การใช้ว่านหางจระเข้ในการรักษาบาดแผลปลาดุกลูกผสม (Clarias macrocepha-lus x Clarias gariepinus)

Main Article Content

ฐากูร บุญมา
ภัทรียา พลซา
วรัญยู ขุนเจริญรักษ์

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเข้มข้นของสารสกัดผงว่านหางจระเข้ที่ผสมในน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา และผลต่อการหายของบาดแผลปลาดุก โดยมีระดับความเข้มข้นต่าง ๆ กัน คือ ไม่ใส่ผงสารสกัด (ชุดควบคุม) ผสมผงสารสกัดว่านหางจระเข้ 100 ppm และ 200 ppm สำหรับชุดการทดลองที่เป็นผลการควบคุมในเชิงบวกนั้น ได้ใช้ออกซีเตตร้าไซคลิน 20 ppm โดยเริ่มจากการทำให้เกิดแผลในปลาดุกขนาด 8-9 กรัม (ความยาว 3-4 นิ้ว) ด้วยสำลีชุบกรดอะซิติกเข้มข้น 6% ทาบบริเวณลำตัวใต้ครีบหลัง เป็นเวลา 1 นาที แล้วสังเกตการเกิดบาดแผลของปลาแต่ละตัว โดยให้คะแนน 10 ในวันที่เกิดบาดแผล จากนั้นคะแนนบาดแผลค่อย ๆ ลดลงตามลำดับการหาย ทำการสังเกตทุก ๆ สามวัน ผลการทดลองพบว่า แผลของปลาดุกลูกผสมเริ่มมีอาการบวมแดงหลังจากทำแผลในวันที่ 1-3 (9-10 คะแนน) เมื่อการอักเสบลดลง แผลจะมีลักษณะสีแดง แต่น้อยกว่าในวันแรก ๆ (หลังจากการเกิดบาดแผล 3-6 วัน) จากนั้นจึงมีเนื้อเยื่อบาง ๆ ขึ้นมาปกคลุมแผล เกณฑ์ของแผลหายคือเกิดการปิดของเนื้อเยื่อผิวหนังอย่างสมบูรณ์แต่เกิดแผลเป็น มีรอยแผลที่ผิวหนังจาง ๆ ผลของการใช้สารสกัดว่านหางจระเข้ในการรักษาบาดแผล พบว่า ทั้ง 100 และ 200 ppm สามารถทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้น โดยเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 6 วัน หลังจากการเกิดบาดแผล ทำให้คะแนนบาดแผลของกลุ่มทั้งสองมีค่าต่ำกว่ากลุ่มควบคุม เช่นเดียวกับการใช้ออกซีเตตร้าซัยคลิน เมื่อพิจารณาดูคะแนนบาดแผลโดยภาพรวม พบว่า ปลาดุกลูกผสมที่ได้รับสารสกัดว่านหางจระเข้มีคะแนนบาดแผลต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P<0.05) โดยไม่มีความแตกต่างกับปลาที่ได้รับออกซีเตตร้าซัยคลิน จากการให้คะแนนบาดแผล พบว่า คะแนนของกลุ่มควบคุมสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในวันที่ 6 แสดงให้เห็นว่าผงสารสกัดว่านหางจระเข้และออกซีเตตร้าไซคลินสามารถทำให้บาดแผลของปลาดุกลูกผสมมีความเปลี่ยนแปลง ในวันที่ 9 พบว่า สารสกัดจากว่านหางจระเข้ 200 ppm ทำให้บาดแผลของลูกปลาดุกลูกผสมลดลงอย่างมาก แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับกลุ่มควบคุม (P<0.05) และไม่แตกต่างกับการใช้ออกซีเตตร้าไซคลิน (P>0.05)

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

บท
บทความวิจัย

Most read articles by the same author(s)