การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินและเพิ่มผลผลิตอ้อยโดยระบบเกษตรยั่งยืน

ผู้แต่ง

  • ปรีชา พราหมณีย์

คำสำคัญ:

ปุ๋ยพืชสด, ปุ๋ย, ผลตอบแทน, อินทรียฺวัตถุ, ประเทศไทย

บทคัดย่อ

ดินที่ผ่านการไถพรวนปลูกอ้อยมาเป็นเวลานานจะเสื่อมสภาพลงทั้งลักษณะโครงสร้างและความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะในแหล่งปลูกอ้อยภาคตะวันตก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นดินชุดกำแพงแสนมีส่วนประกอบของอนุภาค silt มากทำให้เกิดการอัดแน่นได้ง่าย วิธีที่ดีที่สุดในการปรับปรุงดินเหล่านี้ คือการเพิ่มปริมาณอินนทรียวัตถุ การใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักจะไม่เพียงพอสำหรับไร่อ้อยขนาดใหญ่ ปุ๋ยคอกมีราคาแพงไม่สะดวกในการขนส่งและหาได้ยาก การปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดอาจปฏิบัติได้ง่ายกว่าในปี 2534 ได้ทำการทดลองเบื้องต้นขึ้นพบว่า แนวทางที่จะใช้ปุ๋ยพืชสดกับอ้อยเป็นไปได้อย่างยิ่ง ในปี 2535 ถึง 2537 จึงทำการศึกษาในรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น หาผลตอบสนองของอ้อยต่อการใช้ปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมี ทั้งในอ้อยปลูกและอ้อยตอ การใช้ปุ๋ยกัมมันตภาครังสี (15N) ศึกษาปริมาณไนโตรเจนที่อ้อยได้รับจากการใช้ปุ๋ยพืชสด การใช้ Microplot Techinqueศึกษาประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีที่ใช้ร่วมกับปุ๋ยพืชสด ตลอดจนนำวิธีการดังกล่าวไปทดสอบในไร่เกษตรกร
ผลการทดลองพบว่า การไถกลบปุ๋ยพืชสดทำให้อินทรียวัตถุในดินเพิ่มขึ้น ทำให้ความหนาแน่นของดินชั้นบนลดลง ดินมีช่องว่างเก็บกักน้ำและอากาศได้มากขึ้น ทำให้อ้อยแตกกอเพิ่มขึ้น ผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้น 1-3 ตันต่อไร่ ผลการทดลองในไร่เกษตรกรพบว่าการไถกลบถั่วพร้า โสนแอฟริกัน และปอเทือง เพิ่มผลผลิตของอ้อยปลูกได้ 1-2 ตันต่อไร่ และเพิ่ม 1-3 ตันต่อไร่ในอ้อยตอ 1 การศึกษาโดยใช้ปุ๋ยกัมมันตภาพรังสีพบว่า การไถกลบปอเทืองและโสนแอฟริกันเพิ่มไนโตรเจนให้แก่ดิน 11 กิโลกรัมต่อไร่ และอ้อยดูดไนโตรเจนส่วนนี้ไปใช้ 2 กิโลกรัมต่อไร่ การใช้ปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีไม่ทำให้ประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีลดลงแต่อย่างใด ขณะนี้กำลังหาแนวทางส่งเสริมให้เกษตรกรนำไปปฏิบัติ แต่ยังพบปัญหาเรื่องการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ขาดความชื้นในดินในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมตลอดจนความไม่สะดวกในการปฏิบัติ ซึ่งควรหาแนวทางแก้ไขต่อไป

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2020-01-24

รูปแบบการอ้างอิง

พราหมณีย์ ป. (2020). การปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินและเพิ่มผลผลิตอ้อยโดยระบบเกษตรยั่งยืน. วารสารวิชาการเกษตร, 14(2), 97–106. สืบค้น จาก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/thaiagriculturalresearch/article/view/236759

ฉบับ

ประเภทบทความ

งานวิจัย