การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน

Main Article Content

นรากร สารีแหล้
กฤษณา ทรัพย์สิริโสภา

บทคัดย่อ

การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน และศึกษาประสิทธิผลของระบบการดูแลที่พัฒนาขึ้น ดำเนินการเป็น 3 ระยะคือ 1) ระยะประเมินสถานการณ์ 2) ระยะพัฒนารูปแบบ และ 3) ระยะประเมินผล กลุ่มตัวอย่างคือผู้ป่วยยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง จำนวน 70 คน ผู้ดูแลจำนวน 70 คน และบุคลากรเครือข่ายสุขภาพชุมชนจำนวน 26 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจงทำการศึกษาระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2567-30 กันยายน 2568 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (OAS) แบบประเมินความเครียด (ST-5) แบบประเมินการใช้ยาเสพติดซ้ำ แบบประเมินการขาดนัด แบบติดตามประเมินผล แนวทางการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติอ้างอิงที่ระดับนัยสำคัญ 0.05


            ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน “COMMUNITY Model” ประกอบด้วย 9 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) คัดกรองกลุ่มเสี่ยงในชุมชนและเฝ้าระวังสัญญาณเตือน 2) ทีมเชิงรุกลงเยี่ยมบ้านและเข้าถึงผู้ป่วยรวดเร็ว 3) ติดตามอาการและพฤติกรรมต่อเนื่อง 4) ทีมสหวิชาชีพร่วมวางแผนดูแล 5) ใช้ Google Map และ Line กลุ่มติดตามผู้ป่วย 6) สร้างการมีส่วนร่วมของครอบครัว และเครือข่าย 7) วางแผนดูแลรายบุคคล 8) ติดตามต่อเนื่องหลังจำหน่าย และ 9) เสริมพลังครอบครัวในการดูแลผู้ป่วย และพบว่าหลังการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยผลการประเมินก่อนและหลังการใช้รูปแบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
สารีแหล้ น., & ทรัพย์สิริโสภา ก. (2026). การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงในชุมชน . วารสารวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, 5(2), 101–114. https://doi.org/10.14456/ksti.2026.22
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

World Health Organization. Mental disorders. [internet]. 2022 [cited 2026, Fab 13]. Available from: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/mental-disorders

กรมสุขภาพจิต. มาตรฐานการปฏิบัติงานการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข. 2566. 48.

สิริยาภรณ์ บรรณสิทธิ์, รวินันท์ โสมา. ปัจจัยทำนายความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง (SMI-V) ในผู้ป่วยยาและสารเสพติด: การศึกษาย้อนหลังในสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี. วารสารสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 2569. 9(1): 74-85. https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tjph/article/view/278377/190511

ขัติยา แก้วสมบัติ, อิศรา ขุนพิลึก, ชินกร สุจิมงคล, อัญชลี วิจิตรปัญญา. การวิเคราะห์บริบทของปัจจัยที่เอื้อและเป็นอุปสรรคต่อการจัดบริการสุขภาพจิต ระดับชุมชน สำหรับผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง: การศึกษาแบบผสานวิธีในหลายระดับ. 2567. 17(3): 157-171.

https://he02.tci-thaijo.org/index.php/RDHSJ/article/view/270774

ทิพย์วิมล ตั้งชูทวีทรัพย์, พุทธิพร พงศ์นันทกุลกิจ, สุภาพ ขวัญพูล. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชใช้สารเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย จังหวัดจันทบุรี. 2568. 26(2): 290-299. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JRTAN/article/view/276597/188268

Department of Mental Health. Guidelines for the care of psychiatric patients at high risk of violence (SMI-V Care System). Nonthaburi: Department of Mental Health; 2023.

Thumwong N, Kanato M. Methamphetamine use behavior, abnormal symptoms, and domestic violence among drug users in Thailand. Addictive Disorders & Their Treatment. 2020; 19(2): 88-98. https://doi.org/10.1097/ADT.0000000000000188

Zarit SH, Reever KE, Bach-Peterson J. Relatives of the impaired elderly: Correlates of feelings of burden. The Gerontologist. 1980; 20(6): 649-655. https://doi.org/10.1093/geront/20.6.649

Marlatt GA, Donovan DM. Relapse prevention: Maintenance strategies in the treatment of addictive behaviors. New York: Guilford Press; 2005.

นันทพญาน์ พิมพ์บุตร, นิตยา ฤทธิ์ศรี. การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรงด้วยการระดมพลังทางสังคมร่วมกับการจัดการรายกรณี อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม. วารสารโรงพยาบาลมหาสารคาม. 2568. 22(2): 177-192.

https://he02.tci-thaijo.org/index.php/MKHJ/article/view/275640/188087

Kemmis S, McTaggart R. The action research planner. Victoria: Deakin University Press; 1988.

Stringer ET. Action research. 4th ed. Thousand Oaks, CA: Sage Publications; 2014.

World Health Organization. Community mental health services: Promoting person-centred and rights-based approaches. Geneva: WHO; 2021. Available from: https://www.who.int/publications/b/57927

Anthony WA. Recovery from mental illness: The guiding vision of the mental health service system in the 1990s. Psychosocial Rehabilitation Journal. 1993; 16(4): 11-23. https://psycnet.apa.org/buy/1993-46756-001

Drake RE, Mercer-McFadden C, Mueser KT, McHugo GJ, Bond GR. Review of integrated mental health and substance abuse treatment for patients with dual disorders. Schizophrenia Bulletin. 1998; 24(4): 589-608.

https://academic.oup.com/schizophreniabulletin/article-abstract/24/4/589/1929004

Meyers RJ, Smith JE. Clinical Guide to alcohol treatment: The community reinforcement approach. New York: Guilford Press; 1995. https://shorturl.asia/DqQmi

Test MA., Stein LI. Alternative to mental hospital treatment: Conceptual model, treatment program, and clinical evaluation. Archives of General Psychiatry. 1980; 37(4): 392-407. https://cir.nii.ac.jp/crid/1573668924708385664

Penzenstadler L, Soares C, Anci E, Molodynski A, Khazaal Y. Effect of Assertive Community Treatment for Patients with Substance Use Disorder: A Systematic Review. European Addiction Research. 2019; 25(2): 56-67. https://doi.org/10.1159/000496742