อเก็บรักษาไปได้ 120 วัน ผลการทดลองนี้เสนอแนะว่าการเก็บเกี่ยวเมล็ดที่ PM และลดความชื้นในที่ร่มสามารถรักษาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ไว้ได้ วิธีการนี้น่าที่จะเหมาะสมสำหรับเกษตรกรเพราะสามารถเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสื่อมคุณภาพของเมล็ดพันธุ์เนื่องจากสภาพอากาศไม่เหมาะสม

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2001-03-07

รูปแบบการอ้างอิง

ศรีพิจิตต์ อ. (2001). อิทธิพลของระยะสุกแก่และการลดความชื้นต่อความงอก ความแข็งแรง และการรั่วไหลของเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองในระหว่างการเก็บรักษา. วารสารวิชาการเกษตร, 19(1), 58–70. https://doi.org/10.14456/thaidoa-agres.2001.6

ฉบับ

ประเภทบทความ

งานวิจัย