การวิเคราะห์รูปแบบการทำประตูของทีมชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบรูปแบบการทำประตูฟุตบอลของทีมชนะเลิศและทีมคู่แข่งในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 กลุ่มตัวอย่างที่นำมาใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แมทช์การแข่งขันของทีมชนะเลิศ จำนวน 7 แมทช์ แล้วนำผลที่บันทึกได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยสมรรถนะการยิงประตู แบบสถิติเชิงบรรยาย นำเสนอเป็นตารางความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ด้วยสถิติ independent samples t-test ผลการวิจัยพบว่าทีมชนะเลิศมีรูปแบบการทำประตูที่นิยมมากที่สุด คือ ความสามารถเฉพาะตัว (7.71±4.57) การส่งบอลด้านข้างสนาม (3.57±2.23) และการส่งบอลทะลุทะลวง (1.71±1.80) พื้นที่ในการทำประตูที่มากที่สุด คือ เขตโทษ (10.71±3.95) ช่วงเวลาในการทำประตูที่มากที่สุด คือ ครึ่งแรก (8.29±4.23) และผลลัพธ์ในการทำประตูที่มากที่สุด คือ การยิงไม่เข้ากรอบประตู (6.43±2.88) และฝ่ายรับป้องกันได้ (5.28±2.50) ทีมคู่แข่งมีรูปแบบการทำประตูที่นิยมมากที่สุด คือ ความสามารถเฉพาะตัว (3.43±3.16) และลูกตั้งเตะ (2.14±0.90) พื้นที่ในการทำประตูมากที่สุด คือ เขตโทษ (4.14±1.77) ช่วงเวลาในการทำประตูที่มากที่สุด คือ ครึ่งหลัง (4.57±2.44) และผลลัพธ์ในการทำประตูที่มากที่สุด คือ การยิงไม่เข้ากรอบประตู (4.00±2.58) และฝ่ายรับป้องกันได้ (2.43±2.23) เมื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการทำประตูของทีมชนะเลิศและทีมคู่แข่ง พบว่ารูปแบบการทำประตู การส่งบอลด้านข้างสนาม การเล่นลูกนิ่ง การส่งบอลทะลุทะลวง พื้นที่ในการทำประตู เขตโทษ และผลลัพธ์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบรูปแบบการทำประตูฟุตบอลของทีมชนะเลิศและทีมคู่แข่งในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2020 กลุ่มตัวอย่างที่นำมาใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แมทช์การแข่งขันของทีมชนะเลิศ จำนวน 7 แมทช์ แล้วนำผลที่บันทึกได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยสมรรถนะการยิงประตู แบบสถิติเชิงบรรยาย นำเสนอเป็นตารางความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ ด้วยสถิติ independent samples t-test ผลการวิจัยพบว่าทีมชนะเลิศมีรูปแบบการทำประตูที่นิยมมากที่สุด คือ ความสามารถเฉพาะตัว (7.71±4.57) การส่งบอลด้านข้างสนาม (3.57±2.23) และการส่งบอลทะลุทะลวง (1.71±1.80) พื้นที่ในการทำประตูที่มากที่สุด คือ เขตโทษ (10.71±3.95) ช่วงเวลาในการทำประตูที่มากที่สุด คือ ครึ่งแรก (8.29±4.23) และผลลัพธ์ในการทำประตูที่มากที่สุด คือ การยิงไม่เข้ากรอบประตู (6.43±2.88) และฝ่ายรับป้องกันได้ (5.28±2.50) ทีมคู่แข่งมีรูปแบบการทำประตูที่นิยมมากที่สุด คือ ความสามารถเฉพาะตัว (3.43±3.16) และลูกตั้งเตะ (2.14±0.90) พื้นที่ในการทำประตูมากที่สุด คือ เขตโทษ (4.14±1.77) ช่วงเวลาในการทำประตูที่มากที่สุด คือ ครึ่งหลัง (4.57±2.44) และผลลัพธ์ในการทำประตูที่มากที่สุด คือ การยิงไม่เข้ากรอบประตู (4.00±2.58) และฝ่ายรับป้องกันได้ (2.43±2.23) เมื่อเปรียบเทียบสมรรถนะการทำประตูของทีมชนะเลิศและทีมคู่แข่ง พบว่ารูปแบบการทำประตู การส่งบอลด้านข้างสนาม การเล่นลูกนิ่ง การส่งบอลทะลุทะลวง พื้นที่ในการทำประตู เขตโทษ และผลลัพธ์ในการทำประตู ผู้รักษาประตูป้องกันได้และบอลชนคาน มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชชา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ผู้เขียนยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของผลงาน โดยบทความจะได้รับการเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution–NonCommercial–NoDerivatives License (CC BY-NC-ND 4.0) (https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/) ภายใต้สัญญาอนุญาตดังกล่าว ผู้อ่านสามารถอ่าน ดาวน์โหลด และเผยแพร่บทความได้โดยเสรีเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและไม่ใช่เชิงพาณิชย์ โดยต้องมีการอ้างอิงแหล่งที่มาของบทความอย่างถูกต้อง และไม่ดัดแปลงหรือแก้ไขเนื้อหาของบทความที่เผยแพร่ เนื้อหาที่ปรากฏในบทความ เช่น ข้อความ ตาราง รูปภาพ สมการ หรือภาพประกอบอื่น ๆ เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ ความคิดเห็นหรือข้อสรุปที่ปรากฏในบทความไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงความคิดเห็นของกองบรรณาธิการหรือหน่วยงานผู้จัดพิมพ์วารสาร
เอกสารอ้างอิง
ก.รวีวุฒิ ระงับเหตุ. (2564). ระบบการวิเคราะห์สมรรถนะในกีฬาวอลเลย์บอล: ประสิทธิภาพสมรรถนะในการทำแต้ม. วารสารวิชชา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. 40(2), 71-81.
การกีฬาแห่งประเทศไทย. (2558). คู่มือผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอล. สืบค้นเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2564, จาก: https://www.satc.or.th/upload/document/file/documentfile_922019180101.pdf.
กาหลง เย็นจิตต์. (2553). วิทยาศาสตร์การกีฬาฟุตบอล. กรุงเทพฯ: ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย.
นพพร เอกสาตรา. (2550). ยุทธวิธีการยิงประตูฟุตบอลในการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี ค.ศ. 2006 ณ ประเทศเยอรมนี. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต (พลศึกษา). มหาวิทยาลัยศรีนคริน ทรวิโรฒ, กรุงเทพฯ.
นิพล โนนจุ้ย. (2564). การวิเคราะห์รูปแบบการยิงประตูฟุตบอลโลก ปี 2018. สักทอง: วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (สทมส.), 27(1), 120-125.
นิพิฐพนธ์ มาลาหอม และชัชชัย โกมารทัต. (2556). การวิเคราะห์รูปแบบการทำประตูของทีมชาติสเปนและทีมคู่แข่ง ขันในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010. วารสารวิทยาศาสตร์การกีฬาและสุขภาพ, 14(1), 24-38.
ภาณุพงศ์ รุ่งมิตรจรัสแสง นิรอมลี มะกาเจ และพรพล พิมพาพร. (2556). การวิเคราะห์รูปแบบการยิงประตูของทีมชาติสเปนในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 และการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2012. ใน การประชุมวิชาการแห่งชาติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ครั้งที่ 10 (หน้า 1091-1100). นครปฐม: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.
Almeida, C., Santos, R., Mantovani, L. and Teoldo, I. (2022). Players’ participation in team possession of the 2014 FIFA world cup semi-finalists. Human Movement, 23(1), 44-49, doi: https://doi.org/10.5114/hm.2021.104186.
Yi, Q., Jia, H., Liu, H. and Gómez, A.M. (2018). Technical demands of different playing positions in the UEFA champions League. International Journal of Performance Analysis in Sport, 18(6), 926-937, doi: https://doi.org/10.1080/24748668.2018.1528524.