กรอบโครงความคิดและการเคลื่อนไหวของขบวนการต่อต้านโครงการวังหีบ จังหวัดนครศรีธรรมราช
คำสำคัญ:
กรอบโครงความคิด, ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม, การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการก่อตัวของขบวนการและสาเหตุการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการวังหีบ และศึกษากระบวนการสร้างกรอบโครงความคิด และเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการคงอยู่ที่เข้มแข็งและความสำเร็จของขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการวังหีบ โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐและแกนนำชาวบ้านที่คัดค้านโครงการ
ผลการวิจัยพบว่า 1) ขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านโครงการวังหีบในนามกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำวังหีบก่อตัวขึ้นจากการที่โครงการนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการทำมาหากินของชาวบ้าน โดยมีสาเหตุการเคลื่อนไหวจากการที่หน่วยงานรัฐทำลายความไว้วางใจของชาวบ้านที่มีต่อตัวโครงการทั้งในด้านเนื้อหา ด้านกระบวนการและด้านความสัมพันธ์ 2) ขบวนการได้สร้างกรอบวินิจฉัยปัญหาโดยวินิจฉัยว่าปัญหาที่นำมาสู่การเคลื่อนไหว คือ นโยบายการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชุมชน ปัญหาความไม่เป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ ปัญหาโครงสร้างอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ไม่เท่าเทียมกันและปัญหาเรื่องผลประโยชน์ในการดำเนินโครงการวังหีบ กรอบวินิจฉัยดังกล่าวได้นำมาซึ่งกรอบในการเสนอทางออก คือ การนำเสนอทางเลือกอื่น ๆ ในการบริหารจัดการน้ำ และทางออกในการเคลื่อนไหวต่อสู้ โดยประกาศจุดยืนห้ามเข้าพื้นที่เพื่อสำรวจการสร้างเครือข่ายและการใช้ชุดความรู้เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองกับภาครัฐ ส่วนกรอบการจูงใจให้เกิดการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวนั้น ได้จูงใจโดยนำถ้อยคำกระตุ้น ได้แก่ “ไม่คุย ไม่เจรจา” พร้อมชูประเด็นค่านิยมความเป็นครอบครัวว่าโครงการนี้จะทำให้ครอบครัวแตกแยกส่วนเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการคงอยู่ที่เข้มแข็งและความสำเร็จของการเคลื่อนไหวทางสังคม พบว่า มีปัจจัยหลัก ได้แก่ ความเป็นองค์กรที่เข้มแข็ง การปลดปล่อยการตระหนักรู้และโครงสร้างโอกาสทางการเมือง แม้ว่ากลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำวังหีบจะมีทรัพยากรไม่มากนักและมีความคับข้องใจสูงแต่ก็สามารถเคลื่อนไหวจนบรรลุผลสำเร็จได้
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กรมชลประทาน. (2559). โครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการวังหีบ จังหวัดนครศรีธรรมราช. บริษัทซิกม่า ไฮโดร คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท ครีเอทีฟ เทคโนโลยี จำกัด.
นพพล แก่งจำปา และธิติญา เหล่าอัน. (2561). การเมืองภาคประชาชน: กรณีศึกษาการเคลื่อนไหวต่อต้านเหมืองแร่ทองคำของชาวบ้าน “กลุ่มรักษ์บ้านเกิด” ตำบลเขาหลวง อำเภอ วังสะพุง จังหวัดเลย. วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, 13(43), 86-97.
นิธิตา สิริพงศ์ทักษิณ. (2566). ความขัดแย้งในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ: กรณีศึกษาโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านเหมืองตะกั่ว จังหวัดพัทลุง [รายงานวิจัย]. มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ประภาส ปิ่นตบแต่ง. (2552). กรอบการวิเคราะห์การเมืองแบบทฤษฎีขบวนการทางสังคม. มูลนิธิไฮน์ริค เบิลล์ สำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.
มติชนออนไลน์. (2561, 28 กุมภาพันธ์). แกนนำต้านเขื่อนวังหีบ ถูกขู่อุ้มเหตุ กลุ่มอิทธิพลหวั่นเสียผลประโยชน์. https://www.matichon.co.th/local/news_858699
มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน. (2564, 20 พฤษภาคม). พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง. https://www.facebook.com/CommunityresourcecentreThailand/posts/4005199899594729?ref=embed_post
Benford, R. D. & Snow, D. A. (2000). Framing Processes and Social Movements: An Overview and Assessment. Annual review of sociology, 26(1), 611-639.
Blalock, H. M. (1989). Power and Conflict: Toward a General Theory. Sage Publications.
McAdam, D. (1982). Political Process and the Development of Black Insurgency 1930-1970. University of Chicago Press.
McCarthy, J. D. & Zald, M. N. (1977). Resource Mobilization and Social Movements: A Partial Theory. American Journal of Sociology, 82(6),1212-1241.
McDonald, K. (2006). Global Movements: Action and Culture. Wiley-Blackwell.
Snow, D. A., Rochford, E. B., Jr, Worden, S. K. & Benford, R. D. (1986). Frame Alignment Processes, Micromobilization, and Movement Participation. American Sociological Review, 51(4), 464-481.
Wolf, E. A. & Van Dooren, W. (2021). Fatal Remedies, How dealing with Policy Conflict can Backfire in a Context of Trust-erosion. Governance, 34(4), 1097-1114.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
