ความลึกและความหนาแน่นของรากข้าวโพดและข้าวฟ่างที่ปลูกภายใต้สภาพการใช้น้ำฝน
บทคัดย่อ
ทำการปลูกข้าวโพด (สุวรรณ 1) และข้าวฟ่าง (KU 439) ในดิน Typic Pazlequults, Fine loamy ภายใต้สภาพการใช้น้ำในที่แปลงทดลองของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2527 โดยมีระยะปลูก 25 x 75 ซม. สำหรับข้าวโพด และ 10 x 75 ซม. สำหรับข้าวฟ่าง ทำการเก็บตัวอย่างรากเพื่อวัดความลึก จำนวน และความหนาแน่นของรากครั้งแรกหลังจากพืชทั้งสองมีอายุได้ 15 วัน และทุก ๆ 15 วัน หลังจากนั้นจนกระทั่งถึงเก็บเกี่ยว โดยใช้วิธี frame monolith พร้อมกับการเก็บตัวอย่างรากทุกครั้งจะทำการเก็บตัวอย่างดินในทุก ๆ ช่วงความลึก 10 ซม. เพื่อนำไปวัดความหนาแน่นรวมและปริมาณความชื้นในดิน
จากการศึกษาพบว่าในระยะแรกของการเจริญ ข้าวโพดสามารถหยั่งรากลงไปได้ลึกกว่าข้าวฟ่าง แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อฟืชทั้งสองมีอายุได้ 45 วัน ก็สามารถที่จะหยั่งรากลงไปได้ลึกกว่า 100 ซม. ระยะนี้พืชทั้งสองจะมีปริมาณและความหนาแน่นของรากมากที่สุดโดยเฉพาะในดินชั้นบน (0-10 ซม.) ทั้งปริมาณรากและความหนาแน่นของรากจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อความลึกของดินเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะความหนาแน่นรวมของดินเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าปริมาณรากทั้งหมดของข้าวโพดจะมากกว่าของข้าวฟ่างก็ตาม แต่การลดลงของปริมาณและความหนาแน่นของรากข้าวฟ่างจะต่ำกว่าของข้าวโพด และในช่วงความลึกมาก ๆ (>60 ซม.) ข้าวฟ่างจะมีปริมาณและความหนาแน่นของรากมากกว่าข้าวโพด สหสัมพันธ์ระหว่างปริมาณรากและความหนาแน่นของรากในทุก ๆ ช่วงการเจริญของข้าวโพดอยู่ในลักษณะ exponential sigmoid growth ซึ่งสหสัมพันธ์ในลักษณะนี้จะพบเช่นเดียวกันในช่วงแรกของการเจริญของข้าวฟ่าง แต่เมื่อข้าวฟ่างมีอายุมากขึ้นพบว่าสหสัมพันธ์จะอยู่ในลักษณะของ sigmoid growth จากการวัดปริมาณความชื้นในดินพบว่า ความชื้นในดินทุก ๆ ช่วงของการเจริญของพืชทั้งสองมีปริมาณสูง ซึ่งไม่น่าเป็นข้อจำกัดในการเจริญและการหยั่งรากของพืชทั้งสอง แต่การเจริญและการหยั่งรากจะขึ้นอยู่กับชนิดของพืช และคุณสมบัตืต่าง ๆ ของดินในแต่ละช่วงความลึกนั้น ๆ
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
วารสารวิชาการเกษตร