การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตในโซ่อุปทานกล้วยไข่ กรณีศึกษาจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดเพชรบุรี
DOI:
https://doi.org/10.14456/thaidoa-agres.2014.20คำสำคัญ:
การจัดการโซ่อุปทาน, กล้วยไข่, การวิเคราะห์ต้นทุนบทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ศึกษาระบบการจัดการและต้นทุนในโซ่อุปทานกล้วยไข่ เพื่อทราบสถานภาพปัจจุบัน และแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และส่งออกได้มากขึ้น การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบ semi-structure ตามหลักแบบจำลองอ้างอิงการดำเนินงานโซ่อุปทาน (SCOR-Model) และเปรียบเทียบต้นทุน ผลกำไร รวมทั้งปริมาณ และคุณภาพผลผลิตโดยศึกษาในพื้นที่ จ.จันทบุรีและเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกษตรกรมีการปลูกกล้วยไข่เชิงการค้าเป็นจำนวนมาก พบว่าการจัดการโซ่อุปทานใน จ.จันทบุรีและเพชรบุรี มีความแตกต่างกัน โดย จ.จันทบุรีผลผลิตมีการส่งออกตลาดต่างประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน จึงเน้นการจัดการ ด้านคุณภาพเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกเป็นพืชแซม หรือแบบผสม (Mixed Intercropping)ร่วมกับพืชสวนอื่นๆ อีก 4-5 ชนิด เช่น ทุเรียนเงาะ มังคุด ลองกอง ส่วนจ.เพชรบุรี มีการผลิตเพื่อจำหน่ายตลาดภายในประเทศ เน้นการแข่งขันด้านราคา และการมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ นิยมปลูกเป็นแถว (Row intercropping) สลับกับการปลูกพืชอื่น 1-2 ชนิด เช่น มะนาว มะละกอ สำหรับการวิเคราะห์ต้นทุนด้านการผลิต ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และต้นทุนรวม ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ในจ.จันทบุรี เท่ากับ 18.35, 7.78และ 26.13 บาท/กก. ตามลำดับ ส่วนคุณภาพผลผลิต พบว่าคุณภาพผลผลิตมีความแตกต่างกัน ในพื้นที่ จ.จันทบุรีและเพชรบุรี มีราคาขายผลผลิตเฉลี่ย 29.86 บาท/กก. ผลกำไรเฉลี่ย5.27 บาท/กก. ซึ่งสูงกว่า จ.เพชรบุรี ที่มีต้นทุนด้านการผลิต ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และต้นทุนรวม 3.65, 4.50 และ 8.15 บาท/กก. ตามลำดับมีราคาขายผลผลิตเฉลี่ย 11.76 บาท/กก.ผลกำไรเฉลี่ย 2.60 บาท/กก. สำหรับปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ ในพื้นที่จ.เพชรบุรี 2,071.369กิโลกรัม สูงกว่าจ.จันทบุรี ที่มีปริมาณผลผลิตเฉลี่ย/ไร่ เท่ากับ 419.53 กิโลกรัม โดยต้นทุน ผลกำไร รวมทั้งปริมาณและราคาขายผลผลิตในพื้นที่จ.จันทบุรีและ จ.เพชรบุรี มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05สำหรับปัญหาอุปสรรคในการผลิต พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าก่อนการปลูก ไม่ปฏิบัติตามระบบการจัดการคุณภาพGAP มีการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชในปริมาณมาก แนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพในการผลิต สามารถทำได้โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรมีการวางแผนการผลิตที่ดีล่วงหน้าก่อนการปลูก เช่น การตรวจวิเคราะห์ดิน การกำหนดช่วงเวลาการปลูก-การเก็บเกี่ยว การปฏิบัติตามระบบการจัดการคุณภาพ GAP การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมักและสารชีวภาพ ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่ม เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองราคาซื้อขายผลผลิตและปัจจัยการผลิต และภาครัฐควรมีการส่งเสริมให้มีการทำการเกษตรแบบพันธสัญญา (Contract Farming) เพื่อลดปัญหาการผันผวนของราคาผลผลิต กระตุ้นและผลักดันให้เกษตรกร มีการบริหารจัดการผลผลิตได้อย่างมีคุณภาพ
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2017 วารสารวิชาการเกษตร (Thai Agricultural Research Journal)

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
วารสารวิชาการเกษตร