อิทธิพลของสายพันธุ์และพื้นที่ปลูกต่อผลผลิตและสมบัติบางประการของแป้งมันสำปะหลัง
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษาอิทธิพลของสายพันธุ์และพื้นที่ปลูกต่อคุณสมบัติแป้งมันสำปะหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสายพันธุ์ พื้นที่ปลูก และปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองปัจจัยต่อผลผลิตและคุณสมบัติของแป้งมันสำปะหลัง โดยใช้มันสำปะหลัง 4 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ห้วยบง 60 พันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 พันธุ์ระยอง 3 และพันธุ์พิรุณ 1 ปลูกในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ ยโสธร กาฬสินธุ์ มุกดาหาร และสกลนคร ดำเนินการทดลองระหว่างวันที่ 15 มกราคม–25 ธันวาคม พ.ศ. 2567 วางแผนการทดลองแบบ Factorial in Randomized Complete Block Design (RCBD) 4×4 จำนวน 3 ซ้ำ และวิเคราะห์ความแปรปรวนของข้อมูล สายพันธุ์และพื้นที่ปลูกมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อผลผลิตและคุณสมบัติของแป้งมันสำปะหลังหลายลักษณะ โดยพันธุ์ห้วยบง 60 ให้จำนวนหัวต่อต้นสูงที่สุด (16.33 หัวต่อต้น) มีเปอร์เซ็นต์แป้งเฉลี่ยสูงที่สุด (26.5 %) และให้ผลผลิตแป้งต่อไร่สูงที่สุด (1,955.6 กิโลกรัมต่อไร่) ขณะที่พันธุ์พิรุณ 1 ให้ผลผลิตและเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำที่สุด ส่วนผลของพื้นที่ปลูก พบว่า จังหวัดยโสธรให้ผลผลิตหัวมันสดเฉลี่ยสูงที่สุด (7,100 กิโลกรัมต่อไร่) ในขณะที่จังหวัดสกลนครให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงที่สุด (25.0 %) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสายพันธุ์และพื้นที่ปลูกมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อผลผลิตและคุณภาพแป้ง โดยพันธุ์ห้วยบง 60 ที่ปลูกในจังหวัดสกลนครให้จำนวนหัวและเปอร์เซ็นต์แป้งสูงที่สุด (17 หัวต่อต้น และ 27.5 % ตามลำดับ) แสดงให้เห็นว่าสายพันธุ์มันสำปะหลังตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมแตกต่างกันตามพื้นที่ปลูก สรุปได้ว่า การเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตและคุณภาพแป้งมันสำปะหลัง โดยพันธุ์ห้วยบง 60 มีศักยภาพสูง เหมาะสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมแปรรูปแป้งมันสำปะหลังในประเทศไทย
Downloads
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เจ้าของลิขสิทธิ์ (สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์) ผู้เขียน ตกลงว่าการทำสำเนาบทความหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของบทความดังกล่าวในรูปแบบสิ่งพิมพ์หรืออิเล็กทรอนิกส์ตามที่ได้รับอนุญาต จะต้องระบุประกาศลิขสิทธิ์ตามที่กำหนดไว้ในวารสาร พร้อมทั้งอ้างอิงข้อมูลฉบับสมบูรณ์ของบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารที่จัดทำโดย สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ อย่างครบถ้วนทุกครั้ง
เอกสารอ้างอิง
El-Sharkawy, M. A. Cassava biology and physiology. Plant Molecular Biology, 2004; 56(4), 481-501. https://doi.org/10.1007/s11103-005-2270-7
Piyachomkwan, K., Tanticharoen, M. Cassava Industry in Thailand: Prospects., The Journal of the Royal Institute of Thailand. 2011; 111, 160-170. https://www.thaiscience.info/Journals/Article/TJRI/10990668.pdf
Moorthy, S. N. Physicochemical and functional properties of tropical tuber starches: A review. Starch-Stärke. 2002; 54(12), 559-592. https://doi.org/10.1002/1521-379X(200212)54:12%3C559::AID-STAR2222559%3E3.0.CO;2-F
Howeler, R. H. Cassava mineral nutrition and fertilization. In R. J. Hillocks, J. M. Thresh, A. C. Bellotti (Eds.), Cassava: Biology, production and utilization. CABI Publishing. 2002; 115-147. http://ciat-library.ciat.cgiar.org/Articulos_CIAT/cabi_10ch7.pdf
Mbe, J. O., Dzidzienyo, D., Abah, S. P., Njoku, D. N., Aghogho, C. I., Onyeka, J., Tongoona, P., Egesi, C. Genotype by environment interaction effect and fresh root yield stability of cassava genotypes under contrasting nitrogen regimes. Scientific Reports. 2024; 14(1), Article 20718. https://doi.org/10.1038/s41598-024-71157-0
Nassar, N. M. A., Ortiz, R. Cassava improvement: Challenges and impacts. The Journal of Agricultural Science. 2007; 145(2), 163-171. https://doi.org/10.1017/S0021859606006575
Charles, A. L., Sriroth, K., Huang, T. C. Proximate composition, mineral contents, hydrogen cyanide and phytic acid of 5 cassava genotypes. Food Chemistry. 2005; 92(4), 615-620. https://doi.org/10.1016/j.foodchem.2004.08.024