ผลการใช้สารยับยั้งยูรีเอสที่มีต่อการสูญเสียแอมโมเนียและประสิทธิภาพของปุ๋ยยูเรียเมื่อหว่านในนาข้าว
DOI:
https://doi.org/10.14456/thaidoa-agres.2001.8คำสำคัญ:
yclohexylhposphorictriamide, phenylacetylene, (N (n-butyl) phosphorictriamide, ยูเรีย, การระเหยของแอมโมเนีย, นาข้าวบทคัดย่อ
ได้ดำเนินการทดลอง ณ สถานีทดลองข้าวสุพรรณบุรี (ชุดดินพิมาย : vertic Tropaquepts) ในฤดูนาปรัง ปี 2536 เพื่อทดสอบผลของสารยับยั้งยูรีเอส 2 ชนิด คือ cyclohexylphosporictriamide (CHPT) และ ์N-(n-butyl) phosphoric triamide (NBPTO) ในอัตรา 1% ของน้ำหนักยูเรีย เมื่อใส่เพียงอย่างเดียวหรือใส่ร่วมกับสารกำจัดสาหร่าย (copper sulfate + terbutryn) และสารยับยั้งไนตริฟิเคชั่น (phenylacetylene) ที่มีต่อการสูญเสียแอมโมเนียและประสิทธิภาพของปุ๋ยยูเรียเมื่อหว่านให้แก่ต้นข้าวพันธุ์สุพรรณบุรี 90 ในอัตรา 9.6 กก. ไนโตรเจนต่อไร่ผลการทดลองพบว่าการใส่สารกำจัดสาหร่ายร่วมกับยูเรียสามารถลดการเจริญเติบโตของสาหร่ายที่อาศัยอยู่ในนา และรักษาระดับ pH ของน้ำที่ท่วมขังดินให้ต่ำกว่าตำรับที่ใส่ยูเรียอย่างเดียวเป็นระยะเวลานานถึง 11 วันภายหลังการใส่ยูเรีย สารยับยั้งยูเรียูรีเอสทั้งสองชนิดลดปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสของยูเรียได้อย่างเด่นชัด และ CHPT มีประสิทธิภาพดีกว่า NBPT (O) โดนการใส่ CHPT สามารถรักษาระดับปริมาณความเข้มข้นของ amoniacal-N อยู่ต่ำกว่า 2 gm เป็นระยะเวลานานถึง 11 วัน ซึ่งมีผลลดการสูญเสียแอมโมเนียประมาณ 90% การใส่ NBPT (O) หรือ CHPT ร่วมกับยูเรียให้ผลผลิตข้าวไม่แตกต่างจากตำรับที่ใส่ยูเรียเพียงอย่างเดียว(502.4 กก./ไร่) แต่เมื่อใส่สารยับยั้งยูรีเอสแต่ละชนิดร่ยมกับสารกำจัดสาหร่ายหรือสารกำจัดสาหร่าย + สารยับยั้งไนตริฟิเคชั่น พบว่า ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ในการวัดความสมดุล ไนโตรเจน 15 ในระบบดินและพืชตอนสาหร่าย และ NBPT (0) + สารกำจัดสาหร่าย + สารยับยั้งไนตริฟิเคชั่นให้ปริมาณการตรวจพบไนโตรเจน 15(%ของไนโตรเจนที่ใส่ลงไป) ในเมล็ดเป็น 2 เท่าของปริมาณการตรวจพบในตำรับที่ใส่ยูเรียเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ CHPT เมื่อปฏิบัติอย่างเดียวกันให้ปริมาณการตรวจพบไนโตรเจน 15 สูงเป็น 3 เท่า ปริมาณตรวจพบไนโตรเจน 15 ในต้นพืชทั้งหมดมีรูปแบบคล้ายคลึงกับที่ตรวจพบในเมล็ด
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
วารสารวิชาการเกษตร