การขยายพันธุ์มะรุมโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Moringa oleifera Lam.)
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสูตรอาหาร ชนิดและความเข้มข้นของสารควบคุมการเจริญเติบโตต่อการขยายพันธุ์ของมะรุมในสภาพปลอดเชื้อ โดยนำชิ้นส่วนเอ็มบริโอมาเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS (Murashige and Skoog), ½ MS และ WPM (Woody Plant Medium) ทุกสูตรเติมน้ำตาล 30 กรัมต่อลิตร และวุ้น 8 กรัมต่อลิตร วางเลี้ยงในสภาพให้แสง ความเข้มแสง 3,000 ลักซ์ นาน 14 ชั่วโมงต่อวัน ที่อุณหภูมิ 25±2 องศาเซลเซียส หลังจากเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 1 เดือน พบว่า อาหารสูตร ½ MS ให้ร้อยละการรอดชีวิตสูงสุด คือ ร้อยละ 93.33 รองลงมาคือ อาหารสูตร WPM และอาหารสูตร MS (ร้อยละ 80 และ 76.67 ตามลำดับ) สำหรับการเจริญเติบโตหลังจากเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 2 เดือน พบว่า ชิ้นส่วนเอ็มบริโอที่เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ให้ร้อยละการชักนำยอดรวม (ร้อยละ 60±0.26) จำนวนยอดเฉลี่ย (0.97±0.69 ยอดต่อชิ้นส่วน) และร้อยละการเกิดราก (ร้อยละ 63±0.09) สูงสุด ส่วนอาหารสูตร ½ MS ให้ความสูงต้น (3.65±1.09 เซนติเมตร) ความยาวใบ (0.14±0.05 เซนติเมตร) และความยาวราก (3.10±0.77 เซนติเมตร) สูงสุด ส่วนอาหารสูตร WPM ให้จำนวนใบ (3.03±0.55 ใบต่อชิ้นส่วน) และจำนวนราก (1.20±0.09 รากต่อชิ้นส่วน) สูงสุด สำหรับการชักนำแคลลัส นำชิ้นส่วนลำต้นใต้ใบเลี้ยงของมะรุม อายุ 2 เดือน ขนาด 0.5 เซนติเมตร วางเลี้ยงบนอาหารสูตร MS เติม 2,4-D (2,4-dichlorophenoxy acetic acid) เข้มข้น 0 0.5 1 1.5 2 และ 2.5 มิลลิกรัมต่อลิตร พบว่า อาหารสูตร MS เติม 2,4-D เข้มข้น 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร และ 1 มิลลิกรัมต่อลิตร ให้การชักนำแคลลัสสูงสุดร้อยละ 73 และอาหารสูตร MS เติม 2,4-D เข้มข้น 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร ให้น้ำหนักสดของแคลลัสเฉลี่ยสูงสุด (258.88±15.11 มิลลิกรัม) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤ 0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับทรีทเมนต์อื่น
Article Details
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชชา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชชา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ถือเป็นลิขสิทธ์ของวารสารวิชชา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำข้อมูลทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อการกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิชชา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชก่อนเท่านั้น
The content and information in the article published in Wichcha journal Nakhon Si Thammarat Rajabhat University, It is the opinion and responsibility of the author of the article. The editorial journals do not need to agree. Or share any responsibility.
เอกสารอ้างอิง
มนฑล สงวนเสริมศรี นิภาพร พิมเสน พีรวุฒ วงศ์สวัสดิ์ และภพเก้า พุทธรักษ์. (2557) ผลของ NAA ร่วมกับ TDZ ต่อการชักนำให้เกิดแคลลัสในมะรุม (Moringa oleifera Lam). วารสารนเรศวรพะเยา, 7(3), 242-251.
มุกดา สุขสวัสดิ์. (2544). ความอุดมสมบูรณ์ของดิน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
รัชนี เพ็ชร์ช้าง. (2554). การขยายพันธุ์ผักพื้นบ้านบางชนิดด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในตำบลนานกกก อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถิ์. วารสารมหาวิทยาลัยนเรศวร, 19(3), 35-42.
ลัดดาวรรณ อินทร์ดี (2557). การปลูกมะรุมและการแปรรูปมะรุม. สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2561,
จาก: http://anusorn911.blogspot.com/2014/02/blog-post_8.html
สยามเฮิร์บ. (2557). มะรุม สรรพคุณทางยาประโยชน์และผลข้างเคียงจากงานวิจัย ม.มหิดล. สืบค้นเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2560, จาก: http://siamherbs.blogspot.com/2014/09/moringa. html.
Bonga, J.M. and Aderkas, P.V. (1992). In Vitro Culture of Trees. Dordrecht: Kluwer Academic Publishers.
Farooq, S.A., Farooq, T.T. and Rao, T.V. (2002). Micropropagation of Annona squamosa L. using nodal explants. Pakistan Journal of Biological Science, 5, 43-46.
Katherine, K., Stephenson, S. and Fahey, J. W. (2004). Development of tissue culture method for the rescue and propagation of endangered Moringa Spp. Germplasm. Economic Botany, 58, S116-S124.
Oriabi, A. (2016). Moringa oleifera in vitro culture and its application as anti-diabetic in alloxan induced diabetic albino mice. International Journal of Current Microbiology and Applied Sciences, 5(2), 43-49.
Shittu, H.O., Aghogban, O.N., Akaluzia, H.C. and Chibuogwu, M.O. (2017). A comparison of callus production from Moringa oleifera Lam. leaf, cotyledon and stem explants using 2,4-Dichlorophenoxyacetic acid and kinetin for media supplementation. SAU Journal of science and technology, 2(1), 3-5.