เปรียบเทียบวิธีการหาเนื้อยางแห้งและความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อยางแห้งกับองค์ประกอบทางชีวเคมีและปริมาณธาตุอาหารพืชในน้ำยางพารา

ผู้แต่ง

  • ณัฐพงศ์ ศรีสมบัติ สำนักพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร
  • จำเป็น อ่อนทอง ภาควิชาธรณีศาสตร์ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
  • อภิชาต เกื้อก่อบุญ สถานีวิจัยเทพา คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่

DOI:

https://doi.org/10.14456/thaidoa-agres.2013.3

คำสำคัญ:

เนื้อยางแห้ง, องค์ประกอบทางชีวเคมี, ธาตุอาหารพืช, น้ำยางพารา

บทคัดย่อ

การซื้อขายน้ำยางจะคำนึงถึงปริมาณเนื้อยางแห้ง และวิธีการหาปริมาณเนื้อยางแห้งมีหลายวิธีด้วยกัน แต่ละวิธีอาจส่งผลให้ได้ปริมาณเนื้อยางแห้งที่แตกต่างกัน จึงได้ทำการเปรียบเทียบปริมาณเนื้อยางที่ได้จาก 4 วิธีคือ 1) วิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการ 2) วิธีตกตะกอนด้วย trichloroacetic acid 3) วิธีอบโดยเครื่องไมโครเวฟ และ 4) วิธีอบโดยใช้ตู้อบ พบว่าวิธีการหาเนื้อยางแห้งโดยการอบด้วยเครื่องไมโครเวฟ ให้ค่าเนื้อยางแห้งที่ต่ำกว่าวิธีมาตรฐานในห้องปฏิบัติการ แต่มีความสัมพันธ์กันสูง (r = 0.999) และสามารถสร้างสมการทำนายค่าเนื้อยางแห้งที่แท้จริง (y) จากเนื้อยางแห้งที่วิเคราะห์ด้วยวิธีการอบด้วยเครื่องไมโครเวฟ (x) ได้ (y = 1.205x5.220, R2 = 0.998) ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเนื้อยางแห้งกับปริมาณธาตุอาหาร และองค์ประกอบทางชีวเคมีในน้ำยาง พบว่าในยางก่อนเปิดกรีด เนื้อยางแห้งมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอนินทรีย์ฟอสฟอรัสและมีความสัมพันธ์เชิงลบกับแอมโมเนียโพแทสเซียม และแมกนีเซียมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในขณะทีในส่วนยางพาราหลังเปิดกรีดเนื้อยางแห้งมีความสัมพันธ์เชิงลบกันอนินทรีย์ ฟอสฟอรัส ไทออล โพแทสเซียม และแมกนีเซียมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิเคราะห์องค์ประกอบทางชีวเคมี และปริมาณาธาตุอาหารในน้ำยาง จึงสะท้อนถึงกิจกรรมการสร้างเนื้อยาง และนำไปใช้เป็นหลักในการปรับชนิดและอัตราปุ๋ย และระบบกรีดให้มีความเหมาะสมกับเนื้อยางพารา

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2013-08-31

รูปแบบการอ้างอิง

ศรีสมบัติ ณ., อ่อนทอง จ., & เกื้อก่อบุญ อ. (2013). เปรียบเทียบวิธีการหาเนื้อยางแห้งและความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อยางแห้งกับองค์ประกอบทางชีวเคมีและปริมาณธาตุอาหารพืชในน้ำยางพารา. วารสารวิชาการเกษตร, 31(2), 123–138. https://doi.org/10.14456/thaidoa-agres.2013.3

ฉบับ

ประเภทบทความ

งานวิจัย